สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันพฤหัสบดีที่ 27 กันยายน 2018 ระลึกถึงนักบุญวินเซนเดอปอล พระสงฆ์

วันพฤหัสบดีที่ 27 กันยายน 2018 ระลึกถึงนักบุญวินเซนเดอปอล พระสงฆ์

🍎บางครั้ง....
ความสงบสุขก็อยู่ไม่ไกลเลย
เพียงแต่ปล่อยอดีตให้เป็นอดีต
และหันมาขอบพระคุณพระเจ้า
สำหรับ.....ปัจจุบัน.....ที่มีอยู่

📚บทอ่านประจำวันพฤหัสบดีที่ 27 กันยายน 2018
ระลึกถึงนักบุญวินเซนเดอปอล พระสงฆ์
https://youtu.be/oPiSBnNrWuM

🍀เราขอบพระคุณ
http://youtu.be/-0Nzu7URMj0

🌼🌼🌼🌼🌼🌼🌼🌼🌼

วันพฤหัสบดีที่ 27 กันยายน 2018
ระลึกถึงนักบุญวินเซนเดอปอล พระสงฆ์
อ่าน :
ปญจ 1:2-11
ลก 9:7-9
 
“ ไม่มีอะไรแน่นอน”.. เฮโรด ที่ดูเหมือนว่าจะเคยประสบความสำเร็จ
ในการเลือกความถูกใจ ก่อนความถูกต้อง ด้วยการกำจัด ยอห์น บัปติสต์
ผู้เป็นเสียงย้ำเตือนของความถูกต้อง ออกไปจากชีวิตของตน
วันนี้ กลับต้องมารู้สึก .. “สับสน”..อีกครั้ง เมื่อได้ฟังเรื่องราวของพระเยซู
 
ปัญญาจารย์พูดว่า... “ไม่เที่ยงแท้ที่สุด ทุกอย่างไม่เที่ยงแท้”
แม้มนุษย์จะมีความรู้ ความสามารถมากมาย
เพื่อใช้ประโยชน์จากธรรมชาติ ในสิ่งที่ตนเองอยากได้
แต่ก็ไม่เคยมีมนุษย์คนไหน เปลี่ยนแปลงกฎธรรมชาติได้

แม้จะต้องเผชิญ กับความความทุกข์ยากลำบาก
แต่ท่านนักบุญวินเซน เดอ ปอล ก็ไม่ลดละ
ความตั้งใจ ที่จะทำกิจการดี ช่วยเหลือ
คนยากจน ที่ขาดการเหลียวแล
 
หมายเหตุ…
ที่เที่ยงแท้แน่นอนที่สุด คือ…
ตราบใจที่ยังไม่หยุดหายใจ
จงอยู่กับปัจจุบัน แล้วทำมันให้ดีที่สุด

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา” 

วันพฤหัสบดีที่ 27 กันยายน 2018

สัปดาห์ที่ 25 เทศกาลธรรมดา

ระลึกถึงนักบุญวินเซ็นต์ เดอ ปอล พระสงฆ์

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“...คนที่เราได้ยินเรื่องราวทั้งหมดนี้เป็นใครเล่า” (ลก 9:7-9)

กษัตริย์เฮโรดจึงหาโอกาสพบพระเยซูเจ้า

ในท่ามกลางความสับสนของมโนธรรม

สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้นหมายความว่าอย่างไร

คริสตชน ศิษย์พระเยซูอย่างฉัน

ท่ามกลางสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกวันนี้

ฉันพยายามหาโอกาส

เพื่อพบกับพระเยซูเจ้าบ้างหรือเปล่า...

และเมื่อพบพระองค์เข้าจริงๆ

เราอาจจะไม่ยอมรับพระองค์ด้วยกระมัง...

และหลายครั้ง เราก็จำพระองค์ไม่ได้อีกต่างหาก...

________________

วันที่ 27 กันยายน พระศาสนจักรเชื้อเชิญให้เราระลึกถึงนักบุญวินเซ็นต์ เดอ ปอล พระสงฆ์ ผู้อุทิศตนเพื่องานเมตตาธรรม และแท้จริงแล้ว โลกเราวันนี้ เราต้องการคนอย่างท่านอีกครั้ง เพื่อรักษาบาดแผลที่เกิดจากการขาดความรักและความเมตตา ความเย็นชาในหัวใจ จนเราเบียดเบียนกันและกัน และสิ่งที่หนักหนาที่สุดก็คือ เรามีหัวใจที่เย็นชาต่อกันและกัน จนเราแทบจะไม่คิดถึงกันเลย 

“ไม่เที่ยงแท้ที่สุด ทุกสิ่งทุกอย่างไม่เที่ยงแท้...” หนังสือปัญญาจารย์ (ปญจ 1:2-11) ที่เราได้อ่านในบทอ่านที่หนึ่งวันนี้ สอนเรามากมายเหลือเกิน บนโลกเราวันนี้ หากเราจะไตร่ตรองดูดีๆ สิ่งที่เกิดขึ้น ก็ไม่มีอะไรใหม่ในแต่ละวัน ทุกสิ่งเคยเกิดขึ้นแล้ว และก็เป็นไปเหมือนเดิม... แต่แท้จริงแล้ว เรากำลังแสวงหา หมกมุ่นกับสิ่งที่ไม่เที่ยงแท้นี้อยู่หรือเปล่า จนเราลืมสิ่งที่เที่ยงแท้ นั่นก็คือพระเจ้าที่เป็นเป้าหมายของชีวิตของเรา

กษัตริย์เฮโรดในพระวรสารวันนี้ คือภาพที่หนังสือปัญญาจารย์พูดถึงนี่แหละครับ เขาอยู่ในสภาพนี้จริงๆ คือ เขาแสวงหาสิ่งที่ไม่เที่ยงแท้ จนลืมคุณธรรม แต่ประโยคที่ผมประทับใจในวันนี้ในพระวรสาร คือประโยคสุดท้ายของพระวรสารวันนี้ครับ “กษัตริย์เฮโรดจึงทรงหาโอกาสเพื่อจะพบพระเยซูเจ้า” นี่คือภาพของหัวใจมนุษย์ครับ ที่พระเจ้าทรงใส่ความดีงามไว้ในชีวิตมนุษย์ ที่โดยธรรมชาติแล้วมักโน้มเข้าหาความจริงและความดีอยู่เสมอ เพียงแต่ว่า หากเขาจะเลือกที่จะไม่ฟังเสียงของพระเจ้าที่ตรัสในส่วนลึกของหัวใจของเขา ณ ที่ที่เป็นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด ที่เขาอยู่ต่อหน้าพระเจ้า ที่ในภาษาของเราคริสตชนเรียกว่า “มโนธรรม” นั่นเอง

การหาโอกาสเพื่อพบกับพระเยซูเจ้า นั่นคือการแสวงหาความจริงนั่นเองครับ เมื่อพระองค์ได้ตรัสว่า “เราเป็นหนทาง ความจริงและชีวิต” ดังนั้น ความจริงจึงอยู่ในพระองค์เท่านั้นเอง ดังนี้ การแสวงหาโอกาสเพื่อพบกับพระเยซูเจ้า คือการแสวงหาโอกาสเพื่อรับรู้ความจริง และความจริงสูงสุด คือ “ความจริงที่นำมาซึ่งความรอดพ้น” นั่นคือพระประสงค์ของพระเจ้านั่นเองครับ... และสิ่งนี้เอง ที่โลกของเราวันนี้ ไม่อยากจะรับรู้ เพราะการรับรู้ความจริงนี้ มันกลายเป็นการบ้านที่ทำให้เราต้องรับผิดชอบต่อตนเองมากขึ้น รับผิดชอบต่อเพื่อนพี่น้องและสังคมของเรามากขึ้นด้วย

ผมกลับมาที่พระวาจาของพระเจ้าที่บางวัดในวันนี้อาจจะใช้ในโอกาสระลึกถึงนักบุญวินเซ็นต์ เดอ ปอล สักหน่อยครับ เช้านี้ผมไตร่ตรองพระวาจาทั้งสองส่วน เพื่อเขียนแบ่งปันกับพี่น้องที่เดินตามปฏิทินพิธีกรรมในวันธรรมดาก่อน (ตาม Ordo) และก็กลับมาไตร่ตรองในส่วนที่วัดของผมทำฉลองวันนี้ (วันนี้เป็นวันระลึกถึง แต่ที่ผมทำฉลอง เพราะครอบครัวฟรันซิสกันของเรา มีซิสเตอร์คณะธิดาเมตตาธรรม ซึ่งทำงานร่วมกันกับพวกเรามาเป็นเวลานาน ผมจึงทำวันนี้เป็นวันฉลอง เพื่อถวายมิสซาให้กับคณะซิสเตอร์คณะธิดาเมตตาธรรมด้วย ซึ่งใช้บทอ่านเฉพาะของวันฉลอง) และเพราะพระวาจาของพระเจ้ามีค่าเสมอ ผมก็เก็บทั้งหมดอีกแล้วครับ...

พี่น้องที่รัก เราคริสตชนแสวงหาพระพักตร์ของพระคริสตเจ้าใช่ไหม เราหวังที่จะพบพระพักตร์แห่งความเมตตาเมื่อเราจะไปพบพระองค์ใช่ไหม หนทางของคริสตชนจึงอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เป็นมาตรฐานของมนุษย์ แต่เป็นกระแสเรียกพิเศษของเรามิใช่หรือ (เทียบ 1คร 1:26-31) เราอาจจะกล่าวเช่นคนทั้งสองกลุ่มในพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมัทธิว บทที่ 25 ข้อที่ 31-46 ที่เราคุ้นเคย เรื่องการพิพากษาประมวลพร้อม... เราอาจจะกล่าวเช่นนั้นใช่ไหม ไหนล่ะ พระองค์อยู่ที่ไหน ที่ผมจะช่วยเหลือ หรือที่ผมละเลยที่จะให้ความสนใจพระองค์ ช่วยเหลือดูแลเอาใจใส่พระองค์... นั่นคือ พี่น้องครับ หลายครั้ง เราก็จำพระองค์ไม่ได้ใช่ไหม เมื่อพระองค์อยู่ในบุคคลต่างๆ ในสังคมของเราจริงๆ

พี่น้องที่รักครับ ในความเป็นจริงของโลกวันนี้ แม้เรากำลังแสวงหาพระองค์ แต่บางทีเราก็ไม่เห็นพระองค์ หรือจำพระองค์ไม่ได้ กลุ่มคนที่อยู่เบื้องซ้ายอาจจะโวยวายหรือเปล่า... ก็ใครจะไปจำพระองค์ได้ล่ะ หากพระองค์ทรงอยู่ในคนพวกนั้น ที่ด่าฉันทุกวัน โกงฉันเสมอ เอารัดเอาเปรียบฉันเสมอเลย นินทาว่าร้ายฉันไม่หยุดหย่อน มันแสนเลว แสนทุเรศเช่นนั้น มันไม่น่ารักเลย นั่นน่ะหรือ พระองค์ ที่ฉันต้องสนใจ ดูแลและเอาใจใส่  ไม่น่าจะใช่กระมัง...

“ใช่ครับ” พี่น้อง นั่นแหละเป็นพระเยซู เป็นพระองค์ ที่ขโมยเรา พระองค์นั่นแหละที่ด่าเรา ที่เอารัดเอาเปรียบเรา ที่ทำร้ายเรา ที่เราอาจจะบอกว่าไม่น่ารักเลย... ก็แล้วพระพักตร์ของพระองค์บนกางเขนเป็นเช่นใดล่ะครับ นั่นน่ะหรือ พระพักตร์ของพระผู้ไถ่ พระพักตร์ของพระเจ้าที่เราทำร้ายตลอดเวลา เมินเฉยต่อพระองค์ตลอดเวลา แล้วบัดนี้ พระองค์ย่อยยับเช่นนี้ เราก็จำพระองค์ไม่ได้...

น่าคิดทีเดียว... และใครล่ะ ที่ทำให้พระองค์เป็นเช่นนั้น... ใครล่ะ ที่ไม่เคยแบ่งปันให้พระองค์ จนพระองค์อาจจะหิวจะตายอยู่แล้ว และพระองค์อาจจะหยิบลูกชิ้นของเราไปทานสักลูกเดียวเพื่อประทังชีวิต แต่เรากลับเรียกร้องให้เอาเป็นเอาตายกับพระองค์... ใครล่ะ ที่ไม่เคยสนใจเอาใจใส่พระองค์ ไม่เคยแบ่งปันความรัก กำลังใจ หรือมองพระองค์บ้าง พระองค์ก็เลยขาดความรัก ความอบอุ่น จนอาจจะเป็นโรคจิตไป และก็อาจจะด่าเราบ้าง นินทาเราบ้าง เพราะพระองค์ไม่เคยได้รับความรักจากเรา... ทั้งหมดนี้ เราทำให้พระองค์เป็นเช่นนี้ เพราะความเย็นชาของเรามิใช่หรือ... เมื่อพระองค์จะตรัสกับเราว่า “ท่านทำสิ่งใดต่อพี่น้องผู้ต่ำต้อยของเราคนหนึ่ง ท่านก็ทำสิ่งนั้นต่อเรา” แล้วเราจะว่าไง...

เช้านี้ ผมอยากเชิญชวนให้พวกเราคิดไตร่ตรองลึกซึ้งกว่าคนอื่นๆ สักหน่อยครับ... พระพักตร์ของพระเจ้าที่เราแสวงหา หลายครั้งไม่ใช่พระพักตร์ที่เราคาดหวัง แน่นอน คือพระพักตร์ที่เปี่ยมด้วยความรักและความเมตตากรุณา แต่เพราะการไม่เคยแยแสของเรา ความเย็นชาของเรา ความใยดีของเรา พระพักตร์ของพระองค์ก็เปลี่ยนแปลงไปจนเราจำไม่ได้ และเราก็ปฏิเสธพระองค์ในชีวิตประจำวันของเรา

ข้าแต่พระเจ้า ลูกขอโทษที่จำพระองค์ไม่ได้ เพราะบางครั้งเป็นลูกเอง ที่ทำให้พระองค์เสียโฉมขนาดนั้น ลูกหมกมุ่นอยู่ในบาป ในความไม่ดี ในความเห็นแก่ตัว จนลูกมองไม่เห็นพระองค์ หรือแม้เผชิญหน้ากับพระองค์ในชีวิตประจำวันหลายๆ ครั้ง แต่ลูกก็จำพระองค์ไม่ได้... พระเจ้าข้า ขออย่าให้หัวใจของลูกเย็นชาต่อใครๆ เลย เพราะที่นั่น พระพักตร์ของพระองค์อยู่ที่นั่น.

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

วันพฤหัสที่ 27 กันยายน 18 สัปดาห์ที่ 25 เทศกาลธรรมดา ระลึกถึงนักบุญวินเซนต์ เดอ ปอล พระสงฆ์
บทอ่าน ปญจ 1:2-11 / ลก 9:7-9
ในพระวรสารวันนี้ ได้กล่าวว่าเฮโรดต้องการที่จะพบพระเยซูเจ้า (เทียบ ลก 9:9) การอยากพบพระอวค์มาจากความสอดรู้สอดเห็น เพราะได้มีการพูดถึงอัศจรรย์จำนวนมากที่พระองค์ได้กระทำ ในทุกแห่งที่พระองค์ได้เสด็จไป ประชาชนจำนวนมากได้พูดถึงพระองค์ การกระทำของพระเยซูเจ้า ได้ทำให้ประชาชนระลึกถึง ประกาศกจำนวนมากที่ได้พูดถึงพระองค์ เช่น เอลียาห์ ยอห์น บัปติสต์ ฯลฯ แต่ว่าเขามีเพียงความสอดรู้สอดเห็นธรรมดาเท่านั้น ไม่มีอะไรนอกเหนือกว่านั้น ความต้องการของเขาได้จางลง เมื่อได้เผชิญหน้ากัน ความเงียบของพระเยซูเจ้า ทำให้เฮโรดรู้ว่าตนเองเป็นคนไม่ดีและมีชื่อเสียงเป็นที่เสื่อมเสีย เราเองก็เหมือนกับเฮโรด ที่ต้องการพบพระเยซูเจ้า แต่เราไม่ต้องการที่จะพบพระองค์ ในฐานะเป็นมนุษย์ที่มีเนื้อหนัง เหมือนในสมัยของเฮโรด อย่างไรก็ตาม เราต้องการพบพระเยซูเจ้าในรูปแบบอื่น ที่จะขอยกตัวอย่าง 2 กรณีต่อไปนี้
ในกรณีแรก ตามธรรมประเพณีของพระศาสนจักร ที่ต้องการทำให้วันพฤหัส เป็นวันพิเศษ ที่จะพบพระเยซูเจ้าในศีลมหาสนิท ทีสถานที่หลายแห่งในทุกวันนี้ ที่มีการแสดงพระเยซูเจ้าในศีลมหาสนิท “การเฝ้าศีลมหาสนิท คือ รูปหนึ่งที่ทำให้เราชนิดสนิทกับพระองค์ ในการเฝ้าศีลนั้น ขุมทรัพย์ที่แท้จริงได้ปรากฏอยู่ และยินดีคอยเรา แต่เราไม่ได้อยู่เพื่อพระองค์ แต่อยู่เพื่อเรา (พระสันตะปาปาเบเนดิกค์ที่ 16) เราจะแปลกใจ และตื่นตาตื่นใจในการประทับอยู่ของพระองค์
สำหรับกรณีที่สอง เราสามารถจะพูดถึงบทเพลงนิยม ที่มีใจความว่า “พระองค์ทรงประทับอยู่กับเรา และเราไม่รู้จักพระองค์”ฉันขอบพระคุณ เพราะฉันไม่รู้ถึงเหตุและผลที่ไม่ทรงตอบ อาจจะไม่ทรงตอบในเวลานั้น หรืออาจจะเห็นว่ามีสิ่งดีมากกว่านั้นที่จะทรงประทานให้ ซึ่งไม่ว่าจะทรงตอบว่า "ได้" หรือ "ไม่ได้" ทุกคำตอบล้วนดีที่สุดสำหรับฉัน แม้เมื่อพระองค์ทรงเงียบอยู่ ฉันก็จะไว้วางใจ แม้เมื่อไม่ทรงตอบ อย่างที่ฉันขอไว้.. แต่ฉันก็จะขอบพระคุณ...เพราะรู้ว่าพระองค์ทรงรักฉัน.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view