สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันอาทิตย์ที่ 9 กันยายน 2018 สัปดาห์ที่ 23 เทศกาลธรรมดา

วันอาทิตย์ที่ 9 กันยายน 2018 สัปดาห์ที่ 23 เทศกาลธรรมดา

🌷 หากเทียนเล่มหนึ่ง จะส่องสว่างเพื่อคนอื่นได้...
ย่อมจะต้องหลอมละลายตนเอง
สละตนเอง...เพื่อให้ตนเองเป็นแสงสว่างต่อทุกคน

📚 บทอ่านประจำวันอาทิตย์ที่ 9 กันยายน 2018
สัปดาห์ที่ 23 เทศกาลธรรมดา
https://youtu.be/5kvJ8mh0-J8

☀ Morning Has Broken
http://youtu.be/wToxfFJAn_s

🍄🍄🍄🍄🍄🍄🍄🍄🍄

วันอาทิตย์ที่ 9 กันยายน 2018
สัปดาห์ที่ 23 เทศกาลธรรมดา
อ่าน
อสย 35:4-7ก
ยก 2:1-5
มก 7:31-37

เมื่อคนใบ้หูหนวก “เปิดใจ” ให้พระเยซูเจ้าสัมผัส
เขากลับได้ยิน และพูดได้อย่างชัดเจน

การมืดบอดฝ่ายจิต ปิดหู ปิดตา
เลิกภาวนาร้องหาพระเจ้า อาจทำให้ชีวิตตกต่ำ
เสียงของพระเจ้าผ่านทางประกาศกอิสยาห์
จึงย้ำเตือน คนที่ท้อแท้ ให้อดทน “อย่ากลัว”...
เพราะใครก็ตามที่ยอมให้พระเจ้าเสด็จเข้ามา
แทนท่ีในจิตใจที่ท้อแท้ เขาจะได้รับการฟื้นฟู

นักบุญยากอบเตือน...ผู้มีความเชื่อ
เพื่อไม่ให้ดวงตาปกติ ทำให้ตาใจของพวกเขา
มืดบอดด้วย.. “ความลำเอียง”..
จากมาตรฐานเลวร้ายของสังคม ที่มักให้คุณค่า
ราคา ความร่ำรวยด้วยเครื่องประดับภายนอก

หมายเหตุ..
ตาที่จะมีความสุข มองเห็น แต่สิ่งดี
หูที่จะมีความสุข ได้ยิน แต่เรื่องดี
ใจที่มีความสุข จึงเห็นโลก ที่สวยงาม

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”

วันอาทิตย์ที่ 9 กันยายน 2018

สัปดาห์ที่ 23 เทศกาลธรรมดา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“พระองค์ทรงแยกคนใบ้หูหนวกไปจากกลุ่มชน” (มก 7:31-37)

เพื่อเป็นโอกาสให้เขาได้ยินครั้งแรก

คือพระวาจาของพระองค์

เพื่อให้เขาเปิดปากเพื่อคุยกับพระองค์

โลกนี้ที่ทำให้ฉันหนวกใบ้

ฉันต้องการที่จะพบพระเยซู

เพื่อรักษาอาการหนวกใบ้ของฉัน

ให้ฉันพ้นจากการหนวกใบ้

ที่ไม่ได้ยิน ไม่ได้พูดถึงความรักและความจริงของพระองค์.

________________

บนหนทางของการเป็นศิษย์ติดตามพระคริสตเจ้า ที่ต้องไตร่ตรองพระวาจาของพระเจ้าในเช้าวันนี้ ผมพบภาพของพระศาสนจักรที่ให้ความหมายรวมถึงตัวผมเองและเราแต่ละคนด้วย พระศาสนจักรที่อยู่ท่ามกลางโลกนี้ ที่หลายครั้งทำให้เราหนวกใบ้และไม่สามารถฟัง ไม่อยากฟัง และไม่อยากพูดอะไร อยากอยู่ในความสุขกับตนเองเท่านั้น ไม่อยากได้ยินได้ฟังอะไรใหม่ ที่หลายครั้ง เราก็ละเลยไปด้วยคำพูดที่ว่า “อะไรกันนักกันหนา...” แล้วเราก็ไม่อยากสนใจอะไรใหม่ในความจริง ในความดีที่เป็นเสียงของพระเจ้า ผู้กำลังตรัสกับเราบนหนทางที่พระองค์ทรงเรียกและเลือกเรา

เมื่อวันอาทิตย์ที่แล้ว เราพบว่า พระเยซูเจ้าทรงตำหนิการดำเนินชีวิตตามกฎที่หนวกใบ้ตาบอด ไม่เข้าใจสิ่งที่เรียกว่า “จิตตารมณ์” คือชีวิตของพระเจ้าที่พระองค์พยายามมอบให้ไว้ในชีวิตของเรา และระหว่างสัปดาห์ เราก็พบการตำหนิของพระเยซูเจ้าเรื่องการจำศีลอดอาหารที่อาจจะดูไร้ความหมาย การทำกิจศรัทธาที่ไม่มีค่าอะไรสำหรับพระเจ้า และพระองค์ไม่ได้ต้องการสิ่งเหล่านี้จากเรา ซึ่งผมได้ยกเอาคำถามของสัตบุรุษของผมมาแบ่งปัน และนำให้เราได้ไตร่ตรองเรื่องกฎของการมาวัดวันอาทิตย์ ระหว่างเพียงสองพฤติกรรม ซึ่งที่สุด เราก็มองเห็นภาพ ที่เราต้องยอมรับว่า มีความแตกต่างกันมา เมื่อสองคนได้ปฏิบัติกฎการปฏิบัติศาสนกิจในวันอาทิตย์ คนแรกต้องเข้าไปสารภาพบาป เพราะไม่สามารถร่วมมิสซาวันอาทิตย์ได้ หลังจากพยายามทำอย่างดีที่สุดแล้ว แต่เขาก็รู้สึกผิด รู้สึกบาปที่สถานการณ์ต่างๆ ที่กำลังเผชิญในสัปดาห์นั้น ไม่อาจทำให้เขามีโอกาสร่วมมิสซาในวันอาทิตย์ เขารู้สึก และสำนึกว่ามันเป็นบาปครับ เขารู้สึกผิด ในขณะที่อีกคนหนึ่งเหมือนกับมั่นใจว่า ได้ดำเนินชีวิตอย่างครบถ้วนในการเป็นคริสตชน ในเรื่องของการปฏิบัติกฎของการร่วมศาสนกิจในวันอาทิตย์ แต่มันจะมีค่าอะไรหรือ และคงเป็นบาปด้วยหรือเปล่า หากคนนั้น มาวัดวันอาทิตย์ทุกอาทิตย์ แต่ตั้งแต่เข้าวัดจนจบเพลงปิดพิธี เขาไม่ได้ปล่อยโทรศัพท์มือถือเลย ไม่ตอบรับพระสงฆ์ ไม่ร้องเพลง และเมื่อจบเพลงปิดพิธี ก็เดินกลับออกไป ขับรถต่อไปที่อื่น โดยไม่ทักทายพูดคุย ยิ้มแย้มแจ่มใสกับใครๆ เลย... นะ นะ นะ เราไม่ตัดสินใคร แต่พระเจ้าตัดสินเราแต่ละคนในความจริงต่อหน้าพระองค์ผู้ทรงประทับอยู่ในเรา

พี่น้องที่รักครับ ผมประทับใจเหตุการณ์ที่พระเยซูเจ้าทรงนำคนหนวกใบ้ออกไปจากกลุ่มชนครับ พระวาจาวันนี้ เตือนเราจริงๆ วันนี้เราไปวัดวันอาทิตย์ เราไปหาพระเยซูเจ้าจริงๆ หรือเปล่า เราไปฟังพระเยซูเจ้าจริงๆ หรือเปล่า ภาพที่สะท้านความรู้สึกของผมมากๆ เมื่อพ่อแม่ลูกเรียนและทำงานอยู่กันคนละที่ นานๆ ทีได้กลับมาพบกัน แต่ สิ่งที่เรียกว่า WIFI ก็แยกใจของเขาออกจากกัน แม้นั่งร่วมโต๊ะอาหารเดียวกัน แต่ในมือของแต่ละคน พ่อ แม่ ลูก ก็ไม่ได้วางโทรศัพท์มือถือของแต่ละคนเลย ที่สุด เมื่อต้องจากกันไปสู่ภารกิจ หน้าที่ของแต่ละคนอีกครั้ง การมาพบกันในวันเหล่านี้ ก็ไม่ได้ให้คุณค่าและความหมายของการพบปะกันอย่างแท้จริงเลย

เป็นไปได้ไหม ที่โลกเราวันนี้ มันทำให้เราไม่มีเวลาให้กันและกัน อย่าว่าแต่เวลาที่จะมาวัดในวันอาทิตย์เลย... หลายครอบครัว แทบจะไม่มีเวลาให้กันและกัน ไม่มีเวลาเพื่อฟังกันและกัน การมีโลกส่วนตัว ที่ตัดขาดเราออกจากครอบครัว หมู่คณะนักบวช ชุมชนคริสตชนของเรา และทีละเล็กทีละน้อย มันทำให้เราตัดขาดจากความสัมพันธ์ของพระเจ้าผู้ประทับอยู่ท่ามกลางเราด้วย

พระวรสารวันนี้ ในการรักษาของพระเยซูเจ้า สิ่งแรกเป็นสิ่งที่ผมประทับใจจริงๆ ครับ เมื่อพระเยซูเจ้าทรงนำคนหูหนวกและเป็นใบ้ ออกจากกลุ่มคน เพื่ออยู่กับพระองค์ตามลำพัง เพื่อให้สิ่งที่เขาจะได้ยินเป็นครั้งแรกนั้น คือพระวาจาขอพระองค์ ให้การพูดครั้งแรกที่ชัดเจนจริงๆ นั้น เป็นการสนทนากับพระเจ้า

พี่น้องครับ หากความเจ็บไข้จากภาวการณ์ทางสังคม มันอาจจะทำให้เราหนวกใบ้บ้างในบางครั้ง การไปพบพระเจ้า การไปหาพระองค์เพื่อขอพระพรของการรักษานั้น บางทีเราจำเป็นที่จะต้องเข้าใจจริงๆ ครับว่า เราต้องเรียนรู้ที่จะวางสิ่งต่างๆ ไว้ก่อนบ้างไหม เพื่อจะสามารถมีเวลาจริงให้กับพระเจ้าบ้าง เพื่อฟังพระองค์บ้าง คุยกับพระองค์บ้าง

กลับจากมิสซาในวันอาทิตย์ พี่น้องครับ วันอาทิตย์ วันของพระเจ้า วันของครอบครัว ควรจะเป็นวันที่แยกเราออกจากโลกของธุรกิจหน้าที่การงานอื่นๆ บ้างได้ไหม เพื่อมีเวลาให้พระเจ้า เพื่อมีเวลาให้กันและกัน เพราะการถือกฎของพระเจ้านั้นต้องนำไปสู่การฟังพระองค์ การฟังเสียงของเพื่อนพี่น้อง สมาชิกในครอบครัวของเรา สมาชิกในหมู่คณะนักบวชของเรา สมาชิกในชุมชนคริสตชน หรือเพื่อนบ้านของเรา... เป็นคริสตชน หนวกใบ้ไม่ได้นะครับ พี่น้องที่รัก พระเจ้าตรัสกับเราวันนี้ ตรัสในความเป็นคริสตชน ศิษย์พระเยซู ลูกของพระบิดาเจ้า “มานะเถิด... อย่ากลัวเลย” พระเจ้าของเราทรงประทับอยู่ท่ามกลางเรา และจะช่วยเราให้รอดพ้น (อสย 35:4-7)

วันอาทิตย์วันของพระเจ้า เราได้รับการรักษาจากพระเจ้าบ้างไหม เพื่อได้รับการรักษาจากพระองค์นั้น เราจำเป็นต้องมีเวลาให้กับพระองค์จริงๆ เพื่ออยู่กับพระองค์บ้าง สนทนากับพระองค์บ้าง... เช่นเดีนวกัน วันอาทิตย์ วันแห่งครอบครัวด้วย เรามีเวลาบ้างไหมในวันนี้ เพื่ออยู่กับลูกๆ ของเราบ้าง อยู่กับสมาชิกในครอบครัว อยู่กับสมาชิกในหมู่คณะนักบวช สมาชิกในชุมชนคริสตชนของเราจริงๆ บ้างได้ไหม มองหน้ากัน ยิ้มให้กัน ฟังกัน คุยสนทนากันด้วยความรักฉันพี่น้อง เป็นกำลังใจแก่กันและกัน และนี่แหละ นี่คือการเป็นคริสตชนอย่างแท้จริง นี่แหละ นี่เป็นการปฏิบัติตามบัญญัติของพระเจ้าอย่างแท้จริง พระเจ้าผู้ ทรงสละพระองค์เองลงมา เพื่อมีเวลาอยู่ท่ามกลางเรา... แล้ววันนี้ เราให้เวลากับพระองค์มากน้อยเพียงใด เราให้เวลาแก่กันและกันมากน้อยเพียงใด... สิ่งที่เรามานะบากบั่น ปากกัดตีนถีบ จนแทบไม่มีเวลาให้กับตนเองนั้น แท้จริงแล้ว เราทำอะไร เราทำเพื่อใครจริงๆ

ขอให้การฟังพระวาจาของพระเจ้าในมิสซาวันอาทิตย์นี้ การรับพระองค์เข้ามาในชีวิตด้วยพลังของศีลศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์นั้น ทำให้เราได้รับการรักษาอย่างแท้จริง จากภาวะของความหนวกใบ้ที่โลกกดดันเราให้หัวใจของเราเย็นชา ไร้ความรู้สึกซึ่งความสัมพันธ์กับพระเจ้าและเพื่อนพี่น้อง เพื่อจะได้มีโอกาสได้ยินพระองค์บ้าง ได้สรรเสริญพระองค์บ้าง ดังนี้เอง สิ่งนี้เอง คือความเป็นคริสตชนด้วยน้ำใสใจจริง เพราะได้พบพระเจ้าจริงๆ ในชีวิต

ข้าแต่พระเจ้า ขอพระองค์ทรงทอดพระเนตรบรรดาลูกของพระองค์ที่พระองค์ทรงรัก ให้ผู้ที่เชื่อในพระคริสตเจ้าได้รับอิสรภาพอย่างแท้จริง (เทียบบทภาวนาของประธาน) เพื่อรักษาลูกให้หลุดพ้นจากอาการหนวกใบ้ของโลกเสมอไป ด้วยการฟังและสรรเสริญพระองค์เสมอไปด้วยเถิด

สุขสันต์วันพระเจ้าแด่พี่น้องทุกคน

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)




วันอาทิตย์ที่ 9 กันยายน 18 สัปดาห์ที่ 23 เทศกาลธรรมดา
บทอ่าน อสย 35:4-7ก / ยก 2:1-5 / มก 7:31-37
ท่านคิดหว้งว่าพระเยซูเจ้าจะตอบสนอง เมื่อท่านต้องการขอความช่วยเหลือจากพระองค์อย่างไร? ท่านเข้าหาพระองค์เพราะความกลัว และเพราะความสงสัยหรือไม่? หรือเพราะความเชื่อและความไว้วางใจในพระองค์? พระเยซูเจ้าไม่เคยปฏิเสธผู้ที่เข้ามาหาพระองค์ด้วยความจริงใจ และด้วยวางไว้วางใจ และถ้าพระองค์ทรงทำแล้ว พระองค์จะทรงทำอย่างดี พระองค์จะแสดงให้เห็นทั้งความสวยงามและความดีของพระเป็นเจ้า ผ่านทางกิจการของพระองค์
การสัมผัสของพระเยซูเจ้า ทำให้เกิดความเชื่อ ที่นำไปสู่การบำบัดรักษาโรค เมื่อพระองค์เข้าไปใกล้ชายคนหนึ่ง ที่เป็นใบ้และหูหนวก พระองค์ได้แสดงความเห็นใจ สำหรับสภาพที่น่าสงสารของชายคนนี้ โดยนำเขาออกไปกับพระองค์ตามลำพัง ทั้งนี้เพื่อทำให้เขาไม่ลำบากใจ และหลีกเลี่ยงเสียงรบกวนของผู้คนที่เห็นเหตุการณ์ พระเยซูเจ้าทรงใช้พระหัตถ์ยอนหูของเขา ทรงสัมผัสลิ้นด้วยน้ำลาย ให้สอดคล้องกับอาการป่วยทางด้านร่างกายของเขา ในเวลาเดียวกันก็กระตุ้นความเชื่อของเขาด้วย และพระองค์ได้ออกคำสั่งเป็นภาษาอาราเมอิกว่า “เอฟฟาธา” ที่แปลว่า “จงเปิดเถิด” และลิ้นของชายคนนั้นก็ผ่อนคลาย และสามารถพูดได้ตามปรกติ
การที่พระเยซูเจ้าทรงใช้นิ้วพระหัตถ์ยอนเข้าไปในหูของชายคนนี้ ได้สื่อความหมายอะไร? พระสันตะปาปาเกรโกรี นักปราชญ์ของพระศาสนจักร ทรงอธิบายอัศจรรย์ครั้งนี้ว่า “พระนามของพระจิตเจ้า คือ นิ้วพระหัตถ์ของพระเป็นเจ้า เมื่อพระเยซูเจ้าทรงใช้นิ้วพระหัตถ์ยอนเข้าไปหูของคนใบ้ พระองค์ได้เปิดวิญญาณของชายคนนั้น เพื่อให้เขามีความเชื่อ ผ่านทางพระพรของพระจิตเจ้า” ประชาชนได้มีปฏิกิริยาต่อความเอาใจใส่ของพระเยซูเจ้า ที่มีต่อคนอื่นว่า “คนคนนี้ทำสิ่งดีทั้งนั้น” การกระทำของพระองค์แสดงให้เห็นว่า ไม่มีปัญหาหรือภาระใดๆที่เกินไป สำหรับความรักและความเอาใจใส่ของพระองค์ ที่ทรงมีต่อคนอื่น พระองค์ทรงแสดงพระเมตตากรุณาต่อเรา และเรียกร้องให้เราปฏิบัติต่อคนอื่นเช่นเดียวกับพระองค์.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)


view