สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันศุกร์ที่ 3 สิงหาคม 18 สัปดาห์ที่ 17 เทศกาลธรรมดา

วันศุกร์ที่ 3 สิงหาคม 18 สัปดาห์ที่ 17 เทศกาลธรรมดา

☘ทุกสิ่งเป็นไปได้สำหรับคนที่เชื่อ
ทุกสิ่งดูง่ายขึ้นสำหรับคนที่มีความหวัง
และง่ายกว่านั้นอีกสำหรับคนที่มีความรัก
และยิ่งง่ายขึ้นไปอีกสำหรับคนที่มีทั้ง
ความเชื่อ ความหวัง และความรัก

📚บทอ่านประจำวันศุกร์ที่ 3 สิงหาคม 2018
https://www.youtube.com/watch?v=01tlwYgFYXA

🍇 เมื่อลูกได้เชื่อ
https://youtu.be/T1jREr72LsU

🌷🌷🌷🌷🌷🌷🌷

วันศุกร์ที่ 3 สิงหาคม 2018
อ่าน :
ยรม 26:1-9
มธ 13:54-58
 
ด้วยสติปัญญา ที่คิดว่ารู้อะไรมากมายเกี่ยวกับพระเยซูเจ้า
พร้อมกับจิตใจที่ขาดความเชื่อ และอคติที่ฝังเร้นอยู่ภายใน
ประชาชนบางคนจึงไม่สามารถยอมรับ ปรับท่าทีของตน
ในการติดตามพระคริสตเจ้า
 
พระเจ้า ได้ให้ความมั่นใจกับเยเรมีย์ ที่ทำหน้าที่ประกาศก
ให้พูดทุกคำที่พระองค์ทรงสั่ง ใครที่รับฟัง และยอมปรับปรุง
กลับใจ ละทิ้งความประพฤติชั่วร้ายที่เคยผิดพลาด
พระเจ้าก็จะทรงอภัยเช่นกัน

หมายเหตุ..
การรู้จักผู้คน เรื่องราว มากมาย...นั้นดี
แต่จะดีมากขึ้น..ถ้ารู้จัก “ตัวเอง”...ด้วย

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)
 

“พลังแห่งพระวาจา”

วันศุกร์ที่ 3 สิงหาคม 2018

สัปดาห์ที่ 17 เทศกาลธรรมดา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm. 

“คนนี้เอาปรีชาญาณและอำนาจทำอัศจรรย์มาจากที่ใด...” (มธ 13:54-58)

อัศจรรย์คือปรีชาญาณในการเข้าใจพระประสงค์ของพระเจ้า

อัศจรรย์และปรีชาญาณเหล่านี้มาจากพระเจ้าเท่านั้น

วันนี้ ชีวิตของฉันเป็นอัศจรรย์อะไรให้กับโลกบ้างหรือเปล่า...

เมื่อได้มีประสบการณ์กับพระเจ้าแล้ว

ชีวิตของฉันมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้างหรือเปล่า...

________________

วันนี้พระวาจาของพระเจ้าโดยการบันทึกของนักบุญมัทธิว ได้เล่าให้เราฟังถึงการที่พระเยซูเจ้าได้เสด็จไปสู่บ้านของพระองค์ พระองค์สั่งสอนในศาลาธรรม และผู้คนที่นั่นรู้จักพระองค์ รู้จักครอบครัวของพระองค์เป็นอย่างดี ลูกเต้าเหล่าใคร พวกเขารู้จักพระองค์เป็นอย่างดี เมื่อพระองค์ทรงเทศน์สอนในศาลาธรรม พวกเขาทึ่งและประทับใจคำสอนของพระองค์ และนับว่าสิ่งเหล่านั้นที่พระองค์ได้ตรัส เป็นสิ่งที่เรียกว่า “ปรีชาญาณ” ที่อัศจรรย์เหลือเกิน และ คนๆ นี้เอาปรีชาญาณและอำนาจในการทำอัศจรรย์มาจากที่ใด พวกเขาก็พูดกันท่ามกลางพวกเขากันเอง แต่แล้ว ก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมา

เมื่อเห็นดังนั้น แทนที่พวกเขาจะเชื่อสิ่งที่พระองค์ทรงสอน แม้ว่าพวกเขาจะยอมรับว่านั่นเป็นปรีชาญาณประดุจว่ามาจากสวรรค์ แต่พวกเขาก็ได้แต่ฟังเท่านั้น พวกเขาไม่ได้เชื่อ และเมื่อไม่เชื่อ พวกเขาก็ไม่ได้กลับใจและเปลี่ยนแปลงชีวิต เพราะความเชื่อในพระเจ้านั้น คือสิ่งที่เรียกร้องการกลับใจ

พี่น้องที่รักครับ เคยไหมครับ ที่หลายๆ ครั้ง เราอ่านหนังสือ หรือฟังอะไรมา แล้วเราก็รู้สึกในใจว่า “เออ จริงว่ะ” “เออ ใช่” แต่แล้วสิ่งที่ตามมา เราก็ได้แต่ทึ่งในความคิดเช่นนั้น แต่เราก็ไม่ได้ปฏิบัติกันจริงๆ เราประทับใจในคำสอน แต่เราก็ไม่ได้เชื่อฟังและเปลี่ยนแปลงตนเองจริงๆ สักที

มีหลายอย่างนะครับ ที่เราพบได้ในโลกเราวันนี้ ความคิด คำสอนดีๆ มากมาย ที่เราประทับใจ ข้อคิดดีๆ มากมายที่เราส่งกันในสื่อออนไลน์ ที่เราโพสต์กันแต่ละวัน... ดีๆ ทั้งนั้นครับ เราเก็บไว้ เราบันทึก เราถ่ายภาพไว้ เราประทับใจ เราแชร์ เราแบ่งปัน แต่ แต่ แต่ สิ่งที่น่าไตร่ตรองจริงๆ คือ เราปฏิบัติกันเป็นรูปธรรมในชีวิตของเรามากน้อยเพียงใด หรือให้เป็นเพียงความประทับใจที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เป็นสิ่งที่เราทึ่ง ชื่นชอบ แล้วเราก็ไม่ทำอะไรมากกว่านั้น เราไม่ได้เปลี่ยนแปลงปรับปรุงอะไรให้ดีขึ้นจากความรู้สึกทึ่ง ชื่นชอบ และประทับใจเลย... เรากลับมีข้อแก้ตัวสารพัดเพื่อจะเปลี่ยนแปลงตนเอง และสุดท้ายก็จบที่คำว่า “ไม่เอาดีกว่า...” เรียกว่า “ดีนะ แต่ฉันยังไม่พร้อมอ่ะ” อะไรทำนองนั้น... และหลังจากนั้น ชีวิตของฉันก็ยังเป็นเช่นเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย สิ่งที่ชอบ สิ่งที่ประทับใจในข้อคิดดีๆ ต่างๆ แม้กระทั่งพระวาจาของพระเจ้าก็เถอะ เป็นสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิต เหมือนเมล็ดข้าวที่ตกลงบนหิน และยังมีกอหนามปกคลุมอีก เมล็ดก็งอกขึ้นได้ แต่ไปไหนได้ไม่ไกล ที่สุดก็แคระแกรน และตายไปเท่านั้นเอง

บางที ผมยอมรับด้วยเช่นกันครับ ว่า หลายๆ ครั้งชีวิตก็เป็นเช่นนั้น มีคนบอกให้ผมส่งบทไตร่ตรองนี้ทางเฟสบุ๊คบ้าง ทำให้วันนี้ บทไตร่ตรองของผมก็ถูกส่งออกไปทางอีเมล ทางไลน์ ทรงเฟสบุ๊ค และสื่อออนไลน์ต่างๆ มากมาย... ผมทำไม่เป็น เขาก็ลงทุนเปิดเฟสบุ๊คให้ผม โพสต์ให้ผม บ่นผม พร่ำสอนผม จับมือผมกดสัมผัสไปที่สื่อเหล่านั้น เพื่อทำงานนี้เอง และที่สุด ผมก็ทำเป็นบ้าง... เขาพาผมไปมองดูในจุดที่คนกดแสดงความคิดเห็น... ก็มีหลายคนชอบ ชอบทั้งที่ได้อ่านแล้ว และไม่ได้อ่านก็มีครับ แต่อาจจะกดเป็นกำลังใจให้ผู้เขียนกระมังครับ เพราะบางครั้ง ส่งปุ๊บกดตอบมาปั๊บ มันดูจะเป็นไปไม่ได้เลยว่าได้อ่านบทไตร่ตรองยาวๆ ของผมแล้วอ่ะครับ... บางคนแสดงความคิดเห็นแบ่งปันกลับมาดีมากๆ สิ่งที่น่ารักที่สุด ความน่ารักที่สุด อาจจะไม่ใช่การกด “เอแมน อาแมน อาแมนค่ะ” แล้วก็จบกัน... ที่เป็นสิ่งที่ผ่านไปเช่นความรู้สึกประทับใจในพระวาจาของพระเจ้า แล้วก็จบลงตรงนั้น... วันนี้เรามีกลุ่มไลน์ กลุ่มเฟสบุ๊คมากมาย ที่เราแบ่งปันสิ่งดีๆ แก่กันและกัน และหลายครั้ง มันก็จบลงตรงนั้น มากกว่านั้น บางทีก็จบไม่ดีเลย ทะเลาะกัน ด่ากันหยาบๆ คาย สรรหาคำด่าเจ็บมาแข่งขันด่ากัน ... โอ้... โอ้ โอ้ แล้วมันจะทำให้อะไรดีขึ้นหรือ... ... ... แต่สิ่งที่มีค่าแท้จริงในการบริโภคข้อมูลดีๆ จากสื่อเหล่านี้ คือสิ่งที่ได้เข้าไปในหัวใจและเกิดการไตร่ตรองภายใน ส่งผลให้เห็นเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปจริงๆ ต่างหาก ที่กลับออกมาจากชีวิตของเราด้วยคุณค่ามากมาย เป็นอัศจรรย์แห่งปรีชาญาณ... ความรู้สึกเหล่านี้ เกิดขึ้นเหมือนกันนะครับในชีวิตของผม ผมเห็นสื่อออนไลน์ทุกวัน มีหลายความคิดที่ผมชอบ ประทับใจ... แต่พี่น้องครับ หลายครั้ง อุปสรรคของเราเหมือนกันครับ อุปสรรคของผมกับพี่น้องอาจจะเหมือนกันด้วยหรือเปล่า และดูเหมือนว่าเรายังทำกันจริงๆ ไม่ได้สักเท่าไรนักในชีวิตจริงของเรา เราเห็นด้วย แต่เราก็ยังไม่อาจจะเป็นคนหนึ่งที่ทำอะไรสักอย่างเพื่อความดีเหล่านั้น... เราอาจจะยังมีข้อกังขามากมาย และที่สุด ชีวิตของเราก็ไม่อาจมีอะไรเปลี่ยนแปลงได้เลย ความรู้สึกประทับใจในข้อคิดต่างๆ เหล่านั้น ก็เป็นเหมือนดอกไม้ที่เหี่ยวแห้งไปตามกาลเวลา แต่กระนั้นก็ดี ดอกไม้ก็ยังงอกขึ้นมาเรื่อยๆ... และเมื่อไรเล่า เราจะเป็นดอกไม้ดอกใหม่ที่งอกขึ้นมา และเป็นกำลังใจแก่ผู้คน ชีวิตของเราสวยงาม และมีคุณค่ามากกว่าดอกไม้ที่เราประทับใจในความงามของมัน ที่ก็เหี่ยวแห้งไปตามกาลเวลา แต่ชีวิตที่เป็นประจักษ์พยานอยู่เสมอ คือดอกไม้ คือกำลังใจ คือแรงผลักดันที่มีค่าที่สุด ที่จะทำให้โลกเราวันนี้ดีขึ้น สดใส และน่าอยู่ด้วยชีวิตที่สำนึกในความเป็นพี่น้องกันอย่างแท้จริง

พี่น้องที่รักครับ ทุกวัน ผมมั่นใจว่า เราคริสตชนทุกคน เรามีโอกาสพบปะกับพระเยซูเจ้าบ้างไม่มากก็น้อยครับ มีหลายอย่างที่เป็นที่สะกิดใจเราบ้าง มีหลายอย่างที่เป็นความดี ความงาม และความประทับใจในการพบปะผู้คนและสิ่งต่างๆ และในบรรดาสิ่งเหล่านั้น ในบรรดาผู้คนเหล่านั้น เราก็พบพระเยซูเจ้าด้วย... 

คงไม่มีประโยชน์อะไรใช่ไหมครับ หากเราเป็นเช่นคนที่คุ้นเคยกับพระองค์ สวดภาวนาเช้าค่ำ ไปวัดทุกวันอาทิตย์ ผมเอง เป็นนักบวช เป็นพระสงฆ์ ถวายมิสซาทุกวัน อ่านพระวาจาของพระเจ้าทุกวัน ได้มีโอกาสพบและอยู่ใกล้ชิดพระเยซูเจ้าทุกวัน ผมคงต้องถามว่า ประสบการณ์ในการพบกับพระองค์นั้น ผมมองเห็นเป็นเพียงความประทับใจ เป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่าเท่านั้นเองหรือ แล้วผมก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงในตนเองเลยจากการพบพระเจ้า และมีประสบการณ์ดีๆ กับพระองค์ในชีวิตของผม

พี่น้องที่รักครับ ขอพระพรของพระเจ้าช่วยเราเถอะ ปราศจากพระองค์แล้ว ก็ไม่มีสิ่งใดมั่นคง ไม่มีสิ่งใดศักดิ์สิทธิ์ (บทภาวนาของประธานอาทิตย์นี้) ให้เราวอนขอพระองค์เถิด ขออย่าให้เราเป็นเหมือนชาวบ้านที่พบพระองค์ ณ บ้านเกิดของพระองค์ ทึ่งในคำสอน ในพระวาจา และอัศจรรย์แห่งชีวิตของพระองค์ และแล้ว สุดท้าย ชีวิตของพวกเขาก็ไม่ได้มีความเชื่อ ฟังแต่ไม่เชื่อ เมื่อไม่เชื่อ ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปในชีวิตเลย... และพระเยซูสำหรับเขา ที่สุดก็เป็นลูกนางมารีย์ ลูกช่างไม้โยเซฟ พี่น้องของพวกเขาก็อยู่ท่ามกลางพวกเรา... สุดท้ายก็ “เฉยๆ” เท่านั้นเอง ประทับใจ ชอบ ทึ่ง และก็จบตรงนั้น ได้ยินได้ฟัง แต่ไม่ได้เชื่อ เมื่อไม่ได้เชื่อ ก็ไม่ได้กลับใจ... และดังนี้เอง พระองค์ก็ทำอัศจรรย์อะไรได้ไม่มากนัก เพราะเขาเหล่านั้นไม่มีความเชื่อ

พี่น้องที่รักครับ มีสิ่งดีๆ มากมายในโลกเราวันนี้ มีข้อคิดดีๆ มากมายที่เราพบเห็นได้ วันนี้ ลองเอากันจริงๆ สักอย่างดีไหม หยิบสิ่งที่เราประทับใจแต่ละวัน อาจจะเป็นพระวาจาของพระเจ้าก็ได้ หรือจะเป็นข้อคิดดีๆ อะไรก็ตามเถอะ... อย่าให้มันผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เข้าหูซ้ายทะลุออกหูขวา และไม่เข้าไปงอกงามในหัวใจสักที... วันนี้ หยิบบางสิ่งจากสิ่งดีๆ เหล่านี้ และทำให้มันเกิดผลในชีวิตของเรา เป็นผลของการเปลี่ยนแปลงตนเอง และเราเป็นคนหนึ่งในบรรดาคนแรกๆ ได้ไหม ที่เริ่มทำสิ่งดีๆ เหล่านี้ก่อน และเราจะได้ทำอัศจรรย์ในสิ่งที่โลกเห็นว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ และโลกเราจะได้ดีขึ้นบ้าง จากแรงผลักดันของพระวาจาของพระเจ้า ข้อคิดดีๆ ที่เรามีมากมายเหลือเกิน ไม่ใช่เก็บบันทึกไว้ใน “Keep” “Note” เท่านั้น แต่บันทึกไว้ในชีวิต เป็นชีวิตที่เปลี่ยนแปลง และเป็นประจักษ์พยานแก่ทุกคน

ข้าแต่พระเจ้า ขอพระองค์ทรงประทานพละกำลัง แรงบันดาลใจที่เข้มแข็งสำหรับลูก เพื่อให้ประสบการณ์ที่ลูกได้มี ได้พบในแต่ละวันนั้น ไม่ผ่านไปอย่างไร้คุณค่า และไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย แต่ขอให้สิ่งเหล่านั้น เป็นแรงบันดาลใจ ให้ลูกได้กลับใจอย่างสม่ำเสมอ ด้วยการเริ่มทำสิ่งดีๆ อันเป็นแรงบันดาลใจจากประสบการณ์ที่ลูกได้มี ได้พบ และได้อยู่กับพระองค์

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

วันศุกร์ที่ 3 สิงหาคม 18 สัปดาห์ที่ 17 เทศกาลธรรมดา
บทอ่าน ยรม 26:1-9 / มธ 13:54-58
พระคัมภีร์ได้สัญญากับเราว่า พระวาจาของพระเป็นเจ้า จะสำเร็จไปตามพระประสงค์ของพระองค์ (อสย 55:11) แต่เราได้รับประสบการณ์ ที่สอนเราว่า บรรดาชายและหญิงจำนวนมากไม่ได้ตอบสนอง พระวาจาของพระองค์แต่อย่างใด ตามที่พระองค์ทรงต้องการ บทอ่านที่หนึ่ง จากหนังสือประกาศกเยเรมีย์ ได้ชี้ให้เราเห็นจุดสำคัญ เมื่อท่านได้รับข่าวสารจากพระเป็นเจ้า เพื่อถ่ายทอดแก่บรรดาผู้นำและประชากรแห่งยูดาห์ เป็นการเตือนความพินาศ ถ้าพวกเขาไม่กลับมาหาพระองค์ แต่เมื่อเยเรมีย์ได้ประกาศข่าวสารออกไป ประชากรหากลับใจไม่ แต่ยังแสดงตัวเป็นศัตรูกับท่าน (ยรม 26:8-9)
พระเป็นเจ้ามีพระประสงค์ ที่จำนำประชากรออกจากภัยอันตราย และปกป้องพวกเขาจากผลของบาปของพวกเขา แต่ประชากรได้โต้ตอบข่าวสารด้วยความรุนแรง โดยข่มขู่จะประหารชีวิตท่าน ประกาศกได้รับฟังด้วยความสุภาพถ่อมตน และรักษาพระวาจาของพระเป็นเจ้า ด้วยความเอาใจใส่
บทอ่านยังช่วยให้เราพิจารณาว่า เราจะมีปฏิกิริยาอย่างไร เมื่อมีการนำพระวาจาของพระเป็นเจ้า มาให้แก่เรา เป็นต้นพระวาจาที่เราเอง ไม่ต้องการได้ยิน เราได้รับพระวาจาด้วยความสุภาพถ่อมตนหรือไม่? เรารับฟังด้วยความเอาใจใส่หรือไม่ เมื่อเรารู้สึกพระเป็นเจ้าทรงต้องการ ให้เราเห็นบาปของเรา เพื่อจะได้กลับใจและได้รับการบำบัด? เราได้ตรวจสอบดูปฏิกิริยาแรก และได้พิจารณาด้วยความเอาใจใส่ ต่อสิ่งที่เราได้ยินอย่างไร? เราได้ระงับจิตใจที่ว้าวุ่น และทำให้ปัญหาในใจสงบลง และปล่อยให้พระจิตเจ้าปลูกฝังพระวาจา ลงไปในใจเรา และบังเกิดผลหรือไม่?
ข้าแต่พระบิดาเจ้า ลูกขอโมทนาคุณพระองค์ สำหรับพระวาจาจำนวนมากมาย ที่พระองค์ได้ตรัสกับลูกในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และที่พระองค์ยังคงตรัสกับลูก เป็นต้น ในระหว่างการรำพึงนี้ โปรดช่วยให้ลูกเปิดใจต่อพระองค์เสมอไป...ข้าแต่พระเยซูเจ้า ลูกเชื่อว่า ผู้ที่แสวงหาจะพบพระองค์ ในการสวดภาวนา และโปรดให้ลูกมีความกล้าหาญ ที่จะประกาศให้โลกรู้ เกี่ยวกับพระองค์ ในทุกโอกาส.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view