สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน 2018 สัปดาห์ที่ 22 เทศกาลธรรมดา

วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน 2018 สัปดาห์ที่ 22 เทศกาลธรรมดา

🌺ในพระเจ้า...มีการอัศจรรย์ทุกๆอย่าง...
แม้ในหนทางที่มืดมนและอับจนไปทุกด้าน
อย่าปล่อยมือจากพระองค์...อย่าหลงทาง
แต่จง...ไว้วางใจ

📚 บทอ่านประจำวันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน 2018
สัปดาห์ที่ 22 เทศกาลธรรมดา
https://youtu.be/obOkNGPgo-E

🎋ในพระองค์...ขอทรงนำทาง
http://youtu.be/vm5PlYcIBSk

🍊🍊🍊🍊🍊🍊🍊🍊🍊

วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน 2018
สัปดาห์ที่ 22 เทศกาลธรรมดา
อ่าน :
ฉธบ 4:1-2,6-8
ยก 1:17-18,21ข-22,27
มก 7:1-8ก,14-15,21-23

พระเยซูเจ้าเตือนศิษย์ของพระองค์..
การประพฤติผิดทางเพศ การลักขโมย การฆ่าคน
การมีชู้ ความโลภ การทำร้าย การโกง สำส่อน
อิจฉา ใส่ร้าย หยิ่งยโส โง่เขลา สิ่งเหล่านี้...เริ่มต้น
จากความคิดชั่วร้ายเพียงน้อยนิด..ในจิตใจ

โมเสสเตือนประชากรของพระเจ้า..
เพื่อจะหล่อหลอมความคิดที่ดี หลีกหนีโอกาสบาป
จงยินดีปฎิบัติตามบทบัญญัติ ด้วยความซื่อสัตย์

เปาโลแนะนำ..การกระทำ ที่จะช่วยให้มีความคิดที่ดี
นอกจาก..ฟังพระวาจาแล้ว...จำเป็นต้องเอาไปปฎิบัติด้วย
ช่วยเหลือ คนที่ต้องการความช่วยเหลือโดยไม่หวังอะไรตอบแทน

หมายเหตุ..
ไม่มี ความชั่วร้าย อะไร ที่จะทำร้าย ทำลายมนุษย์ได้
ถ้าเขา ไม่ปล่อยตัว ปล่อยใจ ให้ส่ิงเหล่านั้น..

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”

วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน 2018

สัปดาห์ที่ 22 เทศกาลธรรมดา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“ประชาชนเหล่านี้ให้เกียรติเราแต่ปาก แต่ใจของเขาอยู่ห่างไกลจากเรา...” (มก 7:1-8ก 14-15, 21-28)

ศาสนกิจของคริสตชน

ยังไม่ทำให้คริสตชนคนหนึ่งพบความรอดพ้น

แต่หัวใจของคริสตชน

ที่รักพระเจ้าและเพื่อนพี่น้องอย่างจริงใจต่างหาก

ที่จะนำความรอดพ้นมาสู่ตนเองและเพื่อนพี่น้อง

________________

ร้านอาหารธรรมดาๆ ร้านหนึ่งเมื่อครั้งที่ผมเรียนที่วิทยาลัยแสงธรรม ป้ายใหญ่เขียนไว้ว่า “ร้านนี้ปรุงด้วยใจ...” น่ารักดีจัง แต่ที่ป้ายเล็กเขียนไว้ว่า “แบ้งค์พันไม่มีทอน” เอ ยังไงกันนะ ใจที่รักลูกค้าอ่ะ ใจที่รักลูกค้าตามป้ายอ่ะ นี่เป็นอุปสรรคหรือ ในการค้าขาย... หากทำด้วยใจ คือการให้ความสำคัญจริงๆ กับลูกค้าอ่ะ (ผมเองเคยค้าขายนะ คำว่าลูกค้าคือพระเจ้า ไม่ได้หมายความว่า เขาคือพระเจ้าที่ต้องนมัสการแบบบูชาเซ่นไหว้หรอก เพราะบางคนจะบอกว่า พระเจ้าก็คือพระเจ้า แต่ลูกค้าก็คือลูกค้า ก็นั่นเป็นความคิดของเขาครับ...แต่สำหรับเราคริสตชน ผมที่เป็นพ่อค้าคริสตชน ลูกค้าคือพระเจ้าครับ เพราะเรามั่นใจและเชื่อว่า พระเจ้าทรงประทับในชีวิตของเขา เราจึงจะทำสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อเขา เพราะเรามองเห็นพระเจ้าในชีวิตของเขาครับ... และหากเราต้องนมัสการพระเจ้าในชีวิตของกันและกันล่ะ น่าคิดใช่ไหม... เพราะพระเจ้าจริงๆ แล้วนั้น พระองค์ไม่ต้องการอะไรจากเราหรอก แต่สิ่งที่เราต้องรักและดูแลกันและกันนั่นซิ คือสิ่งที่พระองค์ทรงพอพระทัย... คำว่า “ลูกค้าคือพระเจ้า” สำหรับผม หมายความว่า เพราะพระเจ้าประทับอยู่ในชีวิตของเขาครับ และนี่คือการนมัสการพระเจ้าที่แท้จริง ในชีวิตของกันและกันครับ)

ร้านหรูกว่าอีกหลายร้าน ที่มีโอกาสเข้าไปนั่งทานอาหาร เมื่อเห็นภาพ เห็นรายการอาหารที่รวมเล่มไว้ ผมพยายามมองและอ่านที่มุมภาพ เป็นตัวเล็กมากๆ ที่ต้องพยายามอ่านครับ “ภาพเพื่อการโฆษณา” อ้าว อะไรเนี่ย ผมถามตนเอง นั่นแสดงว่าของจริงๆ ก็ไม่ใช่แบบนี้อ่ะ ทั้งคุณภาพ บริมาณ และความน่าทาน อ้าว ยังไงกันนะ

ผมชอบเดินเล่นในร้านสะดวกซื้อ หยิบโน่นหยิบนี่ขึ้นมาดูและอ่าน คิดวิเคราะห์ไปวันๆ แต่ไม่ได้ซื้อหรอก แต่เพื่อจะรู้ว่าโลกวันนี้คืออะไร... ทำให้ผมเข้าใจแล้วว่า ทำไมต้องมีคำว่า “หมูยอ 100 %” พี่น้องครับ วันนี้ หยิบหมูยอขึ้นมา อ่านดีๆ นะครับ มองดีๆ ส่วนใหญ่อ่ะ ตัวเล็กมากครับ “หมูผสมไก่” ครับ ทั้งนั้นครับ หาซื้อหมูยอจริงๆ ในร้านแบบนี้... ยากกกกกก ครับ

สุดๆ คือสิ่งนี้ครับ ที่ผมประทับใจจังอ่ะ... ตกลงไอ้นี่มันคืออะไรอ่ะครับ เจอมาจริงๆ... “หมูยอพริกสด” แต่ตัวเล็กแทบมองไม่เห็นอยู่ข้างใต้ว่า “หมูผสมไก่” อีกแล้วครับ แล้วคนที่แพ้อาหารบางอย่างล่ะ ระวังให้ดีนะครับ ซื้อของทาน ต้องอ่านทั้งหมดอ่ะครับ เอ ยังไง... หนักมากกว่านั้นครับ คำในวงเล็บขนมคบเคี้ยวครับ ข้างล่างเลยครับ ตัวเล็กแทบมองไม่เห็น “ภาพสื่อถึงรสและกลิ่น” 555 ผมงงนะครับ ถ้าพูดภาษาวัยรุ่นอ่ะ... มโนเกินไปหรือเปล่า ต่อไป แค่คิด ก็สื่อได้ถึงการทานแล้วกระมัง แล้วไปซื้อทานกันทำไม... มองภาพ แล้วกินข้าวเปล่า ก็เหมือนทานขาหมูเยอรมันก็ได้มั้งครับ ก็เมื่อภาพสินค้านี้ ใช้เป็นสื่อเพื่อการโฆษณาเท่านั้นอ่ะ... (ไตร่ตรองแบบขำๆ หน่อยครับ ฮิฮิ) 

พี่น้องที่รักครับ พระวาจาของพระเจ้าวันนี้ ถามใจเราแต่ละคนจริงๆ ครับ แล้วเป็นคริสตชน เราถือพระบัญญัติของพระเจ้าเพียงสื่อให้คนอื่นเขานึกว่าเราเป็นคริสตชนเท่านั้นหรือเปล่า พระวาจาของพระเจ้าในวันอาทิตย์นี้ ในวันของพระองค์ที่ลูกของพระเจ้ามาหาพระองค์ที่วัดวันนี้ น่าคิดเหลือเกิน สิ่งที่เราทำที่เหมือนการนอบน้อมเชื่อฟังพระเจ้า เชื่อฟังพระบัญญัติของพระองค์ แต่เป็นการทำแบบขอไปที สักแต่ทำ ทำให้ได้ชื่อว่าเป็นคริสคชนเท่านั้น พอแล้วหรือยังครับ กับการที่จะเข้าสู่อาณาจักรของพระเจ้า...

บทอ่านที่หนึ่ง จากหนังสือเฉลยธรรมบัญญัติ (ฉธบ 4:1-12, 6-8) เรื่องราวของชนชาติที่มีปรีชาญาณและความเข้าใจดี เพราะพระเจ้าทรงประทับอยู่... พระเจ้าคือปรีชาญาณของเราคริสตชน มีพระเจ้าประทับอยู่ ที่นั่นก็เพียงพอที่จะพบความรักนิรันดร์ ไม่ต้องมีกฎมากมาย แต่ความรักเพราะการประทับอยู่ของพระเจ้า เท่านั้นก็มากพอแล้ว ที่จะสอนชีวิตเราให้เดินบนทางแห่งความชอบธรรม

ปรีชาญาณและความรู้เข้าใจนี้เอง มาจากพระเจ้า ที่เราต้องปฏิบัติตามพระวาจา มิใช่เพียงแต่ฟังเท่านั้น ซึ่งเป็นการหลอกลวงตนเอง (ยก 1:17-18, 21ข-22, 27) เพราะพระเจ้าทรงพอพระทัยให้เราบังเกิดใหม่ด้วยพระวาจาแห่งความจริง เพื่อให้เราเป็นดุจผลแรกในสรรพสิ่งที่ทรงสร้าง... ดังนั้น การฟังพระเจ้า การฟังพระวาจาของพระองค์ ที่ไม่ใช่เข้าหูซ้ายออกหูขวา แต่ต้องเข้าไปถึงในใจ ทำให้เรามีใจพระ และแสดงออกมาด้วยกิจการแห่งความจริงในชีวิตของเราแต่ละวัน มิใช่สื่อถึงการเป็นคริสตชนเท่านั้น แต่ต้องแสดงออกด้วยประจักษ์พยานของหัวใจที่เป็นคริสตชนอย่างแท้จริง

ดังนั้น วันนี้ (ผมไม่ได้ทำลายหรือลบล้างกฎของพระศาสนจักรนะครับ) แต่เลิกเถอะ จำศีลอดอาหารแล้วกินเลือดกินเนื้อกันเอง เลิกเถอะครับ การถือกฎแบบนี้ ไม่ได้มีค่าและมีความหมายอะไรเลย การจำศีลอดอาหารของเราแบบนี้ จะทำให้พระเจ้าได้รับเกียรติอะไรจากเราหรือ... กินไปเถอะครับ กินอะไรก็กินไป ที่ทำให้หัวใจของเรามีรักและเมตตา ทำให้ใจเรากลายเป็นใจพระ และเจริญชีวิตแบบลูกของพระที่แสนสุภาพอ่อนโยน อดมือถือ อดอินเตอร์เน็ต แล้วหันมาเสพความสุข รอยยิ้มที่แบ่งปันกันและกัน มีเวลาเพื่อกันและกัน แม้นั่งทานเนื้อด้วยกันด้วยรอยยิ้มในวันศุกร์ที่ต้องอดเนื้อ ยังมีค่ามากกว่าการอดเนื้อตามกฎแล้วก็แยกเขี้ยวใส่กัน ปิดประตูใส่หน้ากัน ไม่มีอารมณ์ดีๆ คุยกัน... ไหนจะมีค่ากว่ากัน หากจะเป็นของถวายแด่พระเจ้าผู้เป็นเจ้าของทุกสิ่ง และไม่ได้ต้องการอะไรจากเราเลย นอกจาก สิ่งที่พระองค์ทรงสอนสั่ง... “ท่านทั้งหลายจงรักกันและกัน อย่างที่เรารักท่าน” เท่านี้ก็พอแล้วไหมครับ

ผมกำลังดีใจ กำลังชื่นชมการที่พี่น้องร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันในการภาวนาทำวัตร แม้สัตบุรุษไม่ได้อยู่ภายใต้กฎของการต้องทำวัตร แต่สัตบุรุษก็ถูกเชื้อเชิญให้ทำวัตรเช่นกัน... ดีมากครับ ที่ผมและพี่น้องภาวนา ขอให้คำภาวนาที่เราคุยกับพระเยซูเจ้าทุกวัน ฟังพระองค์ในพระวาจาของพระเจ้าเสมอๆ ขอให้สิ่งเหล่านี้ เป็นไปในทางเดียวกัน เมื่อเราพบกันและกัน เมื่อเราคุยกันระหว่างพี่น้องของเรา ให้วาจาของเราอ่อนหวาน อ่อนโยน และมาจากน้ำใสใจจริง เป็นความรู้สึกที่ดีแก่กันและกันด้วย การภาวนาของเราต่อพระเจ้าจะเป็นการภาวนาที่ครบครันมาทีเดียว ที่เราคุยกับพระองค์ได้ดีๆ ในทุกมิติของชีวิต

ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงไว้ซึ่งความดีล้ำเลิศทุกประการ ขอทรงบันดาลให้ข้าพเจ้าทั้งหลายมีจิตใจปฏิพัทธ์รักพระองค์ ทรงเพิ่มพูนความศรัทธา และทรงทำนุบำรุงคุณงามความดีในตัวข้าพเจ้าทั้งหลายไว้ และเจริญเติบโตจนบรรลุความสมบูรณ์ด้วยเถิด (บทภาวนาของประธานอาทิตย์นี้)

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน 18 สัปดาห์ที่ 22 เทศกาลธรรมดา
บทอ่าน ฉธบ 4:1-2,6-8 / ยก 1:17-18,21ข-22,27 / มก 7:1-8,14-15,21-23
“ทุกคนจงฟัง และเข้าใจเถิด ไม่มีสิ่งใดเลยจากภายนอกของมนุษย์ ทำให้เขามีมลทิลได้ แต่สิ่งที่ออกมาจากภายในของมนุษย์นั่นแหละ ทำให้เขามีมลทิน”พระเยซูเจ้าได้ตรัสพระวาจาตอนนี้ กับพวกฟาริสี ที่ดูเหมือนว่า ทำตัวเป็นผู้ถือกฎบัญญัติด้วยความเคร่งครัด เป็นต้นเรื่องกฎบัญญัติของการชำระล้างให้สะอาด พวกเขาเชื่อว่า ถ้าใครไม่เอาใจใส่ ในเรื่องการทำความสะอาดอาหารและภาชนะแล้ว บุคคลนั้นจะทำให้ตัวเองมีมลทิน และถ้าไม่มีการปฏิบัติตามกฎนี้ ถือว่าศาสนานั้นเป็นศาสนาที่ไม่ดี ชาวยิวทุกคนจะต้องทำตามการอธิบายของพวกฟาริสี เพื่อจะสามารถเข้าไปมีส่วน ในการนมัสการพระเป็นเจ้าในพระวิหาร และในการกระทำกิจกรรมอื่นในทางศาสนา
พระเยซูเจ้าทรงมีปฏิกิริยาต่อคำสอน เรื่องการชำระความสะอาดจอมปลอมนี้ เพราะมันเน้นเรื่องความสำคัญของความสะอาดภายนอก มากกว่าความสะอาดภายในจิตใจ และพระองค์ได้อธิบายเรื่องที่ทำให้มนุษย์เป็นมลทินนั้น ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์รับประทานเข้าไป แต่เป็นสิ่งที่ออกมาจากมนุษย์ต่างหาก ความเลวร้ายทั้งหลาย ไม่ได้ออกมาจากอาหารและภาชนะที่บรรจุแต่อย่างใด แต่ออกมาจากภายใน จากหัวใจ และจากทัศนคติที่ไม่ดี สิ่งที่ทำให้เราเป็นมลทิน คือ สิ่งที่ทำให้เราเป็นคนใช้ความรุนแรง และทำให้เรากลายเป็นขโมยและโจร ในการเรียนคำสอนเราเรียกสิ่งเลวร้ายเหล่านี้ว่า บาปต้นเจ็ดประการ และเพื่อทำให้พระเป็นเจ้าพอพระทัย เราต้องชนะพลังที่เลวร้ายเหล่านี้ มันจะปรากฏออกมาอย่างเด่นชัด เมื่อได้รับการกระตุ้น และสามารถทำร้ายผู้อื่น
บทอ่านที่สองได้สนับสนุนคำสอนของพระเยซูเจ้าอย่างชัดเจน เกี่ยวกับเรื่องความเลวร้ายที่อยู่ภายในจิตใจ ตามที่นักบุญยากอบได้เตือนบรรดาผู้ที่รับฟังท่าน “จงรับฟังพระวาจาที่ปลูกฝังไว้ในท่าน พระวาจานั้นช่วยวิญญาณท่านให้รอดพ้นได้...คือการเยี่ยมเด็กกำพร้าและหญิงม่ายที่มีความทุกข์ร้อน และการรักษาตนให้พ้นจากมลทินของโลก.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view