สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน 2018 สัปดาห์ที่ 24 เทศกาลธรรมดา

วันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน 2018 สัปดาห์ที่ 24 เทศกาลธรรมดา

🍎ขอบพระคุณ....
สำหรับความรักที่อัศจรรย์ของพระองค์
เพื่อข้าพระองค์และเพื่อคนทั้งหลาย

📚บทอ่านประจำวันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน 2018
สัปดาห์ที่ 24 เทศกาลธรรมดา
https://youtu.be/mwz-1twkhsM

♥ You Raise Me Up
http://youtu.be/8mn1dePo9gw

🍊🍊🍊🍊🍊🍊🍊🍊🍊

วันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน 2018
สัปดาห์ที่ 24 เทศกาลธรรมดา
อ่าน :
อสย 50:5-9ก
ยก 2:14-18
มก 8:27-35

เมื่อถูกถามว่า “พระเยซูเจ้าคือใคร”
..ด้วยประสบการณ์ความเชื่อ...
ที่อยู่ในความคิด ของการติดตามพระเยซู โดยอัตโนมัติ
เปโตรตอบโดยไม่ลังเล “พระองค์ คือ พระคริสตเจ้า”
แต่เมื่อพระเยซูเจ้า เร่ิมสอนว่า..ก่อนที่บุตรแห่งมนุษย์
จะกลับคืนชีพ มีชีวิตใหม่ จำเป็นที่จะต้อง ถูกปฎิเสธ
รับทรมาน ผ่านความตาย เปโตร กลับคัดค้าน...

เสียงของพระเจ้า ผ่านทางประกาศกอิสยาห์..
ผู้รับใช้ที่เชื่อในพระเจ้า เขาไม่จำเป็นต้องหลีกหนี อับอาย
จากการถูกสบประมาท ข่มเหง เบียดเบียน
เพราะเขามั่นใจว่า พระองค์จะทรงเป็นผู้ช่วยเหลือ
และประทานความยุติธรรมสำหรับเขา

นักบุญเปาโล ...ย้ำเตือน..
เปล่าประโยชน์ หากอ้างเพียงความเชื่อ..
แต่ไม่มีการกระทำให้เห็น.. เพราะ...
ความเชื่อ ที่ไม่มีการกระทำ..
ก็เป็นความเชื่อที่ตายแล้ว

หมายเหตุ...
แม้การรับใช้ด้วยความรัก..
อาจไม่สามารถมาแทนที่ “ความเชื่อ” ได้
แต่..ก็เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า...
คุณเชื่อ อย่างไร...

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”

วันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน 2018

สัปดาห์ที่ 24 เทศกาลธรรมดา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm. 

“เลิกนึกถึงตนเอง แบกไม้กางเขนของตน และตามเรามา...” (มก 6:25-35) 

ข้าพเจ้าไม่โอ้อวดสิ่งใด

นอกจากเรื่องไม้กางเขนของพระเยซูคริสต์

นี่คือสิ่งที่ฉันได้เรียนรู้จากพระองค์ไม่ใช่หรือ

บนหนทางของการเป็นศิษย์ของพระองค์

ฉันยังคิดถึงแต่ตนเองหรือเปล่า

หรือฉันได้เลียนแบบพระองค์

คือรับแบกไม้กางเขนของตน และเดินตามพระองค์

คือการเรียนรู้จากพระองค์

และเป็นประจักษ์พยานซึ่งความเชื่อที่มีชีวิต

ไม่ใช่ความเชื่อที่ไร้กิจการ ซึ่งเป็นความเชื่อที่ตายแล้ว

________________

สัปดาห์ที่ผ่านไป เราได้ฉลองเทิดทูนไม้กางเขน ตามด้วยการฉลองแม่พระระทมทุกข์ พระวาจาของพระเจ้านำให้เราไตร่ตรองอย่างดีทีเดียว ถึงชีวิตของศิษย์ของพระเยซูเจ้า ที่ต้องร่วมชีวิตกับเพื่อนพี่น้อง เป็นหนึ่งเดียวกับผู้อื่น เพราะการประทับอยู่ของพระคริสตเจ้าในชีวิตของกันและกัน... กางเขนจะไม่หนักมากเกินไปนัก หากชีวิตของเราแต่ละคนเลียบแบบพระเยซูเจ้า เลียนแบบแม่พระ ชีวิตของเราทุกคน จะไม่มีอะไรที่ลำบากและเป็นภาระมากเกินไปจนก้าวต่อไปไม่ไหว...

วันนี้ วันที่เรากลับไปที่พระวิหารของพระเจ้าในวันของพระองค์ เพื่อรับฟังพระวาจาของพระเจ้า รับพระองค์เข้ามาสนิทในชีวิตของเราโดยทางศีลมหาสนิท วันนี้คงต้องเป็นอีกวันหนึ่งดังเส้นทางของการติดตามพระเยซูเจ้า ที่เราเดินตามพระองค์เหมือนกับบรรดาศิษย์ของพระองค์ที่กำลังเดินกับพระองค์จากกาลิลีสู่เยรูซาแลม เดินกันมาได้ระยะหนึ่ง พระเยซูเจ้าหันกับมาถามพวกเขา ถามบรรดาศิษย์ และถามพวกเราด้วยนะครับ... “คนทั้งหลายเขาว่าเราเป็นใคร” คนเขาว่าเราเป็นใคร คือความคิดของคนอื่น เขาคิดว่าพระเยซูเป็นใคร... แต่ดูเหมือนว่า สุดท้าย พระองค์ไม่สนใจคำตอบของพวกเขาเท่าไรนัก เมื่อพระองค์ทรงทราบความคิดของทุกคน... แต่สิ่งที่พระองค์ถามนั้นมีค่าจริงๆ นั่นคือพระองค์ถามบรรดาศิษย์ของพระองค์ครับ ถามพวกเราครับ “ท่านล่ะ ว่าเราเป็นใคร” นี่คือสิ่งที่พระองค์กำลังสอนบรรดาศิษย์ครับ สอนวิถีชีวิตของการเป็นศิษย์ของพระองค์...

คำตอบของนักบุญเปโตร หัวหน้าของเรา เป็นคำตอบที่ถูกต้อง และน่าประทับใจ ที่พระเจ้าทรงเปิดเผยกับท่าน นั่นคือพระเจ้าผู้ริเริ่มครับ พระเจ้าผู้ริเริ่มความคิดนี้ในเปโตร ไม่ใช่มนุษย์ทิ่ริเริ่ม

พี่น้องที่รักครับ จากนั้น พระเยซูเจ้าทรงกำชับบรรดาศิษย์มิให้กล่าวเรื่องเกี่ยวกับพระองค์แก่ผู้ใด นั่นเป็นเพราะพวกเขายังไม่รู้จักพระองค์มากพอ พวกเขาจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้กี่ยวกับพระองค์มากขึ้นอีก เพื่อจะได้เป็นพยานถึงพระองค์จริงๆ ในภายหลัง...

พระเยซูเจ้าทรงเริ่มสอนบรรดาศิษย์ว่า “บุตรแห่งมนุษย์จะต้องรับทรมานอย่างมาก จะถูกบรรดาผู้อาวุโส มหาสมณะ และบรรดาธรรมาจารย์ปฏิเสธไม่ยอมรับ และจะถูกประหารชีวิต แต่สามวันต่อมาจะกลับคืนชีพ...” ... เราเห็นการทัดทานของนักบุญเปโตร... พี่น้องที่รักครับ อย่าไปว่าท่านเลย เพราะนั่นแหละคือท่าทีของเราด้วย ที่เราอาจจะยังไม่รู้จักพระองค์อย่างแท้จริงและเพียงพอ ความเชื่อในพระเยซูเจ้า คือสิ่งที่เรายังต้องเรียนรู้จากพระองค์จริงๆ และนั่นคือสิ่งที่พระองค์กำลังจะบอกเราว่า ความเชื่อในพระองค์ต้องมีกิจการชีวิตที่เป็นประจักษ์พยาน ความเชื่อที่ไม่มีกิจการ เป็นความเชื่อที่ตายแล้ว (เทียบบทอ่านที่สอง  ยก 2:14-18) 

กิจการของความเชื่อในพระเจ้านั้น คือสิ่งที่อิสยาห์ได้พูดถึงพระคริสตเจ้าในบทอ่านที่หนึ่งครับ นั่นคือผู้รับใช้ที่พระเจ้าทรงโปรดปราน ผู้รับใช้ที่แสนสัตย์ซื่อ ผู้รับใช้ที่นอบน้อมเชื่อฟัง ผู้รับใช้ที่ไม่หันหลังให้ผู้ที่โบยตีเขา ไม่กลัวการกล่าวหาใดๆ เพราะพระเจ้าทรงอยู่เคียงข้างเขา และเป็นพละกำลัง ความสว่าง และความช่วยเหลือของเขา (เทียบบทอ่านที่หนึ่ง อสย 50:5-9)

และนี่คือสิ่งที่พระเยซูเจ้ากำลังจะทำเป็นแบบอย่าง... การทัดทานของเปโตรจำเป็นต้องถอยไปก่อน เพราะนั่นคืออุปสรรคของพระเจ้า นั่นคือความคิดที่ขัดขวางทางของพระเจ้า... “เจ้าซาตาน ถอยไปข้างหลัง อย่าขักขวาง เจ้าไม่คิดอย่างพระเจ้า แต่คิดอย่างมนุษย์” ...

ถอยไปข้างหลัง... เปโตร เธอเป็นศิษย์ หน้าที่ของเธอคือเดินตามอาจารย์ บัดนี้เธอกำลังมาอยู่ข้างหน้าเรา... ถอยกลับไปครับ อย่ายืนผิดที่ อย่าเล่นผิดบทบาท... จงถอยกลับไป เดินตาม... และสิ่งที่สำคัญคือ ... “มาเป็นศิษย์ของเรา” (เทียบ มธ 11:29) มาเป็นศิษย์ของเรา คือจงเรียนรู้จากเรา นั่นคือหัวใจที่สุภาพและถ่อมตนของพระองค์ การเดินตามพระองค์จึงเป็นการเรียนรู้สิ่งนี้จากพระองค์ ที่พระองค์กำลังสอน และทำให้เห็นป็นแบบอย่าง

ผู้ใดอยากติดตามเรา ผู้ใดอยากเป็นศิษย์ของเรา... ชัดเจนจริงๆ ครับ ... นั่นคือการสละตนเอง ก้าวออกจากตนเอง แบกไม้กางเขนของตนแบบพระองค์ แบกกางเขนของตนนะครับ ไม่ใช่กางเขนของพระองค์ แต่กางเขนของเราแต่ละคน แบกแบบพระเยซู คือเลียนแบบพระองค์ ผู้มีใจสุภาพถ่อมตน และนั่นแหละ เป็นหนทางของการเป็นศิษย์ติดตามพระคริสตเจ้าครับ 

พี่น้องที่รัก ผู้ที่เชื่อในพระองค์ ต้องรู้จักพระองค์จริงๆ... วันนี้ฉันรู้จักพระองค์มากน้อยเพียงใด... ฉันจะรู้จักพระองค์ได้ด้วยการเรียนรู้จากพระองค์... และวันนี้ ฉันกำลังยืน ณ จุดใด ในฐานะที่ฉันเป็นศิษย์ของพระองค์ ฉันกำลังยืนผิดที่ เล่าผิดบทบาทหรือเปล่า... ถอยไปครับ ถอยไปอยู่ ณ ที่ของการเป็นศิษย์ของพระองค์  ฟังพระองค์ เลียนแบบอย่างของพระองค์ เพราะความเชื่อ จำเป็นต้องมีกิจการ หากความเชื่อไม่มีกิจการและการกระทำ นั่นเป็นความเชื่อที่ตายแล้ว... ชีวิตการเป็นศิษย์ของพระคริสตเจ้าก็เช่นเดียวกัน ความเชื่อในพระองค์นั้น ต้องแสดงออกด้วยหัวใจที่อ่อนโยน สุภาพถ่อมตนหมือนกับพระองค์  และนั่นคือแบบอย่างที่พระองค์ทรงให้กับเราแล้ว นั่นคือแบบอย่างที่แม่พระได้ให้กับเราด้วย ในการเป็นศิษย์ที่แท้จริงของพระเยซูเจ้า คือชีวิตที่สุภาพถ่อมตน... นี่แหละ คือชีวิตความเชื่อที่มีชีวิต ไม่ใช่ความเชื่อที่ตายแล้ว เพราะไม่มีประโยชน์อะไรเลย หากใครมีความเชื่อ แต่ไม่มีกิจการของความเชื่อนั้น นั่นก็เป็นความเชื่อที่ตายแล้ว

พี่น้องที่รัก คนอื่นเขาว่าพระคริสตเจ้าเป็นใครนั้น อาจจะไม่สำคัญเท่าการประกาศความเชื่อของเราที่ได้ชื่อว่า เป็นศิษย์พระคริสตเจ้านะครับ... เราเรียนรู้อะไรจากพระองค์ และเราเชื่อในพระองค์อย่างไร ความเชื่อที่ไร้กิจการ คือความเชื่อที่ตายแล้ว แต่ในพระองค์ต้องเป็นความเชื่อที่มีชีวิต เพราะความเชื่อในพระคริสตเจ้า ต้องแสดงออกด้วยกิจการของหัวใจเยี่ยงพระองค์ คือหัวใจที่สุภาพถ่อมตนและอ่อนโยน

ข้าแต่พระเจ้า ขอให้ลูกเดินตามพระเยซูเจ้าในฐานะศิษย์ที่สัตย์ซื่อต่อพระองค์ รู้จักเรียนรู้จากพระองค์ เพื่อทำให้ความเชื่อของลูกมีชีวิต ด้วยกิจการของความเชื่อเช่นเดียวกับพระองค์ นั่นคือชีวิตที่ไม่หันหลังให้ผู้ใด แต่เป็นชีวิตที่แสนสุภาพอ่อนโยนแบบพระองค์

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

วันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน 18 สัปดาห์ที่ 24 เทศกาลธรรมดา
บทอ่าน อสย 50:5-9ก / ยก 2:14-18 / มธ 9:9-13
พระเยซูเจ้าเป็นใครในความคิดของท่าน? และพระองค์ได้นำความเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างในชีวิตของท่าน? มีคนมากมานในประเทศอิสราเอลคิดว่า พระองค์คือคนที่มีอำนาจคนหนึ่งของพระเป็นเจ้า และเปรียบเทียบพระองค์เป็นประกาศกที่ยิ่งใหญ่ ในบรรดาประกาศกทั้งหลาย เปโตรซึ่งเป็นคนที่โต้ตอบพระองค์อย่างรวดเร็ว ได้ประกาศว่า พระเยซูเจ้าเป็น “พระคริสต์ของพระเป็นเจ้า”อย่างแท้จริง “เป็นพระบุตรของพระเป็นเจ้า ผู้ทรงชีวิต” (มธ 16:16) และไม่มีผู้รู้ตายคนใดสามารถที่จะเผยแสดงให้เปโตร มีแต่พระเป็นเจ้าแต่ผู้เดียวเท่านั้น โดยอาศัย “สายตาของความเชื่อ” เปโตรได้ค้นพบว่า แท้จริงแล้วพระองค์เป็นใคร เปโตรได้ยอมรับว่า พระเยซูเจ้าเป็นอะไรที่มากกว่าอาจารย์ ประกาศก และผู้ทำอัศจรรย์ได้ ท่านเป็นอัครสาวกคนแรก ที่ได้ประกาศอย่างเปิดเผยว่า พระองค์เป็นผู้รับการเจิมจากพระเป็นเจ้า พระองค์ได้รับการแต่งตั้งจากพระบิดาเจ้า และได้รับการส่งมาในโลกนี้ เพื่อกอบกู้มนุษยชาติ ที่ตกเป็นทาสของบาป และถูกตัดออกจากชีวิตนิรันดรกับพระเป็นเจ้า (ลก 9:20,กจ 2:14-36)คำว่า “คริสต์”ในภาษากรีก ตรงกับภาษาฮีบรูว่า “พระเมสสิยาห์ ทั้งสองคำมีความหมายตรงกันว่า “ผู้ได้รับการเจิม”
พระบุตรของพระเป็นเจ้า ผู้ได้รับการเจิมจะต้องทนทรมาน และต้องชดเชยบาปของเรา พระเยซูเจ้าได้บอกกับบรรดาสานุศิษย์ว่า จำเป็นที่พระเมสสิยาห์จะต้องทนทรมาน และสิ้นพระชนม์ เพื่อทำให้แผนการไถ่กู้มนุษยชาติสำเร็จไป บรรดาสานุศิษย์รู้สึกประหลาดใจ เมื่อได้ยินถ้อยคำเหล่านี้ ความคิดของพระเป็นเจ้า และความคิดและวิธีการของเรามนุษย์แตกต่างกัน (อสย 55:8)
ขณะที่ความคิดแบบชาวโลก นำเราให้ไปนั่งในท่ามกลางความยินดี แต่บรรดาคริสตชนกับได้รับพลัง ให้นั่งในท่ามกลางความทุดข์ของโลกนี้ ก่อนที่จะพบความยินดี ที่กำลังจะมาถึง เพราะมองเห็นความทุกข์ล่วงหน้านั่นเอง…ในเวลาที่มีความสุข จงสรรเสริญพระเป็นเจ้า ในเวลามีความทุกช์ จงแสวงหาพระองค์...ในเวลาสงบเงียบ จงนมัสการพระองค์...ในเวลาเจ็บปวด จงสัมผัสพระองค์.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view