สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันศุกร์ที่ 31 สิงหาคม 2018 สัปดาห์ที่ 21 เทศกาลธรรมดา

วันศุกร์ที่ 31 สิงหาคม 2018 สัปดาห์ที่ 21 เทศกาลธรรมดา

💞 ข้าแต่ดวงพระทัย
ขอโปรดให้ข้าพเจ้ารักพระองค์โดยสมควร
ป่านนี้ .. ข้าพเจ้ายังไม่รู้จักพระองค์
ขอโปรดให้ข้าพเจ้าเริ่มรักและหลีกหนี
สิ่งที่เป็นที่เคืองพระทัยพระองค์ด้วยเถิด พระเจ้าข้า

📚บทอ่านประจำวันศุกร์ที่ 31 สิงหาคม 2018
สัปดาห์ที่ 21 เทศกาลธรรมดา
https://youtu.be/5tRRK4vHwUI

🍄 El Shaddai
https://youtu.be/clt8BoHb0JE

🍓🍓🍓🍓🍓🍓🍓🍓🍓🍓

วันศุกร์ที่ 31 สิงหาคม 2018
สัปดาห์ที่ 21 เทศกาลธรรมดา
อ่าน
1คร 1:17-25
มธ 25:1-13

พระเยซูสอนศิษย์ เพื่อให้พวกเขาได้เข้าใจว่า
ผลของคนที่เตรียมพร้อม ไม่ว่าจะทำอะไร ก็คือ
ใจที่ เป็นสุข ไม่มีสิ่งใดมาทำให้ทุกข์ใจ

เมื่อนักบุญเปาโลเทศน์สอน เรื่องไม้กางเขน
ให้กับคริสตชนที่เมืองโครินทร์ บางคน ซึ่งไม่ได้สนใจ
เตรียมพร้อม เห็นว่าเป็นเรื่องโง่เขลา แต่สำหรับผู้มีความเชื่อ
เห็นว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ และมันต้องเตรียมตัว
เพื่อสรรพพร้อม น้อมรับ

หมายเหตุ..
ความมั่นใจ ไม่ได้มาจาก..
การรู้คำตอบไปซะทุกเรื่อง
แต่มาจากความพร้อม ที่จะเจอกับ
ปัญหาทุกรูปแบบ

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”

วันศุกร์ที่ 31 สิงหาคม 2018

สัปดาห์ที่ 21 เทศกาลธรรมดา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“ห้าคนเป็นคนโง่ อีกห้าคนเป็นคนฉลาด...” (มธ 25:1-13)

ความโง่และความฉลาดคือสิ่งที่ตรงกันข้ามกัน

การเลือกที่ผิดพลาด

ผลที่ได้ก็ตรงกันข้ามกันด้วย

แต่ความเลือกที่มีพื้นฐานมาจากหัวใจที่ใสสะอาด

เขาย่อมให้เวลา ให้ความสำคัญ

และเตรียมทุกสิ่งอย่างดี

เพื่อจะไม่ตกในความโง่เขลา

และทำให้พลาดจากสิ่งที่ดีที่สุด

เพียงเพราะการขาดการให้ความสำคัญ

ต่อสิ่งที่ตนได้รับเรียกและเลือก

ความพลาดพลั้งเพราะการไม่ได้ให้ความสำคัญ

ต่อการเรียกและการเลือกของพระเจ้านั้น

อาจนำมากซึ่งความสูญเสียตลอดนิรันดร

เมื่อหัวใจเราไม่ได้เลือกความสำคัญของการเลือกและการเรียก

ไว้เป็นอันดับแรกของชีวิต

เพื่อคิดและเตรียมตัวทำสิ่งที่สำคัญที่สุด.

________________

พระวาจาของพระเจ้าในวันนี้ เรากำลังอยู่ในเรื่องการไตร่ตรองเรื่องอวสานกาล และส่วนใหญ่เราก็มักไตร่ตรองเรื่องของความตาย หรือภาษาพระคัมภีร์ก็คือ การเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระคริสตเจ้า หรือการที่เราต้องกลับไปพบพระคริสตเจ้า ผู้ทรงเป็นตุลาการผู้เที่ยงธรรม และต้องทูลถวายรายงานแด่พระองค์... นี่คือสิ่งที่ผมได้ไตร่ตรองมาหลายๆ ครั้ง หลายๆ คราว เมื่อได้อ่านพระวาจาของพระเจ้าตอนนี้ และผมมั่นใจว่า พี่น้องหลายๆ คนก็ไตร่ตรองในมุมเดียวกันกับผมด้วย

แต่เช้าวันนี้ เนื่องจากในวันเหล่านี้ กิจกรรมและสถานการณ์ในชีวิตของผม ทำให้ผมนั่งลงใต้ต้นมะเดือ และฟังพระวาจาของพระเจ้าอีกครั้ง คุยและฟังพระองค์อีกครั้งครับ... ในวันเหล่านี้ ผมได้รับเชิญจากซิสเตอร์กลารีสกาปูชินที่บ้านแสงอรุณ ให้แบ่งปันเรื่องชีวิตนักบวช และผมได้นำการไตร่ตรองที่ทำให้เราได้มองเห็นความรักของพระเจ้าที่ผ่านทางพระศาสนจักร พระสันตะปาปา พระสังฆราช พระสงฆ์เจ้าอาวาส รวมไปถึงสัตบุรุษในพระศาสนจักรท้องถิ่น ที่ต้องเป็นหนึ่งเดียวกันในหัวใจรักของพระศาสนจักร ที่นักบุญเทเรซาแห่งพระกุมารเยซู ได้กล่าวไว้อย่างน่ารักว่า “ในหัวใจพระศาสนจักร ข้าพเจ้าจะเป็นความรัก” และมาจบลงที่สิ่งที่ทำให้เราเรียนรู้ถึงรักของพระเจ้าผู้ทรงริเริ่มในตัวเรา (ไม่ใช่เราเป็นผู้ริเริ่ม) และเมื่อทราบและสัมผัสได้ดังนี้แล้ว สิ่งที่จบลงในการนำการไตร่ตรองของผมวานนี้คือ “ฉันจะตอบแทนคุณพระเจ้าได้อย่างไร เมื่อทรงรักเราถึงเพียงนี้”

กับพระวาจาของพระเจ้าวันนี้ ที่ผมอาจจะไตร่ตรองนอกกรอบความคิดของพระคัมภีร์สักนิดนะครับ... คำว่าโง่และคำว่าฉลาดที่แสนตรงข้ามกันอย่างกับหน้ามือหลังมือ และผลที่ได้รับจากความโง่และความฉลาดนั้น ก็เป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกันด้วยเช่นกัน ความรุ่งโรจน์ ความสุขและความยินดี ที่ตรงกันข้ามกับความทุกข์โศก ความสูญเสีย และหนักกว่านั้น คือสิ่งเหล่านี้คือนิรันดร...

พี่น้องครับ เช้าวันนี้ผมไตร่ตรองถึงสิ่งที่เป็นที่มาของความโง่และความฉลาดครับ นั่นคือ สิ่งที่เรียกว่า “สำนึก” ครับ ความสำนึกที่ทำให้เราให้ความสำคัญ และทำทุกอย่างอย่างดีที่สุดครับ และสิ่งนี้นั่นเองที่เป็นที่มาของความฉลาด สิ่งนี้ที่มาจากความรักจากน้ำใสใจจริง เป็นความจริงใจจากหัวใจ อันทำให้คนหนึ่งต้องมีการบ้านมากมาย แต่เขาก็พร้อมที่จะทำทุกอย่างอย่างดีที่สุด และไม่ละเลยเลยแม้ในเรื่องที่เล็กน้อยที่สุด

พี่น้องที่รัก หญิงโง่ห้าคนในพระวรสารวันนี้ พวกเธอพลาดอะไรตรงไหนหรือ ที่ตรงกันข้ามกับหญิงฉลาดที่พระวรสารพูดถึงความรุ่งโรจน์ของพวกเธอที่ได้เข้าไปในห้องงานของเจ้าบ่าว... 

พี่น้องที่รักครับ การได้เข้าไปในห้องงานมงคลสมรสของหญิงผู้ถือตะเกียงในพระวรสารนั้น เราต้องเข้าใจว่า นี่เป็นโอกาสที่ไม่มีได้ง่ายๆ นักในชีวิต ผู้หญิงบางคนอาจจะตายไปแบบไม่มีโอกาสได้ร่วมงานนี้เลย ดังนั้น การได้ร่วมงาน และการได้รับเกียรตินี้ เป็นสิ่งที่มีความหมายมากในชีวิตของพวกเธอที่ได้รับการเรียกและเลือกจากเจ้าบ่าวครับ

พวกเราที่เป็นนักบวช พระสงฆ์ หรือแม้แต่สามเณร เมื่อพวกเราจะปฏิญาณตน เมื่อจะก้าวไปสู่ขั้นต่างๆ เมื่อจะรับศีลบวชขั้นต่างๆ นั้น กฎหมายพระศาสนจักร ระบุไว้ให้มีกระบวนการของการเตรียมตัว เตรียมจิตใจอย่างดี นอกนั้น วินัย หรือธรรมนูญ หรือกระบวนการการอบรมพระสงฆ์ นักบวช ก็ให้ความสำคัญเพิ่มมากขึ้นไปอีก เพื่อให้นักบวช พระสงฆ์ที่จะได้รับการบวช หรือก้าวไปสู่ขั้นต่างๆ ของชีวิตนักบวช ขั้นต่างๆ ของการแต่งตั้งนั้น ได้เตรียมตัวอย่างดี... และแม้แต่เด็กๆ ของเราที่จะรับศีลมหาสนิท ศีลกำลัง คู่สมรสที่จะเข้าพิธีสมรส ด้วยสิ่งที่พวกเขากำลังจะก้าวไปสู่นั้น เป็นสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ และต้องให้ความสำคัญในการเตรียมตัว เตรียมใจอย่างดี ไม่ใช่เพียงการเตรียมภายนอกเท่านั้น ไม่ใช่เป็นการเตรียมสถานที่ภายนอกเท่านั้น...แต่ผู้เกี่ยวข้องในกระบวนการให้การอบรม ต้องจัดให้มีการเข้าเงียบ ฟื้นฟูจิตใจ มีเวลาอยู่และคุยกับหัวใจของตนเองอย่างดี เพื่อเข้าใจว่า ตนกำลังจะก้าวไปสู่ฐานะที่สำคัญยิ่งขึ้นอย่างไรในชีวิต

พี่น้องที่รัก “สำนึก” ครับ นี่คือสิ่งที่ทำให้เราเห็นความสำคัญของการได้รับเชิญ ได้รับการเรียกและเลือกให้เป็นเพื่อนเจ้าบ่าว เพื่อนเจ้าสาว เพื่อเข้าไปในห้องงานมงคลสมรสครับ... อะไรคือสำนึกของเราแต่ละคน ที่วันนี้ เราได้รับการเรียกและการเลือก แม้ในฐานะที่แตกต่างกัน ในการเป็นคริสตชน เป็นพระสงฆ์ เป็นนักบวช  เราเลือกให้อะไรมาก่อนและสำคัญที่สุดในชีวิต... และนั่นแหละครับ ที่จะทำให้เรานั่งลง คิดถึงสิ่งที่เราต้องเตรียมตัว น้ำมันพร้อมไหม ตะเกียงเป็นอย่างไร ไส้ตะเกียงเป็นอย่างไร ตะเกียงทั้งหมด เหมาะสมกับสิ่งที่เรากำลังจะก้าวไปสู่ที่นั่นหรือไม่... และในความเป็นจริง ความฉลาดนั้น มาจากการให้ความสำคัญในการได้รับเรียกและเลือกครับ ที่ทำให้เราแต่ละคนต้องคิดและไตร่ตรองว่า เราจะใช้เวลาที่มีอยู่อย่างไร เมื่อได้รับเรียกและเลือกในโอกาสสำคัญเช่นนี้ คงอาจจะต้องมีบางสิ่งบางอย่างที่ต้องปรับ ที่ต้องเลื่อนบ้างแน่ๆ หรือหนักกว่านั้น อาจจะต้องทิ้งบางสิ่งบางอย่างบ้างแน่นอนครับ เพราะมันคงไม่อาจจะสำคัญการเตรียมรับการเรียกและเลือกอันศักดิ์สิทธิ์นี้

พี่น้องที่รักครับ เช้านี้ผมอาจจะไตร่ตรองนอกกรอบพระคัมภีร์สักนิดนะครับ แต่มันเป็นโอกาสให้ผมได้ไตร่ตรองตนเองครับ ผมให้ความสำคัญกับการเรียกและการเลือกของพระเจ้ามากน้อยเพียงใด... หญิงห้าคนที่พระวรสารบอกว่าเป็นหญิงโง่นั้น พวกเธอคงไม่ได้โง่เพราะไม่ได้คิดเรื่องน้ำมันหรอก แต่พวกเธออาจจะไม่มีเวลา และไม่ได้ให้เวลาในการเตรียมตัว เพื่อก้าวไปสู่โอกาสอันสำคัญต่างหาก... และหญิงฉลาดทั้งห้าคนล่ะ โห พวกเธอคงดีมากมิใช่หรือในโอกาสที่พวกเธอได้รับการเรียกและการเลือกสำคัญนี้ พวกเธอคงทิ้งทุกอย่างหรือเปล่า วางสิ่งที่ทำอยู่ สิ่งที่ไม่จำเป็น เพื่อ มองหาตะเกียง ทำความสะอาดตะเกียง ตรวจเช็ดความพร้อมของตะเกียง ตระเตรียมคงไม่ใช่แต่น้ำมัน แต่คงเป็นมากกว่านั้น เช่นเครื่องแต่งกาย สิ่งจำเป็นอื่นๆ ระหว่างการรอคอยเจ้าบ่าวที่อาจจะมาช้า คงมีหลายๆ อย่างที่พวกเธอให้เวลาในการตระเตรียมแน่ๆ ครับ และสุดท้าย พวกเธอจึงพร้อมที่สุด และได้เข้าไปในห้องงานวิวาห์ในความเหมาะสมที่สุดที่พวกเธอได้รับการเรียกและเลือก... พี่น้องคงยังจำเรื่องราวผู้รับเชิญที่เข้าไปในงานมงคลสมรสที่ไม่ได้สวมเสื้อผ้าที่เหมาะสมได้นะครับ เมื่อเขาต้องถูกนำออกไปทิ้งข้างนอก... นั่นคือความพลาดพลั้งของการไม่ได้ให้ความสำคัญของการเรียกและเลือกของพระเจ้าครับ นั่นคือสิ่งที่คงหมายถึงความโง่สุดๆ ที่พระวรสารวันนี้กล่าวถึง เพราะนั่นคือการเลือกที่พลาดสุดๆ เมื่อผู้ได้รับเรียกและเลือกนั้น กลับไม่ได้เลือกสิ่งที่สำคัญที่สุดในการเตรียมตัวเข้าสู่งานเลี้ยงนิรันดรในสวรรค์

พี่น้องที่รักครับ วันนี้เอาแค่นี้ก่อนครับ ผมขอโทษที่เขียนยาวอีกแล้ว แต่นี่คือทั้งหมดจากการไตร่ตรองของผมที่แบ่งปันกับพี่น้องแบบไม่มีกั๊กครับ และเดี๋ยวพรุ่งนี้ ค่อยไตร่ตรองกันต่อนะครับ บางที การไตร่ตรองเช่นนี้ คงทำให้เราเห็นสิ่งที่ทำให้เราต้องคิดใหม่ เลือกใหม่ เพื่อการเตรียมตัวให้สมกับการได้รับเรียกและเลือกให้เป็นคริสตชน เป็นนักบวช เป็นพระสงฆ์ และเป็นผู้ที่จะมีความเหมาะสมในการเข้าไปในงานเลี้ยงปาสกานิรันดรของพระเจ้า

ข้าแต่พระเจ้า ไม่ว่าลูกจะมีงานมากมายเท่าใด ไม่ว่าลูกจะยุ่งวุ่นวายกับหลายเรื่องสักเพียงใด พระเจ้าข้า ขอพระองค์โปรดให้ลูกได้สามารถให้เวลาด้วยความสำนึกในการเรียกและการเลือกของพระองค์เสมอ เพื่อลูกจะไม่พลาดพลั้งในการตัดสินใจ ในการคิดและตระเตรียมตนเองให้สมกับที่พระองค์ทรงเรียกและเลือกลูกในโอกาสสำคัญนี้

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

วันศุกร์ที่ 31 สิงหาคม 18 สัปดาห์ที่ 21 เทศกาลธรรมดา
บทอ่าน 1คร1:17-25 / มธ 25:1-13
ไม้กางเขนจึงเป็นอะไร ที่มากกว่าเป็นเครื่องมือ ที่เกี่ยวข้องกับบาปของเรา เพราะฉะนั้น เราจึงรอดพ้นจากผลร้ายของบาป และได้คืนดีกับพระเป็นเจ้า เครื่องขัดขวางมิให้เราเป็นมิตรกับพระเป็นเจ้า ถูกเคลื่อนย้ายออกไป (รม 5:10) ทุกคนที่หันออกจากบาป และได้รับศีลล้างบาปในพระคริสตเจ้า จะได้รับพระจิตเจ้าเข้ามาในหัวใจของพวกเขา (กจ 2:38) พระจิตเจ้าจะเปิดเผยให้เราทราบว่า เราคือบุตรของพระเป็นเจ้า (รม 8:15-16)
ขอให้เรามองดูว่า พระบิดาเจ้าทรงรักเรา อย่างมากมายเพียงใด พระองค์ได้ทรงเลือกเรา และเรามีส่วนร่วมในชีวิตพระของพระองค์ (อฟ 1:45) พระองค์จะไม่ทรงปล่อยให้บาปขัดขวางเส้นทาง ที่มุ่งไปยังพระประสงค์ของพระองค์ ความหมายสูงสุดของไม่กางเขน คือ พระเยซูเจ้า ผู้ทรงเป็นพระบุตรที่ซื่อสัตย์ และตัวอย่างที่สมบูรณ์ ที่เราทุกคนจะต้องติดตาม (ยน 15:15) พระองค์ผู้ทรงถูกยกขึ้นบนไม้กางเขน บัดนี้ พระองค์ได้รับเกียรติมงคลในสวรรค์ ในฐานะเป็นพระบุตร ที่พระบิดาเจ้าทรงพอพระทัย (ยน 8:28) และบัดนี้พวกเรา ขณะที่ยังอยู่บนโลกนี้ ได้รับการไถ่กู้ ได้คืนดี และได้รับเกียรติมงคล ตามจุดประสงค์ คือ เพื่อให้โลกได้รู้ และให้ถวายเกียรติแด่พระองค์ ซึ่งเป็นพระบุตรของพระบิดาเจ้า.
“เราได้ทำบาป โดยไม่มีเหตุผล แตเพราะขาดความรัก ที่เราไม่อาจเข้าใจได้ แต่พระเยซูเจ้าได้ทรงกอบกู้เรา โดยไม่มีเหตุผล แต่เพราะควารักอันล้นพ้นของพระองค์ ที่เราไม่อาจเข้าใจได้”...”เพื่อรู้จักไม้กางเขน ไม่ใช่เพียงการรับรู้ความทุกข์ของเรา เพราะไม้กางเขน เป็นเครื่องหมายของความรอด และไม่มีใคร ที่สามารถได้รับความรอด โดยความทุกข์ของตนเอง เพื่อรู้จักไม้กางเขน เราต้องรับรู้ว่า เราได้รับการไถ่กู้ โดยความทุกข์ทรมานของพระคริสตเจ้า ยิ่งกว่านั้น มันยังหมายถึงการรับรู้ความรักของพระคริสตเจ้า ผู้ทรงยอมรับความทุกข์ทรมาน และความตาย เพื่อที่จะไถ่กู้เรา ดังนั้น เราจึงต้องรู้จักพระคริสตเจ้า”...”ในฐานะเป็นบุตรของพระเป็นเจ้า เราวางใจในพระองค์ ให้นำทาง และปกป้อง สำหรับทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต”

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view