สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันอังคารที่ 14 สิงหาคม 2018 ระลึกถึงนักบุญมักซีมีเลียน มารีย์ กอลเบ พระสงฆ์และมรณสักขี

วันอังคารที่ 14 สิงหาคม 2018 ระลึกถึงนักบุญมักซีมีเลียน มารีย์ กอลเบ พระสงฆ์และมรณสักขี

🍒ขอบพระคุณ .. พระเมตตาไม่สิ้นสูญ
ขอบพระคุณ .. รักเพิ่มพูนด้วยคุณค่า
ขอบพระคุณ .. หยาดน้ำค้างจากฟากฟ้า
ที่หยาดมาเติมใจล้าให้อิ่มเอม...

📚บทอ่านประจำวันอังคารที่ 14 สิงหาคม 2018
ระลึกถึงนักบุญมักซีมีเลียน มารีย์ กอลเบ
พระสงฆ์และมรณสักขี
https://www.youtube.com/watch?v=IjxUUjnkfPw

🍉 พระเจ้าทรงสัมผัสฉันวันนี้
http://youtu.be/TuTDCAWCFd8

🎋🎋🎋🎋🎋🎋🎋🎋

วันอังคารที่ 14 สิงหาคม 2018
ระลึกถึงนักบุญมักซีมีเลียน มารีย์ กอลเบ
พระสงฆ์และมรณสักขี
อ่าน
อสค 2:8-3:4
มธ 18:1-5,10,12-14

เมื่อศิษย์ถามพระเยซูเจ้า และถกเถียง
ถึงความยิ่งใหญ่ ว่าใครจะเหนือกว่าใคร
พระองค์ทรงทำให้พวกเขาเข้าใจว่า
คนนั้นคือ คนที่ถ่อมตน ด้วยท่าทีที่เหมือนเด็ก
ไม่ใช่ คนที่ทำตน เป็นเด็ก

เมื่อประกาศกเอเสเคียล แสดงออกถึงท่าที
ที่สุภาพอ่อนน้อม ถ่อมตน ต่อพระเจ้าในชีวิตของท่าน
ด้วยการทำตามที่พระเจ้าบอก และสั่ง
แม้จะยังไม่เข้าใจ แต่ท่านยินดีที่จะออกไป
ทำตามพระประสงค์พระเจ้า
ท่านพบกับความสำเร็จ

ความรัก และความซื่อสัตย์ต่อพระเจ้า
ในฐานะสงฆ์ของ นักบุญมักซีมีเลียน มารีย์ กอลเบ
ทำให้ท่านไม่สนใจ ความเจ็บปวด ทุกข์ทรมาน
ที่ต้องประสบ พร้อมกับยินดีที่จะสละชีวิตของตนแทนที่
หัวหน้าครอบครัว ในค่ายกักกัน

หมายเหตุ..
คนที่มีใจสุภาพ ถ่อมตน...
มักเตือนตัวเอง....
(เก่งได้....แต่อย่ากร่าง)

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”

วันอังคารที่ 14 สิงหาคม 2018

สัปดาห์ที่ 19 เทศกาลธรรมดา

ระลึกถึงนักบุญมัสซีมีเลียน กอลเบ พระสงฆ์ และมรณสักขี

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“ถ้าท่านไม่กลับเป็นเหมือนเด็กเล็กๆ ท่านจะเข้าอาณาจักรสวรรค์ไม่ได้เลย...” (มธ 18:1-5, 10, 12-14)

ชีวิตของศิษย์พระเยซู

คือชีวิตที่ต้อนรับพระเจ้า

เช่นเด็กที่สวมกอดบิดามารดาด้วยความวางใจ

ให้และให้หมดใจไม่มีกั๊ก

นี่แหละคือชีวิตของผู้ที่จะได้เข้าสู่บ้านของพระเจ้าได้...

________________

เมื่อผมเป็นครูคำสอนในโรงเรียน เมื่อทำงานอภิบาลในช่วงที่สองหลังจบการศึกษาที่กรุงโรมแล้ว สิ่งแรกที่ผมตั้งใจคือ ผมต้องมีโอกาสสัมผัสกับเด็กทั้งสี่พันกว่าคนให้ได้ ผมใช้เวลาเกือบปี เพื่อลงไปพบและอยู่กับเด็กในทุกระดับจนได้...

ผมทดสอบพฤติกรรมของเด็กๆ อย่างหนึ่ง ที่ผมทำเหมือนกันในแต่ละระดับ นั่นคือการเป็นครูช่างขอครับ ผมขอจากเด็กๆ ขอทุกระดับ สุ่มขอและสังเกตพฤติกรรม และสิ่งทำให้ผมเข้าใจความเป็นเด็กเล็กๆ ที่พระเยซูเจ้ากล่าวถึงในวันนี้ครับ... และต้องเป็นเช่นนี้ เพื่อจะเข้าสู่พระอาณาจักรของพระเจ้าได้

เมื่อผมขอจากเด็กอนุบาล เด็กเมื่อไว้วางใจผม เขาให้ครับ และให้ทั้งหมดที่มี โดยไม่กั๊กอะไรไว้เพื่อตนเองเลย ส่งให้ทั้งหมด ให้ทั้งถุงที่มี คือให้หมดใจครับ ไม่คิดเผื่ออะไรไว้เพื่อตนเองเลย ไม่เก็บอะไรไว้เพื่อตนเองเลย

เมื่อผมขอจากเด็กประถมต้น เด็กก็ให้ครับ แต่เขาต้องกินก่อน ได้รับก่อน หรือได้กินก่อน เก็บไว้ส่วนหนึ่ง แล้วจึงให้ส่วนหนึ่ง เหมือนบอกว่า “เราแบ่งกันนะ”

เมื่อผมขอจากเด็กประถมปลาย เด็กๆ หยิบให้นิดเดียว ส่วนน้อยที่สุดจากที่เขามี แต่ก็ยังให้ครับ

เมื่อผมขอจากเด็กมัธยมต้น... ไม่ให้ครับ คำตอบคือ “หลังถ้ำอ่ะ...หลังถ้ำ” คือไปซื้อเอาเองซิ หลังถ้ำแม่พระอ่ะ คือที่ที่แม่ค้าขายของเวลาเย็นๆ หลังเลิกเรียนครับ นั่นคือ ไม่ให้ครับ...

เอ้า... สุดท้ายครับ ผมขอจากเด็กมัธยมปลายครับ ซึ่งสนิทกับผมมากที่สุด เพราะอยู่กับผมมากที่สุด ทั้งในการเรียนการสอนและกิจกรรมหลายๆ อย่าง... เมื่อผมขอขนมจากนักเรียนระดับสูงสุดของโรงเรียน นักเรียนที่โตที่สุดของโรงเรียน คำตอบของเด็กคือ... “ผมขอ 20 บาทครับ เดี๋ยวผมไปซื้อให้ครับ...”... ก็ไม่ให้เช่นกันครับ แต่ว่า ขอเงินครับ เดี๋ยวจะไปซื้อให้ครับ... ผมให้ไป 20 บาทครับ นักเรียนมัธยมปลายหายไปที่หลังถ้ำแม่พระสักพักหนึ่ง และกลับมาด้วยขนมสองถุงจากเงิน 20 บาทที่เขาขอจากผมไปซื้อครับ เขาส่งให้ผมหนึ่งถุงครับ และอีกถุงเป็นของเขาครับ “ขอบคุณครับ” เขากล่าว... นี่คือนักเรียนมัธยมปลายครับ...

ครับ เด็กๆ มัธยมหลาย อาจจะคุ้ยเคยกับผม ทุกอย่างเลยออกมาเป็นเรื่องขำๆ เช่นนั้น ซึ่งอย่างไรก็ตาม อาจจะไม่ใช่บทสรุปของอัตลักษณ์ของพวกเขาอย่างแท้จริงหรอกครับ นั่นเป็นการสุ่มเอาสักแค่บางส่วนบางคน คงไม่อาจเป็นบทสรุปของสังคมทั้งหมดของนักเรียนมัธยมปลายได้... ผมเล่าเรื่องนี้ขำๆ ครับ แต่มันส่อแววของชีวิตมนุษย์ที่เฉียบคมขึ้น เมื่อเขาโตขึ้น จนวันนี้ พระเยซูเจ้าได้ตรัส... “ถ้าท่านไม่กลับเป็นเหมือนเด็กเล็กๆ ท่านจะเข้าอาณาจักรสวรรค์ไม่ได้เลย...” (มธ 18:1-5, 10, 12-14) นั่นคือการกลับไปเช่นเดิม ชีวิตที่ซื่อๆ ให้และให้หมดใจ... 

หากเราไตร่ตรองพระวาจาของพระเจ้าเรื่องเดียวกันนี้ ในพระวรสารโดยนักบุญมาระโก เราจะพบว่า พระเยซูเจ้าทรงสวมกอดเด็ก และธรรมชาติของเด็ก เขาก็สวมกอดพระองค์ด้วย... นี่คือบทสรุปของคำสอนเรื่องความสุขแท้ในย่อหน้าแรก... ความสุขแท้แก่ผู้มีใจยากจน เพราะคนยากจนสามารถสวมกอดพระเจ้า มอบตนไว้ในพระองค์ทั้งหมด แบบหมดสิ้น หมดใจ ไม่เหลืออะไรไว้ในตนเองอีก แต่หมดใจมอบแด่พระเจ้าจริงๆ ครับ

เด็กเล็กๆ เมื่อกลับบ้าน เมื่อไม่พบพ่อแม่ เขาถามหากพ่อแม่... “พ่อกับแม่ไปไหนอ่ะ...” บางคนร้องไห้ และไม่กินไม่นอนเลย... แต่พอโตขึ้นมาหน่อย เมื่อกลับบ้าน เขาบอกเพื่อนๆ ว่า “มาเถอะ พ่อแม่กูไม่อยู่ มาที่บ้านกูซิ อิสระแล้วกู...” พอโตขึ้นมาอีกหน่อย เขาก็ถามพ่อกับแม่ว่า  “เมื่อไรพ่อกับแม่จะไปต่างจังหวัดอีกอ่ะ...” และเมื่อโตมากขึ้น สุดท้ายเขาอาจจะบอกว่า “พ่อกับแม่ไม่ต้องมายุ่งกับหนู หนูโตแล้ว...”

แกะที่ต้องครบร้อยตัว สำหรับเด็ก คือเมื่อเขานับ คือต้องครบครับ... แต่สำหรับผู้ใหญ่ อาจมีคำว่า “หายไปบ้าง ไม่เป็นไร...” หนักกว่านั้น “หายไปบ้างก็ดีเหมือนกัน” หนักสุดๆ คือ “ไอ้ตัว...นั่นอ่ะ หายไปซะได้ก็ดีที่สุด จะได้ไม่มีก้างขวางคอ จะได้ไม่มีตัวน่ารังเกียจท่ามกลางพวกเรา” ... สำหรับพระเจ้า ร้อยของพระองค์คือต้องครบทั้งร้อยครับ ไม่มีการหยิบสิ่งใดทิ้งไปเลย แม้ว่าจะมีสิ่งใด ตัวใดอาการย่ำแย่สักเพียงใด ไม่มีทิ้งเลยครับ เมื่อนับ สิ่งที่ไม่ครบ คือต้องหาให้ครบครับ

นี่คือการคิดแบบลูกของพระเจ้าครับ... เขาใช้หัวใจครับ ไม่ได้ใช่หัวคิด... และคำตอบของหัวใจ ย่อมงดงามกว่าสิ่งที่ออกมาจากหัวคิดเสมอ

ข้าแต่พระเจ้า ลูกขอดวงใจเยี่ยงพระองค์ บรรจุไว้ในดวงใจของลูกด้วยเถิด... ข้าพเจ้าพร้อมแล้ว พระเจ้าข้า ข้าพเจ้ายินดีทำตามน้ำพระทัย (เพลงสร้อยที่ 35 ที่เราขับร้องในมิสซาวันนี้)

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

วันอังคารที่ 14 สิงหาคม 18 สัปดาห์ที่ 19 เทศกาลธรรมดา
บทอ่าน อสค 2:8-3:4 / มธ 18:1-5,10,12-14
ถ้าพระเป็นเจ้า ผู้เป็นองค์ความดี และศักดิ์สิทธิ์ ยังทรงต้องการที่จะพูดกับเราในเวลาสงบเงียบ ทำไม่เราจึงไม่หาเวลาสงบเงียบให้มากขึ้น? พระเป็นเจ้าคือผู้ครบครันทุกประการ แต่บางครั้งดูเหมือนว่าเราไม่ฟังพระสุรเสียงของพระองค์ เพราะเรากลัวว่า พระองค์จะชี้ให้เราเห็นบาปและความบกพร่องของเรา เรามีความวิตกกังวลว่า ระเบียนวินัยของพระองค์นั้นเคร่งครัดจนเกินไป มีแต่ความเจ็บปวด เราต้องการจะรู้ว่า เมื่อพระเป็นเจ้าตรัสถึงบาปของเรา เพราะพระองค์ทรงต้องการทำเพื่อความดีของเรา ประกาศกเอเสเคียล ได้รับการบอก ให้กลืนม้วนหนังสือเข้าไปในปาก ที่มีอักษรเขียนอยู่ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ที่เป็นข้อความของความคร่ำครวญ การไว้ทุกข์ และคำวิบัติ (อสค 2:10) แต่ม้วนหนังสือนั้นไม่มีรสขม แต่มีรสหวานเปรียบเหมือนน้ำผึ้งในปากของข้าพเจ้า (อสค 3:3)
พระเป็นเจ้าทรงต้องการ ที่จะจัดระเบียบความประพฤติที่ทรยศของกรุงเยรูซาเล็ม ผ่านทางประกาศกเอเสเคียล ขณะที่ทรงชี้ให้ประชากรเห็นบาปของตนเอง เพื่อเปิดโอกาสให้พวกเขาได้กลับใจ พระองค์ทรงต้องการฟื้นฟูสัมพันธภาพกับพระองค์ ผู้ซึ่งได้สื่อสารเสียงเรียกร้องของพระองค์ เพื่อให้มีการกลับใจ สารของพระองค์ไม่มีการคร่ำครวญ หรือคำวิบัติ ประกาศก คือ ตัวเชื่อมโยง เพื่อนำพระพรไปมอบให้แก่ประชากรอิสราเอล
วันนี้ เราระลึกถึงนักบุญแม็กซีมีเลียม กอลเบ ซึ่งได้รับศีลบวชเป็นพระสงฆ์เมื่อปี 1918 ที่กรุงโรม และได้เดินทางกลับไปประเทศโปแลนด์ เพื่อสอนประวัติของพระศาสนจักรที่ในบ้านเณรที่เมืองคราคอฟ ท่านยังได้สร้างอารามฤษีขึ้นใหม่ ในปี 1939 อารามแห่งนี้ได้มีสมาชิกชายประมาณ 800 คน เป็นอารามที่ใหญ่ที่สุดในสมัยนั้น และยังมีเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ รวมทั้งสถานพยาบาล ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ท่านยังได้รับผู้ลี้ภัยชาวยิว ได้พิมพ์สิ่งตีพิมพ์ต่อต้านนาซี ท่านได้ถูกขังคุก และได้สมัครยอมตายแทนนักโทษ และได้รับการประกาศชื่อเป็นนักบุญโดยพระสันตะปาปายอห์น ปอลที่ 2 ในปี 1982

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view