สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันพุธที่ 29 สิงหาคม 2018 ระลึกถึงนักบุญยอห์น แบปติสต์ ถูกตัดศีรษะ

วันพุธที่ 29 สิงหาคม 2018 ระลึกถึงนักบุญยอห์น แบปติสต์ ถูกตัดศีรษะ

🍊 ขอโปรดให้ทุกย่างก้าวของลูก
มั่นคงอยู่ในพระดำรัสของพระองค์
ขออย่าทรงให้ความบาปผิดใดๆ
มีอำนาจเหนือลูกเลย

📚บทอ่านประจำวันพุธที่ 29 สิงหาคม 2018
ระลึกถึงนักบุญยอห์น แบปติสต์ ถูกตัดศีรษะ
https://www.youtube.com/watch?v=CElnWiV-I10

🍋 ข้าจะรักและบูชา
http://youtu.be/B080gjZd38A

❤❤❤❤❤❤❤❤❤

วันพุธที่ 29 สิงหาคม 2018
ระลึกถึงนักบุญยอห์น แบปติสต์ ถูกตัดศีรษะ
อ่าน
ยรม 1:17-19
มก 6:17-29

เมื่อยอห์นแบปติสต์ ไม่กลัวที่จะตักเตือน
ยืนยันในสิ่งที่ถูกต้อง ต่อผู้มีอำนาจที่ประพฤติผิด
ด้วยความจริงใจ คำพูดของท่านจึงเปี่ยมด้วยพลัง

เมื่อพระเจ้าทรงส่งประกาศกเยเรมีย์
ไปทำหน้าที่ประกาศกตักเตือนนั้น
พระองค์ทรงย้ำว่า “อย่ากลัว” เพราะ
แม้จะมีคนขัดแย้ง ต่อสู้ คิดร้าย
พวกเขาเหล่านั้นจะไม่ชนะ เพราะ
“เราอยู่กับท่าน”..

การยืนหยัด ยึดมั่น ในความถูกต้อง
ไม่ปล่อยให้ความถูกใจ เข้าไปมีอำนาจครอบงำ
ทำให้นักบุญยอห์น แบบติสต์
ได้รับเกียรติยิ่งใหญ่ ต่อหน้าพระเจ้า
พระศาสนจักรระลึกถึงทั้งวันเกิด
และวันตายของท่าน

หมายเหตุ..
ถ้าวันนี้ทำถูกต้อง...
ก็ไม่มีอะไรต้องกลัว
สำหรับวันพรุ่งนี้

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”

วันพุธที่ 29 สิงหาคม 2018

สัปดาห์ที่ 21 เทศกาลธรรมดา

ระลึกนักบุญยอห์น แบปติสต์ ถูกตัดศีรษะ

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“เธออยากได้อะไร...ลูกจะขออะไร...” (เทียบ มก 6:17-29)

เธออยากได้อะไร...

และฉันจะขออะไร...

เมื่อสามารถขอสักอย่าง อะไรก็ได้

หญิงสาวนั้นไม่รู้จะขออะไรจากกษัตริย์

เสียงของความรักต่อมารดาผู้ไร้ศีลธรรมทำให้เธอหลงผิด

และขอความตายของเพื่อนพี่น้อง

วันนี้ หากฉันเป็นเธอ ฉันจะขออะไร

และหากฉันเป็นมารดาของเธอ

ฉันจะแนะนำอะไรกับเธอที่ควรจะขอ

คริสตชนที่ควรเป็นดังมโนธรรมของสังคม

ความเที่ยงธรรมของมโนธรรม

และความกล้าหาญที่จะดำเนินชีวิต

ตามเสียงของมโนธรรมต่างหากไม่ใช่หรือ

ที่ฉันรู้ว่า ฉันควรขออะไร และควรทำเช่นใดในชีวิต.

________________

เราเพิ่งฉลองสองนักบุญมารดาและบุตรชายผู้ยิ่งใหญ่ นักบุญมอนิกา และนักบุญเอากุสติน... มอนิกาที่เป็นดังมโนธรรมของเอากุสตินลูกชายของเธอ ได้พร่ำสอนและภาวนาเพื่อให้ลูกไม่หลงทาง และมโนธรรมในครอบครัวนี้ ร่วมกับพลังของพระเจ้าอาศัยการอธิษฐานภาวนา เธอก็ได้ชนะใจลูกชาย แม้ว่าเธอจะต้องทนทุกข์อย่างหนักเพราะความเลวร้ายของเอากุสตินที่เจริญชีวิตเหลวแหลก แต่ที่สุด เธอก็มีบุญได้เห็นการกลับใจของบุตรชาย และเขาสามารถเป็นนักบุญผู้ยิ่งใหญ่ ซึ่งภายหลัง ท่านได้สารภาพในหนังสือของท่านว่า ท่านเสียดายที่รู้จักพระเจ้าช้าไป แต่เพราะการมีมารดาที่ดี ท่านก็ไม่ได้พรากจากพระเจ้า ท่านได้รู้จักพระองค์ในที่สุด...

และวันนี้ เราก็ฉลองนักบุญอีกองค์หนึ่ง ที่นำหน้าพระเยซูเจ้าในการบังเกิดและในการสิ้นพระชนม์ เมื่อท่านสิ้นชีวิตเพราะเป็นสักขีพยานของความจริง (เทียบ บทภาวนาของประธาน) นั่นคือนักบุญยอห์น ผู้ทำพิธีล้าง ที่เราได้ยินเรื่องราวของท่านในพระวรสาร ท่านได้ตักเตือนกษัตริย์เอโรด ซึ่งรับเอาภรรยาของน้องชายมาเป็นภรรยาของตนว่าเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง แม้กษัตริย์เฮโรดจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตและพฤติกรรมของตน แต่ก็ยังเกรงเสียงของท่าน ที่เป็นดังเสียงของมโนธรรม เสียงของความจริง เสียงของผู้ชอบธรรมและศักดิ์สิทธิ์เช่นยอห์น แม้ทรงสับสนพระทัย แต่ก็ทรงยินดีที่จะฟังยอห์น

แต่นางเฮโรเดียสกลับมีความเคียดแค้นในการกระทำของยอห์น เพราะหากกษัตริย์เฮโรดเปลี่ยนแปลงตนเอง สำหรับนางนั้นคือความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ ความโลภหลงทำให้นางได้โอกาสเหมาะ เมื่อบุตรสาวของนางเต้นรำเป็นที่พอพระทัยของกษัตริย์ และกษัตริย์ได้สัญญาจะประทานสิ่งที่เธอขอ และสัญญาจะให้แม้ว่าจะเป็นครึ่งหนึ่งของอาณาจักรก็ตาม...

การฉลองมารดามอนิกา และลูกเอากุสติน เมื่อสองวันก่อน ทำให้ผมมองและไตร่ตรองความแตกต่างของความเป็นมารดาของนางเฮโรเดียส เมื่อความกตัญญูของลูกสาวที่ยินดีเชื่อฟังมารดาทุกอย่าง เมื่อเธอได้เข้าไปถามมารดา และคำตอบที่ได้รับก็คือ “จงขอศีรษะของยอห์น ผู้ทำพิธีล้าง”... พี่น้องที่รักครับ “เธออยากได้อะไร” และ “ลูกจะขออะไร...” (เทียบ มก 6:17-29) สองประโยคจากพระวรสารวันนี้ทำให้ใจผมลุกร้อนในชีวิตผู้อภิบาลจริงๆ ครับ

เช้าวันนี้นอกจากเรื่องของมโนธรรมของสังคมที่คริสตชนต้องเป็นแม้ว่าต้องมอบชีวิตเป็นประจักษ์พยาน ตามแบบอย่างของพระเยซูเจ้า และนักบุญยอห์นที่เราระลึกการถูกตัดศีรษะในเช้าวันนี้แล้ว ผมอดไม่ได้ที่จะคิดถึงเรื่องของยายหลานคู่หนึ่งที่เดินซื้อของในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง... เมื่อถึงเวลาจ่ายเงิน ที่เคาท์เตอร์ เด็กน้อยที่พอจะคิดเลขเป็นสะกิดยายบอกว่า “ยาย ยาย พี่เขาทองเงินเกินมาอ่ะยาย” เด็กน้อยพูดด้วยความใสซื่อ น่ารักครับ แต่ท่าทีที่ยายทำคือ ยายรีบเอามือโอบกอดหลาน ปิดปาก และรีบจูงมือหลานออกจากที่นั่นจากนั้นก็กระซิบบอกว่า “ไป ไป เรารีบไป ไม่ต้องไปสนใจ ห้างเขารวยแล้ว...” หลานชายจึงสับสน และเข้าไปถามคุณครูที่โรงเรียน เพราะที่โรงเรียนเด็กน้อยถูกสอนให้เป็นคนที่ซื่อสัตย์...

เป็นไงครับพี่น้องที่รัก พี่น้องคงรู้แล้วว่า วันนี้ผมไตร่ตรองอะไร... ใช่ครับ มโนธรรมของคริสตชนครับ มโนธรรมของคริสตชนที่ต้องเป็นมโนธรรมของสังคมครับ ยิ่งแก่เท่าไร ยิ่งต้องมั่นคงเท่านั้นมิใช่หรือ... หลายอาทิตย์มาแล้วที่ผมเทศน์สอนในวัด สะท้อนภาพความเชื่อของบรรดาผู้อาวุโส ที่ควรต้องเป็นเสาหลักแห่งความเชื่อของครอบครัวให้ได้ มิฉะนั้น ความเชื่อของตนเอง อาจจะถูกทำร้ายในบั้นปลายชีวิต เมื่อลูกหลานขาดความเชื่อ และเขาไม่ส่งเราไปวัด เขาไม่เชิญพระสงฆ์มาอภิบาล และมากกว่านั้น เมื่อเราตาย เขาก็คงนำเราไปเผาโดยไม่ได้คิดอะไรถึงความเชื่อคริสตชนของเราเลย... มาในวันนี้ อาจเป็นอีกภาพหนึ่ง เมื่อผมอ่านพระวรสารตอนนี้ ภาพของผู้อาวุโสวันนี้หรือเปล่าครับ ที่นอกจากจะไม่เป็นเสาหลักแห่งความเชื่อของบุตรหลานแล้ว ซ้ำยังชี้นำบุตรหลานให้หลงทางอีกด้วย หลานที่รัก เคารพ กตัญญู หลายครั้งก็จำต้องเดินตามหนทางนั้นไปอย่างน่าเสียดาย... 

พี่น้องครับ ผู้อาวุโสแบบนี้จะเปรียบได้กับนางเฮโรเดียสได้ไหมครับ เมื่อบุตรสาวที่รักและกตัญญูในความเป็นมารดาเข้าไปถามว่า “ลูกจะขออะไรดี” และคำตอบจากมารดาที่ควรจะเป็นผู้สอนศีลธรรม แต่เพราะความเป็นมารดาผู้หลงผิดและโลภหลง นางก็กลับสอนให้บุตรสาวขอศีรษะของยอห์น ผู้ทำพิธีล้าง นั่นคือชีวิตี่มืดสนิท ชีวิตที่หลงไปในความโลภหลง และพร้อมที่จะทำลายเสียงของความจริงทั้งหมดด้วยหัวใจที่เย็นชาและไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไรเลย แม้ต่อความรู้สึกของบุตรสาว ที่ควรจะซึมซับความดีของมารดามิใช่หรือ...

พี่น้องที่รักครับ ทุกปี เมื่ออ่านพระวรสารตอนนี้ ผมมักไตร่ตรองที่ชีวิตที่ตกในบาปของกษัตริย์เฮโรดเสมอ คนที่หลงในบาป และยินดีทำตามสัญญาในการกระทำผิด เพียงเพราะเกรงใจแขกผู้รับเชิญ ผมไม่แน่ใจ หากผมเป็นแขกของกษัตริย์แบบนี้ ในงานมงคลแบบนั้น ผมจะยังรักและศรัทธาในกษัตริย์แบบนั้นของผมหรือเปล่า หรือผมคงถูกตัดศีรษะอีกคนภายหลังกระมังครับ... แต่ทว่า ปีนี้ หัวใจของผมในการเยี่ยมอภิบาลผู้อาวุโส ผู้ป่วยที่นอนติดเตียง และดูแลวิญญาณของพวกเขาอย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษนั้น อาจโน้มนำหัวใจผมให้ไตร่ตรองเรื่องราวของความเป็นมารดาของนางเฮโรเดียสมากกว่าภาพของเฮโรดที่ผมไตร่ตรองทุกปี ปีนี้ต่างจากทุกปีจริงๆ ครับ ที่มุมมองของผมมุ่งไปยังผู้อาวุโส ผู้เป็นบิดามารดา ปู่ย่าตายาย...

ผมยังคิดถึงวิชาที่เรียกย่อๆ สมัยเรียนว่า “สลน.” คือสร้างเสริมลักษณะนิสัยครับ เวลานี้หายไปแล้ว และอย่างน้อยรายวิชาที่เรียกใกล้เคียงกันคือ “กพอ” คือ การงานพื้นฐานอาชีพ กลับยิ่งใหญ่กลายเป็นกลุ่มสาระการเรียนรู้ไปเลย... ที่สุด วันนี้การสอนวิชาชีพ ก็นำการสอนการสร้างนิสัยที่ดีและมีศีลธรรม... ไม่นานมานี้ ผมกลับจากสุราษฎร์ธานี และแวะทานอาหารกลางวันที่สถานีบริการน้ำมันแห่งหนึ่ง เมื่อจ่ายเงินแล้ว ผมลุกขึ้น และเก็บเก้าอี้เข้าใต้โต๊ะให้เรียบร้อย... บริกรบอกว่า ไม่เป็นไรค่ะ ไม่ต้องเก็บก็ได้ เดี๋ยวหนูเก็บเอง...” ผมงงครับ เดี๋ยวนี้โลกเราเป็นแบบนี้ไปแล้วอ่ะ... ผมตอบเล่นๆ ไปว่า “ย่าสอนผมไว้ครับ เวลาลุกจากโต๊ะให้เก็บเก้าอี้ครับ” จริงๆ ย่าก็สอนจริงๆ ครับ แต่ผู้ที่สอนมากที่สุด และผมเรียนรู้และปฏิบัติตามมากที่สุดคือ “คุณครู” ครับ ... แต่เอ วันนี้ เด็กๆ ลุกแล้ว ไม่เก็บตูดเลยอ่ะ... (สมัยที่ผมเรียน หากลุกแล้วไม่เก็บเก้าอี้ เสียงคุณครูจะตะโกนไล่หลังมาทันทีครับ “ตูดอ่ะ เก็บด้วย...!!!” ทำให้ผมต้องย้อนกลับไปเก็บเก้าอี้เข้าใต้โต๊ะให้เรียบร้อย... ผมอยู่ที่บ้านเณรเล็กที่สุราษฎร์ธานี เวลานั้น อธิการครับ เวลานั้น พระคุณเจ้าประพนธ์เป็นอธิการครับ ผมสังเกตครับ เราลุกออกจากห้องอาหารโดยไม่เก็บเก้าอี้เข้าใต้โต๊ะไม่ได้ครับ ในห้องเรียน เมื่อลุกจากที่เพื่อไปทำกิจกรรมต่อไป เราต้องเก็บเก้าอี้สอดเข้าใต้โต๊ะครับ แต่วันนี้ เด็กวันนี้ พูดภาษาเดิมๆ คือ ยกก้นไปแล้วไม่เก็บตูดกันเลยครับ... โอ้ ผมคิดถึงวิชา “สลน.”จัง

ผู้ใหญ่ครับ บรรดาผู้อาวุโสครับ บรรดาพ่อแม่ ปู่ย่าตายายครับ คุณครูครับ วันนี้ ผมนำท่านไตร่ตรองเป็นพิเศษนะครับ “ใครๆ เขาทำกัน”... “นิดๆ หน่อยๆ ไม่เป็นไรหรอก... มึงไม่ทำ คนอื่นเขาก็ทำ มึงไม่เอา คนอื่นเขาก็เอา” คำพูดแบบนี้ ต้องไม่ใช่การอบรมสั่งสอนของเราต่อลูกหลานใช่ไหม เราคริสตชนต้องไม่โลภหลงบนหนทางของโลกนี้ใช่ไหม สังคมวันนี้อาจจะเปลี่ยนเราไปมาก ชีวิตของผู้อาวุโสเป็นเช่นใด ลองหาฟังเพลง “ผู้อาวุโส” ของคุณพ่ออนุสรณ์ แก้วขจร ดูนะครับ นั่นคือผู้อาวุโสที่เป็นคริสตชนครับ และวันนี้ ฉันเป็นเช่นใด...

คือวัยที่เปี่ยมล้นด้วยพระพร คือวัยที่อาบน้ำร้อนมาเนิ่นนาน วัยผ่านชีวิตผ่านอะไรมามากมาย แต่สุดท้ายก็มองโลกอย่างเข้าใจ... คือวัยที่ดวงตาได้เห็นธรรม คือวัยที่เน้นย้ำสิ่งดีงาม เพราะด้วยชีวิตอาจผิดพลั้งเมื่อครั้งก่อน ดังบทสอนให้ลูกหลายได้จดจำ... ผู้อาวุโสคือผู้ที่มีความเชื่ออยู่เต็มหัวใจ เพื่อจะได้นำความเชื่อส่งต่อให้กับลูกหลาน ผู้อาวุโสคือผู้เปี่ยมล้นพระคุณพระหรรษทาน เป็นดังบ้านเป็นร่มเงาให้ความร่มเย็น คือวัยที่ดวงใจไม่มืดมัว คือวัยที่ไม่กลัวความเปลี่ยนแปลง เพราะสร้างชีวิต สร้างดวงจิตให้แข็งแกร่ง และมีแรงที่จะฝันถึงราชัย...

ข้าแต่พระเจ้า ลูกเป็นพระสงฆ์ ขออย่าให้ลูกพลาดที่จะเป็นมโนธรรมที่ถูกต้องของสังคมเลย ขออย่าให้ลูกรักโลก และลืมความจริงของพระองค์เลย พระเจ้าข้า

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

วันพุธที่ 29 สิงหาคม 18 สัปดาห์ที่ 21 เทศกาลธรรมดา
บทอ่าน ยรม 1:17-19 / มก 6:17-29
การบรรยายเรื่องความทุกข์ของยอห์น บัปติสต์ แสดงให้เห็นความวุ่นวายของเฮโรด และหาทางแก้แค้น ตามบทบาทของนางเฮโรเดียส ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อฆ่ายอห์น นางเฮโรเดียสเกิดความรู้สึกว่าตัวเองถูกสบประมาท จากการถูกติเตียน ที่นางมีความผูกพัน กับน้องชายต่างมารดาของเฮโรด นางจึงได้ส่งบุตรสาว คือ นางซาโลเม ให้มาเต้นรำ ที่สร้างความพึงพอใจให้แก่เฮโรด สมตามความต้องการที่ต้องการแก้แค้นยอห์น
ยอห์น บัปติสต์ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า มันเป็นความจริงของบทบาทของตน ในฐานะเป็นประกาศกที่ช่วยบรรเทาคนยากจน และคนที่ถูกเบียดเบียน ตลอดจนการให้ความสะดวกแก่ผู้อื่น เช่นเดียวกับประกาศกอิสยาห์ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นผู้ก่อกวนชาวอิสราเอล ในสายตาของผู้มีอำนาจ ความจริง ยอห์นสามารถจะโต้ตอบเฮโรด ตามแนวทางของเอลียาห์ ที่เคยกล่าวว่า “ข้าพเจ้ามิใช่ผู้ก่อกวนชาวอิสราเอล แต่ท่านและบรรดาบรรพบุรุษของท่านต่างหาก ที่ได้ละเลยคำสั่งของพระเป็นเจ้า “ (1พกษ 18:18) แต่ยอห์นไม่ใช่ไม้อ้อ ที่หวั่นไหวไปตามสายลม แต่เป็นเสาเหล็ก เป็นกำแพงทองสัมฤทธิ์ ที่ต่อต้านบรรดากษัตริย์และบรรดาเจ้าชาย ที่คล้ายกับประกาศกอีกคนหนึ่ง คือ ประกาศกเยเรมีย์ ( เทียบ ยรม 1:18)
ไม่ใช่เป็นสิ่งที่น่าละอายแต่อย่างใด ที่จะมีบ้าน รถยนต์ เสื้อผ้า แต่เราจะต้องมองดูภายในหัวใจของเราว่า เราได้เอาใจใส่คนที่อยู่ในความดูแลของเราดีมากน้อยเพียงใด พระวาจาของพระเยซูเจ้า ตลอดจนตัวอย่างของยอห์น บัปติสต์จะต้องช่วยเรา เมื่อยืนอยู่ต่อหน้าการพิพากษา เพื่อมิให้เรามีแต่ความละอายใจต่อพระองค์ เป็นสิ่งที่ดีกว่ามิใช่หรือ ที่เราจะมีหัวใจที่สะอาด ที่ยอมตายดีกว่าจะยืนอยู่ด้านความอยุติธรรม พระวาจาของพระเยซูเจ้าจะไม่ตำหนิติเดียนเรา แต่จะช่วยทำให้หัวใจของเราว่างเปล่าพอ ที่จะได้รับการเติมเต็มด้วยความรักต่อพระเป็นเจ้า ข้าแต่พระบิดาเจ้า โปรดชำระล้างหัวใจของลูก ให้มีแต่ความสวยสดงดงาม เพื่อลูกจะได้แสดงให้โลกเห็น โปรดให้ลูกออกห่างจากสิ่งที่ทำให้ลูกไม่รักพระองค์ และผู้อื่น.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view