สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันจันทร์ที่ 6 สิงหาคม 2018 ฉลองพระเยซูเจ้าทรงประจักษ์พระวรกายต่อหน้าอัครสาวก

วันจันทร์ที่ 6 สิงหาคม 2018 ฉลองพระเยซูเจ้าทรงประจักษ์พระวรกายต่อหน้าอัครสาวก

🍓 เพียงดวงตาฉายแววแห่งรัก
ดวงใจก็ทายทักรับรักให้
เพียงมีพระองค์อยู่ในใจ
สิ่งอื่นใดใหญ่ยิ่งนั้นไม่มี

📚บทอ่านประจำวันจันทร์ที่ 6 สิงหาคม 2018
ฉลองพระเยซูเจ้าทรงประจักษ์พระวรกายต่อหน้าอัครสาวก
https://www.youtube.com/watch?v=pcyIFxx87pU

🌻 Shine Jesus Shine
https://youtu.be/tT5n53HNeLc

🐠🐠🐠🐠🐠🐠🐠🐠🐠

วันจันทร์ที่ 6 สิงหาคม 2018
ฉลองพระเยซูเจ้าทรงประจักษ์พระวรกายต่อหน้าอัครสาวก
อ่าน
ดนล 7:9-10,13-14
มก 9:2-9

พระเจ้าทรงตอกย้ำ กับศิษย์ของพระเยซูเจ้าว่า
คนที่จะสามารถเป็นผู้ประกาศพระวาจาที่เข้มแข็ง
เขาจำเป็นต้องเป็นผู้ฟังพระวาจาที่เข็มแข็งก่อน
เพราะศิษย์พระคริสต์ที่แท้ ชีวิตของพวกเขา
ไม่ควรเริ่มจาก อยากสร้าง...อยากทำ...
แต่จำต้องเร่ิมจากการ “ฟัง”...
ถ้อยคำที่จะต้องไปประกาศ...

ในความฝัน เมื่อประกาศกเอเสเคียล
ได้เห็นภาพ ความย่ิงใหญ่ ล่วงหน้า
ของผู้รับใช้พระเจ้า ท่านยืนยันว่า
ผู้นั้นเปี่ยมด้วยอำนาจที่ไม่มีวันสิ้นสุด
อำนาจ ที่ไม่มีวันถูกทำลาย

การฉลองพระเยซูเจ้าประจักษ์พระวรกายต่อหน้าอัครสาวก
เตือนใจ ให้คิดถึงความสำคัญของการเป็นศิษย์
ติดตามพระเยซูเจ้า จำเป็นต้องมีการออกแรง เปลี่ยนแปลง
เพื่อจะแสดงให้เห็นว่า การได้อยู่กับพระเจ้านั้นดีจริง ๆ

หมายเหตุ....
การเปลี่ยนไป ไม่ใช่สิ่งที่เลวร้าย
แต่ สิ่งที่เลวร้าย อยู่ที่ ตัวเราเอง
ที่ไม่เข้าใจ การเปลี่ยนแปลง

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”

วันจันทร์ที่ 6 สิงหาคม 2018

สัปดาห์ที่ 18 เทศกาลธรรมดา

ฉลองพระเยซูเจ้าทรงประจักษ์พระวรกายต่อหน้าอัครสาวก

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm. 

“ที่นี่สบายน่าอยู่จริงๆ...แต่ “ผู้นี้คือบุตรสุดที่รักของเรา จงฟังท่านเถิด” ” (เทียบ มก 9:2-9)

ที่ที่สบายน่าอยู่จริงๆ

นั่นคือคำถามที่ตามมาว่า

ที่นั่นฉันอยู่กับใครต่างหาก

ที่ที่สบายน่าอยู่จริงๆ 

คือที่ที่ฉันอยู่กับพระเยซูเพื่อฟังพระองค์

ณ ที่นั่น คือที่ที่ฉันมีความสุขที่สุด

คือการได้อยู่กับพระองค์ และฟังพระองค์.

________________

จากการไตร่ตรองพระวาจาของพระเจ้าเมื่อวานนี้ ในวันอาทิตย์ เมื่อพระวาจาของพระเจ้าได้นำให้เราไตร่ตรองถึงสิ่งที่เราควรจะแสวงหาจริงๆ นั้น... คือสิ่งที่ได้รับมาครอบครองแล้วนำชีวิตนิรันดรมากให้ ไม่ใช่สิ่งของของโลกที่สักวันหนึ่งก็จะเสื่อมสลายไป... ชีวิตคริสตชนที่ผมย้ำตลอดมาว่า “เป็นศิษย์พระเยซู ไม่ต้องกลัวอดตาย” และไม่ต้องกลัวตาย ความตายนำเรากลับไปหาพระเจ้า... การเดินตามพระเยซูนั้น เราคงพบบรรยากาศแบบบรรดาศิษย์ของพระองค์บ้างแน่ๆ เมื่อพระเจ้าของเราไม่ใช่พระเจ้าผู้ชี้ทางแห่งความรอดพ้นให้เรา แล้วก็ปล่อยให้เป็นไปตามชะตากรรมของเรา แต่พระองค์ทรงเป็นมากกว่านั้นคือ พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ร่วมทาง พระเจ้าผู้ทรงเดินไปพร้อมกับเราครับ เมื่อเราหกล้ม พระองค์ก็บาดเจ็บไปพร้อมกับเราด้วยเสมอ หนทางที่เรามองดูว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ แม้จะไม่เข้าใจอะไรเลยในเวลานี้ สิ่งหนึ่งที่ฉันตระหนักอยู่เสมอคือ “พระองค์ประทับอยู่ที่นี่ พระองค์ทรงอยู่ตรงนี้ พระองค์เดินไปพร้อมกับฉัน”... วันนี้ฉันคิดอย่างไร หรือว่าฉันกำลังรู้สึกว่า ฉันตัดสินใจผิดที่มาเป็นคริสตังหรือเปล่า ฉันตัดสินใจผิดมากเลยใช่ไหม ที่มาเป็นนักบวช เป็นพระสงฆ์... หนทางสายอื่นดีกว่านี้หรือเปล่า...

แท้จริงแล้วหนทางแห่งไม้กางเขน เป็นสิ่งที่พระเยซูเจ้าทรงสอนบรรดาศิษย์ของพระองค์อยู่เสมอ (ลองอ่านพระวาจาก่อนหน้านี้สักนิด) แต่ดูเหมือนความคิดและความคาดหวังของพวกเขาในการเป็นศิษย์ของพระองค์ อาจจะเป็นไปในทางตรงกันข้ามกับสิ่งที่พระองค์กำลังสอนพวกเขา เพราะพวกเขากำลังคาดหวังความรุ่งโรจน์ ความรุ่งเรืองจากการเป็นศิษย์ของพระองค์ ในขณะที่พระองค์กำลังสอนให้พวกเขาให้มีความรู้สึกนึกคิดใหม่ สวมใส่สภาพมนุษย์ใหม่... คือเป็นเหมือนพระองค์... มีความชอบธรรมและความศักดิ์สิทธิ์ที่มาจากความจริง... ดำเนินชีวิตตามพระประสงค์ของพระบิดาเจ้า... (เทียบ อฟ 4:17, 20-24) สิ่งนี้ดูจะทำให้ฉันกังวล และอาจจะถามตนเองว่า... “คิดผิดไหมเนี้ย ที่มาเป็นศิษย์ของพระองค์ คิดผิดมากใช่ไหม ที่ทิ้งทุกสิ่งแล้วมาอยู่กับพระองค์...”

แต่แล้ว มาถึงตรงนี้ เมื่อพระองค์ทรงเปิดเผย ทรงประจักษ์พระวรกาย เมื่อพบความสุขที่สุดในการอยู่กับพระองค์ เปโตรได้ทูลพระเยซูเจ้าว่า “พระอาจารย์เจ้า ที่นี่สบาย น่าอยู่จริงๆ เราจงสร้างเพิงขึ้นสามหลังเถิด หลังหนึ่งสำหรับพระองค์ หลังหนึ่งสำหรับโมเสส อีกหลังหนึ่งสำหรับประกาศกเอลียาห์” ... นั่นคือการคิดที่จะปักหลักแล้วล่ะครับ คือเราอยู่ที่นี่กันเถอะ ที่ที่สบายน่าอยู่จริงๆ พวกเขาไม่อยากจะไปไหนแล้วล่ะ พอแล้ว คุ้มแล้วที่ได้เป็นศิษย์ของพระองค์ แต่พระองค์ทรงนำพวกเขากลับสู่ชีวิตจริง คือกลับไปที่พี่น้องที่อยู่ข้างล่าง (ลองอ่านพระวรสารโดยนักบุญมาระโกต่อจากตอนที่อ่านวันนี้อีกสักนิด) ที่นั่น ที่ที่ไม่มีพระเยซู ที่นั่นกำลังวุ่นวายอย่างไร... และเมื่อพระองค์กลับลงมา และประทับอยู่ท่ามกลางพวกเขา พวกเขาก็พบสิ่งที่เป็นไปได้เสมอ ขอเพียงมีพระองค์ประทับอยู่กับพวกเขา

เอาล่ะครับ เรากลับไปที่สาสน์แห่งพระวาจาที่สำคัญในวันนี้สักหน่อยครับ... นั่นคือเสียงจากก้อนเมฆ เสียงจากพระเจ้าที่ตรัสว่า “ผู้นี้คือบุตรสุดที่รักของเรา จงฟังท่านเถิด” ... นี่คือสาสน์ที่สำคัญจากพระวาจาของพระเจ้าในการฉลองพระเยซูเจ้าทรงประจักษ์พระวรกายในวันนี้... วันนี้ฉันฟังใคร ฉันฟังพระเยซูเจ้าหรือเปล่า... คงพอแล้ว ฉันฟังหลายคน ฟังโมเสส ฟังเอลียาห์ แต่วันนี้ เมื่อได้ยินเสียงนี้ และเงยหน้าขึ้น ฉันไม่เห็นใครแล้ว นอกจากพระเยซูเจ้าตามลำพัง... นั่นคือการฟังพระองค์ครับ ฟังพระองค์แต่เพียงผู้เดียว... วันนี้ฉันฟังพระองค์หรือเปล่า หรือฉันกำลังฟังใครอยู่ที่ไม่ใช่พระองค์

เมื่อฉันติดตามพระเยซูเจ้า เมื่อพระองค์ทรงเรียกฉัน พระองค์ทรงเรียกฉันมาเพื่ออยู่กับพระองค์ พระองค์ทรงเรียกฉันมาเพื่อเรียนรู้ เพื่อฟังพระองค์ เพื่อซึมซับชีวิตของพระองค์ไว้ในตนเอง พระองคือบุคคลที่ฉันต้องฟัง และดูเหมือนจะเป็นพระองค์เท่านั้น ที่ฉันต้องฟังมากที่สุดแล้วล่ะ เพราะแม้แต่โมเสส และเอลียาห์ ผู้ที่พวกเขาเชื่อฟังมาตลอด บัดนี้ก็ยังมาสนทนากับพระองค์ และเสียงจากฟ้าสวรรค์ก็บอกฉันว่า จงเชื่อฟังผู้นี้ ผู้ที่เป็นบุตรสุดที่รักของพระเจ้า...

เดินตามพระองค์ คือการอยู่กับพระองค์ และฟังพระองค์ และทุกสิ่งจะเป็นไปได้ ที่ที่สบายน่าอยู่จริงๆ นั้น คือที่ที่มีพระเยซูเท่านั้นเอง ขาดพระองค์แล้ว นั่นเป็นความสุขจอมปลอม พระประสงค์ของพระเจ้านั้นไม่อาจจะเป็นไปได้เลยในที่ที่เราอยู่ตามลำพังโดยไม่มีพระเยซู ศิษย์ทั้ง 9 คนข้างล่างไร้ความสามารถจริงๆ เมื่อไม่มีพระองค์ แต่เมื่อพระองค์เสด็จกลับลงไปนั้น พระองค์ทรงเป็นทุกสิ่งที่พวกเขาไม่สามารถ นั่นหมายความว่า ความสามารถทั้งหมดของเขานั้นมากจากการอยู่กับพระองค์ และเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์เท่านั้นจริงๆ

พี่น้องที่รักครับ ชีวิตคริสตชนที่เราเดินกับพระเยซูเจ้านั้น แน่นอนครับ เรามีสิ่งที่ไม่เข้าใจ มีสิ่งที่คิดว่าไม่อาจจะเป็นไปได้ เพราะคำสอนของพระองค์สอนให้เราก้าวออกจาก EGO ของตนเอง เพื่อฟังพระองค์ และดูเหมือนว่า หากเรายังติดอยู่กับสิ่งที่เป็น EGO ของตนเองนั้น เราก็ไม่อาจจะยอมรับและเข้าใจสิ่งที่พระองค์ทรงสอน และเราก็ไม่อาจจะกลับใจ เปลี่ยนแปลงชีวิตของเราเลย คำสอนของพระองค์ดูเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ และยากลำบากมากสำหรับชีวิตคริสตชนของเรา จนบางครั้งเราอาจจะบอกว่า “ไม่เอาละ นี่มากเกินไป ฉันจะตายอยู่แล้ว” อะไรกันนักกันหนา มาวัดวันอาทิตย์ ปฏิบัติตามกฎ แล้วจะมีอะไรมากมายนักหนาอีกหนอ... ให้อภัยทุกครา เมตตาทุกครั้ง เป็นพี่น้องกัน... กับโลกวันนี้น่ะหรือ ต้องมากขนาดนั้นเลยหรือ... ศิษย์พระเยซู ต้องทำมากนาดนั้นเลยหรือ ฉันเริ่มไม่เห็นด้วย เริ่มจะไม่ไหวแล้วล่ะ เป็นศิษย์พระองค์นั้นมีแต่กางเขน ฉันคงไปไม่รอดแน่ๆ เลย... แต่ที่สุด แม้ชีวิตของบรรดาศิษย์ของพระองค์เอง ก็ก้าวมากับพระองค์ถึงวันนี้ครับ วันที่พวกเขาเห็นความเป็นจริงของพระเจ้า วันที่พระองค์ทรงเติมเต็มเสริมพลังใจให้พวกเขา จนพวกเขาอยากจะปักหลักอยู่ที่นั่นกับพระองค์ และไม่อยากจะไปไหนแล้ว...

พี่น้องที่รักครับ แต่ที่สุด ความสุขที่สุด คือการอยู่ในที่ที่มีพระเยซูเท่านั้นเองจริงๆ ครับ วันนี้ ฉันอยู่กับพระองค์หรือเปล่า ฉันอยู่ที่ใด... และหากฉันอยู่กับพระองค์ หากฉันอยู่ในที่ที่มีพระองค์ วันนี้ ฉันคงไม่ปักหลักอยู่ที่นั่น แต่ฉันจะฟังพระองค์ ฉันจะมั่นคงเดินตามพระองค์ลงมา กลับไปยังพี่น้องอีก 9 คนข้างล่างที่กำลังวุ่นวาย เพราะที่นั่นไม่มีพระองค์ และที่ผ่านมาคือ พวกเขาไม่ต้องการฟังพระองค์ แต่พวกเขาต้องการฟัง และเดินตาม EGO ของตนเองเท่านั้น บัดนี้ โดยไม่มีพระองค์ พวกเขาไร้ความสามารถ ไร้ความเข้าใจ ขาดกำลังใจ และพวกเขากำลังจะตายอยู่แล้วในความวุ่นวายนั้น... 

พี่น้องครับ ผู้ที่เดินตามพระเยซู ผู้ที่ฟังพระองค์ ผู้ที่เป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า เขาย่อมเจริญชีวิตเป็นหนึ่งเดียวกับเพื่อนพี่น้องครับ สำนึกของความเป็นหนึ่งเดียวกันนี้ เขาจะกลับไปสู่เพื่อนพี่น้องที่กำลังลำบาก เขาจะไปพร้อมกับพระเยซู และที่สุด พี่น้องครับ ที่ที่สบายน่าอยู่จริงๆ นั้น คือที่ที่มีพระเยซูเท่านั้นเอง

ข้าแต่พระเจ้า ขอให้ลูกก้าวออกจาก EGO ของตนเอง เพื่อฟังพระองค์ และเมื่อฟังพระองค์แล้ว ลูกจะซึมซับชีวิตของพระองค์ เจริญชีวิตตามคำสอนของพระองค์ด้วยความมั่นใจ เพราะที่ที่ลูกเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ เชื่อฟัง และเดินไปพร้อมกับพระองค์ ที่นั่นแหละ คือที่ที่มีความสุขที่สุด.

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

วันจันทร์ที่ 6 สิงหาคม 18 ฉลองพระเยซูเจ้าประจักษ์พระวรกายต่อหน้าอัครสาวก
บทอ่าน ดนล 7:9-10, 13-14 / มก 9:2-9
หนังสือคำสอนคาทอลิกได้อธิบายว่า การประจักษ์พระวรกายของพระเยซูเจ้า มีจุดประสงค์เพื่อจะทำให้ความเชื่อของบรรดาอัครสาวกเข้มแข็งขึ้น ก่อนที่พวกท่านจะต้องเผชิญกับพระมหาทรมานของพระองค์ การเสด็จขึ้นภูเขาสูง เป็นการเตรียมตัวเพื่อขึ้นไปบนเขากัลวารีโอ พระเยซูเจ้าในฐานะเป็นประมุขของพระศาสนจักร ได้แสดงสิ่งที่อยู่ในพระวรกาย และส่องประกายออกมาในบรรดาศีลศักดิ์สิทธิ์ “ที่เป็นความหวังแห่งเกียรติมงคล”
เปโตร ยากอบและยอห์น คือ อัครสาวกทั้งสามของพระเยซูเจ้า ที่ได้เป็นประจักษ์พยานในการประวรกายของพระเยซูเจ้า ทั้งสามท่าน คือ สานุศิษย์ที่มีบทบาทสำคัญของพระองค์ การที่พระองค์อนุญาตให้ทั้งสามคนมีส่วนรู้เห็นเหตุการณ์นี้ จะนำไปสู่การถกเถียงกันว่า ใครในพวกเขาจะยิ่งใหญ่กว่ากัน (ลก 9:46) ในวันฉลองนี้ พระศาสนจักรนำเสนอเรื่องราวของการเปลี่ยนแปลงพระวรกายหรือการประจักษ์พระองค์ของพระเยซูเจ้า...พระพักตร์ของพระองค์เปล่งรัศมีดุจดวงอาทิตย์และฉลองพระองค์กลับมีสีขาวดุจแสงสว่าง...เราแต่ละคนสามารถมีประสบการณ์ของการเปลี่ยนแปลงตัวตนได้เหมือนกัน เป็นพระหรรษทานและคุณธรรมที่จะช่วยเปลี่ยนแปลงตัวเราให้มีสง่าราศรีเหมือนพระวรกายของพระเยซูเจ้า แต่ว่าบาปจะทำให้ตัวตนของเราเสียโฉม...ให้เราได้หันกลับมาหาองค์พระคริสตเจ้าสำหรับความช่วยเหลือต่างๆที่เราต้องการจากพระองค์ เพื่อว่าเราจะสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราด้วยการฝึกปฏิบัติคุณธรรม
เรื่องราวของการประจักษ์พระวรกายของพระเยซูเจ้าต่อหน้าอัครสาวกนั้น เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นบนภูเขาสูง เพราะบนภูเขา สามารถให้ทัศนียภาพที่กว้างไกลกว่า และจากบนภูเขาเราสามารถมองเห็นรายละเอียดของ สิ่งต่างๆข้างล่างได้มากขึ้น นอกจากนั้น ยังช่วยยกจิตใจของเราขึ้นสู่เบื้องบนได้อีกด้วย ทำให้เราอยู่ต่อหน้าความยิ่งใหญ่และความสวยงามของธรรมชาติซึ่งเป็นสิ่งสร้างของพระเจ้า และบนภูเขาสูง ทำให้เรารู้สึกว่าตัวเราอยู่ใกล้ชิดพระเจ้ามากขึ้น หรือกำลังอยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์ด้วยซ้ำไป

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view