สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันเสาร์ที่ 11 สิงหาคม 2018 ระลึกถึงนักบุญกลารา พรหมจารี

วันเสาร์ที่ 11 สิงหาคม 2018 ระลึกถึงนักบุญกลารา พรหมจารี

🌺ชีวิต...
มีวาระ … มีฤดูกาล
ในวันที่พายุชีวิตโหมมา
ฉันพูดกับตัวเองว่า ...
"เออน่า .. พายุไม่ได้เกิดขึ้นทุกวัน"

📚บทอ่านประจำวันเสาร์ที่ 11 สิงหาคม 2018
ระลึกถึงนักบุญกลารา พรหมจารี
https://www.youtube.com/watch?v=MZbxtsMKjfY

⛰Stand Still and Let God Move
https://youtu.be/I-iJZ53zjcw

🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺

วันเสาร์ที่ 11 สิงหาคม 2018
ระลึกถึงนักบุญกลารา พรหมจารี
อ่าน
ฮบก 1:12-2:4
มธ 17:14-20
 
ความเชื่อ เป็นสิ่งสำคัญ ในการเป็นศิษย์ติดตามพระคริสตเจ้า
พระเยซูเจ้าจำเป็นต้องตักเตือนศิษยื ที่ยังมีความเชื่อน้อย
เพราะหากมีความเชื่อที่มั่นคงนั้น ไม่มีอะไรที่พวกเขาจะทำไม่ได้
 
ความเชื่อใจ ทำให้ประกาศกฮาบากุก นำความทุกข์
มาร้องทูลต่อหน้าพระเจ้า เมื่อท่านพบกับความไม่ยุติธรรมในสังคม
แต่เพื่อจะพิสูจน์ความเชื่อของเขา พระเจ้าสอนให้ท่านรู้จักอดทน รอคอย
เพราะคนที่มีใจไม่ซื่อตรงจะพ่ายแพ้ แต่ผู้ชอบธรรมจะมีชีวิต
เพราะความซื่อสัตย์ มั่นใจ ในสิ่งที่ตนยึดมั่น
 
ด้วยความปรารถนาที่จะ
ถวายชีวิตของตนแด่พระคริสตเจ้า
นำท่าน นักบุญกลารา ให้สละละทิ้งทุกสิ่ง
เจริญชีวิตอย่างยากจน นำไปสู่การตั้งคณะกลาริส
เพื่อภาวนาสำหรับพระศาสนจักร แม้นบั้นปลายชีวิตของท่าน
จะทุกข์ทรมาน ด้วยความเจ็บป่วย แต่ท่านก็มิได้คิดถึงตนเอง

หมายเหตุ..
ภาวนาเป็นพิเศษสำหรับคณะภคิณีกลาริส กาปูชิน (ชีลับ)

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)
 

“พลังแห่งพระวาจา”

วันเสาร์ที่ 11 สิงหาคม 2018

สัปดาห์ที่ 18 เทศกาลธรรมดา

ฉลองนักบุญกลารา พรหมจารี

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm. 

“ถ้าไม่มีเรา ท่านก็ทำอะไรไม่ได้เลย...” (ยน 15:4-10)

ชีวิตคริสตชนถูกเรียกให้มาร่วมชีวิตกับพระเจ้า

เป็นชีวิตที่เชื่อและวางใจในพระองค์

ชีวิตคริสตชนไม่สามารถเกิดผลได้เลย

เมื่อไม่ติดอยู่กับพระคริสตเจ้า

เหมือนกิ่งองุ่นที่ไม่ติดกับเถา ย่อมไม่มีค่าอะไร

เดินกับพระเจ้ามายาวไกล

บัดนี้ฉันกำลังมีชู้กับพระเท็จเทียมหรือเปล่า

ฉันกำลังนมัสการความร่ำรวยยิ่งใหญ่

หรือนมัสการพระเจ้าผู้เป็นทุกสิ่งของชีวิตฉัน

คุยกับพระองค์เถอะ คุยกับพระองค์ให้ถึงใจในถิ่นกันดารนี้

คิดถึงวันที่ฉันหลงรักพระองค์ แล้ววันนี้ฉันเป็นเช่นใด...

________________

วันนี้พระศาสนจักรระลึกถึนักบุญกลารา พรหมจารี ผู้ร่วมตั้งคณะกลารีส กาปูชิน พร้อมกับนักบุญฟรันซิสแห่งอัสซีซี วันนี้สำหรับคณะกลารีส กาปูชิน ถือว่าเป็นวันสมโภช ส่วนเราฟรันซิสกัน เราฉลอง เพราะเรามีวันสมโภชนักบุญฟรันซิส แห่งอัสซีซี ในวันที่ 4 ตุลาคม (ปกติแต่ละคณะนักบวช จะมีวันสมโภชได้หนึ่งวัน และส่วนใหญ่ จะเลือกเอาวันฉลองผู้ตั้งคณะเป็นวันสมโภช) ดังนั้น วันนี้ ผมขออนุญาตนำพระวาจาในวันสมโภชมาไตร่ตรองแล้วกันนะครับ พี่น้องที่สนใจไตร่ตรองพระวาจาประจำวัน ซึ่งวันนี้พูดถึงความเชื่อที่บรรดาศิษย์ที่มีน้อย และไม่เชื่อฟังพระองค์ จนทำอะไรไม่ได้เมื่อพระองค์ไม่อยู่กับพวกเขา (พระวรสารประจำวัน ยน 17:14-20) เหมือนชีวิตที่ไม่เชื่อในพระองค์ ไม่ติดอยู่กับพระองค์เหมือนกิ่งก้านไม่ติดอยู่กับเถาองุ่น ย่อมเกิดผลไม่ได้เลย ซึ่งพระวาจาตอนข้างต้นนี้มีพระสงฆ์หลายๆ ท่านได้เขียนและแบ่งปัน พี่น้องอาจจะเลือกอ่านได้นะครับ ส่วนผม เช้านี้ขอไตร่ตรองพระวาจาในโอกาสฉลองนักบุญยิ่งใหญ่องค์หนึ่งของคณะก่อน และหากมีโอกาสเขียนอีกครั้งในวันนี้ ผมคงมีภาคสองครับ แต่ประเด็นที่ผมเขียนมาข้างตนนั้น สอดคล้องกับจริงๆ ทั้งพระวาจาประจำวัน และพระวาจาในมิสซาในเครือฟรันซิสกันวันนี้ นั่นคือ ชีวิตที่ไม่เชื่อในพระคริสตเจ้า และไม่ติดอยู่กับพระองค์ ย่อมเกิดผลไม่ได้เลย ชีวิตของบรรดาศิษย์ที่อยู่ตามลำพัง (ศิษย์สามคนขึ้นไปกับพระเยซูเจ้าบนภูเขาแห่งการประจักษ์พระวรกาย ทั้งเก้าคนข้างล่าง เมื่อไม่มีพระองค์ พวกเขาไม่มีความสามารถใดๆ เลย มากกว่านั้น พวกเขาไม่เชื่อในพระองค์ พวกเขาก็ไม่สามารถทำอะไรได้ที่เกิดผลในชีวิตแห่งการเป็นศิษย์ของพระองค์ได้เลย... 

นักบุญกลาราแห่งอัสซีซี ท่านเดินตามแบบอย่างของนักบุญฟรันซิส แห่งอัสซีซี คือสตรีผู้ยิ่งใหญ่จริงๆ ที่ก้าวเข้ามาร่วมชีวิตกับพระเจ้าอย่างลึกซึ้ง อย่างใกล้ชิด และได้ตั้งคณะ “ภคินีแห่งความยากจน” โดยถือความยากจนอย่างเด็ดขาด ไม่มีสิ่งใดเป็นกรรมสิทธิ์ นอกจากความรักและกางเขนของพระคริสตเจ้า ผู้ที่เธอปรารถนาร่วมชีวิตกับพระองค์อย่างแท้จริง บอมถวายชีวิตของตนเป็นสิทธิขาดแด่พระองค์ตลอดไป โดยเจริญชีวิตด้วยคุณค่าแห่งพระวรสารอย่างแท้จริง

บทอ่านที่หนึ่งวันนี้จากหนังสือประกาศกโฮเชยา (อชย 2:14-15, 19-20) ชีวิตของประกาศกโอเชยาที่ถูกสำท้อนภาพไปสู่ชาวอิสราแอล ด้วยการแต่งงานกับหญิงชู้ ที่นอกใจท่านเสมอๆ แต่ทุกครั้งท่านก็ได้ไถ่นางกลับมา... พระเจ้าทรงสะท้อนภาพนี้กับอิสราแอลประชากรของพระองค์ที่หักหลังพระองค์ไปมีพระเจ้าอื่น มีพระเท็จเทียม พระเจ้าแห่งเงินทอง ความร่ำรวย และได้ทอดทิ้งพระองค์ไป พระองค์ทรงให้ภาพของหญิงชู้นี้ เปรียบเทียบกับอิสราแอล... พระวาจาของพระเจ้าในบทอ่านที่หนึ่งวันนี้ พระเจ้าตรัสว่า.. “ดูซิ เรากำลังจะไปเกลี้ยกล่อมนาง เราจะนำนางไปในถิ่นทุรกันดาร เราจะพูดกับใจของนาง ที่นั่น นางจะตอบเรา เหมือนกับที่ได้ตอบเมื่อนางยังสาวอยู่ เหมือนกับที่นางได้ตอบเมื่อออกจากแผ่นดินอียิปต์...” โห สำหรับซิสเตอร์กลารีสฯ วันนี้ และสำหรับเราคริสตชน นักบวช พระสงฆ์ดวย เหมือนให้เราได้ไตร่ตรองหนักๆ เลยทีเดียว  เมื่อมาถึงวันที่พระเจ้านำเรากลับไปในถิ่นกันดาร คือนำเราไปในประวัติศาสตร์ของเราอีกครั้ง เมื่อครั้งพระองค์ทรงนำเราออกจากอียิปต์ เมื่อครั้งเราพบและรู้จักพระเจ้า และประชากรของพระองค์ได้รักพระองค์ ได้บอกรักพระองค์อย่างจริงๆ จังๆ แต่บัดนี้ ฉันนอกใจพระเจ้าหรือเปล่า ฉันมีพระเจ้าอื่นเข้ามาในชีวิตของฉันหรือเปล่า... ฉันเชื่อฟังใครนอกจากพระองค์หรือเปล่า... ฉันมีคนรักใหม่ที่ไม่ใช่พระองค์แล้วหรือไม่... นี่คือบทไตร่ตรองที่มีค่าจริงๆ ในชีวิตนักบวชในครอบครัวฟรันซิสกัน ที่เราแต่งงานกับความยากจน แต่เรางานกับพระมหากษัตริย์ผู้ยากจน เมื่อวันนั้น เรามีพระองค์เท่านั้น แต่สิ่งที่น่าพิจารณาวันนี้ วันนี้ เรามีใครเป็นหนึ่งในใจเรา... นักบวชอย่างฟรันซิสกัน กลารีสฯ เรายังมีพระองค์เป็นยอดดวงใจของเราหรือเปล่า... หรือพระเจ้าอื่นเข้ามาอยู่กลางใจเราเสียแล้ว แล้วพระเจ้าของเรากลับถูกมองข้ามไป... หรือเราเป็นเหมือนหญิงชู้ไปเสียแล้ว ที่นอกใจพระเจ้า 

พระองค์ทรงนำเรากลับไปในถิ่นกันดาร... บรรดาซิสเตอร์กลารีสฯ ได้แต่งานกับความยากจน พวกเธอได้ชื่อว่าเป็น “ภคินีแห่งความยากจน” ณ ที่นั่นเธอไม่มีใคร นอกจากยอดดวงใจของพวกเธอ คือองค์พระคริสตเจ้าเท่านั้น ในความยากจนของพวกเธอ พวกเธอกลับมีมากพอ เพื่อรับใช้พระเจ้าและเพื่อนพี่น้องจริงๆ... พี่น้องฆราวาสอาจจะบอกว่า เพราะเป็นนักบวชพระเจ้าจึงดูแล มีแต่คนถวายสิ่งของมากมาย น่าอิจฉามากใช่ไหม... คำถามที่ผมอยากถามก็คือ... ก็แล้วทำไมไม่มาเป็นนักบวชกันเยอะๆ ล่ะครับ ทำไมไม่สมัครเข้ามาในอาราม มาเป็นนักบวชกันเยอะๆ ล่ะครับ หากคิดว่าในอารามนั้นสบายกว่า และพระเจ้าทรงดูแลมากกว่าฆราวาส ทำไมวันนี้กระแสเรียกการเป็นนักบวชลดลงเหลือเกิน และไม่มีคนมากมายสนใจชีวิตเช่นนี้ล่ะครับ... แต่แท้ที่จริงแล้ว ชีวิตคริสตชนทุกฐานันดร มีพระเจ้าคอยเอาพระทัยใส่ดูทั้งนั้น แต่เพราะความไม่พอเพียง เพราะการคิดถึงหม้อเนื้อในอียิปต์แดนทาสกระมัง ทำให้คริสตชนก็นอกใจพระเจ้า และไปนมัสการพระเจ้าอื่น พระแห่งความร่ำรวย ชื่อเสียง เงินทอง ฯลฯ และก็ไม่อยากรับใช้พระเจ้าแห่งความยากจน... แต่พี่น้องครับ เมื่อพระเจ้าทรงสละพระองค์เอง ทิ้งความร่ำรวยของพระองค์ มารับความยากจนแบบเรา พระองค์ทรงทำให้เราร่ำรวยในพระองค์มิใช่หรือ ด้วยในพระองค์มีความรอดพ้นอย่างบริบูรณ์มิใช่หรือ... ในพระองค์มีทุกสิ่งที่จำเป็นและมากพอมิใช่หรือ...

ชีวิตเช่นนี้เหมือนบรรดาศิษย์ของพระเยซู ที่พระองค์ทรงเรียกให้มาอยู่กับพระองค์ เพื่อซึมซับชีวิตของพระองค์ แต่ตลอดหนทางของการติดตามพระองค์ พวกเขากลับไม่เข้าใจอะไรเลย อยากเป็นใหญ่ อยากเป็นคนที่นั่งข้างซ้ายข้างขวาของพระองค์ พวกเขากลับไม่เข้าใจอะไรเลยจริงๆ และชีวิตของพวกเขาก็ไม่ต้องการฟังพระองค์ และก็ไม่เชื่อในพระองค์อย่างแท้จริง การไม่เชื่อในพระองค์ คือการไม่ติดอยู่กับพระองค์ ชีวิตที่ไม่ติดอยู่กับพระองค์ดังกิ่งก้านกับเถาองุ่นนั้น พวกเขาไร้ความสามารถ พวกเขาทำอะไรไม่ได้เลย... คนหัวดื้อ เชื่อยาก... คือไม่อยากเชื่อ ไม่ยอมเชื่อ คือภาพของบรรดาศิษย์ที่พระองค์ตัดพ้อ... ความคิดที่แตกต่างไปจากพระองค์ เหมือนเป็นชีวิตที่ไม่ติดอยู่กับพระองค์ และชีวิตนั้น ก็ไม่อาจจะเกิดผลได้เลย

ชีวิตในพระคริสตเจ้า ชีวิตที่เลือกร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับพระคริสตเจ้าผู้ยากจนนั้น คือชีวิตที่ครบครันในพระองค์ พวกเขาไม่ขาดสิ่งที่จำเป็นเลย ชีวิตที่เป็นดังภาชนะดินเผา ดังบทอ่านที่สองวันนี้ (2คร 4, 9-10, 16-17) ไม่ใช่ชีวิตที่ง่ายนักสำหรับภาชนะดินเผาที่บอบบาง ตกทีเดียวก็แตกแล้ว แต่สิ่งที่สำคัญคือ สมบัติที่เก็บไว้ในภาชนะดินเผาต่างหาก ที่เป็นอานุภาพเหลือล้นที่มาจากพระเจ้า มิใช่มาจากตัวเรา เราทนทุกข์ทรมานรอบด้าน แต่เราก็ไม่ถึงกับจนมุม เราจนปัญญา แต่เราก็ไม่หมดหวัง เราถูกเบียดเบียน แต่เราก็ไม่ถูกทอดทิ้ง เราหกล้ม แต่เราก็ไม่ตาย เพราะเราแบกความตายของพระเยซูเจ้าไว้ในร่างกายของเรา เพื่อชีวิตของพระเจ้าจะปรากฏในร่างกายของเราด้วย... พี่น้องที่รักครับ พระวรสารเตือนเราอีกครั้ง ชีวิตที่ติดสนิทกับพระคริสตเจ้าย่อมเกิดผล แม้ว่าจะต้องถูกตัดถูกลิดบ้าง คือการตัดเอาสิ่งที่ไม่จำเป็นออกบ้าง เพื่อจะเป็นกิ่งที่เกิดผลมากมายในพระองค์... ชีวิตคริสตชนเป็นเช่นนี้จริงๆ ครับ อานุภาพทั้งมวลในชีวิตเรามาจากพระเจ้า เราอยู่ได้เพราะพระองค์จริงๆ ครับ... มาเป็นคริสตัง พระเจ้าไม่ได้สัญญาว่าเราจะร่ำรวย ไม่ได่สัญญาว่าเราจะรุ่งเรืองรุ่งโรจน์ตามมาตรฐานของโลก แต่มาเป็นคริสตัง คือมาเป็นกิ่งก้านที่ติดอยู่กับพระองค์ พระพรของพระองค์นั้นเพียงพอสำหรับเรา และมากพอที่เราจะสามารถแบ่งปันกับทุกคนได้ด้วย ชีวิตนักบวชของซิสเตอร์ “ภคินีผู้ยากจน” ของนักบุญกลาราที่เราฉลองในวันนี้ เป็นประจักษ์พยานถึงชีวิตที่ติดอยู่กับพระคริสตเจ้า เราลำบาก แต่เราก็อยู่ได้ เรายากจน แต่เราก็พอเพียง นี่คือความสุขในพระเจ้าที่เราลิ้มรสได้ตั้งแต่ในโลกนี้... หากเราไม่นอกใจพระองค์เสียก่อนล่ะ

ยากครับ ยากไม่น้อยเลย ที่คริสตังเราจะมีชีวิตคิดอยู่กับพระองค์ในภาพของพระวาจาข้างต้น เพราะอานุภาพทั้งหมดหากใช่อยู่ในเรา แต่อานุภาพทั้งมวลนั้นมาจากพระเจ้าเท่านั้นเอง เพื่อเราสามารถมีชีวิตอยู่ในพระองค์ และมีพระองค์เท่านั้น ก็เพียงพอแล้ว...

ข้าแต่พระเจ้า ลูกไม่ปรารถนาสิ่งใดแล้ว นอกจากพระองค์... ขอพระองค์ทรงค้ำจุนความตั้งใจของลูกนี้ด้วยเถิด เพื่อในความรักและความเชื่อวางใจในพระองค์ ลูกจะได้เกิดผลมากมาย.

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

วันเสาร์ที่ 11 สิงหาคม 18 สัปดาห์ที่ 18 เทศกาลธรรมดา ระลึกถึงนักบุญกลารา พรมหจารี
บทอ่าน ฮบก 1:12-2:4 / มธ 17:14-20
หลังจากที่พระเยซูเจ้าได้เสด็จลงมากภูเขา ที่พระองค์ได้ประจักษ์พระวรกายต่อหน้าอัครสาวกของพระองค์ (มธ 17:1-3) พระองค์ก็ต้องเผชิญกับปัญหาฝ่ายโลก คือกับคนที่ขาดความเชื่อ แม้ในท่ามกลางบรรดาสานุศิษย์ของพระองค์เอง เมื่อพวกเขาไม่สามารถรักษาคนที่ป่วยเป็นโรคลมชัก และบิดาของเด็กได้ขอให้พระเยซูเจ้ารักษาบุตรของตน พระเยซูเจ้าได้ติเตียนบรรดาคนที่ขาดความเชื่อ เหมือนกับที่โมเสสได้เคยติเตียนประชากรอิสารเอล เมื่อท่านได้กลับลงมาจากภูเขาซีนัย และเป้นพวกเขาขาดความเชื่อ (อพย 32:19) พระเยซูเจ้าทรงรักษาเด็กที่ป่วยด้วยคำสั่งง่ายๆ และได้ตรัสกับบรรดาสานุศิษย์ว่า พวกเขาสามารถที่จะเคลื่อนภูเขาได้ โดยอาศัยความเชื่อ ที่เป็นเรื่องเปรียบเทียบ ที่คนรู้จักดี ในเรื่องการขจัดปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิต พระเยซูเจ้าทรงต้องการให้ความหมายว่า ด้วยความเชื่อในพระเป็นเจ้า งานที่เหมือนยากที่สุด ก็สามารถทำให้สำเร็จได้ พระองค์ยังได้สอนบรรดาสานุศิษย์ที่ถ่อมตนว่า พวกเขาต้องการความเชื่อเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ที่เท่ากับเมล็ดมัสตาร์ด ก็สามารถเคลื่อนปัญหาที่ใหญ่โต ที่ขัดขวางมิให้พวกเขาพบทางที่จะไปยังพระองค์...มีอุปสรรคอะไรบ้าง ที่ขวางทาง มิให้ลูกรับใช้พระองค์?...ข้าแต่พระเยซูเจ้าโปรดทวีความเชื่อ เมื่อลูกต้องเผชิญกับปัญหาที่ยิ่งใหญ่
วันนี้เราระลึกถึงนักบุญกลารา ซึ่งเป็นบุตรีหัวปีของผู้มีฐานะดี ในครอบครัวของชาวโรมันโบราณ
ในวัยรุ่น กลาราได้อุทิศตนในการสวดภาวนา และการทำพลีกรรม ท่านต้องการได้รับชีวิตฝ่ายจิตมากขึ้นกว่าเดิม เมื่อตอนที่มีอายุได้สิบแปดปี นักบุญฟรังซิสได้มาเทศน์ที่วัดที่เมืองอัสซีซี และได้จุดประกายความรักในใจของกลารา ได้ขอร้องให้ท่านสอนเรื่องการเจริญชีวิต ตามพระวรสาร และท่านได้หนีอออกจากบ้านอย่างลับๆ ตามคำแนะนำของฟรังซิส โดยมีคุณอาและเพื่อนๆติดตามไปด้วย และได้เดินทางไปยังวัดแห่งปวงเทวา โดยมีฟรังซิสและเพื่อนๆรออยู่ กลาราได้เปลี่ยนเสื้อผ้า และสวมเสื้อผ้าที่เนื้อหยาบ พร้อมกับสวมผ้าคลุมศีรษะ และปฏิญาณตัวรับใช้พระเยซูเจ้า ท่านได้ตั้งนักพรตหญิง “กลาราผู้ยากจน” และเป็นอธิกการนานสี่สิบปี.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

เชิญฟังเสียงคพ.พงศ์เทพ ประมวลพร้อม อธิบายพระคัมภีร์มิสซาวันอาทิตย์นี้ค่ะ

https://youtu.be/28hr32wEQBs

view