สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันอังคารที่ 4 กันยายน 2018 สัปดาห์ที่ 22 เทศกาลธรรมดา

วันอังคารที่ 4 กันยายน 2018 สัปดาห์ที่ 22 เทศกาลธรรมดา

🍑พระองค์จะทรงทำให้ความมืดมิด
แห่งความทุกข์ลำบากหมดไป
แต่จะทรงประทานความแข็งแกร่ง
และสันติสุขมาทดแทนให้....
แก่บรรดาคนเหล่านั้นที่เชื่อ
และไว้วางใจในการนำของพระองค์

📚บทอ่านประจำวันอังคารที่ 4 กันยายน 2018
สัปดาห์ที่ 22 เทศกาลธรรมดา
https://youtu.be/IPYwwUpRDy8

🔥เชิญพระจิต
https://youtu.be/24hs_-iDa1w

🐳🐳🐳🐳🐳🐳🐳🐳🐳🐳🐳

วันอังคารที่ 4 กันยายน 2018
สัปดาห์ที่ 22 เทศกาลธรรมดา
อ่าน
1คร 2:10ข-16
ลก 4:31-37

วาจา คำพูด คำสอนของพระเยซูเจ้า
เป็นที่ประหลาดใจ ของคนที่ได้ยิน ได้ฟัง
ทำให้พวกเขาคล้อยตาม อยากที่จะจดจำ
นำไปปฏิบัติ เพราะเปี่ยมด้วยพลัง อำนาจ
ที่มาจากการทำงานร่วมกับพระจิตเจ้า

ถ้อยคำของเปาโล มีอำนาจ โน้มน้าวผู้ฟัง
เป็นผลมาจากการที่ท่านดำเนินชีวิต
เปิดใจ ให้พระจิตเจ้าทำงาน

หมายเหตุ..
บางที ภาพลวงตา
ก็ดีกว่า “วาจา” ที่ลวงใจ

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”

วันอังคารที่ 4 กันยายน 2018

สัปดาห์ที่ 22 เทศกาลธรรมดา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“ท่านมายุ่งกับพวกเราทำไม เยซูชาวนาซาแร็ธ ท่านมาทำลายพวกเราใช่ไหม ฉันรู้ว่าท่านเป็นใคร ท่านคือองค์ผู้ศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า” (ลก 4:31-37)

ความรู้จักพระเจ้า ยังไม่ใช่คริสตชน

แต่การเชื่อในพระเจ้า

และเจริญชีวิตตามเสียงของพระจิตเจ้าต่างหาก

นั่นต่างหากที่เป็นประจักษ์พยานให้ทุกคนรู้ว่าเราเป็นคริสตชน

การประกาศว่าพระองค์เป็นพระเจ้า

แต่ไม่เจริญชีวิตตามพระประสงค์

ไม่เจริญชีวิตตามเสียงของพระจิตเจ้านั้น

เราอาจจะถูกดุครับ..

“เงียบ และออกไป”

วันนี้ ฉันเชื่อในพระเจ้าจริงๆ หรือเปล่า...

หรือฉันเพียงรู้จักพระองค์เท่านั้นเอง...

รู้จัก แต่ไม่เชื่อในพระเจ้า...

ยังไม่ใช่คริสตชน ศิษย์พระเยซู...

________________

มีข้อความโพสต์ในเฟสบุ๊คน่ารักมาก น่าคิดด้วยเช่นกัน ว่า... “อย่ามัวแต่บอกว่าพระเจ้าทรงเงียบ ไม่พูดอะไรเลย เมื่อหนังสือพระคัมภีร์ของเรายังปิดอยู่”... ผมมั่นใจว่านี่คือความจริงที่เดียวครับ เมื่อเราภาวนา เราพูดกับพระเจ้า แต่เมื่อเราอ่านพระคัมภีร์ พระเจ้ากำลังตรัสกับเรา

พระวาจาของพระเจ้าในวันเหล่านี้ ที่ผมกำลังไตร่ตรองทุกวันและได้แบ่งปันกับพี่น้อง กำลังอยู่ในเรื่องราวของสิ่งที่เรียกว่าอัตลักษณ์ของการเป็นคริสตชนครับ... เป็นคริสตชนไม่ได้หมายความว่าจะไม่เจ็บไม่ป่วย หากเป็นเช่นนั้น ทุกคนคงมาเป็นคริสตชนกันหมดแล้วครับ เป็นคริสตชนไม่ได้หมายความว่าฉันจะร่ำรวยมีความสุขสบายในโลกนี้ เปล่าเลย เราคริสตชนไม่ได้ต่างอะไรกับคนอื่นๆ เขานักหรอก ในทางตรงกันข้าม บางทีเราต่างหากที่ถูกเรียกมาอย่างพิเศษ เพื่อเป็นแบบพระคริสตเจ้า บนหนทางของพระองค์... แต่วันนี้ ฉันเป็นดังนั้นขนาดไหน จิตของพระเจ้าที่อยู่เหนือเรา และอยู่ในเรานั้น เวลานี้ ชีวิตของผู้ที่พระเจ้าทรงประทับอยู่นั้นเป็นเช่นใด เราทำให้พระจิตของพระเจ้าเศร้าหมองหรือเปล่า

นักบุญเปาโลดขียนจดหมายถึงชาวโครินทร์ เพื่อเตือนถึงชีวิตของผู้ที่กลับใจมาเป็นคริสตชนที่ต้องที่พระเจ้าประทับอยู่ ชีวิตที่เป็นหนึ่งเดียวในพระเจ้า และพระเจ้าเป็นหนึ่งเดียวในชีวิตของเขา (เทียบบทอ่านที่หนึ่ง 1 คร 2’;10ข-16) เพราะผู้ที่จะสามารถหยั่งรู้พระประสงค์ของพระเจ้า จะเป็นใครไม่ได้ นอกจากผู้ที่พระจิตของพระเจ้าอยู่ในชีวิตของเขา และเขาเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า อาศัยการฟังเสียงของพระจิตเจ้าผู้ทรงประทับในชีวิตของเขา และชีวิตของผู้ที่มีพระจิตเจ้าประทับอยู่นั้นเป็นเช่นใด เราได้เห็นภาพที่ชัดเจนจากสิ่งที่เราได้ไตร่ตรองเมื่อวานนี้แล้ว... อะไรเป็นเครื่องวัดถึงชีวิตพระเจ้าในชีวิตของเรา บางที เรามองที่รอบๆ ตัวเราได้หรือไม่ว่า ยังมีใครที่ยากจนและไม่ได้รับการแบ่งปัน ยังมีใครที่ทุกข์โศกและไม่ได้รับการปลอบโยน ยังมีใครที่อยู่ในพันธนาการและไม่มีอิสระหรือเปล่า นั่นคืองานของเรา งานของผู้ที่มีพระจิตของพระเจ้าประทับอยู่ในชีวิตของตน คือการถูกส่งไปประกาศข่าวดีแก่พี่น้องเหล่านั้น...

ความรู้เรื่องพระเจ้าและพระประสงค์ของพระองค์นั้น เป็นที่เปิดเผยแก่เราแล้ว โดยพระหรรษทานของพระจิตเจ้าผู้ทรงประทับในชีวิตของเรา คือพระจิตของพระเจ้าผู้ทรงเปิดเผยความจริงนี้ในชิวิตของเรา ความรู้ในพระเจ้าโดยพระจิตเจ้านั้น นำชีวิตมุ่งเน้นที่การกลับใจและเปลี่ยนแปลงตนเองอย่างแท้จริง... เราพบภาพของการรู้จักพระคริสตเจ้า นั่นคือภาพของการรู้จักพระเจ้าตั้งแต่นิรันดรแล้ว นั่นคือภาพของปีศาจที่พระเจ้าทรงสร้างมันมา แล้วมันก็หักหลังทรยศต่อพระองค์... ปีศาจมันรู้จักพระเจ้าดีครับ และวันนี้ มันประกาศท่ามกลางฝูงชนในศาลาธรรมว่า “ท่านมายุ่งกับพวกเราทำไม เยซูชาวนาซาแร็ธ ท่านมาทำลายพวกเราใช่ไหม ฉันรู้ว่าท่านเป็นใคร ท่านคือองค์ผู้ศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า”... ไตร่ตรองเหตุการณ์นี้ดีๆ เราพบว่า พระเยซูเจ้า ทรงดุให้มันเงียบ และออกไปจากชายผู้นี้... นั่นเป็นเพราะมันประกาศความจริงในพระองค์อย่างผู้ที่ขาดสิ่งที่เรียกว่า “น้ำใสใจจริง” ครับ เพราะปีศาจมันรู้ว่าพระองค์เป็นพระเจ้า แต่มันไม่ได้รักและเชื่อในพระองค์เลย มันเจริญชีวิตตรงกันข้ามกับผู้ที่เชื่อในพระองค์โดยสิ้นเชิง พระเยซูเจ้าจึงทรงดุให้มันเงียบเสีย

พี่น้องที่รักครับ ท่ามกลางกลุ่มคริสตชนครับ ในศาลาธรรมครับ ที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้... น่าสนใจทีเดียว ที่ในศาลาธรรมมีคนมากมายหลายประเภท ทั้งปีศาจก็อยู่ในศาลาธรรมด้วยครับ ทุกคนมาฟังคำสอนที่ทรงอำนาจของพระเยซูเจ้าครับ แต่วันนี้  มีเพียงปีศาจที่ประกาศว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า และมันก็ถูกดุให้เงียบครับ... เหมือนกับว่า นั่นอาจจะไม่ใช่หน้าที่ของมันครับ ผู้ที่มีหน้าที่ประกาศความเชื่อในพระเจ้า ไม่ใช่หน้าที่ของปีศาจที่เป็นเจ้าแห่งการโกหกหลอกลวง เพราะมันไม่เคยรักพระเจ้าเลย... แต่ว่า นี่ใช่ไหม ที่เป็นหน้าที่ของบรรดาศิษย์ของพระเยซูเจ้า นี่ใช่ไหม ที่เป็นหน้าที่ของเราคริสตชนที่ต้องประกาศความเชื่อในพระเจ้าด้วยน้ำใสใจจริงของชีวิตคริสตชนที่แสนสัตย์ซื่อในชีวิตจริง...

วันนี้ในศาลาธรรม ในวัดที่เราไปร่วมมิสซาวันอาทิตย์ หรือในพระศาสนจักรของพระเจ้า พระคริสตเจ้าประทับอยู่ครับ และปีศาจมันก็อยู่ด้วย มันประกาศว่า พระองค์คือพระคริสตเจ้า แต่มันไม่จริงใจต่อพระองค์เลย มันจึงถูกสำทับให้เงียบไปเสีย... วันนี้ ในชีวิตของพระศาสนจักร ท่ามกลางเพื่อนพี่น้อง ศิษย์พระเยซูกล้าประกาศความเชื่อในพระองค์หรือเปล่า ว่าพระองค์คือพระคริสตเจ้า และนี่คือประจักษ์พยานของชีวิตที่เชื่อในพระองค์... มิฉะนั้น วันนี้ เราก็ไม่ต่างอะไรกับปีศาจที่อาจจะถูกสำทับว่า “เงียบ และออกไปเสีย”

ข้าแต่พระเจ้า ขอพระหรรษทานของพระองค์เป็นพละกำลังให้ลูกเปิดหัวใจฟังเสียงขององค์พระจิตเจ้า ขอพระองค์เข้ามาเถอะ ขอพระองค์เข้ามายุ่งกับชีวิตของลูกทุกวันเถิด เพื่อชีวิตของลูกจะได้รับการฟื้นฟูให้ดีขึ้น เพื่อประกาศถึงพระองค์ ซึ่งสิ่งที่เป็น “ความเชื่อ” ไม่ใช่เพียง “ความรู้”

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

วันอังคารที่ 4 กันยายน 18 สัปดาห์ที่ 22 เทศกาลธรรมดา
บทอ่าน 1คร 2:10ข-16 / ลก 4:31-37
เมื่อท่านฟังพระวาจาของพระเป็นเจ้า ในหนังสือพระคัมภีร์ ท่านได้ตอบสนองอย่างไร? ท่านฟังแล้วรู้สึกเฉยๆ ยินดีรับฟังบางส่วน หรือยินดีรับด้วยความเชื่อหรือความนบนอบหรือไม่? เมื่อพระเยซูเจ้าทรงสอน พระองค์ได้ตรัสด้วยพระวาจาที่ทรงอำนาจ พระองค์ได้ตรัสพระวาจาของพระเป็นเจ้า ที่ไม่มีใครเคยพูดมาก่อน เมื่อพวกรับบีสอน ได้สนับสนุนคำพูดของตน ด้วยการอ้างอิงถึงอำนาจของคนอื่น ประกาศกประกาศพระวาจาของพระเป็นเจ้า ด้วยอำนาจที่ได้รับมอบหมายมา “พระเป็นเจ้าได้ตรัสดังนี้” เมื่อพระเยซูเจ้าตรัส พระองค์ไม่ต้องการอำนาจอื่น เพื่อสนับสนุนพระวาจาของพระองค์ เพราะพระองค์เป็นพระวาจนาตถ์ ที่รับเอากาย เป็นพระวาจาที่รับเนื้อหนังบังเกิดเป็นมนุษย์ เพราะฉะนั้น เมื่อพระองค์ตรัส ก็เป็นพระเป็นเจ้าเองที่ตรัส และเมื่อพระองค์สั่ง ปิศาจก็เชื่อฟังพระองค์
นักบุญซีริล แห่งอเล็กซานเดรีย (377-444) ได้เขียนคำอธิบายเกี่ยวกับพระวรสารของนักบุญลูกา และได้บอกกับเราว่า อำนาจทั้งสิ้นที่พระองค์มี เป็นอำนาจแห่งการบำบัดรักษา การเจ็บไข้ได้ป่วยทุกชนิด และขับไล่อำนาจของจิตชั่วทั้งหลาย เพราะว่าพระองค์ คือ พระวาจาทรงชีวิตของพระบิดาเจ้า (ยน 1:14,ฮบ 4:12)
บรรดาผู้ที่ยืนอยู่เป็นพยาน การกระทำอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ รู้สึกประหลาดใจในพระวาจาของพระองค์ พระองค์ได้ทรงทำอัศจรรย์มากมาย โดยมิต้องสวดภาวนา ไม่ทรงขอผู้ใด สำหรับอำนาจในการทำอัศจรรย์ เพราะว่า พระองค์เป็นพระวาจาทรงชีวิตของพระบิดาเจ้า ที่ทุกสิ่งเป็นอยู่โดยพระองค์เอง และทุกสิ่งอยู่ในพระองค์ พระองค์สามารถขยี้ปิศาจ และปิดปากของบรรดาจิตชั่วทั้งหลาย (คำอธิบายพระวรสารนักบุญลูกา,จากบทเทศน์ที่ 12) ...ข้าแต่พระเยซูเจ้า พระองค์มีพระวาจาทรงชีวิต โปรดอย่าให้ลูกสงสัยในอำนาจแห่งการไถ่กู้ พระเมตตา และวาจาที่ทรงอำนาจของพระองค์ เพื่อนำการบำบัดรักษา การฟื้นฟู และอิสรภาพจากบาปและการกดขี่ทั้งปวง อาแมน

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view