สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันเสาร์ที่ 1 กันยายน 2018 สัปดาห์ที่ 21 เทศกาลธรรมดา

วันเสาร์ที่ 1 กันยายน 2018 สัปดาห์ที่ 21 เทศกาลธรรมดา

🍄ถ้าพระเยซูเป็นทุกสิ่งที่คุณต้องการ
คุณก็ไม่ได้ขาดสิ่งใดเลยแม้สักสิ่งเดียว ..
เพราะผู้ที่มีพระคริสต์ .. ก็มีชีวิตที่ครบบริบูรณ์

📚บทอ่านประจำวันเสาร์ที่ 1 กันยายน 2018
สัปดาห์ที่ 21 เทศกาลธรรมดา
https://youtu.be/8xRfpUtJ-hc

🌼 ฮาเลลูยา
http://youtu.be/w7GBZeOIPvU

🐳🐳🐳🐳🐳🐳🐳🐳🐳🐳

วันเสาร์ที่ 1 กันยายน 2018
สัปดาห์ที่ 21 เทศกาลธรรมดา
อ่าน
1 คร 1:26-31
มธ 25:14-30

พระเยซูเจ้าเล่าอุปมา เพื่อให้ศิษย์เห็นถึง..
การพิจารณาตัดสินของพระเจ้า เมื่อพระเจ้าให้
แต่ละคนตามความสามารถนั้น ไม่สำคัญว่า
แต่ละคนจะมีมากหรือน้อย แต่ที่สำคัญคือ
เอาสิ่งที่มีอยู่ไปใช้อย่างไร คนที่เอาไปใช้
อย่างดีและซื่อสัตย์ ก็ะมีเพิ่มขึ้นอีก

นักบุญเปาโล ย้ำเตือน เพื่อไม่ให้มนุษย์
โอ้อวดในสิ่งที่ตนมีนั้น ให้พึงตระหนักว่า
พระเจ้าทรงเลือกสรร และมอบพระพร ให้กับแต่ละคน
ตามที่ทรงพอพระทัย สิ่งเดียวที่พวกเขาจะโอ้อวดได้
คือ โอ้อวดในสิ่งที่พระเจ้าทรงทำ

หมายเหตุ..
อะไรก็ตาม ที่ได้มา แล้วรู้จักใช้ รู้จักรักษา
สิ่งนั้น ก็จะอยู่กับเราได้นานเสมอ

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”

วันเสาร์ที่ 1 กันยายน 2018

สัปดาห์ที่ 21 เทศกาลธรรมดา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“ดีมาก ผู้รับใช้ที่ดีและซื่อสัตย์...” (มธ 25:14-30)

ผู้รับใช้ที่ดีและซื่อสัตย์

คือผู้รับใช้ที่เป็นมากกว่าผู้รับใช้

ไม่ใช่ “สักแต่ทำ” ให้เสร็จไป

แต่ด้วยหัวใจที่รักและสัตย์ซื่อ

เขาทำอะไรได้มากกว่าการเป็นผู้รับใช้มากมายนัก

และนั่นแหละ...

คือผู้รับใช้ที่ดีและซื่อสัตย์ที่นายจะบอกว่า

“จงมาร่วมยินดีกับนายของเจ้าเถิด”

________________

เมื่อวานนี้ พระวรสารเรื่องหญิงโง่และหญิงฉลาด ที่พระเยซูเจ้าทรงกระตุ้นหัวใจของผมในเรื่องของการให้ความสำคัญและการเลือก ในสิ่งที่ได้รับการเรียกและเลือกจากพระเจ้า ให้เป็นคริสตชน เป็นนักบวช เป็นพระสงฆ์ มันไม่ต่างกับการได้รับเรียกและเลือกให้อยู่ในห้องงานสมรสกับเจ้าบ่าว ความโง่หรือความฉลาดนั้นมาจากการให้ความสำคัญในการได้รับเชิญจากเจ้าภาพต่างหาก มันเป็นเรื่องราวเดียวกัน กับผู้ได้รับเชิญในงานสมรสครั้งนั้น ที่พระมหากษัตริย์จัดสำหรับพระโอรส แต่ไม่มีใครมา พระองค์จึงได้เชิญคนอื่นๆ มา แต่กระนั้นก็เถอะ ที่สุดก็มีคนที่ถูกขับไล่ออกไปอย่างน่ากลัว ถูกนำออกไปทิ้งข้างนอก เมื่อเข้ามาในงานอย่างไม่เหมาะสม ทั้งนี้ทั้งนั้น มันคือเรื่องเดียวกันครับ นั่นคือการขาดความตระหนักในใจตน การไม่ให้ความสำคัญในการเชิญของพระเจ้า ที่พรองค์ทรงเรียกและเลือกเราในงานงานของพระองค์ และเราก็ทำแบบขอไปที ที่สุด เพราะการไม่ได้ให้ความสำคัญ ทำให้เราไม่เตรียมตัวดีๆ เมื่อเตรียมตัวไม่ดี เราก็พลาดท่าเสียทีอย่างน่าอับอาย

วันนี้ พระวาจาของพระเจ้า พระเยซูเจ้าทรงสอนเราอีกครั้ง ในเรื่องของเงินตะลันต์ที่บุรุษผู้หนึ่งกำลังจะเดินทางไกล และได้เรียกผู้รับใช้มาและมอบทรัพย์สินให้ คนที่หนึ่งห้าตะลันต์ คนที่สองสองตะลันต์ และคนที่สามหนึ่งตาลันต์ ตามความสามารถของแต่ละคน... ขอให้เราจำไว้นะครับ เขามอบให้ตามความสามารถของแต่ละคนนะครับ เราคงไม่ถามว่า ทำไมให้ไม่เท่ากัน แต่นั่นคือ การรู้จักของนายกับคนใช้ นายรู้ว่าใครมีความสามารถเท่าใด นี่ก็คือสิ่งที่ผมอยากบอกว่า  พระเจ้าตัดสินเราตามมโนธรรมของเราครับ ตามความรู้ดีรู้ชั่วของเรา ด้วยความตระหนักรู้ของเราครับ พระองค์รู้ว่า แต่ละคนมีความสามารถต้องรับผิดชอบอะไรเท่าไร...

คนแรกที่ได้เงินห้าตะลันต์นำเงินไปลงทุน และได้กำไรมาอีกห้าตะลันต์... คนที่สองที่ได้มาสองตะลันต์ก็นำเงินไปทำกำไรมาอีกห้าตะลันต์ แต่คนที่ได้รับหนึ่งตะลันต์ได้ไปขุดหลุมซ่อนเงินของนายไว้... หลังจากนั้นอีกไม่นาน นายของผู้รับใช้พวกนี้กลับมา และพวกเขาต้องรายงานสิ่งที่ได้กระทำ...   คนที่หนึ่งที่ได้รับห้าตะลันต์ เขาได้กำไรมาอีกห้าตะลันต์ เขาทำได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ คนที่สองที่ได้รับสองตะลันต์และได้กำไรมาอีกสองตะลันต์ เขาก็ทำได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ด้วยเช่นเดียวกันครับ นั่นคือ หากเรามองตามความสามารถของเขาทั้งสองเป็นเปอร์เซ็นต์แล้ว พี่น้องครับ เขาทั้งสองทำได้เท่ากัน คือทำเต็มที่ตามความสามารถครับ นั่นหมายความว่า หากเขาจะได้เงินนั้นมาเท่าใด เขาก็จะทำได้ทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ คือเขาได้ออกแรงเต็มที่เพื่อทำกำไรให้กับสิ่งที่ได้รับมาครับ...

เราสังเกตคำตอบของนายดีๆ ครับ สิ่งที่นายได้ตอบกับผู้รับใช้ทั้งสองนั้น เหมือนกันทุกคำพูดครับ ไม่มีอะไรแตกต่างกันเลย “ดีมาก ผู้รับใช้ที่ดีและซื่อสัตย์ เจ้าซื่อสัตย์ในสิ่งเล็กน้อย เราจะให้เจ้าจัดการในเรื่องใหญ่ๆ จงมาร่วมยินดีกับนายของเจ้าเถิด” (ในหนังสือมิสซา ในบทพระวรสารที่ได้อ่านในมิสซาวันนี้มีการพิมพ์ตกไปครับ มีความแตกต่างกันนิดหน่อย คนแรก “เรื่องใหญ่” แต่คนที่สอง “เรื่องใหญ่ๆ” มี “ๆ” ครับ แต่ผมได้กลับไปเช็คที่ต้นฉบับ ต้นฉบับภาษาไทยมี “ๆ” ทั้งสองแห่งครับ และต้นฉบับภาษาอื่นๆ ที่ผมมี ภาษาอิตาเลียน ภาษาอังกฤษก็เหมือนกันครับ คือ “great responsibilities” “autorita su molto” พี่น้องที่รักครับ สาระสำคัญ ไม่ใช่ว่าได้มากน้อยเท่าไร แต่สิ่งที่สำคัญคือ เขาทั้งสองได้ใช้ตะลันต์ คือสิ่งที่ในภาษาอังกฤษเรียกว่า Talent คือพรสวรรค์ คือพระพรที่พระเจ้าทรงประทานให้แต่ละคนครับ ที่เขาได้ใช้ทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ เพื่อทำกำไรนำกลับมาถวายพระองค์... แต่เราพบว่า นายโมโหคนสุดท้ายที่ได้รับเพียงหนึ่งตะลันต์ แต่ไม่ได้ทำประโยชน์อะไรกับสิ่งที่มีอยู่ กลับนำเอาไปฝังดินเสีย... เขาคือผู้รับใช้เลวและเกียจคร้านที่ไม่ได้ทำอะไรเลย แม้แต่การนำเงินไปฝากธนาคารไว้เพื่อจะได้ดอกเบี้ยบ้าง (นายคงไปนานนะครับ ถึงกับหากฝากเงินในธนาคารก็ทันที่จะได้รับดอกเบี้ยบ้าง นั่นหมายความว่า นานทีเดียว ที่เขาไม่ทำอะไรเลยกับพระพรที่ได้รับนะครับ) แต่เมื่อเป็นดังนี้ เขาจึงกลายเป็นผู้รับใช้ที่ไร้ประโยชน์ ที่ถูกนำเอาไปทิ้งข้างนอกในที่มืด

เร็วๆ นี้ มีสัตบุรุษท่านหนึ่งบอกผมว่า กิจการโรงแรมของเขาถูกทำให้เสียชื่อ เพราะการทำงานที่บกพร่องของเจ้าหน้าที่... เขาปรึกษากับผม และผมก็สังเกตว่า สิ่งนี้ที่เขาพลาดพลั้งไปนั้น เป็นไปได้ไหม ที่บางครั้งมันมาจากการไม่ได้ให้ความสำคัญในงานที่ทำอยู่ คนที่รักงานจริงๆ เขาจะพัฒนางานของเขา เขาจะหมั่นศึกษาเพื่อพัฒนางานไปในทางที่ดีขึ้น และคำหนึ่งที่ผมบอกกับเขาก็คือ “บางที ก็ยากนะ ที่เราจะมีพนักงานที่ดีแบบนั้นอยู่กับเรา... บางทีก็ยากนะที่เราจะอบรมคนของเราให้ละเอียดอ่อน ทำงานอย่างดีได้ขนาดนั้น เพราะทุกวันนี้ บางครั้ง เขาก็ทำแบบว่า “สักแต่ทำ” “ทำตามหน้าที่เท่านั้น ทำเอาผ่านๆ เท่านั้น ทำเอาแค่เสร็จๆ เท่านั้น” 

พี่น้องที่รักครับ ตะลันต์ หรือพระพรที่เราได้รับจากพระเจ้านั้นต่างกัน มันอาจจะไม่เท่ากัน เพราะพระเจ้าทรงมอบให้ตามความสามารถของแต่ละคน พระองค์ไม่ได้มองที่เราได้ทำอะไรได้มากเท่าใด แต่ว่า เราได้ทำเต็มที่หรือเปล่า เราได้ให้ความสำคัญกับพระพรที่พระองค์ประทานให้มากน้อยเท่าใดเท่านั้นเอง และพระวาจาที่จะตรัสนั้น เหมือนกันจริงๆ ไม่ว่าใครจะได้รับเท่าไร ทำได้เท่าไร แต่หากเขาใช้ความสามารถของเขาทั้งหมดร้อยเปอร์เซ็นต์ “ดีมาก คนรับใช้ที่ดีและซื่อสัตย์ จงมาร่วมยินดีกับนายของเจ้าเถิด”

พี่น้องที่รักครับ กำไรมากขนาดไหน หากมองพระพรที่พระประทานให้เราแต่ละคน... แค่ไปวัดวันอาทิตย์ ที่บางทีก็สักแต่ไปเท่านั้น เพื่อไม่ผิดบัญญัติประการที่สาม ทำหน้าที่ของคริสตชนสักแต่ว่าทำให้เสร็จๆ ไป แล้วเราจะเอาอะไรไปถวายรายงานพระเจ้า ต่อหน้าพระเจ้า เอาพระพรของพระองค์ไปคืนแบบไม่ได้รับประโยชน์อะไรกระนั้นหรือ...

เมื่อวานนี้ ข่าวที่ผมได้รับมานานแล้ว ได้เข้ามาถึงผมอย่างเป็นทางการโดยพระสังฆราชประจำสังฆมณฑลครับ เรื่องราวของการตีความ พรบ. รศ. 128 ครับ ที่มีการตีความคลาดเคลื่อน และคณะทำงานกำลังทำงานเพื่อทำสิ่งเหล่านี้ให้ถูกต้อง... มันเป็นเอกสารที่เยอะครับ หลายหน้า และต้องพยายามทำความเข้าใจดีๆ ครับ... สิ่งเหล่านี้ มีคนทำงานแล้วครับ แต่เราแต่ละคนสามารถมีส่วนร่วมได้มากน้อยเพียงใด นั่นคือสิ่งที่น่าไตร่ตรอง มากกว่าการจะบอกว่า “มันไม่เกี่ยวข้องอะไรกับฉัน” และจริงๆ แล้ว แม้แต่นักบวชในอารามที่มีเขตพรตของสันตะสำนัก เช่นชีลับที่เราเรียกกัน พวกเขาจะบอกว่าสิ่งนี้ไม่เกี่ยวข้องกับฉันก็คงไม่ได้ด้วย เมื่อนี่คือชีวิตของพระศาสนจักร... “สิ่งนี้ไม่เกี่ยวข้องกับฉัน” พี่น้องที่รักครับ สำหรับเราคริสตชน พระเจ้าตรัสถามกาอินอย่างไร พระองค์ตรัสถามเราด้วยครับ “อาแอล น้องชายของเจ้าอยู่ที่ไหน” นั่นหมายความว่า หากเราเป็นคริสตชนที่สักแต่เป็น สักแต่รักษาพระบัญญัติเท่านั้น เรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับพี่น้อง เราบอกว่า “สิ่งนี้ไม่เกี่ยวข้องกับฉัน” พี่น้องครับ เรากำลังเอาตะลันต์ของพระเจ้าไปคืนพระองค์แบบไม่ได้ทำให้เกิดประโยชน์อะไรเลย และเราจะเป็นคนรับใช้เลวและเกียจคร้านหรือ... เราจะพลาดแบบนี้หรือ เพียงเพราะเราให้ความสำคัญกับพระพรของพระเจ้าน้อยเกินไป จนเราไม่ทำให้เกิดประโยชน์อะไรเลยกับเพื่อนพี่น้องของเรา

พี่น้องที่รักครับ ผมตอกย้ำหลายๆ ครั้งครับ เป็นคริสตชนนั้น เราสามารถทำอะไรได้ไม่น้อยทีเกียวเพื่อกันและกัน เราบอกไม่ได้เลยว่า “สิ่งนั้นไม่ใช่เรื่องของฉัน สิ่งนั้นไม่เกี่ยวข้องกับฉัน” พระพรที่เราได้รับจากพระเจ้านั้น อาจจะไม่เท่ากัน แต่สิ่งที่เราได้รับเหมือนกันคือ เราแต่ละคนเป็นลูกพระเจ้าครับ นักบวช พระสงฆ์อย่างผมไม่ได้เป็นลูกพระเจ้ามากกว่าพี่น้องสัตบุรุษครับ แต่เราทุกคน เราเป็นลูกของพระเจ้าหมด และพระพรที่เรามีเหมือนกัน คือ ความเชื่อ ความไว้ใจ และความรัก ในพระองค์ครับ เราได้ใช้สิ่งเหล่านี้อย่างไรให้เกิดกำไรในชีวิต เพื่อนำกลับไปถวายรายงานแด่พระเจ้าครับ คือเราได้มานะบากบั่นมากน้อยเพียงใด ในสิ่งที่เรามีและสิ่งที่เราเป็น ไม่ใช่ว่ามีมากหรือน้อย แต่ขึ้นกับเราได้ใช้พระพรทั้งหมดนั้นอย่างไรครับ... วันนี้ หากฉันจะต้องกลับไปถวายรายงานพระเจ้า ฉันจะเอาอะไรไปคืนพระองค์ ฉันจะทำกำไรอะไรถวายพระองค์ เป็นคริสตชนแบบว่า “สักแต่เป็น” เท่านั้นเอง

ข้าแต่พระเจ้า เป็นคริสตังที่สักแต่เป็นเท่านั้น คือการนำตะลันต์ที่ฝังดินไว้ไปคืนพระองค์ ไร้ซึ่งผลกำไรของความมานะบากบั่น แต่เป็นคริสตังแท้ คือการเป็นผู้ที่จะนำกำไรที่มาจากความมานะบากบั่นเต็มที่กลับไปถวายคืนแด่พระองค์... พระเจ้าข้า ขอให้ลูกเป็นเสมอ ซึ่งผู้รับใช้ที่ดีและสัตย์ซื่อ...

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

วันเสาร์ที่ 1 กันยายน 18 สัปดาห์ที่ 21 เทศกาลธรรมดา
บทอ่าน 1คร1:26-31 / มธ 25:14-30
นักบุญเปาโลได้เขียนจดหมายถึงบรรดาคริสตชน ที่เมืองโครินทร์ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ใช่คนที่มีความรู้ ไม่ใช่คนที่มีอิทธิพลในเรื่องกิจการฝ่ายโลก หรือเป็นคนที่มีสถานภาพสูงในสังคม (1คร 1:26) แต่สถานภาพที่ต่ำต้องของพวกเขา ไม่มีความสำคัญในสายพระเนตรของพระเป็นเจ้า พระองค์ได้เลือกพวกเขา ให้เป็นสานุศิษย์ของพระเยซูเจ้า และแต่งตั้งพวกเขาให้ทำงานเพื่อพระองค์ พระเป็นเจ้าทรงใช้สถานภาพ อันต่ำต้อยของมนุษย์ เพื่อแสดงให้เห็นว่า ความยิ่งใหญ่ของมนุษย์นั้น ล้วนมาจากผลงานของพระเป็นเจ้าในตัวเรา (1คร 1:29)
ฐานะทางโลกของเรา ไม่ได้ขัดขวางการมีสมบัติ ในสวรรค์ของเราแต่อย่างใด ความจริง มันกลับมอบความยินดีให้แก่เรา ตามที่เราได้รับมา และตามที่เราได้รับตามคำสัญญา ไม่ได้เกิดจากบุญกุศลของเราเอง แต่จากความรักและพระเมตตาของพระเป็นเจ้า พระพรทุกอย่างทางด้านจิตใจ ล้วนมาจากความรักของพระเป็นเจ้า ที่แสดงออกมาทางพระเยซูคริสตเจ้า พระองค์ คือ บ่อเกิดของชีวิต และความยิ่งใหญ่ของเรา “พระองค์ได้กลายเป็นปรีชาญาณ ของพระเป็นเจ้าในตัวเรา และเป็นความชอบธรรม ความศักดิ์สิทธิ์ และความรอด” (1คร 1:3) ขุมทรัพย์ของความศักดิ์สิทธิ์ของพระเยซูเจ้า ได้ถูกมอบให้แก่เรา ด้วยการพลีชีวิตของพระองค์ และความศักดิ์สิทธิ์แต่ละชนิด เป็นสิ่งพิเศษและน่าพิศวงสำหรับเรา
ปรีชาญาณของพระเป็นเจ้า ในความหมายตามพระคัมภีร์ หมายความถึงความเข้าใจต่อพระประสงค์ และกิจการต่างๆของพระเป็นเจ้า พระเยซูเจ้าทรงมีปรีชาญาณของพระเป็นเจ้า ในตัวของพระองค์เอง และแบ่งปันกับเรา ส่วนความชอบธรรม คือ ความอิสรภาพจากบาป และช่วยให้เราสามารถทำความดีต่างๆ เรารู้ เพราะว่าเราได้รับการชำระล้างในพระโลหิตของพระเยซูเจ้า...อย่าทำตัวฮึกเหิมเพราะคำชมเชย อย่าเศร้าโศกเพราะการถูกตำหนิ แต่จงรู้จักผ่านทางคุณธรรมและอำนาจของเราเอง เพราะมันเป็นลักษณะนิสัยของคนที่ประเสริฐ...”คนโง่ไม่คิดว่าตัวเองฉลาด แต่คนฉลาดรู้ว่าตัวเองเป็นคนโง่.”

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

เชิญฟังเสียงคพ.พงศ์เทพ ประมวลพร้อม อธิบายพระคัมภีร์มิสซาวันอาทิตย์นี้ค่ะ

https://m.youtube.com/watch?v=cPIMBLWMbvE&feature=share

view