สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันอังคารที่ 18 กันยายน 2018 สัปดาห์ที่ 24 เทศกาลธรรมดา

วันอังคารที่ 18 กันยายน 2018 สัปดาห์ที่ 24 เทศกาลธรรมดา

🌼จงวางใจในความรักของพระองค์
จงวางใจในความยิ่งใหญ่ของพระองค์
จงวางใจในเวลาของพระองค์...
เพราะพระองค์จะไม่ทรงละท่านไว้ในความทุกข์

📚บทอ่านประจำวันอังคารที่ 18 กันยายน 2018
สัปดาห์ที่ 24 เทศกาลธรรมดา
https://youtu.be/bbajumL0Csw

🌹My Peace I unto you
http://youtu.be/oP4Yd7a9f5k

🍏🍏🍏🍏🍏🍏🍏🍏🍏🍏

วันอังคารที่ 18 กันยายน 2018
สัปดาห์ที่ 24 เทศกาลธรรมดา
อ่าน :
1คร 12:12-14,27-31ก
ลก 7:11-17

ความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวของพระเยซูเจ้า
กับศิษย์ และผู้ติดตามคำสอนของพระองค์
เมื่อเห็นความทุกข์ของหญิงหม้ายจากการสูญเสีย
ก็ทรงใช้พระพร ความสามารถของพระองค์
คืนความสุข ด้วยการสั่งบุตรชายของนาง
ให้เขากลับมีชีวิตอีกครั้ง

ในกลุ่มของผู้มีความเชื่อ แม้จะมี
ความแตกต่างหลากหลายทางกายภาพ
พระพร ความสามารถพิเศษ นักบุญเปาโล ตอกย้ำ
เพื่อให้เกิดความเป็นหนึ่งเดียวที่แท้จริงนั้น
จำเป็นต้องใช้ พระพร ความสามารถพิเศษ
เพื่อรับใช้ ให้บริการซึ่งกันและกัน
ท่ามกลางความแตกแยก การก่อจลาจลของประชาชน

หมายเหตุ..
ขีวิตมีเป้าหมาย...เมื่อได้ค้นหา พรสวรรค์...
ชีวิตจะมีความหมาย..เมื่อ ได้ใช้ พรสวรรค์
สร้างสรรค์โลกให้สวยงาม

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”

วันอังคารที่ 18 กันยายน 2018

สัปดาห์ที่ 24 เทศกาลธรรมดา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm. 

“หนุ่มเอ๋ย เราบอกเจ้าว่า จงลุกขึ้นเถิด...” (ลก 7:11-17) 

จากหัวใจเป็นหนึ่งเดียว

“อย่าร้องไห้ไปเลย...”

ไม่ใช่พระวาจาที่ตรัสและจบตรงนั้น

แต่เป็นพระหัตถ์และชีวิตที่แบ่งปัน

พระเจ้าทรงคืนความหวังให้กับหญิงม่าย

ฉันล่ะ ผู้เรียกตนเองว่าคริสตชน

ศิษย์พระเยซู

วันนี้ฉันได้คืนความหวังให้ใครบางคนบ้างหรือยัง

หรือตรงกันข้าม ฉันกลับทำลายความหวังสุดท้ายของใครบางคน

หนุ่มเอ๋ย เราบอกเจ้าว่า จงลุกขึ้นเถิด

วันนี้ ฉันประคองพี่น้องของฉันให้ลุกขึ้น

หรือกำลังเหยียบมันให้จมดินไปเลย

คริสตชน ศิษย์พระเยซู ควรเป็นเช่นใดเล่า...

________________

นักบุญเปาโลในบทอ่านที่หนึ่งในวันนี้ บทอ่านจากจดหมายถึงชาวโครินทร์ ที่ท่านได้เตือนชาวโครินทร์ ให้ฉลองพระธรรมล้ำลึกของพระคริสตเจ้าด้วยชีวิตที่เป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์จริง ชีวิตที่ก้าวออกจากตนเอง และเป็นประดุจปังที่บิออกเพื่อคนอื่นๆ นั้น ยังคงเป็นสิ่งที่ท่านสอนต่อในวันนี้ ถึงพระพรของพระเจ้าที่ประทานให้เราในรูปแบบที่แตกต่างกัน แต่เพื่อกันและกัน เพื่อชีวิตของเราในความเป็นหนึ่งเดียวกัน จะไม่มีอะไรที่ยากเกินกำลัง...

ท่านกล่าวถึงความแตกต่างของพระพรที่พระเจ้าทรงประทานให้เราแต่ะคน แม้ว่าเป็นพระพรที่แตกต่างกัน แต่เพื่อกันและกัน... สิ่งนี้เป็นดังความแตกต่างของอวัยวะต่างๆ ของร่างกายที่มีไว้เพื่อกันและกัน คือบทบาทชีวิตที่เป็นความสำคัญที่ขาดไม่ได้ของกันและกันจริงๆ... จงแสวงหาพระพรพิเศษที่ประเสริญยิ่งกว่านี้เถิด... (เทียบ 1คร 12:12-14, 27-31ก) นั่นคือสัมพันธภาพของความแตกต่างที่เป็นเป็นหนึ่งเดียวกันของชีวิตผู้มีความเชื่อในพระคริสตเจ้า

และ... เพราะความรักมั่นคงของพระองค์ ดำรงนิจนิรันดร์ (เพลงสร้อยวันนี้) ความรักมั่นคงของพระเจ้าดำรงอยู่ในชีวิตของผู้มีความเชื่ออย่างเราหรือเปล่า... เสียงหญิงม่ายที่เมืองนาอินที่ร้องไห้เพราะการสูญเสียบุตรชาย อันเป็นเสาหลักของครอบครัวนั้น เสียงนั้นดังก้องเข้ามาในหัวใจของพระเยซูเจ้า ไม่ต่างกับเสียงร้องของอาแบลที่สะท้อนก้องในปฐมกาล ดังขึ้นไปถึงพระเจ้า จนพระองค์ต้องตรัสถามกาอินว่า “อาแบล น้องชายของเจ้าอยู่ที่ไหน...” นั่นเป็นการเรียกร้องความรัก ความห่วงใย ความใส่ในในกันและกันมิใช่หรือ...

จะมีอะไรเกิดขึ้นต่อไปในพระวรสารวันนี้ หากพระเยซูเจ้าทรงพบเห็นเหตุการณ์เช่นนี้และผ่านเลยไป... ทุกสิ่งจะเป็นไปตามสิ่งที่เราเรียกว่า “ตามยะถากรรม” หรือ... พี่น้องที่รัก ความรักของพระเจ้า ความรักในดวงพระทัยของพระเยซูเจ้าวันนี้ เราเห็นพระองค์ทรงรู้สึกสงสาร ตรัสบรรเทาทุกข์นาง “อย่าร้องไห้ไปเลย...” พี่น้องครับ บทอ่านที่สองเมื่อวันอาทิตย์ยังก้องอยู่ในหูของผมครับ จะมีประโยชน์อะไร ที่จะบอกญาติพี่น้องของผู้ล่วงลับว่า “อย่าร้องไห้โศกเศร้าไปเลย” เมื่อเขาต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไป มันจะมีประโยชน์อะไร เขาต้องการได้ยินคำนี้จากเราหรือ... แต่พี่น้องครับ พระเยซูเจ้าไม่ได้จบเท่านั้นครับ พระองค์เข้าไปใกล้ ทรงแตะแคร่หามศพ คนหามก็หยุด นั่นคือพระองค์ทำมากกว่าเอ่ยวาจาครับ ทรงทำจากสิ่งที่เป็นแรงผลักดันจากหัวใจของพระองค์ให้ทำอะไรสักอย่าง และพระองค์ได้เรียกบุตรของนางให้กลับมีชีวิต...

“ประกาศกยิ่งใหญ่ได้เกิดขึ้นในหมู่เรา พระเจ้าได้เสด็จมาเยี่ยมประชากรของพระองค์”... พระวาจานี้จะเป็นจริงได้อย่างไรในสังคมของเราวันนี้... พี่น้องครับ ศิษย์พระเยซูอย่างฉันนี้มิใช่หรือ ที่เราแต่ละคนมีกระแสเรียกให้เป็นประกาศกที่เกิดท่ามกลางโลก...

วันนี้ คำถามของการไตร่ตรองของผมเช้านี้คือ... ฉันรู้สึกอย่างไรต่อสิ่งที่ฉันกำลังเผชิญในโลกและสังคมวันนี้... ความเชื่อของฉันเยี่ยงศิษย์พระเยซูอยู่ที่ไหน วันนี้ ความเชื่อของฉันยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า หากความเชื่อนี้ยังมีชีวิต ฉันไม่ได้ถูกผลักดันจากภายในบ้างหรือ เพื่อทำสิ่งที่มากกว่าวาจา “อย่าร้องไห้ไปเลย” ... โลกจะไม่ร้องไห้ หากมีพระเยซู หากมีประกาศกยิ่งใหญ่ท่ามกลางพวกเขา... แต่วันนี้ โลกพบประกาศกยิ่งใหญ่ท่ามกลางพวกเขาหรือเปล่า... ฉันไม่ใช่หรือ คริสตชนอย่างฉันไม่ใช่หรือ ที่ต้องเป็นดังนั้น

“หนุ่มเอ๋ย เราสั่งให้เจ้าลุกขึ้น...” ในทางกลับกัน วันนี้ ฉันคนนี้ แทนที่จะเป็นผู้ให้ชีวิต ความรอดและความหวังให้กับสังคม... พี่น้องที่รัก อย่าเลย วันนี้ อย่าให้เป็นไปในทางตรงกันข้ามเลย ที่จะเป็นเราที่ทำลายความหวังและชีวิตของกันและกัน เจริญชีวิตในแต่ละวันบั่นทอนกันและกัน ขออย่าให้เป็นเช่นนั้นเลย... ขอให้ความเชื่อที่มีชีวิตของเรา เป็นพลังผลักดันอยู่ภายใน หากเราเป็นประจักษ์พยานด้วยกิจการอันเป็นผลมาจากความเชื่อ และพี่น้องครับ เราจะพบว่า คริสตชนอย่างเราๆ นี่แหละ ไม่น้อยเลย ที่เราสามารถทำเพื่อกันและกัน เป็นกำลังใจ ความรู้สึกดีๆ เพื่อเจริญชีวิต ประคับประคองความเชื่อของกันและกัน และดังนี้ วันนี้ โลกจะได้ประกาศว่า “ประกาศกยิ่งใหญ่ได้เกิดขึ้นในหมู่เรา” นั่นคือคริสตชนที่ยังมีความเชื่อที่มีชีวิตในตัวตน นั่นคือความเชื่อที่ยังไม่ตายในชีวิตของคริสตชน ที่เราจะปลุกความหวัง ให้กำลังในของกันและกัน และจะไม่มีใครเลยสักคนได้ไหม ที่... เขาตายไปจากใจเรา ???

ข้าแต่พระเจ้า ขอให้ลูกสามารถมองเห็นความยากลำบากของผู้อื่น และใช้พระพรที่ลูกมี อาศัยความเชื่อในพระองค์ นำให้หัวใจลูกเมตตาสงสารผู้อื่น และลงมือทำสักอย่างจากหลายๆ อย่างที่สามารถทำได้เพื่อกันและกัน เริ่มรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับเพื่อนพี่น้อง สัมผัสกันและกัน จนสามารถปลุกกำลังใจของกันและกันขึ้นมา เพื่อให้ชีวิตของทุกคนมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง เพราะประกาศกยิ่งใหญ่ได้เกิดขึ้นท่ามกลางโลกแล้ว.

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

วันอังคารที่ 18 กันยายน 18 สัปดาห์ที่ 24 เทศกาลธรรมดา
บทอ่าน 1คร 12:12-14,27-31ก / ลก 7:11-17
ในเวลาไม่นาน หลังจากที่ได้ทรงรักษาคนใช้ของนายร้อยทหารโรมันแล้ว พระเยซูเจ้าได้เสด็จไปที่เมืองนาอิน ที่ใช้เวลาเดินจากคาเปอรนาอุมราวหนึ่งวัน บรรดาสานุศิษย์และฝูงชนได้ติดตามพระองค์ไป นักบุญลูกาได้เปรียบเทียบพันธกิจของพระเยซูเจ้า กับประกาศกสองท่านในพันธสัญญาเดิม คือ ประกาศกอิสยาห์ ซึ่งได้ช่วยทำให้บุตรชายของแม่ม่ายซาเรฟัต กลับคืนชีพ (1พกษ 17:8-24) และประกาศกเอลียาห์ ที่ได้ช่วยชีวิตบุตรชายของสตรีชาวชูนาไมต์ (2พกษ 4:8-37) เมื่อพระองค์ได้เสด็จเข้าไปในหมู่บ้านของเมืองนาอิน พระองค์ได้เห็นหญิงม่ายกำลังเดินตามขบวนแห่ศพ ของบุตรชายที่เสียชีวิต พระองค์ทรงรู้สึกสงสาร เพราะว่านางไม่มีใครที่จะช่วยเหลือต่อไป หลังจากที่สามีของนางเสียชีวิตแล้ว จนนางจะต้องอยู่โดดเดี่ยวไม่มีใครคอยช่วยเหลือ ในยามยากจน พระองค์ได้สัมผัสร่างของผู้เสียชีวิต ที่เป็นการเสี่ยงที่จะไม่สะอาด ที่ไม่สามารถเข้าร่วมพิธีกรรมได้ (กดว 19:11) พระองค์ได้วางพระหัตถ์บนแคร่ที่แบกผู้เสียชีวิต และด้วยพระวาจาที่ทรงอำนาจ พระองค์ได้สั่งให้เขากลับคืนชีพอีกครั้งหนึ่ง และเมื่อพระเยซูเจ้าได้มอบลูกชายให้แก่มารดาของเขาแล้ว ประชาชนได้สรรเสริญพระเป็นเจ้า ซึ่งได้ส่งประกาศกองค์ใหม่มายังพวกเขา
ตามประเพณีของชาวยิว มีการระลึกถึง “วันแห่งการชดเชยบาป” ที่ถือว่าเป็นวันที่สำคัญที่สุดของปีของชาวยิว (ลนต 23:26-32) วันดังกล่าวจะตรงกับวันที่สิบ ของเดือนกันยายน/ตุลาคม วันนี้เป็นวันที่ประชาชนจะชดเชยบาป ที่ผิดต่อพระเป็นเจ้า ในช่วงปีที่ผ่านมา และยังชดเชยบาปที่ผิดต่อคนอื่น วันนี้ ยังเป็นวันสับบาโตที่มีความสมบูรณ์แบบ จะไม่มีการทำงานใดๆในวันนั้น โดยที่ชาวยิวจะจำศีลอดอาหาร ตั้งแต่ตอนที่ดวงอาทิตย์ตกดินในตอบเย็น และจะจบลงหลังจากจบ “วันแห่งการชดเชยบาป” ประชาชนจะใช้เวลาสวดภาวนาในศาลาธรรม และหลังจากจบพิธีกรรมในตองเย็น จะมีการเป่าเขาสัตว์ เพื่อเป็นสัญญาณว่า การฉลองได้สิ้นสุดแล้ว...ข้าแต่พระเยซูเจ้า ลูกขอโมทนาคุณพระองค์ สำหรับการสัมผัสของพระองค์ ที่ทำให้ลูกได้รับชีวิตใหม่

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view