สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันพฤหัสบดีที่ 2 สิงหาคม 2018 สัปดาห์ที่ 17 เทศกาลธรรมดา

วันพฤหัสบดีที่ 2 สิงหาคม 2018 สัปดาห์ที่ 17 เทศกาลธรรมดา

🍏 เพราะว่า...
ไม่มีสิ่งใดเป็นไปไม่ได้สำหรับพระเจ้า
ฉันจึงสามารถมั่นใจในทุกก้าวเดิน...
เมื่อฉันเดินตามทางที่พระเจ้าทรงนำ

📚บทอ่านประจำวันพฤหัสบดีที่ 2 สิงหาคม 2018
สัปดาห์ที่ 17 เทศกาลธรรมดา
https://www.youtube.com/watch?v=rXRvY25vQTo

🍁The Potter's Hand
https://youtu.be/NR0vhnu51Uc

🍄🍄🍄🍄🍄🍄🍄🍄🍄🍄🍄

วันพฤหัสบดีที่ 2 สิงหาคม 2018
สัปดาห์ที่ 17 เทศกาลธรรมดา
อ่าน ยรม 18:1-6
มธ 13:47-53

แม้อาณาจักรสวรรค์เปิดกว้างสำหรับทุกคน
แต่พระเยซูเจ้าจำเป็นต้องอธิบาย ให้คนที่ติดตาม
ได้เข้าใจว่าใครที่เข้ามา ต้องปรับปรุง เปลี่ยนแปลง
เพราะที่สุดแล้ว อาณาจักรนี้ จะมีการแยกแยะ ดีชั่ว

ประสบการณ์กับช่างปั้นหม้อ ทำให้ประกาศกเยเรมีย์
ได้เข้าใจว่า สำหรับผู้ที่ยอมแยกแยะ ปรับเปลี่ยน
แล้วให้พระเจ้าปั้นเสริม เติมแต่ง
พระองค์ทรงสามารถเปลี่ยนแปลง
สิ่งที่ใคร ๆ เห็นว่าไร้ค่า ให้กลับมางดงาม

หมายเหตุ..
สิ่งที่น่ากลัว...ในสังคม
คงไม่ใช่เพราะ คนทำชั่ว มากขึ้น
หรือ ทำดี น้อยลง..
แต่มันเป็นการที่...คนเรา..
แยกแยะไม่ออกว่าอะไรดี อะไรชั่ว

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”

วันพฤหัสบดีที่ 2 สิงหาคม 2018

สัปดาห์ที่ 17 เทศกาลธรรมดา

ฉลอง พระนางมารีย์ มารดาแห่งปวงเทวา (ฉลองภายในครอบครัวฟรันซิสกัน)

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm. 

“ท่านทั้งหลายเข้าใจเรื่องเหล่านี้หรือไม่...” (มธ 13:47-53)

“ท่านทั้งหลายเข้าใจเรื่องเหล่านี้หรือไม่...” พระเยซูเจ้าได้ถามบรรดาศิษย์

พวกเขาตอบว่า “เข้าใจแล้ว”

การเป็นศิษย์ของพระเยซู

จึงหมายถึงการนำสิ่งที่อยู่ภายในออกมาเป็นประจักษ์พยาน

ดังสิ่งที่มีทั้งหมด ทั้งเก่าและใหม่ ออกจากคลังแห่งใจตน

ความเข้าใจ เรียกร้องชีวิตที่เป็นผลของความเข้าใจนั้น

เรียกร้องการกลับใจ คือการเปลี่ยนแปลงจากภายใน

________________

วันนี้ครอบครัวฟรันซิสกันของผมฉลองแม่พระแห่งปวงเทวา เป็นฉลองใหญ่วันหนึ่งของคณะครับ แต่ผมขอนำบทไตร่ตรองตอนจบของพระวรสารในเรื่องอุปมาของพระเยซูเจ้ามาไตร่ตรองต่อแล้วกันนะครับ หากผมใช้พระวาจาประจำวันของวันฉลองของคณะ พี่น้องอาจจะไม่เข้าใจ... ผมจึงขอไตร่ตรองสองเท่าในวันนี้ครับ...

พี่น้องที่รักครับ... ทีละเล็กทีละน้อย พระเยซูเจ้าใช้อุปมาเพื่อสอนความเข้าใจเรื่องพระอาณาจักรสวรรค์ ที่เป็นของทุกคน และรวมทุกคนไว้ด้วยกัน แต่ผู้ที่จะผ่านเข้าไปในอาณาจักรนั้นได้จริงๆ นั้น คือผู้ที่ต้องมานะบากบั่นอย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อรักษาตนเองไว้ให้เป็นข้าวพันธุ์ดี เป็นปลาที่ดีที่เหมาะที่จะเก็บไว้ให้เป็นประโยชน์

ชีวิตคริสตชน คือชีวิตหนึ่งที่พระเจ้าทรงปลูกเราไว้ด้วยความดีและความศักดิ์สิทธิ์ให้อยู่ท่ามกลางโลกนี้ เราจึงอยู่ท่ามกลางความดีและความไม่ดีของโลกนี้ และพระองค์ทรงปล่อยให้สิ่งเหล่านี้เติบโตมาด้วยกัน ไม่ได้ทำลายสิ่งใดๆ เลย แต่ที่สุด เมื่อเวลาแห่งการเก็บเกี่ยวมาถึง เมื่อเวลาแห่งการแยกมาถึง สิ่งที่น่าไตร่ตรองคือ... ชีวิตของฉันยังคงคุณค่าแห่งความดีและความงามของพระเจ้าไว้จนถึงที่สุดหรือไม่... หรือฉันกลายพันธุ์ไปเสียแล้ว ในขณะที่ประจักษ์พยานแห่งชีวิตที่ผ่านมาของฉัน อาจจะทำให้ข้าวพันธุ์ไม่ดีที่ใช้ชีวิตร่วมกับฉัน หรือปลาเลวที่ใช้ชีวิตร่วมกับฉันได้กลับเป็นข้าวพันธุ์ดี ปลาดี แต่ฉันกำลังหมดกำลังใจ และกลายเป็นข้าวเลว ปลาเลว ที่ไม่อาจจะรักษาคุณค่าอันใดไว้ให้เป็นประโยชน์ได้อีก... หากเป็นเช่นนั้น ฉันก็คงไม่ผ่านการทดสอบ การทดลอง เมื่อต้องได้รับการคัดเลือกเก็บไว้ในอาณาจักรของพระเจ้า

“ท่านทั้งหลายเข้าใจเรื่องเหล่านี้หรือไม่...” คงเป็นคำถามเดียวกันที่พระเยซูเจ้าคงถามเราด้วย ในยามที่ท้อแท้ สิ้นหวัง หมดกำลังใจ ในยามที่เกิดคำถามมากมายในชีวิตคริสตชน ทำไมฉันต้องดี ต้องศักดิ์สิทธิ์กว่าคนอื่นๆ เขาด้วยล่ะ ทำไมฉันต้องสัตย์ซื่อ ทำไมฉันต้องเมตตาอารีย์ ในขณะที่คนอื่นๆ เข้าเป็นในทางตรงกันข้ามกันหมด และทำไมฉันต้องแตกต่างกับเขาด้วยล่ะ เมื่อเขาเป็นเช่นนั้น และเขาก็ได้ดี เขาร่ำรวย เขามีความสุข แต่ฉันกลับเป็นไปในทางตรงกันข้ามกับพวกเขา... นัยว่า ฉันอาจจะเปลี่ยนชีวิตที่พระเจ้าทรงเลือกสรรไว้ให้เป็นเหมือนๆ กับคนอื่นๆ เขาบ้างจะเป็นไรไป ทำไมฉันต้องแตกต่างกับคนอื่นเขาด้วย ในความรักและความดี ฉันได้รับอะไรจากสิ่งเหล่านี้ นอกจากการเอาเปรียบ เห็นแก่ตัว และบางครั้งฉันก็แทบเอาตัวไม่รอด ทำไม ทำไม ทำไม พระเจ้าข้า ทำไมต้องเป็นเช่นนั้น...

“ท่านทั้งหลายเข้าใจเรื่องเหล่านี้หรือไม่...” เมื่อชีวิตคริสตชน คือชีวิตที่ต้องยืนหยัดมั่นคง ใช้สิ่งที่มีอยู่ในคลังแห่งชีวิตของตน ร่วมกับสิ่งใหม่ที่พระเจ้าทรงประทานให้เสมอๆ ทุกวัน คือการประทับอยู่ของพระองค์เคียงข้างเรา พระวาจา ศีลศักดิ์สิทธิ์ที่ทรงประทานให้เรา เพื่อเป็นกำลังใจในการดำเนินชีวิต เป็นศิษย์ของพระคริสตเจ้าอย่างสัตย์ซื่อ ยืนหยัดมั่นคงท่ามกลางความแปรเปลี่ยนของของโลกนี้ที่แปรเปลี่ยนไปตลอดเวลา... แต่ผู้ที่เพียรทน และสัตย์ซื่อจนถึงวาระสุดท้ายเท่านั้น จะได้รับความรอดพ้น นี่คือชีวิตที่ต้องผ่านการทดสอบ และไม่กลายพันธุ์ไปเสียก่อน เมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยว เมื่อถึงเวลาของการคัดแยก

จำเป็นจริงๆ จำเป็นต้องผ่านการทดสอบอย่างหนักจริงๆ เพื่อพิสูจน์ว่า ฉันเป็นบุตรแห่งพระอาณาจักรสวรรค์ จำเป็นจริงๆ ที่ฉันต้องกลั่นกรองออกมาเป็นประจักษ์พยานของชีวิตที่แตกต่างจากคนอื่นๆ ... ท่ามกลางโลก ท่ามกลางคนอื่นๆ ในสังคม ลูกของพระเจ้าแตกต่างจากพวกเขาอย่างไรเล่า เพื่อจะได้รับการคัดแยกไว้ในที่ที่เหมาะสมในบ้านของพระเจ้า... สำหรับฉัน คงไม่ง่ายเลย บางครั้งก็พอไหวนะ แต่อีกบางครั้งก็หนักเหลือเกิน จนอยากจะเป็นอย่างคนอื่นๆ เขาบ้าง... ทางออกเดียวที่พอเป็นไปได้มากที่สุด ก็คือ ฉันคงต้องเข้าพึ่งพระหรรษทานของพระเจ้าเท่านั้นเอง

ข้าแต่พระเจ้า... “เข้าใจแล้ว” ลูกเข้าใจแล้ว ขอทรงโปรดช่วยลูกให้เปิดใจและตั้งใจฟังพระวาจาของพระบุตร และรักษาไว้อย่างมั่นคงด้วยชีวิตที่เป็นประจักษ์พยาน จนถึงเวลาเก็บเกี่ยวและคัดแยกของพระองค์เถิด ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงเป็นพละกำลังและบทเพลงของข้าพเจ้า...

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

วันพฤหัสที่ 2 สิงหาคม 18 สัปดาห์ที่ 17 เทศกาลธรรมดา
บทอ่าน ยรม 18:1-6 / มธ 13:47-53
พระเยซูเจ้าตรัสกับเรา พระองค์สื่อสารกับเราผ่านทางเครื่องหมายภายนอกมากมาย เช่น พระคัมภีร์ หนังสือชีวิตจิต บทเทศน์ในมิสซา คำสั่งสอนของพระศาสนจักร นอกจากนี้ พระองค์ยังตรัสกับเราภายในใจด้วย พระองค์ได้ประทานพระจิตเจ้าในใจของเรา เพื่อเราจะได้ยินและเข้าใจพระวาจาของพระองค์ (2คร 1:22,1ยน 2:7) เพราะว่าพระจิตอยู่กับเรา พระองค์จึงตรัสกับเรา ภายในสภาพแวดล้อมของชีวิตประจำวันของเรา บางครั้งเราคาดหวังว่าพระองค์จะใช้แสงสว่างที่เจิดจ้า ใช้บทเพลงของทูตสวรรค์ หรือใช้วิธีการที่มีประสิทธิภาพอื่น แต่พระองค์ได้สื่อสารกับเรา ด้วยวิธีการง่ายๆบนโลกนี้
บัดนี้ ให้เราพิจารณาถึงวิธีการที่พระเป็นเจ้าตรัส กับประกาศกเยเรมีย์ พระองค์ได้ตรัสว่า “จงไปที่บ้านของช่างปั้นหม้อ แล้วเราจะแจ้งถ้อยคำของเราแก่ท่านที่นั่น” (ยรม 18:2) แน่นอนที่บ้านของช่างปั้นหม้อ ไม่มีอะไรพิเศษ สำหรับช่างปั้นหม้อ ที่หาเลี้ยงชีพด้วยการใช้ดินเหนียวปั้นถ้วย ชาม และโถ แต่ว่านั้นคือสถานที่เยเรมีย์ได้ยินเสียงของพระเป็นเจ้า ขณะที่มองดูช่างปั้นหม้อกำลังปั้นภาชนะ ด้วยดินเหนียวบนที่ปั้นหมุน และปั้นภาชนะอีกครั้งหนึ่ง เมื่อภาชนะเดิมเสียรูปทรงไป ขณะที่ภายในใจของเขา ได้ยินเสียงพระจิตเจ้า เมื่อมองดูช่างปั้นหม้อ เขาจึงสามารถตัดสินใจว่า พระเป็นเจ้าทรงต้องการให้เขาพูดอะไรกับประชาชนชาวเยรูซาเล็ม
พระเป็นเจ้าทรงทำกับเยเรมีย์อย่างไรในอดีต พระองค์ก็ทำเช่นเดียวกันกับเราในปัจจุบัน พระองค์ทรงต้องการพบกับเรา ไม่ว่าเราจะอยู่ในที่ใด และทรงยกเราให้ขึ้นไปหาพระจิตของพระองค์ เราเพียงแต่เริ่มฟังเสียงของพระจิตเจ้า ระหว่างที่เราเจริญชีวิตประจำวันของเรา ขอแต่ให้เราสนใจมองดูพระองค์ ซึ่งใช้เหตุการณ์ตามธรรมชาติ เพื่อตรัสและปลุกให้เราฟังเสียงของพระองค์
ข้าแต่พระบิดาเจ้า โปรดโน้มน้าวใจของเรา ให้ฟังพระวาจาของพระองค์ ขณะที่ลูกกำลังดำเนินไปตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน โปรดช่วยลูก ให้ฟังพระองค์ เพราะในอดีต ที่ลูกไม่เคยฟังพระองค์.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view