สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม 2018 สัปดาห์ที่ 19 เทศกาลธรรมดา

วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม 2018 สัปดาห์ที่ 19 เทศกาลธรรมดา

🍊 “พระเจ้าทรงรักโลกนี้
ยอมให้แม้ชีวีเพื่อเรา
ในพระคริสต์ผู้ไถ่บาปเรา
ผู้เป็นที่รักของพระองค์”

📚บทอ่านประจำวันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม 2018
สัปดาห์ที่ 19 เทศกาลธรรมดา
https://www.youtube.com/watch?v=7UrPd3yQlA0

🌷Give Them All To Jesus
http://youtu.be/Whdd4fs3RB

🐳🐳🐳🐳🐳🐳🐳🐳🐳

วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม 2018
สัปดาห์ที่ 19 เทศกาลธรรมดา
อ่าน
อสค 18:1-10,13ข,30-32
มธ 19:13-15

พระเยซูเจ้า สอนศิษย์ของพระองค์ให้มองดูท่าทีของเด็กเล็ก ๆ
เป็นท่าทีที่จำเป็น เพื่อจะเข้าหาพระเจ้าในอาณาจักรสวรรค์
ไม่ได้หมายความว่าอาณาจักรนี้มีไว้สำหรับเด็กๆ เท่านั้น
แต่อาณาจักรนี้มีสำหรับทุกคนที่มีความวางใจใสซื่อ ในการเข้าหาผู้อื่น

เสียงของพระเจ้าย้ำเตือนผ่านทางประกาศกเอเสเคียล
จงทำตนให้มีใจใหม่ และจิตใหม่
ผู้ชอบธรรรม จงปฎิบัติตามความถูกต้อง และความยุติธรรม
เพราะพระเจ้าจะทรงพิพากษาแต่ละคนตามความประพฤติของเขา

หมายเหตุ…
ความไว้วางใจ...เป็นสิ่งสำคัญ
ที่จำเป็นต้อง “มี”…ไม่ว่าจะทำสิ่งใด
จำเป็นต้อง “สร้าง” เพื่อให้คนอื่นไว้วางใจได้

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”

วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม 2018

สัปดาห์ที่ 19 เทศกาลธรรมดา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“แต่บรรดาศิษย์กลับดุว่าคนเหล่านั้น...” (มธ 19:13-15)

สถานที่ 8 พระเยซูเจ้าทรงตรัสบรรเทาทุกข์สตรีชาวเยรูซาแลม

พระเยซูทรงหยุดระหว่างทางเพื่อเป็นกำลังใจให้คนมากมาย

แต่บรรดาศิษย์กลับอยากจะรีบไปให้ถึงจุดหมาย

จุดหมายของพระเยซูและบรรดาศิษย์คงต่างกัน

จุดหมายของฉันคืออะไร

ความเป็นพี่น้องเปี่ยมรักและเป็นหนึ่งเดียวกัน

หรือความเป็นใหญ่ข้างหน้า

ปล่อยให้พวกเขาเข้ามาหาเราเถิด...

นี่คือพระวาจาของพระเจ้า

และวาจาใดเล่าที่ฉันจะบอกกับพี่น้อง...

ฉันจะไล่พวกเขาไปหรือ ???

________________

พระวรสารโดยนักบุญมัทธิวบทที่ 18 เราได้พบเรื่องราวที่พระเยซูเจ้าได้ตรัสถึงพระศาสนจักรแล้ว และในบทที่ 19 พระองค์ได้ตรัสถึงพระอาณาจักรสวรรค์ที่เข้ามาใกล้แล้ว คือความสมบูรณ์ของความรอดพ้น ที่จะไม่มีสิ่งใดมาขวางกั้นระหว่างพระเจ้าและมนุษย์อีก... แต่สำหรับบรรดาศิษย์ของพระเยซูเจ้า... ระหว่างทางที่พระองค์จะทำให้พระประสงค์ของพระบิดาเจ้าสำเร็จบริบูรณ์นั้น พระองค์ทรงพระดำเนินไปพร้อมกับบรรดาศิษย์ ที่ขึ้นไปที่กรุงเยรูซาแลม เพื่อทำให้พระประสงค์ของพระบิดาของพระองค์สำเร็จไป แต่ในความรู้สึกของบรรดาศิษย์ พวกเขาเข้าใจไปคนละทางกับพระเยซูเจ้าครับ เพราะสำหรับพวกเขา นั่นคืออำนาจ ความยิ่งใหญ่ที่พวกเขาจะได้รับพร้อมกับพระเยซู แต่พวกเขาหาเข้าใจพระองค์ไม่

ขณะนั้น มีผู้นำเด็กเล็กมาให้พระพระเยซูเจ้าทรงปกพระหัตถ์อวยพร... แต่บรรดาศิษย์กลับดุว่าคนเหล่านั้น... เอ น่าสนใจนะว่า บรรดาศิษย์ดุว่าคนเหล่านั้นเพราะอะไร เด็กๆ เหล่านั้นเข้ามาวุ่นวายอะไรกับพระเยซูเจ้ามากกระนั้นหรือ... ไตร่ตรองที่นี่ ไตร่ตรองตรงนี้ เราพบสิ่งที่เป็นเหตุครับ... 

พวกเขาติดตามพระเยซูเจ้ามาเพราะอะไร... เมื่อวานผมไตร่ตรองพระวาจาในการมองกลับไปที่รากเหง้าของการเป็นศิษย์พระเยซู การเป็นคริสตชน การเป็นนักบวช-พระสงฆ์-ผู้ถวายตน หรือแม้แต่การแต่งงานแบบคริสตชน เราเป็น เราทำเพื่ออะไร เราหวังอะไร... บรรดาศิษย์ได้ทิ้งทุกอย่างและมาติดตามพระเยซู พวกเขาหวังอะไร

พวกเขากำลังจะเป็นใหญ่พร้อมกับพระเยซูครับ พวกเขากำลังรีบขึ้นไปที่กรุงเยรูซาแลม แล้วพระเยซูเจ้าจะได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นกษัตริย์อย่างยิ่งใหญ่ และพวกเขาจะได้ร่วมครองราชย์กับพระองค์ด้วย พวกเขารีบครับ อยากได้ อยากให้ถึงเวลานั้นเร็วๆ และกำลังรีบไป จึงไม่อยากให้ใครเข้ามาขวางทาง และทำให้เสียเวลาครับ... พวกเขาดุว่าคนเหล่านั้น เพราะกำลังทำให้พวกเขาเสียเวลาในสิ่งที่พวกเขาคาดหวัง...

เช้าตรู่วันนี้ ผมคิดเรื่องนี้เป็นพิเศษ ความเป็นคริสตชนของผม การเป็นนักบวชของผม การเป็นพระสงฆ์ของผม การเป็นศิษย์พระเยซูของผม ผมหวังอะไรในการติดตามพระองค์หรือ ความเป็นใหญ่ ความร่ำรวย ชื่อเสียงหรือ... อะไรคือสิ่งที่ผมมานะบากบั่น เพื่อมุ่งมั่นทำให้สำเร็จในแต่ละวัน ผมเข้าใจพระเยซูเจ้าตรงตามจุดประสงค์ที่พระองค์ทรงเรียกผมหรือไม่ ผมได้เรียนรู้และซึมซับอะไรจากพระองค์มากน้อยเพียงใด... หรือสัตบุรุษทำให้ผมวุ่นวายใจ ทำให้ผมรู้สึกเสียเวลาในการติดตามพระองค์ หรือมองเพียงว่า ชีวิตสงฆ์ไม่ได้ต่างอะไรกับการเร่งทำมาหากิน และสุดท้ายสัตบุรุษที่ควรจะเป็นแก้วตาดวงใจของตนเองดังลูกๆ กลับกลายเป็นสิ่งที่เกะกะขวางทาง และวุ่นวาน ขัดขวางหนทางที่จะเป็นใหญ่และความก้าวหน้าข้างหน้า

เมื่อครั้งเป็นผู้ฝึกหัดในคณะฟรันซิสกันแรกๆ ผมไม่เข้าใจว่า คนที่รักธรรมชาติ เป็นองค์อุปถัมภ์ของสิ่งแวดล้อม เป็นมิตรกับสัตว์ต่างๆ เช่นนักบุญฟรันซิส แต่ท่านเขียนวินัยว่า ไม่ให้บรรดาภราดาเลี้ยงสัตว์... แต่ครั้งมาศึกษา มาร่วมชีวิตกับบรรดาฟรันซิสกันจริงๆ แล้วนั้น ผมจึงเข้าใจความหมายของชีวิตนักบวช ภราดรภาพที่เป็นหนึ่งเดียวกับสัตบุรุษ ชีวิตที่มุ่งมั่นเพื่อรับใช้พระเจ้าและเพื่อนพี่น้องที่ต้องมาก่อนเป็นลำดับแรก... จะเป็นไปได้อย่างไร ที่เราจะเลี้ยงสัตว์ที่เรารักที่เราชอบ และที่สุด เราก็ผูกใจอยู่กับสิ่งที่เรารักและสิ่งที่เราชอบ เวลานั้น งานอภิบาล การเยี่ยมเยี่ยนสัตบุรุษ การต้อนรับสัตบุรุษที่เข้ามาหา อาจจะเป็นความเสียเวลา และรู้สึกว่าสัตบุรุษนี้วุ่นวายจัง... จะเป็นไปได้อย่างไร ที่พระสงฆ์อย่างผมจะเลี้ยงสุนัข เลี้ยงสัตว์ ปลูกต้นไม้มากมาย และเมื่อสัตบุรุษมาหา ผมก็ไม่ว่าง ไม่มีเวลา หน้าตาบึ้งตึง เคร่งเครียด ไม่อยากต้อนรับ เพราะกำลังทำงานที่ชอบที่รัก ทำให้รู้สึกมองว่า พวกเขาทำให้ผมเสียเวลา คงต้องไม่เป็นเช่นนั้นนะ...

บางวันนะ ผมอยู่ในสถานการณ์แห่งการประจญเช่นนี้บ้างเช่นกันครับ เมื่อจะได้ทำงานที่อยากทำ ทำความสะอาดบ้าน ทำความสะอาดวัด ซ่อมแซมบ้าน ทำความสะอาดศาสนภัณฑ์ อยากให้เสร็จ อยากให้ดี... บางทีมันก็ดีนะครับ... แต่เมื่อมาถึงทางเลือก เมื่อเด็กๆ เข้ามาพบ เข้ามาปรึกษา เมื่อสัตบุรุษมาหา เมื่อสัตบุรุษโทรศัพท์มาคุย เมื่อต้องตอบคำถามคำสอนและงานอภิบาล บางวันผมต้องรับโทรศัพท์หลายๆ สายในเวลาที่อาจจะรู้สึกว่าไม่พร้อม และไม่อยากรับ... นี่แหละครับ ที่ผมเริ่มเรียนรู้สิ่งที่เราเรียกว่า Priority ครับสิ่งที่สำคัญ สิ่งที่พระเยซูเจ้าทรงให้แบบอย่างระหว่างหนทางที่ทรงพระดำเนินไปพร้อมกับบรรดาศิษย์ครับ พระองค์ทรงมีเวลาให้กับทุกคนระหว่างทาง ทรงรักษา ทรงบรรเทา ทรงช่วยเหลือทุกคนระหว่างทางสู่กัลวารีโอ และมากกว่านั้น... เวลาเดินรูป 14 ภาค ผมชอบสถานที่ 8 มากครับ ทึ่งมากครับ พระเยซูเจ้าทรงมีเวลาเพื่อทุกคนจริงๆ ครับ แม้กำลังยากลำบากจะตายอยู่แล้ว ยังทรงมีเวลา เพื่อตรัสบรรเทาทุกข์สตรีชาวเยรูซาแลมอีก... วันนี้ ผมต้องถามตนเองเสมอๆ ว่า ผมยุ่งมากหรือ ผมมีงานเยอะนักหรือ ที่ผมจะมีเหตุผลที่จะทำหน้าตาบึ้งตึง เคร่งเครียด และอาจจะไม่มีเวลา ไม่อยากต้อนรับสัตบุรุษและคนที่เข้ามาหา ผมจะไม่มีเวลาจริงๆ หรือ... โอ้ ชีวิตสงฆ์พระเรียกมาเพื่อการนี้ คงต้องพิจารณาไตร่ตรองเรื่องเหล่านี้ดีๆ จริงๆ ครับ

แล้วพระวาจานี้สอนอะไรสำหรับพี่น้องที่เป็นฆราวาสหรือ แน่นอน มีค่ามากทีเดียวครับ มีค่าสำหรับพี่น้องด้วยครับ... หนทางของการเป็นศิษย์ติดตามพระเยซูเจ้า ต้องไม่ทำให้เราเข้าใจผิดไปในทางเดินของชีวิต ต้องไม่ทำให้เราเย็นชาต่อเพื่อนพี่น้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สมาชิกในครอบครัวของเรา ในหมู่คณะนักบวช หมู่คณะสงฆ์ด้วย เวลาที่ควรจะมีให้กัน เวลาทานอาหารร่วมกัน เวลาสวดภาวนาด้วยกัน สองเวลานี้สำคัญมากที่เดียว สำหรับคริสตชนฆราวาส และมากที่สุดสำหรับนักบวช พระสงฆ์ คือเวลาของภราดรภาพ คือเวลาของความเป็นพี่น้อง คือเวลาของลูกของพระเจ้าที่จะอยู่ด้วยกัน แบ่งปันกัน บรรเทาใจกัน เป็นกำลังใจให้กันและกัน นี่คือสองช่วงเวลาของความสำเร็จในชีวิตหมู่คณะนักบวช ในชีวิตครอบครัวคริสตชนครับ ขาดสองช่วงเวลานี้ เราเสี่ยงอันตรายเหลือเกินต่อความมั่นคงในชีวิตนักบวช และชีวิตครอบครัว

พี่น้องครับ อ่านพระวาจาของพระเจ้าวันนี้ เราคงต้องสัมผัสความอ่อนโยนของพระเจ้าดีๆ หัวใจของพระองค์ในใจเราที่ต้องทำให้เราไม่เย็นชาต่อกันและกัน ต่อความรู้สึกและความต้องการของกันและกัน กำลังใจ การปลอบโยน การอยู่เคียงข้างกัน เราคงไม่มุ่งหน้าทำมาหากิน สร้างฐานะ สร้างครอบครัว สร้างตนเอง จนบางที เราอาจจะลืมไปว่า ใครบ้างที่ยังอยู่ใกล้ๆ เรา ใครบ้างที่กำลังต้องการกำลังใจและความช่วยเหลือจากเรา... เราคงไม่ยุ่งเกินไปที่จะคิดเรื่องนี้บ้างใช่ไหม

ข้าแต่พระเจ้า หนทางของพระองค์ คือหนทางที่เดินไปเพื่อกันและกัน ขอให้ลูกรู้จักมองและให้ความสำคัญกับเพื่อนพี่น้อง มากกว่าความสำเร็จส่วนตน ขอให้ลูกให้ความสำคัญกับความรอดพ้นและความดีของกันและกันเสมอ ด้วยสำนึกว่า พระศาสนจักร คือการเดินหน้าไปด้วยกัน สู่บ้านแห่งพระราชัยของพระองค์.

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม 18 สัปดาห์ที่ 19 เทศกาลธรรมดา
บทอ่าน อสค 18:1-10,13ข,30-32 / มธ 19:13-15
พระเป็นเจ้าได้ประกาศว่า“ชีวิตทั้งหลายเป็นของเรา” (อสค 18:4) ในท่ามกลางความเสียหายที่เกิดขึ้น พระเป็นเจ้าได้ตรัส ด้วยคำพูดที่ให้ความบรรเทาและกำลังใจ ผ่านทางประกาศกเอเสคีเอล ประชากรของกรุงเยรูซาเล็มต้องได้รับความทุกข์ จากการตัดสินของพระเป็นเจ้า พระวิหารกรุงเยรูซาเล็มได้ถูกทำลายจนถึงพื้นดิน และประชากรเกือบทั้งหมดได้ถูกจับไปเป็นเชลย และเมื่อมองเห็นแต่ความสิ้นหวังของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หลายคนได้คิดว่า ไม่ใช่เฉพาะพวกเขาเท่านั้น แต่ลูกหลานของพวกเขาจะต้องทนทุกข์ทรมาน จากผลของความไม่ซื่อสัตย์ของพวกเขา และถ้าเป็นเช่นนั้นจริง จะมีประโยชน์อันใด ที่จะพูดถึงความซื่อสัตย์ต่อพระเป็นเจ้าอีกต่อไป? พวกเขาจะไม่สูญเสียพระพรตลอดไปหรือ?
แต่พระเป็นเจ้าได้ตรัสกับประกาศกเอเสเคียลว่า พระองค์จะไม่ปล่อยให้ประชากรของพระองค์ทรมาน เพราะบาปของพวกชนชาติในอดีต แต่พวกเขาจะต้องรับผิดชอบเฉพาะบาปที่พวกเขาได้กระทำเท่านั้น นี่เป็นการปฏิรูปที่แท้จริง มีความหวังว่าการเนรเทศจะจบลง และพระเป็นเจ้าพร้อมที่จะให้อภัยแก่ประชากรอิสราเอล และช่วยเหลือพวกเขา
สิ่งที่ประชากรในพันธสัญญาเดิมได้รับ เป็นเพียงส่วนเดียวจากประกาศก แต่พวกเราจะได้รับอย่างเต็มเปี่ยมจากพระเยซูเจ้า ความตายและการกลับคืนชีพของพระองค์ ได้มอบเสรีภาพที่แท้จริงให้แก่เรา ไม่ใช่รับบาปของชนชาติในอดีต แต่รับเฉพาะบาปของเราเอง ทุกวันจะเป็นวันที่เริ่มต้นใหม่ ในองค์พระเยซูเจ้า เพราะอำนาจของพระโลหิตของพระองค์ พร้อมกับพระหรรษทานของพระจิตเจ้า
ถ้าพระเป็นเจ้าได้ประกาศว่า “ชีวิตทั้งหลายเป็นของเรา” (อสค 18:4) พระองค์ก็ตรัสกับเราเช่นเดียวกันในวันนี้ ท่านเชื่อหรือไม่ว่า ชีวิตของท่านอยุ่ในพระหัตถ์ของพระเป็นเจ้า? พระองค์ได้มองเรา ด้วยสายตาแห่งความรักอย่างไม่มีขอบเขต และด้วยเมตตากรุณาอย่างล้นพ้น และท่านจะสามารถนำตัวให้พ้นจากบาปในอดีต และท่านจะสามารถดำรงชีวิตอยู่ทุกวัน พร้อมกับมโนธรรมที่สงบ และนี่คือมรดกที่เราได้รับในองค์พระเยซูเจ้า จงขอให้คำสัญญาของพระเป็นเจ้า มอบความหวังและพลังให้แก่ท่าน.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

เชิญฟังเสียงคพ.พงศ์เทพ ประมวลพร้อม อธิบายพระคัมภีร์มิสซาวันอาทิตย์นี้ค่ะ

https://youtu.be/EFTcBVWfbK8

view