สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันจันทร์ที่ 24 กันยายน 2018 สัปดาห์ที่ 25 เทศกาลธรรมดา

วันจันทร์ที่ 24 กันยายน 2018 สัปดาห์ที่ 25 เทศกาลธรรมดา

🍓สิ่งที่เกินกำลังมนุษย์
ไม่ได้เกินกำลังพระเจ้า
เมื่อไม่มีเรี่ยวแรงจะลุกเดิน
จงพึ่งในพละกำลังของพระเจ้า
เมื่อไม่เข้าใจว่าอะไรเกิดขึ้นกับชีวิต
จงวางใจในพระสัญญา....

📚บทอ่านประจำวันจันทร์ที่ 24 กันยายน 2018
สัปดาห์ที่ 25 เทศกาลธรรมดา
https://youtu.be/_VILOloEchg

💦How Great Thou Art
https://youtu.be/tXQpDDcrN-w

🌹🌹🌹🌹🌹🌹🌹🌹

วันจันทร์ที่ 24 กันยายน 2018
สัปดาห์ที่ 25 เทศกาลธรรมดา
อ่าน :
สภษ 3:27-35
ลก 8:16-18
 
หลักของการเจริญเติบโต
สิ่งใดที่ได้รับการหล่อเลี้ยง สิ่งนั้น ก็จะพัฒนาเติบโตขึ้น
เช่นเดียวกันพระวาจาของพระเจ้า ที่เราพยายามฟัง นำมาประยุกต์ใช้
เป็นแสงสว่างนำทางสำหรับชีวิตของเรา ในการติดตามพระคริสตเจ้า
ก็จะช่วยให้ชีวิตฝ่ายจิตของเราเติบโต และสามารถส่องแสง
ให้กับคนที่อยู่รอบข้างเช่นเดียวกัน
 
เพื่อจะให้ผู้อื่น มองเห็นแสงสว่างในชีวิตของเรา
ตามแบบอย่างพระคริสตเจ้าหนังสือสุภาษิตให้แนวทาง อย่างนี้...
“อย่าปฎิเสธความดีแก่ผู้ที่ต้องการ ถ้าเราสามารถช่วยได้
อย่าคิดร้ายต่อคนอื่น อย่าทะเลาะกับผู้ใดอย่างไร้เหตุผล
 
หมายเหตุ…
แสงสว่างแท้ ที่ถูกจุดอยู่ภายในหัวใจ
ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด ใจดวงนั้นยังคงส่องสว่างเสมอ

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”

วันจันทร์ที่ 24 กันยายน 2018

สัปดาห์ที่ 25 เทศกาลธรรมดา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“เพื่อคนที่เข้ามา เห็นแสงสว่าง” (ลก 8:16-18) 

จงรับแสงสว่างของพระคริสตเจ้า

พระองค์ทรงจุดเราไว้

เพื่อเป็นแสงสว่างให้กับทุกคน

วันนี้ แสงสว่างของฉันเป็นเช่นใด...

________________

สองสามวันที่ผ่านมานี้   ท่ามกลางบรรยากาศของการเยี่ยมอภิบาล พร้อมกับการไตร่ตรองพระวาจาในวันเหล่านี้ ที่มันดูไม่ราบรื่น  มีความสุขนัก การทำงานที่ไม่ง่ายเลย การถูกรบกวน กลั่นแกล้ง ทำให้ใจผมหวั่นไหวบ้าง การไตร่ตรองพระวาจาแต่ละวันที่ทำให้ความคิด ความเข้าใจของผมอ่อนโยนขึ้น แม้จะยังรับไม่ได้ในเชิงพฤติกรรม บทไตร่ตรองที่ไม่ใช่บทเทศน์ที่เขียนในวันเหล่านี้ทำให้ผมต้องคิดหนัก คิดเยอะๆ คิดมากๆ คิดดีๆ และเจริญชีวิตสมกับการเป็นคริสตชน การเป็นศิษย์พระเยซู

จากวานนี้ หลังมิสซาวันอาทิตย์กับสัตบุรุษแล้ว ผมไปมอบศีลเจิมฯ ให้สัตบุรุษของผมท่านหนึ่ง แล้วเดินทางเข้ากรุงเทพ เมืองที่ผมไม่เคยชอบเลย เพื่อประชุมงานพระเมตตาฯ ผมเดินทางกว่าครึ่งวัน ตั้งแต่ขึ้นรถจนถึงที่พัก มีหลายอย่างที่ไม่สมใจเลย อากาศในรถไม่ดี แอร์ไม่เย็น มารยาทของผู้คน เสียงคุยโทรศัพท์นานๆ เล่นเกมส์เสียงดังออกมาจากหูฟัง ฝนตก น้ำท่วม รถติด การแวะทานอาหารเย็นที่ง่ายๆ แต่เราหลงเข้าไปในร้านที่คงเปิดใหม่กระมัง เอาแค่การสั่งก๋วยเตี๋ยวคนละชาม เราก็ต้องใช้เวลากว่าสิบนาทีกับบริกรฝึกหัดที่ทำให้เราสับสน เหนื่อยแทบอยากลุกไปหาร้านใหม่ การรออาหารอีกกว่า 20 นาที รวมแล้วก็สักครึ่งชั่วโมงที่เรานั่งที่นั่นแบบยังไม่ได้ทานอะไรเลย แต่ที่นั่น เราเรียนรู้หัวใจที่อ่อนโยน เข้าใจผู้อื่น ยอมรับและเรียนรู้การรอคอย เรายังยิ้มกันได้ แม้เหนื่อยแล้วจากการเดินทางมาเกือบครึ่งวันแล้ว จากนั้นเราขึ้นรถต่อ พบบรรยากาศของการใช้แท็กซี่ที่ไม่น่าประทับใจนัก คนขับไม่ค่อยน่ารักเลย แอร์ไม่เย็น การจราจรที่ติดขัด น้ำท่วมถนน เสี่ยงที่รถจะดับได้ด้วย การต้องหลงทางมากมายกว่าจะถึงที่พัก วนไปวนมา ที่สุด เราก็มาพบว่า “พระเจ้ายิ่งใหญ่” พระองค์ยิ่งใหญ่ในความรัก และในความเมตตาอ่อนหวาน ณโรงแรมแห่งหนึ่ง ที่บรรยากาศนั้นเป็นบรรยากาศที่ผมไม่บอกว่าประทับใจหรือเปล่า แต่ที่โรงแรมแห่งนี้ มันคือบรรยากาศที่ผมรัก เด็กการโรงแรมที่เคยหาเงินเลี้ยงตัวเองด้วยงานแบบนี้ คืนก่อน ผมมีความสุขเหมือนได้กลับบ้าน อยากกลับไปทำงาน เป็นบริกรในโรงแรมอีกครั้ง ที่นั่นผมไม่มีความต้องการการบริการ แต่เหมือนอยากบริการเขามากกว่า ผมรับการ์ดไปห้องพัก ผมเดินไปส่งสมาชิกที่มาด้วยก่อน น้องที่เดินมาส่งพวกเราดูแลพวกเราดีครับ จนผมอยากกลับไปทำหน้าที่นั้นอีกครั้ง ระหว่างที่น้องเขาดูแลสมาชิกที่มากับผม ผมก็แอบชิงเดินหนีไปห้องผมก่อน แต่พักเดี๋ยวเขาก็เดินตามผมมา จนผมบอกเขาว่า ไม่เป็นไรครับ ผมขอไปห้องพักเองแล้วกัน ผมไปได้ เขาก็ปล่อยให้ผมไปตามที่ผมบอก แม้ยังมีท่าทีที่อยากดูแลผมจนถึงห้องพักก็ตาม... ไม่ทราบเหมือนกัน ความรู้สึกของผมเป็นเช่นใด แต่สิ่งแรกคือ ผมอยากเป็นบริกรดูแลตนเองครับ มากกว่านั้นคือ ผมอยากให้น้องเขาพักผ่อน (เวลานั้น ผมคิดถึงรุ่นพี่ที่แสนดี ที่ไล่ผมไปทำการบ้าน และพวกพี่เขาทำงานหนักกันต่อ เมื่อครั้งที่ผมทำงานในโรงแรม) ผมจึงอยากทำทุกอย่างคืนก่อน เพื่อให้บริกรในโรงแรมมีความสุขกับงานที่เขาทำอยู่ ไม่ต้องพบลูกค้าทำให้พวกเขายุ่งยากใจ ให้ได้พบลูกค้า พบแขกที่ง่ายๆ พบคนที่ไม่ทำให้เขาเหนื่อยหรือลำบากใจในการต้อนรับ... การได้สนทนากันกับน้องๆ บริกรในโรงแรมที่ดูแลผมเมื่อคืนนี้ สนทนากันทางโทรศัพท์อีกหลังจากผมเข้าห้องแล้ว ทำให้ผมสัมผัสได้ว่า เขามีความสุข สบายใจ และไม่เหนื่อย ไม่ลำบากในการต้อนรับพวกเรา ผมมีความสุขจัง คืนที่ผ่านไปนั้น จากวันวานที่เคยดูแลผู้คนมากมายในโรงแรม แต่วันนี้ต้องเข้ามาพักเสียเอง ผมรู้สึกมีความสุขไม่น้อยกว่ากันเลย

พี่น้องที่รักครับ พระวาจาของพระเจ้าในวันเหล่านี้ ผมไตร่ตรองทุกวัน ต้องยอมรับว่า ง่ายครับ เข้าใจไม่ยากครับ ผมรู้สึกประทับใจครับ แต่ แต่ แต่... ผมต้องยอมรับว่า ยากครับ ยากในการนำลงสู่ภาคปฏิบัติของชีวิต ยากมากในโลกเราวันนี้ครับ... โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อวานนี้ครับ พระวาจาของพระเจ้าทั้งหมด พระวาจาในวันอาทิตย์วานนี้ ทั้งสามบทเตือนเราถึงอัตลักษณ์ของคริสตชนครับ อัตลักษณ์ที่เจือจางลงในสถานการณ์ของโลกปัจจุบัน ยากครับ จิตตารมณ์คริสตชน ที่เดินตามแบบอย่างพระเยซู ไม่ง่ายจริงๆ

พี่น้องครับ เมื่อวานครับ ผมถามตนเอง ผมเดินทางครึ่งค่อนวันจากประจวบ ทันที เร็วที่สุด เดินทางยาวนาน ถึงที่พักสักสี่ทุ่ม ถามตนเองครับ คำถามนี้ครับ ไปไหน ทำอะไร...  ไปสัมมนา ประชุมจิตตาธิการและงานพระเมตตาครับ... พระเมตตา

"พระเมตตา" คำนี้แหละครับ ท้าทายผมมาก เดินทางเพื่องานพระเมตตา แล้ววิญญาณผม หัวใจผม เปี่ยมเมตตามากน้อยเพียงใด สถานการณ์ในชีวิตของเรา ก็จบด้วยคำถามที่ว่า "แล้วเป็นคริสตังวันนี้ ฉันจะอดตายไหมล่ะ... คงไม่รอดหรอกมั้ง" นี่แหละครับ พี่น้องที่รัก พระเยซูท้าทายให้เราเจริญชีวิตเหนือมาตรฐานของโลกเสมอ เจริญชีวิตท่ามกลางการเบียดเบียนที่ต้องผ่านการทดสอบ (เทียบบทอ่านที่หนึ่งเมื่อวันอาทิตย์) ชีวิตที่ต้องแสวงหาซึ่งสิ่งที่ผมพูดถึงในสัปดาห์ที่ผ่านไปหลายๆ ครั้ง นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า "การคิดถึงผู้อื่นบ้าง" (เทียบบทไตร่ตรองของผมวันที่ 15 กันยายน) ไหวไหม เป็นคริสตชน ศิษย์พระเยซูต้องขนาดนี้เลยหรือ... ต้องยังคงสัตย์ซื่อแม้เขาโกงเราหรือ ต้องอภัย แม้เขาทำร้ายฉันหรือ มากเกินไปป่ะพระองค์ 

จะไหวไหมอ่ะ ... คือเป็นคริสตังอ่ะ ต้องขนาดนั้นเลยหรือ...

เมื่อวานนี้ คนขับรถแท็กซี่พูดจากับพวกเราดีขึ้น หลังจากนั่งรถมากับพวกเราพักหนึ่ง... น้องๆ บริกร ที่ต้อนรับ ดูแล ช่วยเหลือพวกเรา ผมต้องพิจารณาต่อว่า "เขามีความสุขไหม" นี่คือสิ่งที่ผมไตร่ตรองต่อในเช้าวันนี้ครับ ซึ่งจะแบ่งปันในบทไตร่ตรองกับพี่น้องวันนี้ ที่คงส่งช้าหน่อยนะครับ... นี่แหละครับ การบ้านของเราครับ

นี่คือคำตอบครับ นี่คือกระแสเรียกของเราครับ นี่คือแสงสว่างที่พระองค์ทรงจุดไว้ในชีวิตเราครับ ... จงรับแสงสว่างของพระคริสตเจ้า... และรักษาไว้... จำได้ไหมครับ วาจาที่เราได้ยินในวันรับศีลล้างบาป

แสงสว่างของเราคริสตชนครับ พี่น้องครับ ทุกคนต้องเห็นครับ... พระเจ้าจุดไฟนี้ไว้ในชีวิตเรา... คนอื่นเราเห็นไหม??? เราจุดไฟนี้ต่อให้คนอื่นไหม... บทอ่านที่หนึ่งวันนี้น่ารักจริง คริสตชนครับ แสงสว่างของคริสตชนครับ คือความรักฉันพี่น้องครับ แสงสว่างของพระเจ้าในชีวิตเรา ที่ต้องส่องสว่างมิใช่หรือ... เผยแพร่ความศรัทธาต่อพระเมตตา เราต้องเป็นครับ แสงสว่างแห่งความรักและเมตตาครับ วันนี้ ฉันเป็นหรือยัง???

ข้าแต่พระเจ้า ขอให้ชีวิตของลูกได้รับการฟื้นฟูจากพระวาจาของพระองค์ ให้ลูกเป็นแสงสว่างแห่งความรักและความเมตตา ความดีและความอ่อนโยนของพระองค์ ท่ามกลางโลกวันนี้... ขอให้ลูกกล้าหาญพอเช่นนั้นเถิด... ขอทรงประทับอยู่กับลูกเสมอเถิด พระเจ้าข้า.

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

วันจันทร์ที่ 24 กันยายน 18 สัปดาห์ที่ 25 เทศกาลธรรมดา
บทอ่าน สภษ 3:27-35 / ลก 8:16-18
เครื่องหมายของแสงสว่างและตะเกียง บอกให้เราทราบอะไรเกี่ยวกับพระราชัยของพระเป็นเจ้า? ในสมัยโบราณ ตะเกียงเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญ เหมือนกับทุกวันนี้ มันช่วยให้คนมองเห็น และสามารถทำงานได้ในที่มืด และช่วยไม่ให้สะดุดอะไร พวกยิวได้เข้าใจว่า แสงสว่าง คือ สิ่งที่แสดงออกถึงความงดงาม ความจริง และความดีของพระเป็นเจ้าในความสว่างของพระองค์ เราก็เห็นแสงสว่าง (สดด 36:9) พระวาจาของพระองค์ คือ ตะเกียงที่ช่วยนำทาง ในการเดินของเรา (สดด 119:105)
ความสว่างของพระเป็นเจ้า ทำให้เราพ้นจากความมืดของบาป เพื่อเราจะสามารถเดินในความจริงและความดี พระหรรษทานของพระเป็นเจ้า ไม่เพียงแต่ช่วยส่องแสงในความมืด ในชีวิตของเรา มันยังช่วยทำให้เราเต็มไปด้วยแสงสว่างแห่งจิตใจ ความยินดี และสันติสุข พระเยซูเจ้าทรงใช้เครื่องหมายของตะเกียง เพื่ออธิบาย ให้สานุศิษย์ของพระองค์เจริญชีวิต ในแสงสว่างแห่งความจริงและความรักของพระองค์ เหมือนกับแสงสว่างตามธรรมชาติ ที่ส่องแสงในความมึด และช่วยให้เรามองเห็น เพื่อให้แสงสว่างของพระคริสตเจ้าส่องแสงในหัวใจของบรรดาผู้มีความเชื่อ และช่วยให้เราเห็นความจริงของเมืองสวรรค์ แห่งพระราชัยของพระเป็นเจ้า ความจริงพันธกิจของเรา คือ การเป็นผู้นำแสงสว่างของพระคริสตเจ้า เพื่อให้คนอื่นเห็นความจริงแห่งพระวรสาร เป็นข่าวดีของพระเยซูคริสตเจ้า และช่วยให้พ้นจากความบอดมึดของบาป ความโง่เขลา และการหลอกลวง
เพราะความสุขของคนเราขึ้นอยู่กับมุมมองของการใช้ชีวิต หากมัวแต่มองชีวิตเฉพาะในส่วนที่ผิดพลาดล้มเหลว ชีวิตก็คงไร้ซึ่งความสุขอยู่ไม่จบไม่สิ้น แต่กลับกัน ถ้าหากคนเรามองชีวิตในด้านบวก และมองเห็นความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตแต่ละวัน แล้วเลือกที่จะมองข้ามส่วนที่ผิดพลาดล้มเหลวไปล่ะก็ ชีวิตของคนเราก็คงจะมีคุณค่ามีความสุขมากขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ... ทุก ๆ วันอาจจะไม่ใช่วันที่ดี แต่มันก็มีสิ่งดี ๆ บางสิ่งเกิดขึ้นในทุก ๆ วัน…หยุดคิดถึงสิ่งที่ผิดพลาด แล้วหันมาคิดถึงสิ่งที่ถูกต้องดีกว่า.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view