สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันศุกร์ที่ 28 กันยายน 2018 ระลึกถึงนักบุญเวนแชสเลาส์ มรณสักขี นักบุญลอเรนซ์ รุยส์ และเพื่อนมรณสักขี

วันศุกร์ที่ 28 กันยายน 2018 ระลึกถึงนักบุญเวนแชสเลาส์ มรณสักขี นักบุญลอเรนซ์ รุยส์ และเพื่อนมรณสักขี

🌻มีคนกล่าวไว้ว่า...
ถ้าคุณไม่มีเวลาให้กับพระเจ้า
คุณก็ยุ่งเกินไปเสียแล้ว!!!

📚 บทอ่านประจำวันศุกร์ที่ 28 กันยายน 2018
ระลึกถึงนักบุญเวนแชสเลาส์ มรณสักขี
นักบุญลอเรนซ์ รุยส์ และเพื่อนมรณสักขี
https://youtu.be/vRPk_m_z8oY

🍄สุดแต่น้ำพระทัยพระองค์
https://youtu.be/bde9OEyGdCw

🍊🍊🍊🍊🍊🍊🍊🍊🍊

วันศุกร์ที่ 28 กันยายน 2018
ระลึกถึงนักบุญเวนแชสเลาส์ มรณสักขี
นักบุญลอเรนซ์ รุยส์ และเพื่อนมรณสักขี
อ่าน :
ปญจ 3:1-11
ลก 9:18-22
 
ยุคสมัยของพระเยซูเจ้า ประชาชนบางคน....
ที่ไม่ได้ใช้เวลาทำความรู้จักกับพระเยซูเจ้าดีพอ
ไม่แน่ใจว่า “พระเยซู คือใคร” กันแน่
แต่เปโตร หนึ่งในศิษย์ที่ติดตามพระคริสตเจ้า
หลังจากที่ได้... “ใช้เวลา”.. เพื่อติดตาม เรียนรู้ อยู่กับพระองค์
ตอบอย่างมั่นใจว่า.... “พระองค์คือพระคริสตเจ้าของพระเจ้า”
 
ปัญญาจารย์แนะนำว่า......
“มีเวลาสำหรับทุกสิ่ง”....
และพระเจ้าทรงเป็นผู้บันดาลให้ทุกสิ่งงดงามตามเวลาของมัน

ด้วยหัวใจที่เด็ดเดี่ยว มั่นคง ของนักบุญแวนแชสเลาส์
ในการฟื้นฟูส่งเสริมชีวิตทางด้านวัฒนธรรม ความเชื่อ
ให้กับประชาชนที่ตนดูแล แม้จะถูกปองร้าย และต้องตาย
ด้วยมือของน้อยชายตน ท่านยังคงพร้อมที่จะอภัย
ด้วยใจที่ปล่อยวาง
 
หมายเหตุ…
คุณค่าของชีวิต...
คงไม่ได้อยู่ที่ว่า มีเวลาใช้ชีวิตยาวนานแค่ไหน
แต่อยู่ที่ว่า ได้ใช้วันเวลาที่มีให้เป็นประโยชน์
สำหรับใคร เพื่ออะไรบ้าง ?

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”

วันศุกร์ที่ 28 กันยายน 2018

สัปดาห์ที่ 25 เทศกาลธรรมดา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“แต่จะกลับคืนชีพในวันที่สาม...” (ลก 9:18-22) 

ท่ามกลางความมืดมนบนแผ่นดินนี้

บางครั้งสุขี ก็เพียงชั่วคราว

เพราะทุกสิ่งไม่จริงจีรังไม่ยั่งยืนยาว

แม้ดวงดาวพร่างพราวยังหล่นจากฟ้า...

ทุกสิ่งจะผ่านไป

มีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่เป็นนิรันดร

วันนี้ หากฉันเชื่อในพระเจ้า

หากฉันติดตามพระคริสตเจ้าจริงๆ แล้ว

ความทรมาน ความตาย

ทุกสิ่งมีเวลาของมัน และมันจะผ่านไป

แต่นิรันดรภาพหลังการกลับคืนชีพนั้น

คือรักของพระเจ้าต่อเราที่เรามั่นใจ

วันนี้ฉันผ่านชีวิตของฉันในแต่ละวัน

ด้วยความมั่นใจนี้หรือเปล่า

และฉันจะมีความสุขที่สุดแม้วันนี้ก็ตาม...

________________

อ่านพระวาจาพระเจ้าในเช้าวันนี้แล้ว ผมคิดถึงเพลงๆ หนึ่ง จากอัลบั้มแสงธรรม 11 ครับ “น้ำพระทัย” เหมือนเป็นบทสรุปและเป็นคำตอบของชีวิตที่เดินตามพระเยซูเจ้า ตามพระวาจาของพระเจ้าในเช้าวันนี้ที่ผมได้ไตร่ตรอง และแบ่งปันกับพี่น้องนี้

มีเวลาสำหรับทุกสิ่ง... ทุกสิ่งจะผ่านไป แต่คำถามอยู่ที่ว่า ฉันได้ประโยชน์อะไรกับสิ่งที่ผ่านไป (เทียบ บทอ่านที่หนึ่ง ปญจ 3:1-11) นี่ไม่ใช่หรือที่เป็นความบรรเทาของชีวิตแห่งการเป็นศิษย์ติดตามพระคริสตเจ้า เราพบว่า พระเยซูเจ้าทำนายสามครั้งถึงชะตากรรมของพระองค์ในโลกนี้ และนั่นคืออัตลักษณ์ของพระคริสตเจ้า คือพระทรมาน การสิ้นพระชนม์ และการกลับคืนชีพ และทุกครั้งที่พระองค์ตรัส ก็จะมีเรื่องทั้งสามนี้ เมื่อมีความทุกข์ทรมาน เมื่อมีการสิ้นพระชนม์ ความรุ่งโรจน์แห่งการกลับคืนชีพจะตามมาเสมอ และนี่คือสิ่งที่ทำให้พระองค์ไม่กลัวอะไรเลยในการเผชิญกับความจริงของโลกนี้ นี่คือสิ่งที่ควรไม่ใช่หรือที่จะนำความบรรเทาใจมาสู่เรา... เมื่อครั้งคราวเราต้องมีความทุกข์ ทุกสิ่งทุกอย่างมีเวลาของมัน ความทุกข์ในโลกนั้นไม่ใช่นิรันดร มันจะผ่านพ้นไป อย่างน้อยเมื่อเราต้องสิ้นลม เราก็หมดทุกข์ล่ะครับ... และแม้กระทั่งความสุข ก็ไม่มีอะไรเป็นความจีรังยั่งยืนในโลกนี้ เพราะที่สุดมันก็จะผ่านไปด้วยเช่นกัน... แต่สิ่งที่น่าจะเป็นกำลังใจ เพราะนั่นคือนิรันดรภาพ สิ่งนั้นคือการกลับคืนชีพ และคือการที่เราจะมีชีวิตอยู่กับพระเจ้าเสมอไปมิใช่หรือ 

ชีวิตนี้จะผ่านพ้นไป ชีวิตบนโลกนี้จะผ่านพ้นไป แต่คำถามจากบทอ่านที่หนึ่งน่าสนใจนะครับ... ฉันได้อะไรจากชีวิตบนโลกนี้ ที่มันเป็นเพียงเวลาสั้นๆ ชั่วคราวเมื่อเทียบกับนิรันดรภาพที่เป็นความหวัง กำลังใจ เป้าหมาย และแรงผลักดันของชีวิตของเราเพื่อเราจะเผชิญหน้ากับโลกของความจริง และมีความสุขตามน้ำพระทัยของพระเจ้าบนแผ่นดินนี้ เพราะเรารู้ว่า วันหนึ่งเราจะผ่านแผ่นดินนี้ไปสู่นิรันดรภาพ

“พระองค์คือพระคริสตของพระเจ้า” นี่คือการยืนยันความเชื่อของเปโตร ที่เป็นการริเริ่มของพระเจ้าผู้ทรงแจ้งเรื่องนี้ให้ท่านทราบ แต่กระนั้นก็ดี เมื่อท่านยังไม่เข้าใจอะไรทั้งหมด พระเยซูเจ้าทรงกำชับบรรดาศิษย์มิให้พูดเรื่องนี้กับใคร...

พี่น้องที่รักครับ พระองค์กำชับเราด้วยครับ ไม่ให้พูดเรื่องนี้กับใคร... ทำไมหรือ... เพราะเรายังไม่เข้าใจอะไรทั้งหมดเช่นกัน... แต่เราเข้าใจจริงๆ หรือเปล่า เราเข้าใจถึงธรรมชาติของคริสตชน ศิษย์ผู้ติดตามพระคริสตเจ้าจริงๆ หรือเปล่า... เพราะหากเราเข้าใจจริงๆ แล้ว หากนักบุญเปโตรเข้าใจจริงๆ แล้ว ท่านจะไม่ทัดทานพระเยซูเจ้ามิใช่หรือ... กี่ครั้งกี่หน ที่เราคริสตชนเอง เราในฐานะศิษย์ที่กำลังติดตามพระคริสตเจ้า แต่เราก็ทำตัวเป็นผู้นำพระองค์เสียเอง เราวางอนาคตของเราเอง เราคิดตามประสามนุษย์ นั่นเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเราเข้าใจสิ่งที่พระองค์ตรัสมากน้อยเพียงใด และหากเราเข้าใจจริงๆ แล้ว พระองค์ก็จะไม่กำชับให้เราไม่ให้บอกเรื่องนี้กับผู้ใด แต่ในความเป็นจริง หากเราไม่เข้าใจจริงๆ ถึงวิถีชีวิตของการเป็นศิษย์ติดตามพระคริสตเจ้าแล้ว การจะเป็นพยานถึงการเป็นศิษย์ของพระองค์ย่อมต้องเป็นสิ่งที่พระองค์เตือนเรามิใช่หรือ ว่าอย่าเพิ่งบอกเรื่องนี้กับใคร หากเราเองก็ยังไม่เข้าใจอะไรเลยจริงๆ... ในทางกลับกัน หากเราเข้าใจ หากเรายอมรับ และเราเจริญชีวิตด้วยความเชื่อ ความวางใจ และความรักในพระองค์จริงๆ แล้วนั้น สิ่งเหล่านี้ก็ไม่จำเป็นต้องบอกใครด้วยวาจา แต่ทั้งชีวิตของการเป็นคริสตชน ที่สุดก็จะเป็นประจักษ์พยานของความเชื่อในพระเจ้าได้อย่างแน่นอน

พี่น้องที่รัก ไตร่ตรองพระวาจากับผมวันนี้ ผมคิดว่า เราควรมีกำลังใจนะครับ ในพระเจ้าที่เราเชื่อมั่นวางใจ... ไม่เป็นไร อย่าไปติดใจกับอะไรในโลกนี้เลย แต่ความสุขของเราอยู่ที่เราสามารถอยู่กับทุกสถานการณ์ได้อย่างมีความสุขต่างหากครับ... ในโลกนี้ เมื่อทุกข์ ไม่ต้องกลัว มันจะผ่านพ้นไปในที่สุด และในทำนองเดียวกัน หากมีเวลาสุข มันก็จะผ่านไปด้วย... ชีวิตของเรานั้นมีสุขทุกข์คละเคล้ากันไป แต่นิรันดรภาพคือสิ่งที่เป็นความหวังของเรา... ดังนั้น มีเพียงพระองค์ผู้เดียวคงอยู่เป็นนิจนิรันดร์ ให้เราเจริญชีวิต เชื่อ วางใจในพระองค์เสมอไปเถิด และนี่แหละ คือความสุขที่อยู่เบื้องหน้า และไม่มีวันจืดจาง เมื่อเราเชื่อ วางใจ และรักพระองค์

ข้าแต่พระเจ้า ขอพระองค์ทรงเป็นความสุขแท้แห่งชีวิตของลูก เพื่อในยามที่ลูกทุกข์ ลูกก็ยังยิ้มได้ และแม้ยามที่ลูกสุข ลูกก็จะไม่ลืมพระองค์ เพราะพระองค์คือความสุขแท้จริงแห่งจิตวิญญาณของลูก

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

https://www.youtube.com/watch?v=7ay-zL0_gdc

วันศุกร์ที่ 28 กันยายน 18 สัปดาห์ที่ 25 เทศกาลธรรมดา
บทอ่าน ปญจ 3:1-11 / ลก 9;18-22
ในบทอ่านที่หนึ่ง จากหนังสือปัญญาจารย์ บางทีเป็นหนังสือที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดเล่มหนึ่ง ในหนังสือพระคัมภีร์: ที่ได้กล่าวว่ามีเวลาสำหรับทุกสิ่ง อย่างไรก็ตาม มันไม่ใช่สิ่งง่าย ที่จะรู้จักคำสอนที่ซ่อนอยู่ หลังจำนวนครั้ง ที่เกิดขึ้นในเวลาที่แตกต่างกัน ไม่ว่าเสียงร้องไห้ เสียงหัวเราะ เสียงเต้นรำ เสียงเศร้าโศก ที่แสดงว่า ชีวิตเป็นอะไรกันแน่ ที่มีองค์ประกอบของเวลาที่แตกต่างกันไป และเกิดขึ้นซ้ำไปซ้ำมา
ถ้าเราพิจารณาข้อความในวันนี้ มีสองสิ่งที่ปรากฏชัดเจน:ความรู้สึกที่ไม่มีความบรรเทาใจ ที่สะท้อนให้เห็นถึงคำถามของผู้แต่งว่า: “คนที่พยายามทำงาน จะได้รับประโยชน์อะไรบ้าง?” ถ้ามีเวลาซ้ำไปซ้ำมา และเมื่อสิ่งหนึ่งมาและจากไป อะไรคือจุดประสงค์อันแท้จริงที่จะแสวงหามัน
ถ้ามองในด้านบวก การวิจารณ์ของความเป็นอยู่ของมนุษย์ ก็จะมีข้อสรุปอีกด้านหนึ่ง: ความหลากหลายของเวลาและสภาพแวดล้อม ก็จะเปิดให้เห็นความเป็นไปได้ที่กว้างขวาง ที่มนุษย์สามารถทำได้ ชีวิตส่วนตัวของเราแต่ละคน จึงไม่ใช่ชีวิตที่น่าจะเป็นเท่านั้น สิ่งนี้จะทำให้เราเปิดตัวเอง เพื่อรองรับความประหลาดใจ ในเรื่องความเป็นอยู่ของมนุษย์ ที่มีชีวิตอยู่เพื่ออะไรกันแน่
ยิ่งกว่านั้น ผู้แต่งได้นำเราไปไกลกว่านั้น : เวลาที่เรากล่าวถึงทั้งหมด ที่สุดแล้วไม่ได้ขึ้นกับวัฏจักรที่เราไม่รู้ หรือกับจุดหมายปลายทางที่ร้ายแรง เวลาทั้งหมดมาจากพระเป็นเจ้า ซึ่งเป็นพระเป็นเจ้าของประวัติศาสตร์นั่นเอง.
คนบางคน ใช้เวลาทั้งชีวิตให้หมดไปกับความโลภ โดยลืมไปว่า ตัวเองเกิดมาเพื่ออะไร
คนบางคน ใช้เวลาทั้งชีวิตให้หมดไปกับการหาเงิน โดยลืมไปว่า ตัวเองเกิดมาเพื่ออะไร
คนบางคน ใช้เวลาทั้งชีวิตให้หมดไปกับการทำธุรกิจ โดยลืมไปว่า ตัวเองเกิดมาเพื่ออะไร
ที่แท้ควรตระหนักรู้ว่า แท้ที่จริงนั้นเรามีเวลาอยู่ในโลกเพียงน้อยนิด, เราเกิดมาทำไม?และเราจะใช้ชีวิตอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุดในช่วงเวลาอันแสนสั้นนั้น?

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view