สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันพฤหัสบดีที่ 6 กันยายน 18 สัปดาห์ที่ 22 เทศกาลธรรมดา

วันพฤหัสบดีที่ 6 กันยายน 18 สัปดาห์ที่ 22 เทศกาลธรรมดา



🌷ข้าพเจ้าจะไม่ปล่อยให้หนึ่งวันผ่านเลยไป 
อย่างไม่มีพระเจ้า …
แต่จะให้พระเจ้าโดดเด่นเป็นใหญ่
ในทุกๆวันของข้าพเจ้า …

📚บทอ่านประจำวันพฤหัสบดีที่ 6 กันยายน 2018
สัปดาห์ที่ 22 เทศกาลธรรมดา
https://youtu.be/x7uFnhPw2lY

🍎ขอบพระคุณ
https://youtu.be/IkjozwtSH4M

🐳🐳🐳🐳🐳🐳🐳🐳🐳🐳🐳

วันพฤหัสบดีที่ 6 กันยายน 2018
สัปดาห์ที่ 22 เทศกาลธรรมดา
อ่าน :
1คร 3:18-23
ลก 5:1-11

แม้ศิษย์ที่มีอาชีพเป็นชาวประมง
จะมีความชำนาญ เฉลียวฉลาด
ในอาชีพของตน คิดว่าประสบการณ์ และสิ่งที่ตนรู้
ถูกต้องดีที่สุด แต่เมื่อพวกเขา
ยอมเปิดใจ ทำตามสิ่งที่พระเยซูเจ้าบอก
กลับได้ปลาเป็นจำนวนมาก

การแสวงหาสติปัญญา พัฒนาความรู้เป็นสิ่งที่ดี
นักบุญเปาโลเตือนให้ระวัง...
คนที่ใช้เวลาเพื่อพัฒนาสติปัญญา
จนไม่ได้แสวงหาพระเจ้า เพราะแท้จริงแล้ว
ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นของพระเจ้า และมาจากพระเจ้า

หมายเหตุ..
มีดที่ไม่ลับ ย่อมไร้คม
สมองที่ไม่อบรม ก็ไร้ปัญญา

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)





“พลังแห่งพระวาจา” 

วันพฤหัสบดีที่ 6 กันยายน 2018

สัปดาห์ที่ 21 เทศกาลธรรมดา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“จงแล่นเรือออกไปที่ลึก และหย่อนอวนลงจับปลาเถิด...” (ลก 5:1-11)

พระเจ้าไม่ได้เรียกร้องให้เราทิ้งสิ่งที่กำลังทำอยู่

แต่ทรงท้าทายให้เราทำสิ่งใหม่

จงแล่นเรือออกไปในที่ลึกและหย่อนอวนลงจับปลาเถิด

นี่คือกระแสเรียกบนพื้นฐานชีวิตที่เป็นอยู่แบบชาวประมงเดิมๆ

แต่พระเจ้าทรงเรียกด้วยการท้าทายให้ออกไปลึกกว่าเดิม

ไม่ใช่ลึกทางกายภาพ แต่ลึกทางจิตใจ

ด้วยการฟังเสียงของพระองค์

นี่คือจุดเริ่มต้นของกระแสเรียกของศิษย์ชุดแรกอย่างไร

นี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของกระแสเรียกของชีวิตคริสตชนฉันนั้น

เป็นกระแสเรียกบนพื้นฐานชีวิตมนุษย์ ไม่ใช่เทวดา

แต่ลึกออกไปในพระประสงค์ที่พระเจ้าได้ตรัสเชื้อเชิญ

การก้าวลึกออกไปในสิ่งที่พระเจ้าเชื้อเชิญ

คือการมีหัวใจที่ก้าวออกมาร่วมในพระทัยของพระเจ้า

เป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ เป็นศิษย์ของพระองค์

เป็นลูกของพระเจ้าด้วยกัน มีพระบิดาเดียวกัน

“เพราะความเฉลียวฉลาดของมนุษย์ในโลกนี้

เป็นความโง่เขลาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า” 1คร 3:18-23

ปรีชาญาณ คือ “ฟัง” พระองค์เถิด

วันนี้ ฉันเก่งแล้ว ฉันไม่ต้องการคำแนะนำอะไรจากพระเจ้าแล้วใช่ไหม

ความเก่งกาจของฉัน ทำให้คำแนะนำแห่งพระวรสารเป็นเรื่องไร้สาระใช่ไหม ???

________________

ไตร่ตรองกระแสเรียกของบรรดาศิษย์ที่มีพื้นฐานชีวิตแบบชาวประมง ผมคิดถึงน้องชายของผมมากครับเช้านี้ ชีวิตชาวประมงที่บางครั้งอยู่ในสภาพเดียวกันกับบรรดาศิษย์ คือ “ทำงานหนักมาทั้งคืนแล้ว จับปลาไม่ได้เลย”... เป็นมุมหนึ่งที่ผมสัมผัสได้แม้อยู่ไกล ถึงความยากลำบากของพี่น้องของผม และมากกว่านั้น เมื่อต้องเผชิญกับความไม่เป็นธรรมในสังคม ที่เราเห็นมากมายในวันเหล่านี้...

ผมไม่รู้จะพูดหรือแนะนำชาวประมงมืออาชีพอย่างพี่น้องของผมที่ปัตตานีอย่างไร ผมไม่รู้จะแนะนำหรือพูดอะไรจริงๆ ทั้งๆ ที่ผมตามข่าวของน้องๆ ของผมเงียบบน Face book  และตามสื่อต่างๆ ที่พอจะรู้ได้ สุดท้ายจุดจบของผม หลายครั้งผมพูดอะไรไม่ออกครับ อยากจะโทรไปให้กำลังใจน้องก็ไม่รู้จะพูดอะไร พูดอย่างไร อยากจะเดินทางไปหา ไปเยี่ยม ไปอยู่ข้างๆ สักพัก แต่ก็ไม่สามารถทำตามที่ใจต้องการ

เช้านี้ ผมไม่รู้นะว่า แรงบันดาลใจแห่งกระแสเรียกที่พระเจ้าทรงประทานให้กับเราแต่ละคนนั้น ที่หลายครั้งก็เป็นแรงบันดาลใจที่ค่อยเป็นค่อยไป... ที่ฝั่งเยเนซาแรท ที่พระเยซูเจ้าเสด็จไป เรือมากมายจอดที่นั่นแน่ๆ ครับ คงมีหลายๆ บรรยากาศที่นั่น ประสบความสำเร็จบ้าง ไม่ประสบความสำเร็จบ้าง ท้อแท้บาง ดีใจบ้าง มีความสุขบ้าง เซ็ง เครียด หลายหลายอารมณ์ของผู้คนที่นั่น... แต่นักบุญลูกาบันทึกว่า ชาวประมงกำลังซักอวนครับ หนึ่งความรู้สึก คือเก็บงาน แล้วค่อยว่ากันใหม่ ซักอวน คือสิ่งที่ต้องทำเวลานี้... ถ้าวันนี้พระเยซูเจ้าจะเสด็จลงไปในเรือของน้องชายของผม บอกว่า “ถอยเรือออกไปจากฝั่งเล็กน้อย”... ผมไม่รู้นะ ว่าน้องชายของผมจะตอบอย่างไร หรือจะคิดอะไร... แต่มันคงเป็นเรื่องแปลก ลูกช่างไม้มาจากไหนไม่รู้ บอกให้ถอยเรือออกไปจากฝั่งเล็กน้อย... “ถอยทำไม...” “ไม่เห็นหรือว่าเรากำลังทำอะไร” “และนี่ก็เช้าแล้วนะ ถอยเรือออกจากฝั่ง เพื่ออะไร...”  แต่เอาเถอะ แม้น้องชายผมจะทำตาม แต่สายตาคนมากมายที่นั่นจะมองเขาอย่างไรหนอ “ตาคนนี้ทำอะไรอ่ะ...”  

ผมขอบคุณพระเจ้าที่เติบโตมาในครอบครัวคริสตชนที่ดีตั้งแต่ปู่ย่าตายายครับ ทุกคืนเราต้องภาวนาค่ำหน้าแท่นพระในบ้านครับ เราต้องรอทานอาหารพร้อมกันครับ... อาชีพประมงหรือ เดือนหนึ่งมี 4 สัปดาห์ไม่ใช่หรือ ชาวประมงบางครั้งก็อยู่ในทะเลเป็นเดือนๆ... สัปดาห์หนึ่งมี 7 วันไม่ใช่หรือ ทั้ง 7 วันหรือเปล่าที่เราทำงาน... เราถูกสอนอย่างเคร่งครัดว่า วันอาทิตย์ทุกคนจะกลับเข้าฝั่งครับ ได้อะไรมากน้อย คือกลับเข้าฝั่งครับ เพื่อไปวัด ร่วมมิสซาวันอาทิตย์... ผมยังจำได้ เมื่อกลับจากวัด เราก็มีเวลาไปทานอาหารร่วมกัน วันอาทิตย์ของพวกเรา คือวันพระเจ้า คือวันของครอบครัว แล้วเราก็ไปส่งพ่อ ส่งพี่น้อง เพื่อออกไปทะเลอีกครั้งในตอนบ่าย ภาพที่ผมไม่เคยลืมเลย คือเราไปส่งกันครับ เราให้กำลังใจกัน เราอวยพรกันและกัน เรายืนมองเรือ แล้วขอพระเจ้าประทับอยู่กับเรา เราวางใจในพระองค์ แล้วเราก็กลับบ้าน... เป็นแบบนี้ทุกอาทิตย์ครับ... และนั่นคือความเชื่อของเรา ที่เราพยายามรักษาไว้ด้วยความมานะบากบั่น จนถึงวันที่เราจะกลับไปบ้านแท้ของเรา โดยไม่ทิ้งความเชื่อนี้

สภาพของชาวประมงอาชีพแบบนักบุญเปโตร เช้านี้จะคิดอย่างไรหนอ ที่กลับมาแบบไม่ได้อะไรเลย ทั้งที่ทำงานหนักทั้งคืน... จิตตารมณ์ของคริสตชนที่จะกลับเข้าวัดวันอาทิตย์ จะสร้างคุณค่าอะไรให้กับชีวิตของฉันหนอ... พระเยซูเจ้าที่สั่งให้ “จงแล่นเรือออกไปในที่ลึก และหย่อนอวนลงจับปลาเถิด” พระองค์เป็นใครกันเนี่ย ลูกช่างไม้ จะบังอาจมาสอนชาวประมงอาชีพอย่างฉันหรือ... อะไรคือความคิดของชาวประมงเมื่อเช้าตรู่ของวันนั้นหนอ “โง่ป่ะเนี่ย... ทำรัยว่ะ” “บ้าแล้ว!!! ใครเขาจะไปหาปลาเช้าตรู่แบบนี้...” แต่นักบุญลูกาก็บันทึกว่า นักบุญเปโตรฟังเสียงของลูกช่างไม้ ลูกชายยอแซฟ ลูกแม่มารีย์คนนี้อ่ะครับ... และที่สุด เขาจับปลาได้มากมาย... เพราะนี่ไม่ใช่ความสามารถของมนุษย์ แต่เป็นการริเริ่มของพระเจ้าในชีวิตของเขา... จากนั้นต่อไป จะมีประโยคอะไรที่จะอ้างประสบการณ์ที่ตนมี นอกจากสิ่งเดียวคือ... ฟังเสียงของพระองค์... ฟังพระองค์...

ไปเยี่ยมอภิบาล... ผมเห็นครับ เห็นทุกอย่าง เห็นความยากลำบากของสัตบุรุษของผมครับ... จะชวนเขามาวัด จะชวนเขาแล่นเรือออกไปในที่ลึกหรือ... ผมคงไม่ต่างจากลูกช่างไม้ที่จะไปแนะนำชาวประมงอาชีพหรอกครับ... แต่ก็อยากออกไปหาเขานะครับ อยากออกไปชวนเขา “ให้เราแล่นเรือออกไปในที่ลึกอีกสักหน่อยเถิด...”... 555 คุณพ่อจะมาเข้าใจอะไรหรือ... ??? ไปวัดแล้วยังเจ็บป่วย ไปวัดแล้วไม่เห็นรวย ภาวนาแล้วพระยังไม่เห็นช่วยอะไรเลย... เออ เหนื่อยจัง...

นักบุญฟรันซิส สอนเราว่า ชีวิตของเราบนโลกนี้ เป็นการจาริกเพียงชั่วคราว เป็นการเดินทางที่ไม่แตกต่างกับอิสราแอลในถิ่นทุรกันดาร เราจะได้อะไรจากโลกนี้หรือ และอะไรจะสำคัญไปกว่าเป้าหมายของเราที่เป็นนิรันดรหรือ... พี่น้องที่รักครับ ชีวิตคริสตชนเป็นอย่างนี้จริงๆ ไหวไหมครับ... “จงแล่นเรือออกไปในที่ลึก” ลูกช่างไม้ยอแซฟ ลูกแม่มารีย์สตรีบ้านๆ หรือ จะมาแนะนำผู้ที่เป็น Professional หรือ “มืออาชีพ” อย่างฉัน แต่นักบุญเปโตรและศิษย์โง่มากนักใช่ไหม ที่ชาวประมงอย่างเขาจะเชื่อฟังลูกช่างไม้... คริสตชนอย่างเราจะฉลาดเกินไป ที่จะมองพระวรสารเป็นเรื่องโง่เขลาหรือ คงไม่เป็นเช่นนั้นใช่ไหม ???

ข้าแต่พระเจ้า ขอให้ลูกโง่เถอะ โง่จากความฉลาดของโลก เพื่อจะเรียนรู้ที่จะฟังพระองค์ ลูกไม่รู้ว่า คนรอบข้างจะมองลูกอย่างไร เพราะการเจริญชีวิตตามคุณค่าแห่งพระวรสารของพระองค์เป็นเรื่องโง่เขลาสำหรับโลกวันนี้... แต่แม้ลูกจะโง่ที่รักพระองค์ ลูกก็ขอพระองค์อย่างเดียวคือ พระเจ้าข้า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ไม่ว่าชีวิตของลูกจะเป็นเช่นใด จะโง่งั่งงี่เหง้าสักแค่ไหน ก็ขออย่าให้ลูกพรากจากพระองค์เลย...

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

วันพฤหัสบดีที่ 6 กันยายน 18 สัปดาห์ที่ 22 เทศกาลธรรมดา
บทอ่าน 1คร 3:18-23 / ลก 5:1-11

“การจับปลา คนบาป ชาวประมงจับมนุษย์” แสดงถึงเวลาที่มีความอุดมสมบูรณ์ เคยมีคนกล่าวว่า นักบุญลูกาได้เขียนพระวรสาร ในขณะที่พระศาสนจักรสมัยแรก มีความยินดีที่คนต่างศาสนา และชาวยิวจำนวนมากกลับใจ เข้ามาในพระศาสนจักร ท่านยังได้เขียนเรื่องนี้ไว้ในหนังสือกิจการอัครสาวก ที่ทำให้ความฝันของแคว้นกาลิลีเป็นจริง

ประชาชนได้รวมตัวและเบียดเสียดเข้ามาใกล้พระเยซูเจ้า เพื่อจะฟังพระวาจาของพระองค์ จนกระทั่ง พระองค์ต้องไปประทับอยู่บนเรือของเปโตร เพื่อตรัสกับพวกเขาจากทะเล

จากบริบทนี้เอง ที่พระองค์ได้ตรัสถึงงเรื่องกระแสเรียก โดยที่พระองค์เป็นฝ่ายเริ่มต้นก่อน “จงแล่นเรือไปในทะเลลึก” ที่ทำให้เห็นถึงความล้มเหลว ในการจับปลาตลอดทั้งคืนนั้น

พระองค์จึงได้สั่งอีกครั้ง และเขาจับปลาได้จำนวนมาก และอีกครั้งหนึ่ง ที่เปโตรได้ยอมรับข้อจำกัดของตนเอง “ข้าพเจ้าเป็นคนบาป” ในที่สุด พระหรรษทานของพระเยซูเจ้าก็เป็นฝ่ายชนะ “เราจะให้ท่านเป็นชาวประมงจับมนุษย์”

พระสันตะปาปายอห์น ปอลที่สอง ได้นำพระวาจา “จงแล่นเรือไปในทะเลลึก” มามอบให้แก่พระศาสนจักร ในการเข้าสู่สหัสวรรษที่สาม ที่เป็นพระวาจาที่แสดงถึงความกล้าหาญและความหวัง ที่เป็นผลของความไว้วางใจในพระเยซูเจ้า

อย่างไรก็ตาม เราเองจะนั่งไปในเรือของพระเยซูเจ้าเช่นเดียวกัน แต่ต่างวาระกัน ที่ดูเหมือนพระองค์กำลังนอนหลับ พระองค์ทรงส่งเราไป และพระวาจาของพระองค์จะเปลี่ยนชีวิตเรา ที่เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ เมื่อเปโตรได้ร้องตะโกนว่า ตัวเองเป็นคนบาป พระเยซูเจ้าได้ตรัสตอบท่าน ด้วยการมอบพันธกิจที่สูง คือ การเป็นชาวประมงจับมนุษย์ พร้อมกับยากอบและยอห์น เราไม่เหมือนกับเปโตร เราบอกให้พระองค์อย่าจากเราไป แม้เราจะเป็นคนบาปก็ตาม เพราะเรามีความรู้สึกว่าเราต้องการการให้อภัย การข่วยให้หลุดพ้น และการคืนดี เราเหมือนกับชาวปูบลีกัน ที่มีความอ่อนแอในตัว ที่ทำให้เขาต้องการความเมตตากรุณา และความกระหายพระเป็นเจ้า เปโตรสอนเราให้มองดูทั้งชีวิตและความตาย ที่ได้ประกาศว่า “พระองค์ทรงทราบว่า ข้าพเจ้ารักพระองค์”และได้หลั่งเลือดเพื่อพระองค์จริงๆ.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view