สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันเสาร์ที่ 24 สิงหาคม 2018 สัปดาห์ที่ 20 เทศกาลธรรมดา

วันเสาร์ที่ 24 สิงหาคม 2018 สัปดาห์ที่ 20 เทศกาลธรรมดา

🍓จงเชื่อสิ่งที่ลูกอ่าน
สอนสิ่งที่ลูกเชื่อ
และดำเนินชีวิตตามสิ่งที่ลูกสอน

📚วันเสาร์ที่ 24 สิงหาคม 2018
สัปดาห์ที่ 20 เทศกาลธรรมดา
https://www.youtube.com/watch?v=zX9nGR8QoCk

🍊เราจะเดินในทางพระ เราจะเดินในทางพระเยซู
http://youtu.be/_OjYUBdKO4s

🍄🍄🍄🍄🍄🍄🍄🍄🍄🍄🍄

วันเสาร์ที่ 24 สิงหาคม 2018
สัปดาห์ที่ 20 เทศกาลธรรมดา
อ่าน
อสค 43:1-7ก
มธ. 23:1-12

คำสั่งสอนของพระเยซูเจ้าที่ว่า
“ผู้ใดถ่อมตนลง จะได้รับการยกย่องให้สูงขึ้น”
กลายเป็นคำสอนที่ทรงพลัง เมื่อพระองค์ปฎิบัติให้เห็น
เป็นจริง ในเรื่องความถ่อมตน ที่บนกางเขน

การมีประสบการณ์ของการเห็น พบปะ สัมผัสกับพระเจ้า
และเชื่อฟังในสิ่งที่พระเจ้าแนะนำ ทำให้ประกาศกเอเสเคียล
สามารถสอน ยืนยัน มั่นใจในการประทับอยู่ของพระเจ้า
และท่านปฎิบัติด้วยความเคารพ
นบนอบ อย่างสุดใจ ในพันธกิจที่ได้รับ

ด้วยความร้อนรน ซื่อสัตย์ในหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย
อย่างสุภาพ ถ่อมตน โดยยึดหลักการที่ว่า
“ความรักเป็นพลังยิ่งใหญ่ในชีวิต”
ช่วยให้ท่านนักบุญเบอร์นาร์ต ประสบความสำเร็จในหน้าที่ที่ได้รับผิดชอบ
นอกจากนี้ท่านยังได้ตั้งอารามนักบวชถึง 68 แห่ง ในหลายประเทศ
เพื่อเป็นเครื่องหมายถึง ความรัก
และพระเมตตาอันยิ่งใหญ่ในพละกำลังของพระเจ้า

หมายเหตุ…
คำแนะนำสั่งสอนดี ๆ อาจจจะดูไร้ค่า ต่อหน้าผู้ฟัง
ถ้าคนหนึ่งเอาแต่พูดดีใส่ตัว แต่หัวไม่เคยคิดปฎิบัติ

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”

วันเสาร์ที่ 25 สิงหาคม 2018

สัปดาห์ที่ 20 เทศกาลธรรมดา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“ทุกคนเป็นพี่น้องกัน...” (มธ 23:1-12)

พ่อแม่พี่น้องที่รักทั้งหลาย

เอ เขารักเราจริงเหรอ

หากเราเขาหาเขายากเหลือเกิน

หากเขาอยู่ไกลเราเหลือเกิน

อีกเสียงหนึ่งไม่น้อยกว่ากัน

คือเสียงของพระสงฆ์ในวัด

“พี่น้องที่รัก” 

เอ เขารักเราจริงๆ หรือเปล่า...

ภราดรภาพ... ความเป็นพี่น้อง

ในจิตตารมณ์ของคริสตชน

ไม่ใช่เพียงคำเรียกขาน 

แต่เป็นจากหัวใจ

วันนี้ ฉันเป็นพี่น้องกับทุกคนจริงๆ หรือเปล่า

“พี่น้องที่รัก” เป็นเพียงคำเรียกขาน

หรือฉันรักเขาจากหัวใจฉันจริงๆ

และอะไรเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เขาสัมผัสได้ล่ะ

ว่าเขาเป็นพี่น้องของฉันจริงๆ

นี่คือการบ้านของฉันล่ะ...

________________

ตื่นเช้าขึ้นมาในเช้าวันเสาร์ วันที่เราคิดถึงพระแม่มารีย์นี้... หัวใจของพระแม่เป็นอย่างไรหนอ ด้วยพระแม่เป็นพระมารดาที่แท้จริง ทั้งกายและใจ ในความสัมพันธ์เหนือธรรมชาติที่พระแม่รักและห่วงใยในบรรดาลูกของพระแม่ที่พระเยซูเจ้าได้มอบให้ ณ แทบเชิงกางเขน พระแม่ยินดีไปอยู่กับบรรดาศิษย์ และพระแม่ก็ได้เป็นกำลังใจในช่วงเวลาก่อตั้งพระศาสนจักร ดังมารดาของพระศาสนจักรด้วย

“พี่น้องที่รัก” คำนี้ที่ต้นย่อหน้านี้ อาจจะไม่ใช่การเรียกขาน แต่เป็นคำที่ผมได้รับแรงบันดาลใจในเช้านี้จากพระวาจาของพระเจ้าอีกครั้ง หากผมกล่าวว่า “พี่น้องที่รัก” ผมกล่าวคำนี้ในพิธีกรรมบ่อยๆ และผมอาจจะพูดจนติดปากด้วยก็ได้กระมังครับ “พี่น้องที่รัก” แต่สิ่งที่ผมต้องถามตนเองก็คือ ผมรักสัตบุรุษของผมดังพี่น้องของผมจริงๆ หรือเปล่า... “พ่อแม่พี่น้อง... ประชาชน ทั้งหลาย...” เราคุ้นหูกันดีกับวลีนี้ แต่หลังจากได้ยิน เรารู้สึกหรือสัมผัสได้มากน้อยเพียงใด กับความเป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นพี่ เป็นน้อง หรือแม้แต่เป็นประชาชน... เหล่านี้คือการบ้านของคนที่ได้กล่าวคำเหล่านี้จริงๆ ครับ

ผมเคยคิดนะครับ เวลาพระสงฆ์ประกาศอะไร หรือแม้แต่ในบทเทศน์ ท่านเรียกสัตบุรุษว่า “พี่น้องที่รัก” แต่แทนตนเองว่า “พ่อ”... บางที ผมก็ร้องในใจ เอ๊ะ ยังไงนะ... เพราะผมรู้สึกว่า คำว่า “พ่อ” ต้องคู่กับคำว่า “ลูก” ส่วน “พี่น้อง” ก็ไม่น่าจะคู่กับคำว่า “พ่อ” เลยอ่ะครับ จนบางครั้ง หากถามตนเอง ผมก็งงๆ เอ... ตกลงเราเป็นลูกของคุณพ่อ หรือเราเป็นพี่น้องของคุณพ่อกันแน่ เอาสักอย่าง เราเป็นอะไร อย่างไร...

แต่ก็โชคดีนะครับ ที่นักบุญฟรันซิส ถือตามพระวรสารวันนี้ด้วยความจริงใจ และท่านไม่ให้บรรดาภราดาเรียกตนเองว่า “คุณพ่อ” แต่พวกเราฟรันซิสกัน แม้คนที่บวชเป็นพระสงฆ์ก็ตาม เรายังคงเป็น “บราเดอร์” นักบุญฟรันซิส เน้นให้พวกเราเป็นพี่น้องกันจริงๆ ไม่ใช่ในการเรียกขาน ประกาศปาวๆๆๆ แต่เป็นในชีวิตจริงครับ ดังนั้น พี่น้องที่เห็นพวกเราฟรันซิสกัน ในชุดสีน้ำตาล เรียกพวกเราว่า “บราเดอร์” เถอะครับ ไม่ต้องเรียกพวกเราว่า “คุณพ่อ” หรอกครับ เพราะเราเป็นพี่น้องกัน เพียงแต่พี่น้องของท่านบางคน มีหน้าที่รับใช้ท่านในงานอภิบาล ซึ่งเป็นความแตกต่างแห่งพระพรที่พระเจ้าทรงประทานให้ครับ... บางคนเห็นเครื่องแบบของพวกเรา แล้วถามว่า จะรู้อย่างไรว่าใครเป็นพระสงฆ์ ใครเป็นบราเดอร์... ผมตอบง่ายๆ ครับ พวกเราเป็นบราเดอร์กันทั้งหมดครับ จะมีหมวกสีอะไรบนศีรษะ พวกเราเป็นบราเดอร์กันทั้งหมดครับ เพียงแต่บราเดอร์บางคนได้รับพระพรพิเศษในการถวายมิสซา ประกอบพิธีกรรมสำหรับพี่น้อง แต่หน้าที่นั้น ก็ให้คุณค่าในชีวิตไม่ต่างกับการทำนา ทำสวนหรอกครับ หากสิ่งเหล่านั้น มีพื้นฐานที่จิตตารมย์ของการเป็นศิษย์พระเยซู

“จงเชื่อสิ่งที่ลูกสอน จงสอนสิ่งที่ลูกเชื่อ และดำเนินชีวิตตามสิ่งที่ลูกสอน” คือวาจาจากพระสังฆราชในวันบวชสังฆานุกร และในวันบวชพระสงฆ์ คือสิ่งที่ผมไม่ลืมเลย เพราะวาจานี้ช่วยชี้แนวทางในงานอภิบาลที่พระวาจาวันนี้สอนจริงๆ และบนพื้นฐานของ “ความเป็นพี่น้อง” กันนั้น วันนี้ ผมไตร่ตรองตนเองอย่างพิเศษจริงๆ ครับว่า การเป็นนักบวช การเป็นพระสงฆ์ เมื่อผมกราบลาพ่อแม่ ผมได้ออกจากครอบครัวหนึ่ง เพื่อเป็นของทุกๆ ครอบครัวนั้น วันนี้ ความสัมพันธ์ของผมกับสัตบุรุษเป็นเช่นใด เพื่อผมจะสามารถสอนสัตบุรุษว่า “เราเป็นพี่น้องกัน” นี่คือสิ่งที่ผมต้องหมั่นไตร่ตรองทุกวันครับ... เพราะหากชีวิตสงฆ์ ชีวิตนักบวชฟรันซิสกันที่เราบอกว่า “เราเป็นพี่น้องกัน ในพระบิดาเดียวกัน” นั้น หากสิ่งนี้ทำให้ผมถูกแบ่งแยกกับสัตบุรุษ ชีวิตผมต้องให้สัตบุรุษมาดูแลรับใช้อยู่ตลอดเวลาล่ะก็ นั่นคงไม่ใช่... แต่หากจะต้องเป็นชีวิตที่อยู่ท่ามกลางสัตบุรุษของผมแบบ “พี่น้อง” พี่น้องที่ร่วมทุกข์ร่วมสุข รับรู้ความรู้สึกและความต้องการของกันและกัน นั่นคือ ผมไม่อาจจะมีใจเย็นชาต่อกันและกันเลย...

ผมกำลังเตรียมฉลองวัดของผมก่อนจากไปสู่หมู่คณะของผมอีกครั้ง สิ่งหนึ่งในการเตรียมฉลองวัดคือ การมองหาพระสงฆ์ผู้เทศน์เตรียมจิตใจครับ... ผมเห็นมีพระสงฆ์หลายๆ องค์ที่ถนัดในเรื่องนี้นะครับ แต่หลายๆ จากประสบการณ์ของชีวิตสงฆ์ของผมเอง เมื่อมีการฉลองภายของวัดปีแรกที่ผมจัดนั้น สัตบุรุษกลับไม่เลือกพระสงฆ์อื่นให้เป็นประธานในการฉลองภายใน แต่ว่าเขาขอให้พ่อเจ้าวัดของเขาเป็นประธานครับ เขาบอกว่า “มันเหมือนครอบครัวดี” วันนั้น ผมไม่เข้าใจ แต่วันนี้ ผมเข้าใจครับ เมื่อกำลังจะย้ายนี่แหละ ผมเข้าใจแล้วครับ เพราะบทสรุปอยู่ที่นี่ อยู่ตรงนี้ครับ... “ไม่มีใครรู้จัดลูกของตนดีเท่าพ่อแม่” ไม่มีใครรู้จักสัตบุรุษของตนดีเท่าพ่อเจ้าวัด แม้พระสังฆราชก็เถอะ ท่านก็ได้ข้อมูลต่างๆ มาจากพ่อเจ้าวัด เพราะพ่อเจ้าวัด คือผู้ที่อยู่กับสัตบุรุษอย่างแท้จริง (ผมวงเล็บว่า ต้องอย่างแท้จริงนะครับ ไม่เช่นนั้น ก็ไม่ใช่ธรรมชาติของพ่อเจ้าวัดที่จะเปรียบได้กดังบิดามารดาเลย) ความคิดนี้สูงครับ ผมรู้ดี แต่ทุกวันนี้ ในการไตร่ตรองพระวาจา ในการเทศน์ในมิสซากับสัตบุรุษของผมเอง กลับเป็นสิ่งที่ผมสบายใจกว่าการไปเทศน์ที่อื่นครับ เพราะผมรู้ว่า นี่คือพ่อคุยกับลูก นี่คือพี่น้องคุยกัน และนี่คือความสุขกว่าไหนๆ กว่าการไปคุยกับคนอื่นๆ เป็นความสุขมากกว่าการไปเป็นครูเป็นวิทยากรให้คนมากมาย มิใช่หรือ... ทุกวันนี้ ผมจึงมีแนวคิดนี้เข้ามาในหัวคิดและหัวใจของผมเสมอ เมื่อผมไปเทศน์เตรียมจิตใจในการฉลองวัดที่ไหน ผมมักหาเวลาไปเยี่ยมอภิบาลสัตบุรุษที่นั่นก่อน ไปพบพ่อเจ้าวัดก่อน ได้มีโอกาสคุยกันก่อน และหากมีเวลา ก็ออกเยี่ยมอภิบาล พบสัตบุรุษบ้าง เมื่อนั้นแหละครับ ที่ผมจะรู้ว่า ผมควรจะเทศน์อะไร และเทศน์อย่างไร... การอยู่ท่ามกลางครอบครัวของพ่อแม่ลูก การอยู่ด้วยกันในครอบครัวสำคัญมากขนาดไหน การอยู่ท่ามกลางสัตบุรุษของพระสงฆ์และผู้อภิบาลก็สำคัญไม่น้อยกว่ากันครับ

วันนี้ สิ่งที่พระวาจาของพระเจ้านำหัวใจผมไตร่ตรองจริงๆ อาจจะมาจากคำนี้เอง “ทุกคนเป็นพี่น้องกัน...” (มธ 23:1-12) วันนี้ผมเป็นใคร ท่ามกลางสัตบุรุษของผม ผมเรียกพวกเขาว่า “พี่น้องที่รัก” ผมเป็นพี่น้องกับเขามากน้อยเพียงใด หรือผมรักเขามากน้อยเพียงใด มิฉะนั้น การเป็นพ่อเจ้าวัดสามปีของผม ต้องถามว่า ผมอยู่อยู่ท่ามกลางพี่น้องของผมมากน้อยเพียงใด ผมกำลังโกหก เสแสร้งเพื่อการใด ผมอยู่เพื่อสัตบุรุษ หรือเพื่อตนเอง หากพระเจ้าทรงเรียกผมให้มาติดตามพระองค์ เป็นศิษย์ของพระองค์ ในความเป็นพี่น้องกัน ซึ่งทุกคนมีพระเจ้าเป็นพระบิดาเดียวกัน

ข้าแต่พระเจ้า ของพระองค์ช่วยลูก ให้เป็นพระสงฆ์ เป็นนักบวช ท่ามกลางประชากรของพระองค์เถิด อย่าให้ลูกแยกตัวออกจากลูกๆ ที่พระองค์ทรงมอบหมายไว้ให้ดูแล ด้วยการดำเนินชีวิตอยู่เพื่อตนเองเลย แต่ให้ลูกอยู่เพื่อพวกเขาเสมอเถิด ดังพระองค์อยู่ท่ามกลางบรรดาศิษย์ และพระมารดาอยู่ท่ามกลางลูกๆ ของพระแม่.

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

วันเสาร์ที่ 25 สิงหาคม 18 สัปดาห์ที่ 20 เทศกาลธรรมดา
บทอ่าน อสค 43:1-7ก / มธ 23:1-12
ความขัดแย้งของพระเยซูเจ้า กับคัมภีราจารย์และพวกฟาริสี ในบทที่ 23 ของพระวรสารของนักบุญมัทธิว สะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์ไม่ใช่เฉพาะในสมัยพระเยซูเจ้าเท่านั้น แต่เป็นสถานการณ์ ที่มัทธิวได้แต่งพระวรสาร คือ ปีค.ศ. 58 แน่นอนพระเยซูเจ้าไม่ได้รับการต้อนรับ จากนักเทวศาสตร์ในสมัยของพระองค์ เกี่ยวกับจุดยืนของพระองค์ในเรื่องการพักผ่อนในวันสับบาโต เรื่องพิธีการชำระล้างร่างกายและภาชนะต่างๆ ตลอดจนการคบหาสมาคมกับคนเก็บภาษีและคนบาป นอกจากนี้พระองค์ยังได้โจมตีการตีสองหน้า ของบรรดาผู้นำทางศาสนาทั้งหลาย
ในสมัยของมัทธิว ปัญหาดังกล่าวได้ดำเนินต่อไป เป็นการเผชิญหน้ากันระหว่างศาลาธรรมและมหาวิหาร ที่เป็นเสมือนหัวใจของการปฏิบัติศาสนกิจ และการเพิ่มจำนวนของผู้มีความเชื่อในพระเยซูเจ้า ที่เรารู้จักในนามพระศาสนจักร จึงเปรียบเสมือนการต่อสู้ระหว่างหัวใจและจิตใจของประชาชน ขณะที่การชุมนุมกันในศาลาธรรม เพื่อศึกษาเรื่องกฎหมายของโมเสส โดยการนำของพวกรับบี และบรรดาคริสตชนยอมรับว่า พระเยซูเจ้าเป็นอาจารย์แต่ผู้เดียวเท่านั้น พวกยิวได้เรียกรับบีของพวกเขาว่า “พ่อ” ตรงกันข้ามบรรดาคริสตชนกลับเรียกพระเป็นเจ้าว่า “พ่อจ๋า”
วันนี้ พระศาสนจักรระลึกถึงนักบุญหลุยส์ที่ 14 พระองค์ได้เป็นกษัตริย์ ของประเทศฝรั่งเศส ขณะที่มีพระชนมายุได้ 12 พรรษา ได้ตั้งพระทัย ที่จะเป็นบิดาของประชาชนของพระองค์ เป็นตัวแทนของพระเยซูเจ้า และเป็นกษัตริย์แห่งสันติภาพ พระมารดาของพระองค์ได้ทำหน้าที่เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ จนกระทั่งพระองค์มีพระชนมายุได้ 22 พรรษา ได้อภิเษกและมีพระโอรสและพระธิดา 11 พระองค์ พระองค์ได้อุทิศตนเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง มีการสร้างโรงพยาบาล การเยี่ยมคนเจ็บ ที่ป่วยเป็นโรคเรื้อน พระองค์ยังได้สร้างความสามัคคีระหว่างนายทุนและชาวนา ระหว่างพระสงฆ์และอัศวิน พระองค์ได้สิ้นพระชนม์ในต่างแดน ขณะมีพระชนมายุได้ 44 พรรษา และได้รับการประกาศเป็นนักบุญอีก 27 ปีต่อมา”.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

เชิญฟังเสียงคพ.พงศ์เทพ ประมวลพร้อม อธิบายพระคัมภีร์มิสซาวันอาทิตย์นี้ค่ะ

https://youtu.be/qvnYwwqSWw0

view