สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันอังคารที่ 11 กันยายน 2018 สัปดาห์ที่ 23 เทศกาลธรรมดา

วันอังคารที่ 11 กันยายน 2018 สัปดาห์ที่ 23 เทศกาลธรรมดา

🌸สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ...
จะเป็นไปได้
หากมีความเชื่อ ...
อย่างสุดใจ

📚บทอ่านประจำวันอังคารที่ 11 กันยายน 2018
สัปดาห์ที่ 23 เทศกาลธรรมดา
https://youtu.be/LYIEexQf8Xg

🍎ภาวนา
https://youtu.be/6D90Wp1RL9I

🌼🌼🌼🌼🌼🌼🌼🌼🌼🌼

วันอังคารที่ 11 กันยายน 2018
สัปดาห์ที่ 23 เทศกาลธรรมดา
อ่าน :
1คร 6:1-11
ลก 6:12-19

หลังจากการอธิษฐานภาวนาต่อพระเจ้า และ
เลือกศิษย์ที่ทรงพอพระทัย แม้ว่าพวกเขา
จะมีความแตกต่าง หลากหลาย
แต่สิ่งแรกที่พวกเขาได้เห็น และรับรู้ร่วมกัน
พร้อมกับพระเยซูเจ้าว่า สิ่งที่ประชาชนต้องการ
คือการได้ฟังพระวาจา และรับการรักษา

นักบุญเปาโล ย้ำเตือนให้คิด ..
ชีวิตของกลุ่มคนที่ได้รับการเลือกสรร
ให้เป็นคริสตชนแล้วนั้น ..คงเป็นเรื่องน่าละอาย
หากพวกเขาที่มีพระเจ้าองค์เดียวกัน กลับมาทะเลาะกัน

หมายเหตุ..
การเป็นหนึ่งเดียว..
ดีกว่า การเป็นที่หนึ่ง

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”

วันอังคารที่ 11 กันยายน 2018

สัปดาห์ที่ 23 เทศกาลธรรมดา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“ทรงภาวนาต่อพระเจ้าตลอดทั้งคืน” (ลก 6:12-18)

เพื่อสัมผัสและมั่นใจว่า

พระเจ้าทรงประทับอยู่ตั้งแต่ต้นจนจบ

แม้การภาวนาอย่างหนักจะไม่ได้นำมาซึ่งความสำเร็จในสายตามนุษย์

เพราะที่สุด ศิษย์ของพระองค์ก็ทรยศต่อพระองค์

ไม่สมใจพระองค์สักคน

ไม่มีเลยสักคำ ไม่มีแม้เพียงความรู้สึก ที่จะตัดพ้อต่อว่าพระเจ้า

ทำไมภาวนาแล้ว ไม่ประสบความสำเร็จ

คงมีแต่การก้าวต่อไปอย่างมั่นคง

มั่นใจในการประทับอยู่ของพระเจ้า

ฟังเสียงแห่งพระประสงค์ของพระเจ้า

แล้วเดินไป โดยมีพระองค์อยู่เคียงข้างเสมอ

ความสำเร็จของคริสตชน จึงไม่ใช่ความสำเร็จตามความคิดของโลก

แต่ความสำเร็จในชีวิตคริสตชน คือการสนิทสัมพันธ์กับพระเจ้า

และไม่เคยพรากจากพระองค์เลย

ไม่ว่าสถานการณ์ของชีวิตจะเป็นเช่นใด.

________________

มีคนถามผมว่า สิ่งที่ผมเขียนนี้ คือบทเทศน์หรือ... ผมก็ต้องตอบตามความจริงว่า มันไม่ใช่บทเทศน์ครับ เพราะกว่าสิบปีแล้วที่ผมเขียนสิ่งที่เรียกว่า “บทไตร่ตรอง” ในขณะที่ผมเป็นสงฆ์มาสักสามปีเท่านั้นเองครับ ผมต้องยอมรับว่า นี่คือสิ่งที่ผมทำทุกวันมากว่าสิบปีแล้วล่ะครับ พี่น้องที่อ่านอาจจะสงสัย และถามว่า ผมเทศน์ในวัดจริงๆ แบบนี้หรือ... มันต่างกันแน่ๆ ครับ ยิ่งถ้าวัดของผมเอง ยิ่งต่างกันมากครับ แต่อย่างน้อย บทเทศน์ของผมก็มีพื้นฐานมาจากการไตร่ตรองพระวาจาประจำวันของตนเองก่อน แล้วผมจึงจะพบว่า ผมจะเอาอะไรเป็นประสบการณ์ในการพูดคุยกับพระเจ้าไปแบ่งปันกับคนอื่นๆ ตั้งแต่เพื่อนบ้าน จนถึงวันนี้ ที่ผมเป็นพระสงฆ์ จากเพื่อนบ้านที่เคยแบ่งปันในกลุ่มแบ่งปันพระวาจา ก็กลายมาเป็นลูกๆ สัตบุรุษของผม ที่วันนี้ สิ่งที่ผมเขียนทุกเช้านี้ มันอาจจะไม่ใช่บทเทศน์ที่ดีนัก เพราะผมเองก็ไม่ใช่นักเทศน์ด้วยครับ แต่สิ่งที่ยินดีทำทุกเช้า อย่างน้อยที่สุด ผมก็ได้ประโยชน์กับตนเอง และยังมีเหลือประโยชน์ให้คนอื่นอีกด้วย หากจะออกแรงอีกสักนิด พิมพ์ และแบ่งปันกันบนสื่อไอทีที่ผมกำลังเรียนรู้นี้

สิ่งที่ผมไตร่ตรองในเช้าวันนี้ จากพระวรสารประจำวัน คงสืบเนื่องมาจากสิ่งที่ผมได้แบ่งปันในวันเหล่านี้ด้วย เมื่อผมกำลังพูดถึงชีวิตที่เป็นคำภาวนาต่อพระพักตร์พระเจ้า เครื่องบูชาจึงควรเป็นสักการบูชาที่ถวายแด่เพื่อนพี่น้อง ด้วยความรักและรู้คุณในพระเจ้านั่นเอง อันเป็นเครื่องบูชาที่พระเจ้าทรงพอพระทัยที่สุด... การภาวนาที่ประสบผล จึงไม่ได้หมายความว่า ฉันขออะไรจากพระเจ้าแล้วฉันก็ได้ตามที่ขอ แต่การภาวนาที่ประสบผลอย่างแท้จริง คือการมีชีวิตที่เป็นคำภาวนาต่อพระเจ้า คือชีวิตที่สนิทสัมพันธ์กับพระเจ้า พูดและฟังพระองค์ เพื่อเรียนรู้ที่จะทำตามพระประสงค์ของพระองค์ เหมือนดังลูกที่จะทำอะไรสักอย่าง ย่อมปรึกษาพระเจ้าก่อน... ผมคิดถึงครั้งเมื่อเป็นเณรเล็กที่สุราษฎร์ธานี จนถึงช่วงเวลาสำคัญๆ ของชีวิตกระแสเรียก ช่วงเวลาของการตัดสินใจสำคัญๆ ผู้ใหญ่มักบอกให้พวกเราไปสวดภาวนาก่อนเสมอ เหมือนไปปรึกษาพระเป็นเจ้า และฟังเสียงของพระองค์ดีๆ อะไรคือพระประสงค์ของพระองค์ และสิ่งที่สำคัญมากๆ เช่น การปฏิญาณตนของนักบวช การรับศีลบวช ก็มีข้อกำหนดให้ต้องเข้าเงียบ เพื่ออยู่กับพระเจ้าตามลำพัง ฟังเสียงของพระองค์เพื่อการตัดสินใจนั้นจะเป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์

วันนี้ เราพบแบบอย่างการภาวนาแบบคริสตชน พระเยซูเจ้าที่ภาวนาตลอดทั้งคืนต่อพระเจ้า ก่อนที่พระองค์จะเลือกบรรดาศิษย์ไว้จำนวนหนึ่ง พระองค์ทรงภาวนาอย่างจริงจัง ทรงปรึกษาพระบิดาของพระองค์ บัดนี้พระองค์กำลังจะทำสิ่งที่สำคัญ นั่นคือการเลืออัครสาวกไว้สิบสองคน... พี่น้องที่รัก การเลือกของพระเยซูเจ้าอาจจะดูไม่ประสบความสำเร็จ อาจจะเป็นการเลือกที่พลาดไป เพราะที่สุด เราก็ทราบว่า มีศิษย์คนหนึ่งที่ทรยศพระองค์ และหากเราจะมองบรรดาศิษย์ทั้งสิบสองที่พระองค์ทรงเลือกไว้นั้น คงแทบจะไม่มีใครที่พระองค์ทรงพอพระทัยที่สุดบนมาตรฐานของพระองค์เลย บางคนก็ใจร้อน บางคนขี้งก บางคนอยากเป็นใหญ่เหนือคนอื่น บางคนก็ขาดความมั่นใจ บางคนก็ไม่เข้มแข็งมั่นคง บางคนก็คิดอยากจะถอย ขาดความวางใจในพระองค์ ไม่เข้าใจพระองค์ และหลายๆ ครั้ง พวกเขาก็ไม่ได้เป็นดังที่พระองค์หวังเลย...

พี่น้องที่รักครับ นี่คือสิ่งที่พระเยซูเจ้าได้รับครับ แม้ว่าทรงภาวนาตลอดทั้งคืน... แล้วคริสตชนอย่างเราๆ จะคิดอย่างไร พระองค์ประสบความสำเร็จในการภาวนาหรือเปล่า อุตส่าห์ภาวนาทั้งคืนแล้ว ทำไมยังได้ศิษย์แบบนี้ พระเจ้าไม่เห็นประทานศิษย์ที่ดีที่สุดให้เลย นี่หรือ ผลของการภาวนาที่คนหนึ่งศรัทธา ภาวนาอย่างหนัก เชื่อในพระเจ้า วางใจในพระองค์ นี่หรือคือสิ่งที่เขาได้รับ... 

พี่น้องที่รักครับ พระวาจาของพระเจ้าวันนี้ตอบคำถามสัตบุรุษที่ถามผมในวันเหล่านี้จริงๆ ครับ ทำไมฉันภาวนาแล้วฉันยังเจ็บป่วย ภาวนาแล้ว ทำไมพระเจ้าไม่ช่วยฉัน... พี่น้องครับ มองที่ชีวิตที่เป็นการอธิษฐานภาวนาของพระเยซูเจ้า แล้วเราจะพบคำตอบจริงๆ ครับ เพราะการภาวนาคือการปรึกษาพูดคุยกับพระเจ้า เพื่อเราจะมีพระองค์เดินเคียงข้างเราเสมอ มิใช่หมายถึงการขอแล้วได้รับในทุกสิ่งที่เราต้องการ แต่หมายถึงความพร้อมที่จะดำเนินชีวิตโดยมีพระเจ้าเข้ามามีบทบาทเคียงข้างเรา พบหนทางที่จะนอบน้อมตามพระประสงค์ของพระองค์ พระเจ้าอาจจะไม่ได้เปลี่ยนความยากลำบากของเราเป็นความยินดีในทันที แต่บนหนทางที่เราเดิน พระเจ้าทรงประทับอยู่ พระองค์จะเป็นพลังของเราในการเผชิญกับปัญหาต่างๆ แบบที่พระเยซูเจ้าทรงเป็นทุกข์หนัก และดูเหมือนพระเจ้าไม่ได้ทรงช่วย เหมือนทรงทอดทิ้งพระองค์ แต่ในความเป็นจริง ด้วยชีวิตที่สนิทสัมพันธ์กับพระเจ้า เราพบว่า พระเยซูเจ้าไม่ได้เผชิญความทุกข์ยากเพียงลำพัง แต่พระเจ้าทรงประทับอยู่กับพระองค์จนนาทีสุดท้าย ที่พระองค์ตรัสว่า “พระบิดาเจ้าข้า ข้าพเจ้าขอมอบจิตวิญญาณไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์” แล้วพระองค์ก็สินพระชนม์ นั่นคือการคืนพระจิตของพระเจ้าแด่พระบิดา เพื่อมอบพระจิตองค์เดียวกันนี้ ที่นำพระองค์ตลอดพระชนมชีพ ส่งมอบต่แก่บรรดาศิษย์ของพระองค์ต่อไป เพื่อให้พวกเขาได้เรียนรู้ถึงการฟังเสียงของพระจิตเจ้าเสมอในชีวิตของเขา

ข้าแต่พระเจ้า ลูกไม่ขอความสุขสมหวัง แต่ลูกขอให้ลูกได้สัมผัสและมั่นใจเสมอ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น สมหวังหรือผิดหวัง ลูกขอพระองค์เพียงอย่างเดียวคือ ขอพระองค์ประทับอยู่กับลูก ไม่ว่าสถานการณ์ของชีวิตจะเป็นอย่างไร ขอพระองค์อย่าให้ลูกพรากจากพระองค์เลย

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

วันอังคารที่ 11 กันยายน 18 สัปดาห์ที่ 23 เทศกาลธรรมดา
บทอ่าน 1คร 6:1-11 / ลก 6:12-19
พระเป็นเจ้าทรงมีกระแสเรียกอะไรบ้างในชีวิตของท่าน? เมื่อพระเยซูเจ้าทรงเริ่มพันธกิจของพระองค์ พระองค์ได้ทรงเลือกสานุศิษย์สิบสองคน ให้เป็นเพื่อนและอัครสาวกของพระองค์ ในการเลือกอัครสาวกทั้งสิบสององค์นั้น เราจะเห็นลักษณะงานของพระเป็นเจ้า พระองค์ทรงเลือกคนธรรมดาๆ ไม่มีใครเป็นมืออาชีพ ไม่มีทรัพย์สมบัติ หรือสถานภาพในสังคมแต่อย่างใด พวกท่านได้รับเลือกมาจากสามัญชน ที่มีความสามรถทำงานธรรมดา ไม่มีอะไรพิเศษ ไม่มีการศึกษาพิเศษ ไม่มีปัจจัยทางด้านสังคม พระเยซูเจ้าทรงต้องการให้คนธรรมดาๆ ซึ่งสามารถรับงาน และทำได้อย่างพิเศษ พระองค์ทรงเลือกบุคคลเหล่านี้ ไม่ใช่เพราะว่าเขาเป็นอะไร แต่เพราะว่าพวกท่านสามารถที่จะเป็นอะไร ภายใต้คำแนะนำและอำนาจของพระองค์
เราเองต้องมอบตัวให้พระองค์ โดยไม่ต้องมีอะไรหลงเหลือเป็นของเรา แต่พระองค์จะทรงใช้เรา ให้ทำงานที่ยิ่งใหญ่ในพระราชัยของพระองค์ เมื่อพระเยซูเจ้าทรงเรียกเราให้มารับใช้พระองค์ เราไม่ต้องถอยหลัง เพราะเราอาจจะคิดว่า เรามีคุณสมบัติน้อยเกินไปที่จะมอบให้พระองค์ พระองค์ทรงรับสิ่งที่คนธรรมดาๆทั่วไปมอบให้พระองค์ และใช้สิ่งนั้นเพื่อทำงานที่ยิ่งใหญ่ในพระราชัยสวรรค์...มีอะไรบ้างที่ทำให้ท่านไม่ยอมมอบตัวเองให้พระองค์?
พระเยซูเจ้าทรงมอบอิสรภาพและการบำบัดรักษา สำหรับทุกคนที่กำลังมีปัญหาและความยากลำบาก เมื่อพระองค์เสด็จไป ณ ที่ใด ประชาชนได้มาหาพระองค์ เพราะพวกเขาได้ยินสิ่งต่างๆ ที่พระองค์ได้ทรงกระทำ พวกเขากระหายหาพระเป็นเจ้า และทรงต้องการให้พระองค์บำบัดรักษา จากปัญหาต่างๆของพวกเขา พวกเขาได้เบียดเสียดเข้ามาหาพระองค์ เพื่อหาโอกาสสัมผัสพระองค์ และเมื่อพวกเขาทำดังนั้น ก็มีอำนาจออกมาจากองค์พระเยซูเจ้า และพวกเขาก็ได้รับการบำบัดรักษาให้หายจากโรค แม้แต่ปิศาจก็ยังหวาดกลัว เพื่อมันเผชิญหน้ากับพระองค์ และรีบออกไปตามที่พระองค์ทรงสั่ง.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view