สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันพุธที่ 26 กันยายน 2018 ระลึกถึงนักบุญคอสมา และ นักบุญดาเมียน มรณสักขี

วันพุธที่ 26 กันยายน 2018 ระลึกถึงนักบุญคอสมา และ นักบุญดาเมียน มรณสักขี

💠 แม้เราทำงานรับใช้ในวันนี้
อาจไม่มีใครๆ เขามองเห็น
แต่คงความสัตย์ซื่อทุกเช้าเย็น
พระเจ้าเป็นผู้ประทานบำเหน็จมา

📚บทอ่านประจำวันพุธที่ 26 กันยายน 2018
ระลึกถึงนักบุญคอสมา และ นักบุญดาเมียน มรณสักขี
https://youtu.be/CTIUROGWJBc

🍋 The Servant Song
http://youtu.be/F_M742bgmI4

🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺

วันพุธที่ 26 กันยายน 2018
ระลึกถึงนักบุญคอสมา และ นักบุญดาเมียน มรณสักขี
อ่าน
สภษ 30:5-9
ลก 9:1-6

ก่อนที่จะส่งศิษย์ไปทำพันธกิจ พระเยซูเจ้าประทานพลัง
อำนาจ และเพื่อพลัง อำนาจนี้จะเกิดผล
ในพันธกิจที่ได้รับมอบหมาย
พระเยซูเจ้าย้ำ ถึงความจำเป็นของใจที่เป็นอิสระ
ปราศจากการยึดติด กับสิ่งภายนอก

นักบุญคอสมา และนักบุญดาเมียน
หมอฝาแฝด สองพี่น้อง
ได้ช่ือว่าเป็นองค์อุปถัมภ์ของแพทย์ และผู้เจ็บป่วย
เพราะผ่านทางคำเสนอวิงวอนของท่าน
พระเจ้าทรงสดับฟัง และหลายคนได้รับการรักษา

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”

วันพุธที่ 26 กันยายน 2018

สัปดาห์ที่ 25 เทศกาลธรรมดา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“อย่านำสิ่งใดไปด้วย...” (ลก 9:1-6) 

ชีวิตบนโลกนี้เป็นดังการเดินทางชั่วคราวของคริสตชน

สิ่งจำเป็นเพียงสิ่งเดียวในถิ่นกันดารนี้

คือการมีพระเจ้าประทับอยู่และร่วมทางกับเรา

นอกนั้น ไม่มีอะไรที่จำเป็นกว่านั้นแล้ว

ชีวิตอันแสนจำกัดของฉัน

สองมือของฉัน

บนหลังของฉัน

ฉันนำอะไรติดตัวไปบ้าง

หากฉันมีทุกสิ่ง

แต่ขาดพระเจ้า

ฉันอาจจะต้องคิดใหม่ ตัดสินใจใหม่

สิ่งใดจำเป็นจริงๆ ที่ฉันขาดไม่ได้เลย...

________________

อ่านพระวาจาของพระเจ้าเช้านี้ ต้องจบลงที่คำนี้จริงๆ ครับ “ขาดองค์ทรงชัยไม่ได้เลย...” (เพลงมั่นใจในพระองค์...

ในวันเหล่านี้ ผมเดินทางมากมายจริงๆ และคงเป็นแบบนี้สักพัก ในการเดินทาง ชีวิตเราก็มีสองมือที่หอบหิ้วของไปได้ระดับหนึ่ง อาจจะมีอะไรสะพายหลังไปอีกสักหน่อย นั่นก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง... แต่สุดท้าย เราก็ต้องยอมรับว่า ชีวิตของเรามีความสามารถที่จำกัดครับ เราไม่สามารถพับบ้านใส่กระเป๋า พับรถยนต์หนีบไว้ใต้แขนแล้วเดินทางไป เราคงทำไม่ได้แน่ๆ

บทภาวนาที่พระเยซูเจ้าทรงสอน มีคำหนึ่งที่พระวาจาของพระเจ้าทั้งสองบททำให้ผมหันกลับไปไตร่ตรองคือ “โปรดประทานอาหารประจำวัน แก่ข้าพเจ้าทั้งหลายในวันนี้...” น่าสนใจครับ พระเยซูเจ้าไม่ได้สอนให้เราภาวนาว่า “โปรดประทานอาหารประจำปี ประจำเดือน หรือตลอดไปแก่ข้าพเจ้า” แต่ “โปรดประทานอาหารประจำวัน...” คือสิ่งที่จำเป็นในชีวิตของการเป็นศิษย์ติดตามพระองค์ครับ ไม่ต้องมีอะไรเหลือให้หอบหิ้วมากมาย ไม่ต้องมีสิ่งที่ไม่จำเป็นติดตัวไปมากมาย แต่ให้มีสิ่งที่จำเป็นและเพียงพอในแต่ละวัน ไม่มากไป ไม่น้อยไป และความสุขก็อยู่เบื้องหน้า... และเป็นการขออาหารไม่ใช่แก่ “ข้าพเจ้า” แต่ “ข้าพเจ้าทั้งหลาย” โอ้ น่าคิดมากครับ... แต่เอาล่ะ พระวาจาของพระเจ้าวันนี้ ไม่ใช่บทข้าแต่พระบิดา แต่ขอไตร่ตรองสักนิดตรงนี้นะครับ

พระวรสารเตือนเราที่เป็นศิษย์ติดตามพระเยซูเจ้าจริงๆ หน้าที่ของเราคือการเป็นข่าวดี นำข่าวดีสู่ทุกคน คือการเดินทางออกจากตนเองไปสู่ผู้อื่น บนหนทางสายนี้ที่เรามีกำลังความสามารถในการหอบหิ้วแสนจำกัดนี้ พระเยซูเจ้าบอกเราเหมือนกับว่าไม่ต้องเอาอะไรไปเลย ไม่ต้องสำรองอะไรไว้มากมาย เพราะมันอาจจะเกินกำลังของเรา มันอาจจะทำให้เราหมกหมุ่นกับสิ่งที่หอบหิ้วไป จนเราให้เวลาทั้งหมดกับสิ่งเหล่านั้น และเราอาจจะไม่มีเวลามากพอที่จะสนใจผู้อื่น... 

นานๆ ครั้งที่ผมเดินทางเข้ากรุงเทพและต้องขึ้นรถโดยสารไป มันคือความสุขจริงๆ ครับ ที่ไม่ต้องหอบหิ้วอะไรไปมากมาย เวลานั้น ผมเป็นอิสระจากทรัพย์สมบัติจริงๆ ไม่มีอะไรต้องกังวล ไม่มีอะไรต้องระมัดระวังมากเกินไป ที่สำคัญคือไม่เป็นภาระอะไรเวลาขึ้นรถด้วย คือว่า มันดีกับคนอื่นด้วยครับ หลายๆ ครั้งที่ได้รับอะไรจากใครมา หลายอย่างที่ได้รับนั้นไม่ถึงบ้านครับ แต่เป็นความสุขจริงๆ ครับ ที่ได้แบ่งสิ่งเหล่านั้นให้คนขอทานบ้าง ให้คนยากจนที่พบระหว่างทางบ้าง... นี่คือความสุขอย่างไร... นี่คือความสุขที่ได้มาจากพระวาจาของพระเจ้าในวันเหล่านี้มิใช่หรือ เมื่อหัวใจของเราคริสตชน ได้รับการเรียกร้องให้เจริญชีวิตแบบญาติสนิทมิตรสหายของพระเยซู มีชีวิตของพระเจ้าในชีวิตของเรา และดูเหมือนว่า นี่คือสิ่งจำเป็นสิ่งเดียวที่เราลืมไม่ได้บนหนทางจาริกของเราบนโลกนี้ไม่ใช่หรือ...

หนังสือสุภาษิตในวันนี้น่ารักจริงๆ (สภษ 30:5-9) ตอนสั้นๆ แต่สอนและให้คำตอบเราได้ชัดเจนมากที่สุด ว่าอะไรคือสิ่งจำเป็นที่เราต้องขอจากพระเจ้า... นั่นคือการขอความเพียงพอและพอเพียงครับ สองสิ่งที่เราต้องขอ อยู่ที่คำว่า “พอเพียง และ เพียงพอ” เท่านั้นเอง และนี่แหละ “จงอย่ากังวลใจ จงอย่าได้กลัวเลย ผู้วางใจพระเจ้าไม่ขาดสิ่งใดเลย...เพียงพระเจ้า เพียงพอ” สองสิ่งที่วิญญาญคริสตชนต้องการคือ การมีพระเจ้าเป็นความเพียงพอและพอเพียงของชีวิตครับ ไม่ต้องการอะไรอีก ขอเพียงจิตของพระองค์ในชีวิตของฉันเท่านั้นพอแล้ว เพราะหายนะสองอย่างในการมีไม่เพียงพอคือ... หากฉันมีมาก ฉันอาจจะลืมพระเจ้า... และหากฉันมีไม่พอ ฉันอาจจะขโมยเขา... สองสิ่งนั้น จบและให้คำตอบกับเราที่ “ความเพียงพอและพอเพียง” เท่านั้นเอง และเมื่อพระเจ้าทรงเป็นชีวิตของเราจริงๆ แล้ว จงมั่นใจ วางในใจในพระองค์เถิด “เพียงพระเจ้า เพียงพอ”...

ข้าแต่พระเจ้า เมื่อพระองค์ทรงเป็นสมบัติของจิตวิญญาณของลูก ลูกไม่ขาดสิ่งใด และลูกก้ไม่มีสิ่งใดให้ต้องกังวลกอบโกยเก็บไว้ แต่ในทางตรงกันข้าม ลูกจะไม่ขาดสิ่งใด เพื่อรักและรับใช้พระเจ้าและเพื่อนพี่น้อง ลูกจะมีมากมาย และเพียงพอ จนแบ่งปันให้กับทุกคนได้ ข้าแต่พระองค์ ลูกขอให้พระองค์ทรงเป็นสมบัติล้ำค่าที่ขาดไม่ได้บนหนทางสายนี้ และไม่มีสิ่งใดจำเป็นมากไปกว่าพระองค์ ขอให้มั่นใจและวางใจในการมีพระองค์เป็นพระเจ้าผู้ชี้ทาง และพระเจ้าผู้ร่วมทางตลอดไปเทอญ

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

วันพุธที่ 26 กันยายน 18 สัปดาห์ที่ 25 เทศกาลธรรมดา
บทอ่าน สภษ 30:5-9 / ลก 9;1-6
ทุกวันนี้เรามีชีวิตอยู่ในบรรยากาศ ที่การเจ็บไข้ได้ป่วยด้านจิตใจ ได้แพร่กระจายออกไป เกินกว่าที่เราจะคาดคิด ดูเหมือนว่า มันไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ของมนุษย์มาก่อน กระแสการดำเนินชีวิตได้นำความเครียดมาสู่ประชาชน ที่วิ่งไปสู่การบริโภค ที่ดูเหมือนว่าจะมีมากกว่าคนอื่น สิ่งที่ตามมาก็คือ ผลร้ายของปัจเจกนิยม ที่ทำให้เราตีตนออกห่างจากเพื่อนมนุษย์คนอื่น ความโดดเดี่ยวนี้ บังคับคนจำนวนมาก ให้เข้าสู่ความกดดันทางด้านสังคม เช่น แรงกดดันเรื่องงาน การเป็นทาสของการประชุมมากมาย การถูกบังคับให้มีความเครียด นำไปสู่การเป็นโรคทางประสาท โรคทางจิตใจ หรือการขาดความสมดุล ทำให้เกิดรอยประทับในใจด้านลบ สำหรับอนาคตของบุคคลนั้น
มีแต่พระเยซูเจ้าแต่ผู้เดียว ที่จะสามารถช่วยให้เรารอดพ้น จากกับดักด้านลบของชีวิต ในพระวรสารวันนี้ พระเยซูเจ้าได้ทรงเรียกสานุศิษย์ทั้ง 12 คน ซึ่งพระองค์ได้เลือก ให้เป็นเพื่อนร่วมงานกับพระองค์ และมอบอำนาจให้พวกเขา และได้ส่งพวกเขาไป ให้มีอำนาจเหนือจิตชั่วร้าย ด้วยการประกาศเรื่องพระราชัยของพระเป็นเจ้า พระองค์ได้แนะนำพวกเขา ให้เลียนแบบพระองค์ ในการอุทิศตนทั้งครบให้แก่พระเป็นเจ้า ในขณะที่พวกเขาเดินทางไปทำงาน พวกเขาจะต้องไว้วางใจในพระญาณสอดส่อง และในการต้อนรับ และน้ำใจดีของบุคคลต่างๆ ที่พวกเขาได้พบ ถ้าพวกเขาได้รับการต้อนรับอย่างดี พวกเขาจะค้างอยู่ในสถานที่นั้น เพื่อเทศน์สอน และบำบัดรักษาโรค แต่ถ้าพวกเขาไม่ได้รับการต้อนรับ พวกเขาจะต้องสลัดฝุ่นออกจากเท้าของพวกเขา เมื่อได้จากเมืองนั้นไปแล้ว และใครก็ตาม ที่ไม่ต้อนรับบรรดาสานุศิษย์ของพระเยซูเจ้า จะต้องถือว่า บุคคลนั้นเป็นคนต่างศาสนา พวกเขาได้ตัดสินตัวเอง ที่ปฏิเสธที่จะฟังพระวาจาของพระเป็นเจ้า และได้รับการเตือนว่า พวกเขาจะไม่มีโอกาสอื่น ที่จะได้รับฟังการประกาศข่าวดี ของความรอด ที่พระเยซูเจ้าทรงนำมาให้ ใครก็ตามที่ยินดีสมัครเป็นสานุศิษย์ของพระเยซูเจ้า เขาจะได้รับความบรรเทาใจ ที่ได้มีโอกาสรับใช้พระองค์ เพราะใครที่มีภารหนัก จะได้รับความสุข ท่านกลางความลำบาก.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view