สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันอาทิตย์ที่ 30 กันยายน 2018 สัปดาห์ที่ 26 เทศกาลธรรมดา

วันอาทิตย์ที่ 30 กันยายน 2018 สัปดาห์ที่ 26 เทศกาลธรรมดา

🍋 ข้าแต่พระเจ้า
ขอโปรดตรวจจิตใจของลูก
ทดลองว่าความคิดนั้นเป็นอย่างไร
หากพระองค์พบความชั่ว ใจมักใหญ่
ขอโปรดให้ทรงชำระสะอาดพลัน

📚บทอ่านประจำวันอาทิตย์ที่ 30 กันยายน 2018
สัปดาห์ที่ 26 เทศกาลธรรมดา
https://youtu.be/7Gi9reraOuk

🍄 Jesus Christ, You are My Life (lyrics)
https://youtu.be/oyF4OpJ8Rw8

🍉🍉🍉🍉🍉🍉🍉🍉🍉

วันอาทิตย์ที่ 30 กันยายน 2018
สัปดาห์ที่ 26 เทศกาลธรรมดา
อ่าน :
กดว 11:25-29
ยก 5:1-6
มก 9:38-43,45,47-48

ความกังวล ในสถานภาพของตนเอง พร้อมกับความอิจฉา
ทำให้ยอห์น ถึงกับ ห้ามคนไม่ให้ทำในสิ่งที่ดี
เพียงเพราะคนทำนั้นไม่ใช่พวกเดียวกับตน
พระเยซูเจ้าจำเป็นต้องเตือนสติ.....

การจะเข้าสู่อาณาจักรของพระเจ้า
จำเป็นต้องตัด สละ ละทิ้งสิ่งที่เป็นอุปสรรค
และใครเป็นเหตุ ให้คนอื่นทำบาป จะต้องถูกลงโทษ
เมื่อโยชูวา อิจฉา เอลดาด และเมดาด ที่ต่างได้รับพระพร
จากพระจิตเจ้า โมเสส จำเป็นต้องเตือน เพื่อให้เข้าใจตรงกันว่า
พระพรของพระเจ้ามีสำหรับทุกคนเท่าเสมอกัน

จดหมายของนักบุญยากอบตอกย้ำ
ทรัพย์สมบัติ เงินทอง ในตัวมันเองไม่ใช่ปัญหา
แต่การหลงรัก สิ่งเหล่านี้ แล้วไปคดโกง
เอารัดเอาเปรียบ คนที่อ่อนแอกว่า นี่แหละ
มักทำให้เกิดปัญหา...

หมายเหตุ...
อย่าปล่อยให้ความอิจฉา พาสู่ความเกลียดชัง..
แต่จงยอมให้ความอิจฉา เป็นพลัง
ที่หนุนนำสู่ การพัฒนาตน..ให้เป็นคนดีเหมือนเขา...

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”

วันอาทิตย์ที่ 30 กันยายน 2018

สัปดาห์ที่ 26 เทศกาลธรรมดา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“ผู้ใดไม่ต่อต้านเรา ก็เป็นฝ่ายเรา...” (มก 9:38-43, 45, 47-48) 

พระจิตของพระเจ้าประทับอยู่ในโลกก่อนกาลเวลา

ก่อนที่คริสต์ศาสนาจะเกิดมิใช่หรือ...

พระองค์คือจิตแห่งความจริง

พระองค์คือจิตแห่งความด

ทุกคนที่เจริญชีวิตบนหนทางแห่งความจริงและความดี

นั่นคือผลงานของพระจิตเจ้าในชีวิตของเขา

แต่คริสตชนซิ...

ท่านอิจฉาหรือ หากคนอื่นทำความดี

ในขณะที่ท่านเองอาจจะไม่ได้ทำ...

นี่คือคำถามที่คริสตชนอย่างฉันควรไตร่ตรอง

ในฐานะที่ฉันได้รับกระแสเรียกให้เป็นศิษย์พระเยซู

ฉันต้อนรับพระจิตแห่งความจริงและความดีหรือไม่

ฉันเป็นที่ประทับที่เหมาะสมกับพระองค์ในชีวิตของฉันหรือเปล่า...

หรือฉันกลับกลายเป็นผู้ที่ต่อต้าน

หรือกลับเป็นอุปสรรคของพระคริสตเจ้าเสียเอง...

________________

การทำความดีนั้นเป็นพระหรรษทานของพระเจ้าที่ช่วยเหลือมนุษย์... เมื่อวานนี้เราไตร่ตรองในโอกาสฉลองอัครเทวดาว่า พระเจ้าทรงรักมนุษย์มากจนถึงกับมีแผนการสร้างเทวดามาเพื่อรับใช้พระเจ้า และประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ รับใช้พระเจ้าผู้ทรงรับสภาพบังเกิดเป็นมนุษย์ และรับใช้พระเจ้า รับใช้พระจิตของพระเจ้าที่ประทับอยู่ในชีวิตมนุษย์ ดังพระวิหารศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ (บทสร้อยวันฉลองเมื่อวานนี้)

ผู้ศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าท่านหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า บาปผิดที่คนหนึ่งทำ ไม่มีใครเลยที่จะสามารถเอาชนะบาปนั้น และไม่พลาดพลั้งตกในบาปเดียวกันนั้น หากพระเจ้าไม่ทรงค้ำจุนขาไว้... เรากำลังอยู่บนหนทางเดียวกันกับบรรดาศิษย์ของพระเยซูเจ้า ที่เดินทางกับพระองค์จากกาลิลีสู่เยรูซาแลม บนหนทางที่พระองค์ทรงสอนบรรดาศิษย์ทีละเล็กทีละน้อยให้เข้าในอัตลักษณ์ของพระแมสซิยาห์ และอัตลักษณ์ของศิษย์ผู้ติดตามพระองค์ แต่กระนั้นก็ตาม บรรดาศิษย์ก็ไม่เข้าใจพระองค์เลยจริงๆ แม้นักบุญเปโตรเองก็ถูกพระเยซูเจ้าตักเตือนให้เขากลับไปอยู่ ณ ที่ของตน คือการเป็นศิษย์ติดตามพระองค์ให้เดินตามพระองค์ ไม่ใช่มาเดินข้างหน้า และเป็นอุปสรรคขัดขวางพระองค์

พี่น้องที่รักครับ เมื่อพระเจ้าทรงสร้างสรรพสิ่งต่างๆ ในโลกนี้ มนุษย์เป็นสิ่งสร้างสุดท้ายที่พระองค์ทรงสร้าง แต่เป็นสิ่งสร้างที่ประเสริฐสุด ที่ทรงประทานความสามารถให้คิด และแสวงหาพระองค์ได้ คือเป็นสิ่งสร้างเดียวที่พระเจ้าทรงใส่สิ่งที่เรียกว่า สติปัญญา “Wisdom” ไว้ในตัวเขา และเมื่อพระเจ้าคือปรีชาญาณ การที่พระองค์เป่าลมปราณเข้าไว้ในชีวิตมนุษย์ นั่นคือการประทานชีวิตพระเจ้าไว้ในชีวิตของเรามนุษย์ และนั่นคือความโน้มเอียงโดยธรรมชาติในชีวิตของเรามนุษย์ที่โน้มเข้าหาพระเจ้าผู้ทรงเป็นองค์ความดี และความจริง

น้องคนหนึ่งของผมที่เคยมีโอกาสไปฟังการบรรยายธรรมจากคริสตจักรแห่งหนึ่ง กลับมาเล่าให้ผมฟังเหมือนเก็บประเด็นมาไม่หมด เขาเล่าว่า ศาสนาจารย์ท่านหนึ่งกล่าวว่า เฉพาะคริสตชนเท่านั้นที่สามารถทำความดี สิ่งที่คนอื่นๆ ทำ ไม่สามารถเรียกว่าเป็นความดีได้ เพราะคนที่ทำความดีได้นั้น ต้องมีพระจิตของพระเจ้าประทับอยู่เท่านั้น... เขาถามผมว่า จริงหรือ มิฉะนั้นแล้วพี่น้องที่นับถือศษถือศาสนาอื่นก็ไม่อาจทำความดีได้นะซิ เป็นอย่างนั้นเลยหรือ...

ผมตอบเขาว่า “ใช่ครับ ตามนั้นครับ” คนที่ทำความดีได้ คือคนที่พระจิตของพระเจ้าประทับอยู่กับเขาเท่านั้นเองครับ... ผมเอาแนวคำตอบนี้มาจาก 1คร 12:3-7 ครับ ความว่า “ไม่มีใครพูดโดยพระจิตเจ้าทรงดลใจว่า ‘พระเยซูจงถูกสาปแช่ง’ และหากพระจิตเจ้ามิได้ทรงดลใจ ก็ไม่มีผู้ใดพูดได้ว่า ‘พระเยซูคือองค์พระผู้เป็นเจ้า’”... พี่น้องคงยังจำได้นะครับ เรื่องราวเมื่อนักบุญเปโตรตอบพระเยซูเจ้าเมื่อพระองค์ทรงถามว่า “ท่านล่ะ ว่าเราเป็นใคร” ซึ่งนักบุญมัทธิวบันทึกว่า พระเยซูเจ้าได้ตรัวกับนักบุญเปโตรว่า สิ่งนี้คือสิ่งที่พระบิดาทรงเปิดเผยแก่ท่าน... นั่นหมายความว่า นั่นคือการริเริ่มของพระเจ้าครับ... กล่าวคือ ไม่มีใครสามารถทำความดีได้จริงๆ นั่นแหละ หากพระเจ้าไม่ได้ริเริ่มกิจการดีในตัวเขา

พี่น้องที่รัก และวันนี้ ในบทอ่านของวันอาทิตย์นี้ เราพบท่าทีนี้ครับ ท่าทีของความรู้สึกว่า พระเจ้าก็ประทับอยู่กับผู้อื่นด้วย ไม่ได้หมายถึงอิสราแอลเท่านั้น... พระเจ้าประทับอยู่กับพี่น้องต่างความเชื่อด้วยเช่นเดียวกัน เพื่อส่องสว่างให้เขามองเห็นหนทางแห่งความชอบธรรมครับ ไม่ใช่หมายความว่า พระองค์ประทับอยู่กับคริสตชนเท่านั้น ดังนั้น คนที่ทำความดีก็มีพระจิตเป็นผู้นำครับ

ดังนี้แล้ว เราอาจจะถามว่า แล้วเราคริสตชนมีอะไรพิเศษกว่าคนอื่นล่ะ หากพระจิตเจ้าทรงทำงานในชีวิตของคนอื่นๆ ที่ไม่ใช่คริสตชนด้วย... พี่น้องที่รักครับ จริงไหม ที่พระจิตของพระเจ้าประทับอยู่ในโลกเราตั้งแต่ก่อนที่คริสตศาสนาจะเกิดมาด้วยซ้ำ พระองค์ประทับอยู่แล้วแต่นิรันกาล เมื่อพระเจ้าทรงสร้างโลก พระจิตเจ้าก็อยู่เหนือน้ำมิใช่หรือ... พี่น้องครับ เราอย่าไปอจฉาคนอื่นๆ เลย เมื่อพระเจ้าทรงมีพระประสงค์ให้โลกได้รับความรอดพ้นทั้งหมดครับ... แต่สิ่งที่เราควรภูมิใจ เราควรภูมิใจมิใช่หรือ ที่เรามีพระเจ้าทรงประทับอยู่กับเราโดยอาศัยพระหรรษทานต่างๆ ในชีวิตแห่งการเป็นคริสตชน ... พี่น้องที่รัก ทำไมบรรดาศิษย์จึงขับไล่ปิศาจไม่ได้ ทั้งๆ ที่พระองค์ทรงมอบอำนาจให้พวกเขาทำสิ่งเหล่านี้... พี่น้องครับ กลับไปทบทวนพระวาจาของพระเจ้าดีๆ ครับ พระเยซูเจ้าทรงตอบพวกเขาว่า ปิศาจเหล่านี้ต้องขับไล่ออกไปด้วยการอธิฐานภาวนาเท่านั้นครับ... นั่นก็ไม่ได้หมายถึงอย่างอื่น หากการภาวนาคือการพูดคุยกับพระเจ้า คือการฟังพระองค์ครับ คนที่ฟังพระวาจาและรับไว้ในชีวิต เขาก็รับรู้ความจริงและความดีไว้ในชีวิตของตน เพื่อเป็นแสงสว่างนำให้เขาเดินบนหนทางของความชอบธรรม

แท้จริงแล้ว นี่ไม่ใช่หรือที่หมายถึงชีวิตที่เป็นคำภาวนาถวายแด่พระเจ้า บทเพลงสร้อยที่เราขับร้องวันนี้ไม่ใช่หรือ ที่เป็นการตอบรับพระเจ้าในสิ่งที่เราสนทนากับพระองค์ คือสิ่งนี้ไม่ใช่หรือที่เป็นพลังของความจริงและความดีที่เราได้รับจากพระเจ้าในการเรียนรู้จากพระองค์ ในการฟังพระองค์... “ข้าพเจ้าพร้อมแล้ว พระเจ้าข้า ข้าพเจ้ายินดีทำตามน้ำพระทัย”

พี่น้องที่รักครับ ชีวิตคริสตชน คือชีวิตที่เดินตามพระเยซูเจ้า  คือชีวิตที่เดินตามพระประสงค์ของพระเจ้า และพระเจ้าทรงประทานพระจิตไว้ในชีวิตของเราเมื่อเรารับศีลล้างบาป แม้ว่าทรงประทานไว้กับพี่น้องของเราคนอื่นๆ ด้วย แต่ในเรา พระองค์ทรงประทานพระหรรษทานมากมาย เพื่อค้ำจุนเรา เพื่อให้เราเข้าใจเสียงของพระจิตเจ้า เพื่อเราจะสามารถน้อมรับ และเดินตามพระประสงค์ของพระองค์ พี่น้องครับ... มันอาจจะเป็นสิ่งที่น่าน้อยหน้ามากกว่าไม่ใช่หรือ หากคนอื่นเขาสามารถทำตามพระประสงค์ของพระเจ้าได้ แต่คริสตชนอย่างเราๆ กลับปฎิเสธเสียงของพระเจ้าที่ตรัสกับเรามากกว่าใครๆ เราเองที่เป็นคริสตชน เราเองที่เป็นดังอัครสาวกของพระเยซู เดินตามพระองค์มาอย่างใกล้ชิดมากกว่าใครๆ แต่เป็นไปได้ไหม ที่บางครั้ง เราเอง อาจจะทำตัวเหมือนกับนักบุญเปโตร คือยืนผิดที่ เล่นผิดบทบาท แทนที่เราจะฟังเสียงของพระองค์ เรากลับต่อต้าน หรือกลับเป็นอุปสรรคของพระองค์เสีย... Back behind me... คือกลับไปอยู่ข้างหลังครับ กลับไปอยู่ในที่ของตน อย่ายืนผิดที่ อย่าเล่นผิดบทบาท ชีวิตศิษย์ที่ต้องมีอาจารย์เป็นผู้นำ เราจงอย่าทำตัวเป็นผู้นำพระเจ้าเสียเอง... และนี่แหละ สุดท้าย เราก็พบว่า คำภาวนาที่ดีที่สุด กลับกลายเป็นคำภาวนาของเด็กที่ถูกปิศาจหนวกใบ้สิงนั้นเอง “พระเจ้าข้า ข้าพเจ้าเชื่อ... โปรดทวีความเชื่ออันเล็กน้อยของข้าพเจ้าด้วยเถิด” เพื่อข้าพเจ้าจะสามารถฟังเสียงแห่งน้ำพระทัยของพระองค์ และเดินตามด้วยความมั่นใจ

พี่น้องที่รักครับ คนที่ดำเนินชีวิตตามเสียงแห่งน้ำพระทัยของพระเจ้า ไม่มีใครเป็นอุปสรรคขัดขวางหรือต่อต้านพระองค์เลย แต่คนที่เป็นอุปสรรคของพระองค์ กลับกลายเป็นคนที่ไม่ฟังพระองค์ต่างหาก เอาเถอะครับ ฟังพระองค์เถอะ Back behind me... คือกลับไปอยู่ข้างหลังครับ เป็นศิษย์ที่ต้องมีอาจารย์อยู่ข้างหน้า ให้เรากลับไปอยู่ในที่ของตน อย่าทำตัวเป็นอุปสรรคของพระเจ้า แต่ให้เราฟังเสียงของพระองค์เถิด

ข้าแต่พระเจ้า ข้าพเจ้าเชื่อ... โปรดทวีความเชื่ออันเล็กน้อยของข้าพเจ้าด้วยเถิด...

สุขสันต์วันพระเจ้า 

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

วันอาทิตย์ที่ 30 กันยายน 18 สัปดาห์ที่ 26 เทศกาลธรรมดา
บทอ่าน กดว 11:25-29 / ยก 5:1-6 / มก 9:38-43,45,47-48
ในพระวรสารของนักบุญมาระโกในวันนี้ บรรดาสานุศิษย์ของพระเยซูเจ้า ได้ก้าวล้ำเขตอำนาจของพวกเขา เมื่อคนๆหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่คนหนึ่งในสานุศิษย์ของพระเยซูเจ้า ได้ขับไล่ปิศาจ ในพระนามของพรองค์ พวกเขาพยายามที่จะขัดขวางมิให้เขาทำเช่นนั้น แต่พระเยซูเจ้าได้ทรงตอบว่า “อย่าห้ามเขาเลย ไม่มีใครทำอัศจรรย์ในนามของเรา แล้วต่อมาจะว่าร้ายเรา ผู้ใดไม่ต่อต้านเรา ก็เป็นฝ่ายเรา”
ในสมัยที่นักบุญเปาโลอยู่ในเมืองเอเฟซัสเป็นเวลานาน 2 ปี ได้ประกาศข่าวดีและบำบัดรักษาคนในนามของพระเยซูเจ้า มีคนไล่ปิศาจจำนวนมากได้เดินทางเข้ามาในเมือง พวกเขาเหล่านี้ทำตัวเสมือนหมอรักษาโรค พวกเขาขายน้ำมันรักษาโรค ที่รักษาคนเจ็บป่วย เพื่อหารายได้ และเมื่อพวกเขารู้ว่าเปาโลได้กลายเป็นคนมีชื่อเสียง พวกเขาจึงฉวยโอกาส ที่จะหารายได้ จากการใช้ชื่อของตัวเอง พร้อมกับพระนามของพระเยซูเจ้า และพวกเขารู้ว่า มีคนมากมายได้หายจากโรค แต่พวกเขาต้องพบกับเรื่องจริง เมื่อเผชิญกับคนที่ถูกปิศาจสิง พวกคนไล่ปิศาจเหล่านี้ได้ประกาศต่อคนผีสิงว่า “เราสั่งเจ้าในนามของพระเยซูเจ้า ซึ่งเปาไลได้ประกาศพระนามของพระองค์ ให้เจ้าออกจากคนนี้” ปิศาจได้ตอบว่า “ข้ารู้จักพระเยซูเจ้า ข้ารู้จักเปาโล แต่ข้าไม่รู้จักว่าเจ้าเป็นใคร?”
ถ้าเรานำพระวาจาของพระเยซูเจ้าที่ตรัสว่า “ท่านจะรู้จักเขา จากกิจการที่ท่านทำ” เพราะฉะนั้น ถ้าเราพบใครที่ใช้พระนามของพระเยซูเจ้า เพื่อประโยชน์ของตนเอง คนนั้นไม่ใช่สานุศิษย์ที่แท้จริงของพระองค์ เพราะคนที่เป็นสานุศิษย์ที่แท้จริงของพระองค์ จะไม่ใช้ศาสนา เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจของตนเอง
ในปัจจุบันนี้ โลกเต็มไปด้วยพระจิตของพระเป็นเจ้า ขอให้เราเปิดตา เราจะเห็นสิ่งดีๆมากมาย ที่ผู้คนกำลังทำสิ่งดีๆ เพื่อแสดงถึงการประทับอยู่ของพระจิตรอบตัวเรา ในเวลาเดียวกันเราต้องยอมรับว่า พระจิตกำลังเคลื่อนไหว และทำงานในหมู่คณะของเรา ในครอบครัวของเรา และในพระศาสนจักร มีแต่ผู้ที่ซื่อสัตย์ต่อพระเยซูเจ้าเท่านั้น ที่จะสามารถทำสิ่งดีๆมากมาย.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view