สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันศุกร์ที่ 7 กันยายน 2018 สัปดาห์ที่ 22 เทศกาลธรรมดา

วันศุกร์ที่ 7 กันยายน 2018 สัปดาห์ที่ 22 เทศกาลธรรมดา

🍐ขอบพระคุณพระเจ้า...
สำหรับ "วันนี้"
เพราะทุกวันก็คือ วันพิเศษ
การมีชีวิตอยู่ก็คือ "พระพร"

📚บทอ่านประจำวันศุกร์ที่ 7 กันยายน 2018
สัปดาห์ที่ 22 เทศกาลธรรมดา
https://youtu.be/tF3TldhUCGI

🍄เราขอบพระคุณ
http://youtu.be/-0Nzu7URMj0

🍏🍏🍏🍏🍏🍏🍏🍏🍏🍏

วันศุกร์ที่ 7 กันยายน 2018
สัปดาห์ที่ 22 เทศกาลธรรมดา
อ่าน
1คร 4:1-5
ลก 5:33-39

เมื่อเผชิญหน้ากับศิษย์ของพระเยซูเจ้า ที่ปฎิบัติไม่เหมือนตน
บางคนที่ยึดติด กับความคิด วิถีชีวิตแบบเก่า ๆ
ไม่เปิดกว้าง ยอมรับสิ่งใหม่ ความคิดใหม่
ถึงกับตัดสิน ด้วยการเข้าไปต่อว่าพระเยซูเจ้า

จดหมายนักบุญเปาโล ทำให้เข้าใจชัด..
ในพันธกิจ หน้าที่ของการประกาศข่าวดี
ไม่ว่าใครจะตัดสินท่านอย่างไร
ท่านเห็นว่าเป็นเรื่องไม่สำคัญ เพราะ
ผู้ตัดสินมีเพียงพระเจ้าเท่านั้น
และแม้นว่า กำลังเผชิญหน้ากับคนที่ทำบาป
เราก็ไม่มีสิทธิ์ไปตัดสินใคร

หมายเหตุ..
นักบุญเทเรซา ได้บอกว่า
หากเอาแต่ตัดสินคนอื่น
คุณก็จะไม่มีเวลารักเขา

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”

วันศุกร์ที่ 7 กันยายน 2018

สัปดาห์ที่ 22 เทศกาลธรรมดา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“ขณะที่เจ้าบ่าวยังอยู่...” (ลก 5:33-39)

ขณะที้เจ้าบ่าวยังอยู่

คือช่วงเวลาที่มีความสุข

การจำศีลอดอาหารย่อมไม่จำเป็น

แต่เมื่อเจ้าบ่าวจากไปต่างหาก

เขาจึงจำศีลอดอาหาร

การจำศีลอดอาหารไม่จำเป็น

หากพระเยซูเจ้าประทับอยู่

หากพระองค์ทรงเป็นความชื่นชมยินดีของเรา

แต่วันนี้...

ฉันมั่นใจหรือเปล่าว่า พระเยซูเจ้าประทับอยู่

และฉันกำลังอยู่กับพระองค์

วันนี้ฉันอยู่กับพระองค์หรืออยู่กับใคร

หัวใจของฉันเป็นอย่างไร 

หากพี่น้องของฉันยังทุกข์ระทม

หากบางคนยังไร้ความสุขใจ

เจ้าบ่าวอยู่ที่ไหน

ฉันยังมีพระองค์อยู่ในใจฉันจริงๆ หรือเปล่า...

________________

พระเจ้าได้รับอะไรจากการจำศีลอดอาหารของเราหรือ... พระเจ้าได้รับอะไรจากการถือกฎเคร่งครัดของเราหรือ... แล้วเราจะจำศีลอดอาหารทำไม หากพระองค์ไม่ทรงพอพระทัย... แล้วทำไมพระองค์ไม่ทรงพอพระทัยในการจำศีลอดอาหารของเรา... เราคงมีการบ้านใหญ่ให้ต้องไตร่ตรอง...

วานนี้ ผมมีโอกาสพบปะและพูดคุยกับสัตบุรุษท่านหนึ่ง เขาบอกว่าได้เห็นการสอบถามในเฟสกลุ่มกลุ่มหนึ่ง และได้มีการตอบกันต่างๆ นานา ที่เขาเองก็ไม่มั่นใจ ว่าอะไรคือความถูกต้อง... เขาได้ถามว่า การไปวัดวันเสาร์แทนวันอาทิตย์เป็นการกระทำที่ทำได้หรือไม่ แล้ววัดที่จัดให้มีมิสซาวันเสาร์แทนวันอาทิตย์นั้น สำหรับทุกคนหรือเปล่า... เออ ตอบยากตรงนี้ แต่เมื่อวาน ผมได้อธิบายให้ลูกวัดของผมเข้าใจจริงๆ ผมมั่นใจว่าเขาเข้าใจจริงๆ ครับ... 

พี่น้องที่รักครับ เป็นคริสตชนนั้น วันนี้ นักบุญเปาโลใช้คำว่า “ต้องวางใจได้” มันคงไม่ต่างกับคำว่า “น้ำใสใจจริง” ที่ผมพูดในวันเหล่านี้เท่าไรนัก นั่นคือเป็นคริสตชนแท้ครับ คริสชนจริงๆ ไม่ใช่เทียมๆ หรือเทียบๆ ซึ่งให้ดูดีเท่านั้น (เทียบ บทอ่านที่หนึ่ง 1คร 4:1-5) วันนี้ฉันเป็นคริสตัง เป็นคริสตชนจริงๆ หรือเปล่า...

แท้จริงแล้ว พระสงฆ์เจ้าวัด มีหน้าที่ช่วยเหลือวิญญาณสัตบุรุษให้รอด กฎหมายพระศาสนจักรเพื่อช่วยให้รอด ไม่ใช่เพื่อตัดสินลงโทษนะครับ... ในเรื่องของการปฏิบัติศาสนกิจในวันอาทิตย์นั้น ผมอยากจะบอกว่า การไปวัดในวันอาทิตย์ครับ วันอาทิตย์ครับ ที่ถูกต้องที่สุด ไม่มีวันแทนครับ... แต่เมื่อมีเหตุจำเป็นจริงๆ บางที การได้ทำอะไรบางอย่างจากใจจริง ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลยครับ... มิสซาวันเสาร์นั้นแทนวันอาทิตย์ได้ตามที่วัดบางวัดได้ประกาศครับ แต่... พี่น้องลองไตร่ตรองและตอบคำถามตนเองแล้วกันครับ ที่ในเรื่องแบบนี้ ไม่มีใครตัดสินเรา นอกจากพระเจ้าเท่านั้นครับ (เทียบบทอ่านที่หนึ่งอีกครั้งนะครับ) เมื่อเป็นคริสตังด้วยน้ำใสใจจริงนั้นคืออะไร เป็นคริสตังที่วางใจได้นั้นคืออะไร... การขาดวัดวันอาทิตย์ในความจำเป็นนั้น พี่น้องเข้าไปหาพ่อเจ้าวัดและปรึกษาท่านได้ครับ พี่น้องจะไม่ต้องตกในบาปของการขาดวัดวันอาทิตย์ครับ พ่อเจ้าวัดจะช่วยพี่น้องในเรื่องนี้ เพราะพระเจ้าของเราไม่ใช่พระเจ้าของกฎ แต่เป็นพระเจ้าแห่งรักและเมตตาครับ

“ไปวัดกัน... ไปวันเสาร์ให้เสร็จๆ ไป วันอาทิตย์ฉันจะได้นอนยาว หมดพันธะใด...” แต่พี่น้องครับ มิสซาวันอาทิตย์มีค่ามากกว่ามิสซาวันธรรมดาตรงนี้นั่นแหละครับ เพราะนั่นคือภาพของครอบครัวของลูกของพระเจ้าที่มาร่วมกัน ณ บ้านที่พวกเขาเกิดใหม่ในศีลล้างบาป (วัดของเขา) มิสซาวันอาทิตย์นั้นมีค่ามากกว่าการมาร่วมพิธีกรรม (อยากแนะนำให้อ่านพระสมณะสาสน์ของพระสันตะปาปา ยอห์นปอลที่  2 จัง เรื่อง วันพระเจ้า (Dies Domini))

แล้วพี่น้องคิดอย่างไร คนหนึ่งพยายามไปวัดวันอาทิตย์แล้ว เขาไปไม่ได้เพราะเหตุสุดวิสัยบางประการ... เขาก็ไปสารภาพบาป... แต่อีกคนหนึ่ง ไปวัดทุกอาทิตย์ แต่ไม่เคยร่วมขับร้อง ตอบรับพระสงฆ์ นั่งเล่นโทรศัพท์มือถือตั้งแต่ก่อนมิสซาจนจบมิสซา และเมื่อขับร้องเพลงจบพิธีแล้ว ก็ขับรถกลับบ้านไปโดยไม่ทักทายพูดคุยกับใครเลย... และอะไรคือความหมายของการร่วมพิธีกรรมวันอาทิตย์ครับ ... บทอ่านที่หนึ่งวันนี้ สะท้านใจจัง ที่พระเจ้าเท่านั้นจะเป็นผู้ตัดสินเรา...

เดี๋ยวพี่น้องจะบอกว่า ยังไม่เห็นมีอะไรที่เกี่ยวกับพระวาจาวันนี้เลย... เอาซะหน่อยครับ... พระวาจาวันนี้พระเยซูเจ้าเชื้อเชิญเราให้เป็นคริสตชนที่จริงใจ วางใจได้ครับ เป็นคริสตังจริงๆ... การจำศีลอดอาหารนั้นเป็นเรื่องรองลงไปทันที หากเราเป็นคริสตชนจริงๆ เราจะทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ว่านั้นมากนัก... 

พระเยซูเจ้าใช้คำว่า “เจ้าบ่าว” คือพระองค์เองนั่นแหละครับ เมื่อมีพระองค์ประทับอยู่จริงๆ แล้วนั้น สวรรค์ครับ เราไม่ต้องจำศีลอดอาหารหรอก พระเจ้าไม่ได้อะไรจากการพลีกรรมของเราหรอก สิ่งนั้นได้กับเราเองต่างหากครับ... แต่สิ่งที่น่าไตร่ตรองคือ... วันนี้ ฉันมั่นใจหรือเปล่าว่า “เจ้าบ่าว” ยังอยู่กับฉัน และหากเจ้าบ่าวยังอยู่กับฉันนั้น เจ้าบ่าวคือความยินดีของทุกคน... วันนี้ บรรยากาศรอบๆ ตัวฉันเป็นอย่างไร ฉันมั่นใจทั้งร้อยเปอร์เซ็นหรือเปล่าว่า ครอบครัวของฉันเปี่ยมด้วยความยินดี หมู่คณะนักบวชของฉันเปี่ยมด้วยความยินดี หรือชุมชนวัดของฉันเปี่ยมด้วยความยินดี ซึ่งนั่นแหละ เป็นเครื่องหมายของการประทับอยู่อย่างแท้จริงของพระเจ้า... แต่วันนี้ของฉัน พี่น้องของฉันเป็นอย่างไร ใครบ้างที่ยังทุกข์ระทม มีไหม... มีใครบ้างไหม ที่ยังโศกเศร้า... เมื่อนั้นแหละที่ฉันต้องจำศีลอดอาหาร และเอาอาหารของฉันไปแบ่งปันกับคนอื่นๆ เพื่อเราจะมีกินทุกคนอย่างมีความสุข... อย่าลืมนะครับ จำศีลอดอาหาร และกินเลือดกินเนื้อกัน... ไร้ค่าจริงๆ ไม่ได้บุญหรอก บาปมากขึ้นต่างหาก...พี่น้องครับ กินเลือดกินเนื้อกันด้วยหัวใจที่เย็นชา มันบาปมากกว่ากินเนื้อหนึ่งชิ้นในวันศุกร์มากนักครับ เชื่อผมเถอะ พี่น้องครับ ให้เรารักษาพระเยซูเจ้าไว้ในหัวใจเราจริงๆ ให้เรามีพระองค์ในหัวใจเราจริงๆ เราจะรู้ว่า อะไรคือสิ่งที่เป็นหน้าที่ของเราต่อพระเจ้าและต่อเพื่อนพี่น้องครับ เท่านั้นก็พอครับสำหรับชีวิตคริสตชน... แต่ฉันเป็นอย่างไรวันนี้ ฉันเป็นคริสตชน ฉันเป็นศิษย์พระเยซูกี่เปอร์เซ็น... พี่น้องครับ บูชาไร้ค่า ศรัทธาไร้ความเป็นจริง หากมีผู้ถูกทอดทิ้ง เหมือนหญิงที่โดนประจาน... (ยน 8:2-11 เรื่องหญิงที่ถูกจับได้ในการล่วงประเวณี)

ข้าแต่พระเจ้า ขอให้ลูกรักษาบรรยากาศนั้นไว้ในชีวิตจริงเสมอเถิด บรรยากาศของครอบครัวคริสตชน ที่มีพระองค์ทรงประทับอยู่ เพื่อจะไม่มีใครคนใดต้องจำศีลอดอาหาร เพราะพระองค์ทรงเป็นความยินดีของทุกคน ด้วยชีวิตของลูกที่เป็นความยินดีของพี่น้อง มิฉะนั้นแล้ว คงไม่ใช่วันศุกร์เท่านั้นที่ลูกต้องอดเนื้อ จำศีลอดอาหาร แต่คงต้องเป็นทุกวันตลอดชีวิต หากชีวิตของลูก เป็นชีวิตที่ผลักไสพระองค์อยู่ตลอดเวลา... 

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

วันศุกร์ที่ 7 กันยายน 18
สัปดาห์ที่ 22 เทศกาลธรรมดา
บทอ่าน 1คร 4:1-5 / ลก 5:33-39

ในพระวรสารวันนี้ พระเยซูเจ้าได้เปรียบเทียบว่า พระองค์เป็นเหมือนเจ้าบ่าว แน่นอน พระองค์ทรงต้องการที่จะใช้การเปรียบเทียบนี้ เพื่อแสดงให้เห็นความหมายที่แท้จริง ที่ซ่อนอยู่ในการเปรียบเทียบ แน่นอน ยังมีการเปรียบเทียบหลายอย่างเกี่ยวกับการทำพลีกรรม เช่น การจำศีลอดอาหาร การใช้โทษบาป และการทำพลีกรรม ที่ลดความหมายของการเรียกร้องแบบคริสตชน ที่ไม่ตรงกับการเรียกร้องของพระเยซูเจ้า ให้เราแบกกางเขน ทำให้เราลืมติดตามพระองค์ ผู้ทรงถูกตรึงบนไม้กางเขน

มันเป็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ เพราะมันไม่เป็นความจริง เราติดตามพระองค์ผู้ทรงถูกตรึงบนไม้กางเขน และเราต้องยินดีที่จะสละชีวิต

เช่นเดียวกับพระองค์ แต่เราก็ติดตามพระองค์ ผู้ทรงกลับคืนชีพด้วย แน่นอน เราไม่ได้ติดตามพระองค์ ในฐานะที่พระองค์เป็นนักปรัชญา หรือพระองค์เป็นยอห์น บัปติสต์

แต่พระองค์เป็นพระอาจารย์ และในฐานะเป็นเจ้าบ่าว และพระเยซูเจ้าเป็นเจ้าบ่าว ในงานเลี้ยงฉลองของพันธสัญญาใหม่ พระเยซูเจ้าทรงเปรียบเทียบพระราชัยของพระเป็นเจ้า เหมือนกับงานมงคลสมรส และสถานที่นี้ ไม่มีที่ว่างสำหรับการอดอาหารหรือความเศร้าโศกเสียใจ

เราเป็นแขกรับเชิญในงานเลี้ยงนี้ มันเป็นเวลาที่เราจะฉลองงานเลี้ยง ฉลองงานเลี้ยง และฉลองงานเลี้ยง นอกจากนี้ เรายังรู้สึกแปลกใจ ต่อสิ่งใหม่ๆ ที่พระเยซูเจ้าตรัสกับเรา เช่น เรื่องเหล้าองุ่นใหม่ เรื่องถุงหนังใหม่ และเรื่องชุดแต่งการใหม่ บรรดาฟาริสี หรือสมาชิกของบางลัทธิ และแม้แต่บรรดาศิษย์ของยอห์น บัปติสต์เอง ก็มีแนวปฏิบัติเรื่องการทำพลีกรรมของตนเอง บรรดาผู้ติดตามพระเยซูเจ้าได้นั่งลง เพื่อฉลองงานเลี้ยงพร้อมกับพระองค์ ผู้เป็นเจ้าบ่าว เพื่อดื่มเหล้าองุ่นใหม่

ในพันธสัญญาใหม่ จึงไม่ควรมีความเศร้าโศกเลียใจ ไม่มีความทุกข์ถึงบาป

ขณะที่เจ้าบ่าวยังอยู่กับพวกเขา เราต้องฉลองวันของพระเป็นเจ้า ด้วยการแสดงความชื่นชมยินดี ในงานฉลองมงคลสมรสนี้ เราต้องชื่นชมยินดี เพราะว่าพระเยซูเจ้าได้หลั่งพระโลหิตของพระองค์ เพื่อให้เราได้มีโอกาสลิ้มรสเหล้าองุ่นใหม่ และเป็นพระจิตเจ้า ผู้ซึ่งได้นำเหล้าองุ่นใหม่นี้มามอบให้แก่เราทุกคน.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view