สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

การประกาศข่าวดีใหม่ด้วยการดำเนินชีวิต

การประกาศข่าวดีใหม่ด้วยการดำเนินชีวิต


แบ่งปันโดยคุณพ่อสุวนารถ กวยมงคล
ถอดความและเรียบเรียงโดย ตะเกียง
เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2561


ในการที่จะเป็นผู้แพร่ธรรมประกาศข่าวดีของพระเจ้าด้วยชีวิตนั้นให้เราเริ่มต้นด้วยการดูแบบอย่างจากพระเยซูเจ้าใน
พระวรสารยอห์น4:1-30
1พระเยซูเจ้ากับชาวสะมาเรีย บรรดาชาวฟาริสีได้ยินว่าพระเยซูเจ้าทรงทำพิธีล้างและทรงมีศิษย์มากกว่ายอห์น
2ความจริงผู้ทำพิธีล้างไม่ใช่พระองค์แต่เป็นบรรดาศิษย์ 3เมื่อพระองค์ทรงทราบเช่นนี้ก็เสด็จออกจากแคว้นยูเดียกลับไปยังแคว้นกาลิลี 4จำเป็นต้องเสด็จผ่านแคว้นสะมาเรีย 5พระองค์เสด็จมาถึงเมืองหนึ่งในแคว้นสะมาเรียชื่อ
สิคาร์ ใกล้ที่ดินที่ยาโคบยกให้โยเซฟบุตรชาย 6ที่นั่นมีบ่อน้ำของยาโคบ พระเยซูเจ้าทรงเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง จึงประทับที่ขอบบ่อ ขณะนั้นเป็นเวลาประมาณเที่ยงวัน 7หญิงชาวสะมาเรียคนหนึ่งมาตักน้ำ พระเยซูเจ้าตรัสกับนางว่า “ขอน้ำดื่มสักหน่อยเถิด” 8บรรดาศิษย์ของพระองค์ไปซื้ออาหารในเมือง 9หญิงชาวสะมาเรียทูลถามพระองค์ว่า “ท่านเป็นชาวยิว ทำไมจึงขอน้ำดื่มจากดิฉันซึ่งเป็นชาวสะมาเรีย” เพราะชาวยิวไม่ติดต่อกับชาวสะมาเรียเลย
10พระเยซูเจ้าตรัสตอบนางว่า “หากท่านรู้จักของประทานของพระเจ้าและรู้จักผู้ที่บอกท่านว่า “ขอน้ำดื่มสักหน่อยเถิด” ท่านคงกลับเป็นผู้ขอและผู้นั้นจะให้ “น้ำที่ให้ชีวิต” แก่ท่าน 11นางจึงทูลว่า “นายเจ้าขา ท่านไม่มีถังตักน้ำ และบ่อก็ลึกมาก ท่านจะเอาน้ำที่ให้ชีวิต มาจากไหน 12ท่านยิ่งใหญ่กว่ายาโคบ บรรพบุรุษของเราหรือ ยาโคบให้บ่อน้ำนี้แก่เรา ยาโคบ ลูกหลานและฝูงสัตว์ก็ได้ดื่มน้ำจากบ่อนี้” 13พระเยซูเจ้าตรัสตอบว่า “ทุกคนที่ดื่มน้ำนี้จะกระหายอีก 14แต่ผู้ที่ดื่มน้ำซึ่งเราจะให้นั้นจะไม่กระหายอีกเลยน้ำที่เราจะให้เขาจะกลายเป็นธารน้ำในตัวเขา ไหลรินเพื่อชีวิตนิรันดร” 15หญิงนั้นจึงทูลว่า “นายเจ้าขา โปรดให้น้ำนั้นแก่ดิฉันบ้าง เพื่อดิฉันจะไม่ต้องกระหายหรือต้องมาตักน้ำที่นี่อีก” 16พระเยซูเจ้าตรัสกับนางว่า “จงไปเรียกสามีของเธอ และกลับมาที่นี่” 17หญิงผู้นั้นทูลตอบว่า ‘ดิฉันไม่มีสามี’ พระเยซูเจ้าตรัสกับนางว่า “เธอพูดถูกแล้วที่ว่า “ดิฉันไม่มีสามี” 18เพราะเธอมีสามีมาแล้วถึงห้าคน และคนที่อยู่กับเธอเวลานี้ ก็ไม่ใช่สามีของเธอด้วย เธอพูดจริงทีเดียว” 19หญิงผู้นั้นจึงทูลว่า “ดิฉันเห็นแล้วว่าท่านเป็นประกาศก 20บรรพบุรุษของเราเคยนมัสการพระเจ้าบนภูเขานี้ แต่ท่านพูดว่าสถานที่สำหรับนมัสการพระเจ้าคือกรุงเยรูซาเล็ม” 21พระเยซูเจ้าตรัสกับนางว่า “นางเอ๋ย เชื่อเราเถิดถึงเวลาแล้วที่ท่านทั้งหลายจะนมัสการพระบิดาเจ้าไม่ใช่เฉพาะบนภูเขานี้ หรือที่กรุงเยรูซาเล็ม22ท่านนมัสการพระเจ้าที่ท่านไม่รู้จัก แต่เรานมัสการพระเจ้าที่เรารู้จัก เพราะความรอดพ้นมาจากชาวยิว 23แต่จะถึงเวลา คือเวลานี้ เมื่อผู้นมัสการแท้จริงจะนมัสการพระบิดาเจ้าเดชะพระจิตเจ้า และตามความจริง เพราะพระบิดาทรงแสวงหาผู้นมัสการพระองค์เช่นนี้ 24พระเจ้าทรงเป็นจิตผู้ที่นมัสการพระองค์จะต้องนมัสการเดชะพระจิตเจ้าและตามความจริง” 25หญิงผู้นั้นจึงทูลว่า “ดิฉันรู้ว่าพระเมสสิยาห์คือพระคริสต์กำลังจะเสด็จมา และเมื่อเสด็จมา พระองค์จะทรงแจ้งทุกเรื่องให้เรารู้” 26พระเยซูเจ้าตรัสว่า “เราเป็นผู้นั้น เราที่กำลังพูดกับเธอ” 27ขณะนั้น บรรดาศิษย์มาถึง รู้สึกประหลาดใจที่พระองค์ทรงสนทนาอยู่กับหญิงผู้นั้น แต่ไม่มีใครทูลถามว่า “พระองค์ทรงต้องการสิ่งใดจากนาง” หรือว่า “พระองค์กำลังตรัสอะไรกับนาง” 28หญิงผู้นั้นทิ้งไหน้ำของนางไว้ที่นั่น กลับเข้าไปในเมือง และบอกประชาชนว่า 29“มาเถิด มาดูชายคนหนึ่งที่บอกทุกอย่างที่ดิฉันเคยทำ เขาเป็นพระคริสต์กระมัง” 30ประชาชนจึงออกจากเมืองมาเฝ้าพระองค์

แบบอย่างจากพระวรสารตอนนี้คือความงดงามที่พระจะบอกแก่เราในเรื่องของการแพร่ธรรม ในการเริ่มต้นแพร่ธรรมนั้นให้เราเป็นเช่นพระเยซูเจ้าที่นั่งรอหญิงชาวสะมาเรียที่บ่อน้ำ ทั้งที่หญิงนี้เป็นหญิงงามเมืองที่ใครๆต่างพากันรังเกียจ ไม่มีใครอยากคบ เธอต้องเดินอ้อมเพื่อเลี่ยงผู้คนมาที่บ่อน้ำ โดยมีพระเยซูเจ้านั่งรออยู่เหมือนเจ้าบ่าวรอเจ้าสาว พระองค์รอพบเพื่อจะช่วยยกระดับจิตใจของเธอ เธอมีสามีมาแล้วถึงหกคนแต่ก็ไม่นับว่าเป็นสามี เหมือนเรามีบ้านมีธุรกิจมากมายแต่ก็ไม่เคยมีความสุขที่แท้จริงเลยในชีวิต พระเยซูเจ้าสอนในเรื่องการนมัสการพระเจ้าเพื่อยกจิตใจของเธอให้สูงขึ้น และในการจะทำเช่นนั้นพระองค์ได้เป็นฝ่ายที่เริ่มพูดก่อน ทั้งที่ปกติแล้วชาวยิวและชาวสะมาเรียไม่พบปะพูดคุยกัน และประโยคแรกที่พระองค์เอ่ยปากชวนคุยคือการขอน้ำจากเธอ สิ่งนี้สอนว่าในเรื่องการแพร่ธรรมนั้นเราจะต้องลดทิฐิ ลดทุกอย่างลง เพื่อแลกกับความรักที่จะได้รับกลับคืนมา เหมือนที่พระองค์ได้ยอมลดตัวลงเพื่อเรียกร้องให้ได้วิญญาณกลับคืน ดังเจ้าบ่าวที่แสวงหาเจ้าสาว หรือนายชุมพาบาลที่ตามหาลูกแกะ พระเยซูเจ้าทรงทำทั้งที่พระองค์กำลังเหนื่อยมาก แต่แม้จะเหนื่อยพระองค์ก็ยังคงทำงาน ทุ่มเททุกอย่างเพื่อให้ความรักกลับคืนมา ในการแพร่ธรรมให้เราจำไว้ว่าเราต้องเป็นผู้ที่ทุ่มเทเพื่อให้คนที่เราแพร่ธรรมด้วยนั้นกลับใจ เราต้องทำทุกอย่างไม่ว่าจะสวด เป็นแบบอย่างทั้งการกระทำหรือคำพูด เราต้องถ่อมตัวลงเหมือนพระเยซูเจ้าที่ทำเหมือนง้อผู้หญิง และที่สุดก็ได้ความรักกลับคืนมาซึ่งถือว่าเป็นการประสบผลสำเร็จในการแพร่ธรรม ในเวลาที่ไปแพร่ธรรมเรามักจะเจอกับคำตอบที่ว่า “การแพร่ธรรมก็ดีนะ แต่เขาก็มีศาสนาของเขาอยู่แล้วและทุกศาสนาก็สอนให้คนเป็นคนดี” แต่พ่ออยากบอกดังนี้ว่า “ถ้าศาสนาเป็นแค่ความดีที่เท่ากัน และเราเลือกถือศาสนานั้นเพราะเห็นแก่ประโยชน์ของหน้าที่การงาน อย่างนี้ถือว่าไม่มีความซื่อสัตย์” แต่ถ้าศาสนาที่เราเลือกถือนี้เป็นความจริงสมบูรณ์ที่สุด ทำให้อิ่มเอิบยิ้มแย้มแจ่มใสตาเป็นประกาย มีความสุข มีกำลังใจในการใช้ชีวิตอย่างนี้ไม่ได้เรียกว่าไม่ซื่อสัตย์ แต่เรียกว่าฉลาดเลือก ในฐานะที่เกิดมาครั้งหนึ่งแล้วได้เลือกเอาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับชีวิต และการที่เราจะต้องแพร่ธรรมก็เพราะนี่เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงสั่งให้เราทำ โดยได้ทรงส่งให้พระจิตเจ้ามาคอยช่วยเหลือเราเพื่อการนี้ เราต้องเป็นแบบอย่างที่ดีก็เพราะเรามีของดี เรามีพระเจ้า และพระของเราได้ให้เกียรตินี้แก่เรา และสั่งให้เราแบ่งปันสิ่งที่ดีนี้แก่คนอื่น ช่วยเหลือคนอื่นที่เขาไม่รู้ว่าเขามาจากไหนและจะไปไหน และไม่ว่าจะมีปัญหาอุปสรรคอะไรจากการแพร่ธรรมก็อย่าน้อยใจ เพราะเราแค่ทำหน้าที่ที่พระเจ้าได้มอบอำนาจให้ ส่วนผลที่เกิดก็แล้วแต่พระเจ้าจะจัดการ ดังเรื่องของชายคนหนึ่งนอนหลับฝันว่าพระได้มาบอกว่าพรุ่งนี้จะมีก้อนหินที่หน้าบ้านให้ดันออกไป ตื่นเช้ามา ปรากฏว่าฝันเป็นจริงมีก้อนหินก้อนเบ้อเริ่มวางอยู่หน้าบ้าน เขาออกแรงดันแล้วดันเล่าเป็นเดือนก็ไม่ขยับ จนหมดกำลังใจสวดภาวนาร้องบอกต่อพระว่า พระองค์ให้เขาดันหินไปทำไมไม่มีประโยชน์เลย เขาจะเลิกดันแล้ว พระเจ้าก็ตรัสตอบว่าก่อนที่จะบอกเลิก จงมองดูที่ขาของเจ้าที่เคยลีบก็กลับแข็งแรง แขนก็มีกล้ามขึ้นเป็นมัดๆแล้วเห็นไหม เรื่องนี้มีความหมายคือเราแค่ลงมือทำ ที่เหลือพระจะจัดการเอง จงอย่าหมดกำลังใจ อย่าสิ้นหวังแต่จงทุ่มเทชีวิตเพื่อแลกให้ได้ความรักกลับคืนมา การประกาศข่าวดีเหมือนคนคนหนึ่งที่ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงชีวิตทำสิ่งที่ดีจนคนอื่นได้เห็นว่าพระได้ทำงานในชีวิตของเขาอย่างไร ให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น รู้จักแบ่งปันไปยังคนที่เขาไม่เคยเห็นความสำคัญมากขึ้น ใจดีมากขึ้น เหมือนเรื่องเล่าที่ว่า ณ ประตูทางผ่านเข้าสวรรค์นั้นมีการตั้งรหัสพาสเวิร์ดที่ต้องใส่ให้ถูกต้องจึงจะสามารถผ่านเข้าไปได้ ชายคนหนึ่งพยายามจะผ่านเข้าไปก็ลองใส่รหัสคำว่า คาทอลิก หรือ คริสตชนก็ปรากฏว่ายังไม่ใช่รหัสที่ถูกต้อง นักบุญเปโตรที่ยืนอยู่หน้าประตูทางเข้าจึงบอกว่าจะให้เวลาสองอาทิตย์เพื่อกลับไปหาคำตอบจากครอบครัว คนรอบข้างว่าอะไรสำคัญที่สุดในชีวิตที่จะใช้เป็นรหัสที่ถูกต้องผ่านเข้าสวรรค์ได้ ชายนั้นก็ไปเข้าฝันภรรยาและลูกๆทีละคนจนเมื่อครบกำหนดเขาก็ได้พบคำตอบที่พอใส่ลงไปแล้วทำให้ประตูสวรรค์เปิดออกทันที รหัสของพาสเวิร์ดที่ถูกต้องคือ LOVE หรือคำอื่นๆในภาษาอะไรก็ได้ที่แปลว่า “รัก” รักคำนี้สำคัญเพราะคำสอนของคริสตังคือพระเยซูเจ้าที่มีแต่ความรัก ความเข้าใจ ความเอื้ออาทรในชีวิต และนี่คือการประกาศสิ่งที่ดีที่พระเจ้าได้บอกกับเรา นี่คือแบบอย่างที่งดงามที่พระได้ให้ไว้กับเราว่าท่าทีบุคลิกของเราควรเป็นอย่างไร ควรรู้สึกเช่นไร เราซึ่งเป็นลูกศิษย์ที่พระได้มอบอำนาจ มอบภารกิจไว้คือความรักที่พระเจ้าอยากให้เราได้แบ่งไปให้กับคนอื่นๆ คนต่างศาสนาด้วย ยิ่งในสมัยนี้ที่ผู้คนอ่อนแอตามกระแสไม่มีหลักยึดเหนี่ยวที่มั่นคง โหยหาสิ่งที่จะทำให้อิ่มใจ เช่นนักบุญออกัสตินผู้เป็นนักกฎหมายมีเพื่อนฝูงเยอะแยะวันๆไปเที่ยวตามงานปาร์ตี้ดื่มเหล้าเมามายแต่กลับไม่มีความสุขเลยในชีวิต จนวันหนึ่งเมื่อท่านได้รู้จักพระเยซูเจ้า ท่านก็เลิกทุกอย่าง เปลี่ยนแปลงชีวิตไปอย่างสิ้นเชิง โดยมีท่านแม่คือนักบุญมอนิกาสวดภาวนาให้กลับใจอยู่นาน17ปี และเมื่อกลับใจแล้วท่านไม่ได้เป็นคาทอลิกเฉยๆแต่ตั้งใจที่จะเป็นนักบุญให้ได้ จนที่สุดท่านและท่านแม่มอนิกาก็ได้เป็นนักบุญทั้งสองคน พ่อขอเชิญชวนพวกเราให้มีกำลังใจในการที่จะเป็นผู้แพร่ธรรมที่ดี สิ่งที่เราจำเป็นต้องตระหนักอยู่เสมอและเป็นสิ่งที่ต้องบอกกับคนอื่นด้วยก็คือพระเจ้ารักเรา นั่นคือการประกาศพระเยซูเจ้า ความเชื่อแท้จริงไม่ใช่แค่พิธีกรรม พิธีมิสซาคือสิ่งที่พระเยซูเจ้าทรงตั้งขึ้นเพื่อให้เป็นศูนย์กลางชีวิตของเราแต่ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดและไม่ใช่ข่าวดี ข่าวดีคือการที่เราออกไปจากวัดแล้วดำเนินชีวิตของเราให้ดีที่สุด ไม่ว่าเราจะอยู่ในสถานะไหนก็ทำให้ดีที่สุด นี่แหละคือการประกาศข่าวดีที่สมบูรณ์แบบ พระเจ้าต้องการให้เราทำในสิ่งที่มีให้ดี ห้ามน้อยใจชีวิตเพราะพระได้ให้เกียรติเราอย่างสมบูรณ์ ในการทำหน้าที่จากใจเหมือนที่พระองค์ได้ทุ่มเทสุดชีวิตเพื่อให้ได้ความรักคืนมา และนี่คือกระแสเรียกของเราทุกคน เป็นพระพรที่พระเจ้าอยากให้เราได้แบ่งปัน ดังเช่นเรื่องเล่าที่ว่าเมื่อตอนที่พระเยซูเจ้าเสด็จเข้าสู่สวรรค์ บรรดาทูตสวรรค์พากันมาเข้าเฝ้า เทวดากาเบรียลก็มาถามว่า “ดูสิ พระองค์มีแผลเต็มตัวเลย แล้วแน่ใจแค่ไหนว่าโลกนี้จะรอด?” พระเยซูเจ้าตอบว่า “เรามีแผนโดยได้ตั้งสาวกไว้แล้ว12คน” เทวดากาเบรียลก็ถามต่อว่า “นักบุญเปโตรเคยปฏิเสธพระองค์ถึงสามครั้งแล้วนะ จะมั่นใจได้อย่างไรว่าโลกนี้จะรอดเพราะมือพวกเขา? พระองค์ไม่มีแผนอื่นสำรองอีกเลยหรือ?” พระเยซูเจ้าก็ยิ้มและบอกว่า “ไม่มี-มีอยู่แผนเดียวนี่แหละ!” เรื่องนี้ให้แง่คิดแก่เราว่าถ้าสาวกทั้ง12นั้นไม่เวิร์ค และถ้าพวกเราซึ่งเป็นศิษย์สืบทอดมาก็ไม่เวิร์คไม่ทุ่มเทชีวิตเพื่อแผนนี้ด้วย โลกนี้ก็คงจะซวยเป็นแน่ ถ้าเราไม่เป็นแบบอย่างที่ดีแล้วใครเขาจะรู้สึกได้ว่ามีพระอยู่ เราจึงต้องทุ่มเทประกาศข่าวดีใหม่นี้แก่คนทุกชาติทุกภาษาทุกวาระโดยไม่ละเว้นใครเลย ผ่านทางการใช้ชีวิตที่มีน้ำใจเสียสละอดทนเข้มแข็งของเรา อย่างนี้แหละคือศิษย์แท้ของพระเลย คือการรับทุกสิ่งที่พระเจ้าประทานให้และให้ทุกอย่างที่พระให้มานี้แก่คนอื่นด้วย หากทำได้เช่นนี้ชีวิตของเราจะยิ่งใหญ่มาก เหมือนชีวิตของบรรดามิชชันนารีที่พ่อได้พบเห็นเมื่อครั้งที่ไปเข้าเฝ้าโป๊ปและได้ร่วมในพิธีมิสซา เมื่อถึงภาคถวายก็มีบรรดาครอบครัวมิชชันนารีที่ได้ไปแพร่ธรรรมใช้ชีวิตอย่างยากลำบากอยู่ตามประเทศต่างๆ ที่ยากจนขาดแคลน พวกเขาพร้อมกับลูกเล็กๆเดินเข้าไปถวายของที่พระแท่นด้วยกัน ภาพที่ได้เห็นนี้ทำให้พ่อซาบซึ้งใจมากกับชีวิตของพวกเขาที่เป็นหมือนเครื่องบูชาที่มีชีวิตอย่างแท้จริง คือการต่อสู้ยืนหยัดว่าพระเจ้ามีจริง
และในการแพร่ธรรมหรือการประกาศข่าวดีใหม่ด้วยการดำเนินชีวิตให้สำเร็จมีปัจจัยที่สำคัญอยู่9อย่างด้วยกันคือ
1. การเปลี่ยนแปลงชีวิต นี่คือสิ่งแรกที่ต้องทำคือเริ่มจากการเปลี่ยนที่จิตใจของเราก่อน ทบทวนว่าชีวิตของเรากับคำสอนจากพระวรสารเป็นหนึ่งเดียวกันหรือไม่ ถ้ายังไม่ใช่ไม่ว่าทำอะไรก็จะขัดข้องไปหมด นั่นเพราะความคิดของเราไม่เหมือนพระ พระบอกว่าให้ยอม ให้อภัยแต่เรากลับไม่ยอม ไม่ทำตามพระก็จบกัน
2. การเป็นประจักษ์พยานความรักของพระเจ้า คือการให้ทุกรายละเอียดในชีวิตของเราเพื่อเป็นประจักษ์พยาน เราคิดอย่างไรและพระคิดอย่างไร พระให้เราเป็นแบบอย่างของความรัก เช่นชายศรัทธาคนหนึ่งไปวัดทุกวันพูดน้อยเน้นปฏิบัติ วันหนึ่งปีศาจขออนุญาตจากพระเจ้าทดสอบเขาโดยการแปลงกายเป็นพระเยซูไปหาชายนั้นและบอกว่าตนคือพระเยซูผู้ศักดิ์สิทธิ์ ท่านอยากได้อะไรก็ขอมาได้เลย ชายนั้นไม่ได้เอ่ยปากขออะไร แต่ขอดูมือของปีศาจที่ปลอมเป็นพระเยซูแล้วบอกว่า “ท่านไม่ใช่พระเยซูหรอกเพราะพระเยซูตัวจริง ที่มือจะต้องถูกตอกเป็นรู” ชีวิตที่เป็นประจักษ์พยานเป็นแบบนี้คือเขาจะรู้จักพระเจ้าว่าพระองค์เป็นความรัก และความรักคือความมีน้ำใจ ความช่วยเหลืออย่างไร
3. รู้จักสังเกตสัญญาณแห่งกาลเวลา เพื่อเตรียมตัว ดูแลจิตวิญญาณของตนเองเสมอและยังสามารถแบ่งปันช่วยเหลือคนอื่นได้ด้วย
4.รู้จักใช้วิธีประกาศ ประกาศโดยสิ่งที่เราทำได้อย่างซ้ำๆ ทุกแห่ง ทุกที่ ทั้งสบโอกาสและไม่สบโอกาส ทำกับทุกคนโดยไม่เลือก ยิ้มทักทายให้ยาม แม่บ้าน คนยากจนที่ไม่มีใครสนใจที่อยู่รอบตัวเรา การแบ่งปันความสุขง่ายๆ นี้เองคือการประกาศข่าวดีโดยที่เราไม่ต้องพูดถึงพระเยซูเจ้าเลยด้วยซ้ำ
5.อย่ายึดติดกับกลุ่มที่เราสังกัดอยู่มากจนเกินไป อย่าเน้นการแยกตัวเป็นกลุ่มต่างๆแต่ให้เรายึดว่าเป็นกลุ่มความรักของพระเจ้าเป็นหลัก ให้ความช่วยเหลือสนับสนุนซึ่งกันในกลุ่มต่างๆ และมีความเป็นหนึ่งเดียวกันแม้จะอยู่คนละกลุ่ม อย่าเอาความเป็นกลุ่มของตนมาเป็นข้อขัดแย้งซึ่งกัน แต่จงหาข้อมูลที่ดีที่สนับสนุนกัน มองความแตกต่างในรายละเอียดปลีกย่อยด้วยความรักความเข้าใจที่มีต่อกัน
6.มองข้ามภูมิหลังและอุปสรรคที่มีในชีวิต อย่าเอาแต่ค้นหาเพ่งมองที่ความบกพร่อง ไม่วิพากษ์วิจารณ์ ดังเรื่องของชายสองคนที่จะไปตกปลาด้วยกัน คนหนึ่งอยากไปวัดวันอาทิตย์แต่อีกคนหนึ่งอยากจะไปตกปลา ทั้งสองจึงแยกกันไป แต่เรื่องกลับกลายเป็นว่าคนที่ไปตกปลาแต่ในใจกลับคิดถึงแต่เรื่องไปวัด ส่วนคนที่ไปวัดกลับคิดถึงแต่เรื่องตกปลา ดังนั้นเราจะตัดสินคนจากภายนอกไม่ได้เลย และดังเรื่องของอารามฤาษีแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามกับซ่องโสเภณี หญิงโสเภณีคนหนึ่งเป็นคนดีแต่ต้องทำงานอยู่ในซ่อง ในทุกวันเธอจะคิดถึงแต่อารามฝั่งตรงข้ามเฝ้ามองเพื่อบรรเทาใจตนเองและบอกกับพระเจ้าว่าลูกไม่อยากทำงานนี้เลย ในสักวันจะต้องเลิกให้ได้ ในขณะที่ฤาษีตนหนึ่งที่อาศัยอยู่ที่อารามฝั่งตรงข้ามกัน ทุกคืนก่อนนอนก็จะมองไปที่หน้าต่างคิดถึงซ่องที่อยู่ตรงหน้าใฝ่ฝันว่าจะได้ไปเที่ยวในสักวันหนึ่ง ดังนั้นสถานที่และสถานะไม่ได้บอกว่าแท้จริงแล้วในใจเขาเป็นอย่างไร ฆราวาสแพร่ธรรมจึงต้องมองโลกแบบนี้คือไม่ตัดสินใคร เพราะทุกสิ่งทุกอย่างล้วนจะต้องกลับไปหาพระตามสภาพที่แท้จริงของตน
7. อย่าไว้ใจเรื่องการแพร่ธรรมแบบเก่าๆ ดังที่เราใช้คำว่าการประกาศข่าวดีใหม่ ก็เพราะข่าวดีของพระเจ้าไม่มีวันเก่า ชีวิตพระไม่เคยเก่ามีแต่พัฒนาเจริญขึ้นเสมอเป็นพลวัตร แต่พวกเรานี่แหละที่คิดแต่แบบเก่าๆ ไม่ปรับตามยุคสมัยที่เทคโนโลยีพัฒนามากขึ้น เป็นคริสตังไม่จำเป็นต้องเก่งวาทศิลป์ ไม่ต้องเถียงชนะใคร แต่จงเก่งเรื่องการใช้ชีวิต ในแพร่ธรรมข้อห้ามอย่างแรกคือห้ามโกรธ เช่นเรื่องของผู้หญิงคนหนึ่งเป็นคนศรัทธามาวัดทุกวันนั่งที่เดิมประจำ แต่มาวันหนึ่งกลับมีครอบครัวใหม่มานั่งคุยกันทำเสียงดังรบกวนตลอดเวลาอยู่ข้างหลัง ผู้หญิงคนนี้ก็เกิดความโกรธรำคาญอยากจะด่าแต่คิดในใจก็ได้ว่าถ้าเป็นพระจะทำอย่างไร เมื่อไปวัดคราวหน้า เธอจึงเอาท็อฟฟี่มาสามถุงแจกให้ครอบครัวนั้นอม เมื่อปากไม่ว่างพวกเขาจึงเงียบได้ทั้งมิสซา นี่คือการเปลี่ยนแบบสร้างสรรค์ อย่าทำร้ายเขาเพราะจะเท่ากับทำร้ายตนเอง เราต้องยอมให้วัฒนธรรมของพระที่เป็นพลวัตรนี้เปลี่ยนจิตใจและอยู่ในชีวิตของเราให้ได้ เราต้องพูด-คิด-ทำ แสดงออกถึงท่าทีให้เป็นดังที่พระเจ้าทรงพระประสงค์
8.อดทน ต่อสังคม ต่อสู้กับค่านิยม ความไม่ยุติธรรม แต่มั่นคงในความดีเอาไว้
9.แพร่ธรรมที่มาจากใจจริงๆ เช่นเรื่องของเด็กคนหนึ่งกำลังจะตายเป็นโรคที่รักษาไม่ได้ พ่อของเด็กถามว่า “ลูก หมอบอกว่าอีกอาทิตย์หนึ่งลูกจะต้องตายแล้ว ลูกกลัวมากไหม?” และแทนที่ลูกจะตอบว่ากลัว กลับมองพ่อและบอกว่า พ่อครับ ถ้าพระเจ้าดีเหมือนพ่อ รักผม ดูแลพาไปที่ต่างๆ เหมือนพ่ออย่างนี้ ผมไม่กลัวตายครับ ในการแพร่ธรรมถ้าเรารู้ว่าทำเพื่อใคร แม้เมื่อเราต้องเจอกับความสูญเสียคนรักไปเราก็จะไม่เศร้าโศกเสียใจนานจนเกินไป เพราะเชื่อว่าเขาไม่ได้จากไปไหนแต่เขาได้ไปอยู่กับพระ และเราก็จะตามไปทีหลังเพื่อความสมบูรณ์ ชีวิตที่ศรัทธาก็เป็นเช่นนี้คือมีความสมบูรณ์แบบมากขึ้น ก้าวหน้ามากขึ้น
ดังนั้น โดยสรุปแล้วว่าข่าวดีที่เราจะประกาศนี้คือชีวิตพระเยซูเจ้าไม่ใช่ชีวิตของเรา อย่าเอาเรื่องส่วนตัวของเราไปประกาศ สิ่งที่เราประกาศมีสามข้อคือ1.คำสอนของพระ 2.คำสัญญาของพระเรื่องสวรรค์ 3.บอกเล่าสิ่งที่พระได้ให้ไว้ นั่นคือชีวิตของพระทั้งหมด พระวรสารต้องเป็นชีวิตของเรา อยากแพร่ธรรมเรื่องอะไรก็หาจากพระคัมภีร์ตอนนั้น เราอาจจะไม่ต้องนั่งอ่านพระคัมภีร์หมดเองทั้งเล่ม แต่อาศัยจากการฟังในมิสซา พ่อเองไม่ได้ตั้งใจที่จะเป็นพระสงฆ์ในตอนแรกที่เข้าบ้านเณร แต่จากการที่ได้เข้ามิสซาฟังพระวาจาของพระ สวดภาวนาทุกวัน จนกระทั่งทำให้พ่อกลายมาเป็นพระสงฆ์ได้สำเร็จ พ่อสวดขอพระเสมอว่าลูกไม่ได้มีความสามารถอะไรมากมาย จึงต้องพึ่งแม่พระ-ขอพระเจ้าช่วยเสมอ แล้วพระก็จัดเต็มให้พ่อผ่านมาได้ในทุกการสอบของบ้านเณรจริงๆ ในการแพร่ธรรมด้วยชีวิตเราต้องค้นหาและพยายาม เพราะถ้าเราอยากให้อะไรใคร ตัวเองก็ต้องแข็งแรงก่อน เราต้องรู้จักรักตัวเอง ดูแลสุขภาพให้ดีเพื่อที่จะทำงานพระได้อย่างเต็มที่ สามารถไปแพร่ธรรมแบ่งปันความรักให้คนอื่นได้  

ขอเชิญผู้สนใจร่วมกิจกรรมสนทนาธรรม(แบ่งปันโดยคุณพ่อเอกมัย เหลือหลาย)
โดยกลุ่มฆราวาสแพร่ธรรม(ตามหาลูกแกะหลงทาง) ทุกวันอาทิตย์สัปดาห์ที่สี่ของเดือน ณ ห้องประชุม ชั้นสอง
ตึกวันทามารี วัดเซนต์หลุยส์ ติดต่อสอบถามได้ที่คุณจอน วิริยะอรรควุธิ โทร. 081 490 9371
สามารถดูบทความแบ่งปันย้อนหลังได้ที่ www.Palungjai.com

view