สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันจันทร์ที่ 8 ตุลาคม 18 สัปดาห์ที่ 27 เทศกาลธรรมดา

วันจันทร์ที่ 8 ตุลาคม 18 สัปดาห์ที่ 27 เทศกาลธรรมดา

💕ท่านที่รักทั้งหลาย เราจงรักกัน
เพราะความรักมาจากพระเจ้า
และทุกคนที่มีความรัก ย่อมบังเกิดจากพระเจ้า
และรู้จักพระองค์
ผู้ไม่มีความรัก ย่อมไม่รู้จักพระเจ้า
เพราะพระเจ้าทรงเป็นความรัก💕

📚บทอ่านประจำวันจันทร์ที่ 8 ตุลาคม 2018
สัปดาห์ที่ 27 เทศกาลธรรมดา
https://youtu.be/pA62f2NaX7k

🍉 พระเจ้าทรงสัมผัสฉันวันนี้
https://youtu.be/TuTDCAWCFd8

🌷🌷🌷🌷🌷🌷🌷🌷🌷🌷

วันจันทร์ที่ 8 ตุลาคม 2018
อ่าน
กท 1:6-12
ลก 10:25-37

เมื่อต้องตอบคำถามของคนที่คิดว่าตัวเองรู้มาก
แล้วปล่อยให้ความรู้ อยู่ที่สมอง
แต่ไม่เคยไตร่ตรอง เพื่อกรอง เอาไปทำ
พระเยซูเจ้าจำเป็นต้องสอนเขา ด้วยเรื่องราว
ความรัก เมตตาของชาวสะมาเรีย
ที่มีต่อเพื่อนมนุษย์ แสดงออกในการดูแล
เอาใจใส่ เพื่อนพี่น้องที่เจ็บป่วย
ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้

เปาโล แนะนำ คำถามที่ควรถามตนเองบ่อย ๆ
เพื่อตรวจสอบ แรงจูงใจขที่ถูกต้องของตนว่า
ความรู้ที่มี สิ่งที่แสวงหานั้น
เป็นการทำเพื่อใคร ..เอาใจมนุษย์ หรือพระเจ้า

หมายเหตุ..
แรงบันดาลใจ ช่วยให้เกิดก้าวแรก..
แรงจูงใจ พาก้าวต่อไป..

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”

วันจันทร์ที่ 8 ตุลาคม 2018

สัปดาห์ที่ 27 เทศกาลธรรมดา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“คนที่แสดงความเมตตาต่อเขา...” (ลก 10:25-37)

โลกเราวันนี้ร้อนแรงเหลือเกิน

บรรยากาศก็ร้อน

อารมณ์ ความรู้สึกของผู้คนก็ร้อน

ฉันล่ะ...

วันนี้ ฉันจะไม่เป็นคนที่เริ่มทำบางอย่าง

แม้ใครจะไม่ทำกันก็เถอะ

แต่เริ่มที่ฉันได้ไหม... 

ที่จำทำให้โลกเย็นลงบ้าง

และความสุขแท้จริงก็เกิดขึ้น

________________

ผมเพิ่งกลับจากการฉลองนักบุญฟรันซิส แห่งอัสซีซี ที่อารามกลารีส กาปูชิน สามพราน เป็นการฉลองของสมาพันธ์ฟรันซิสกัน ที่เราฉลองร่วมกัน ผมกลับถึงประจวบเมื่อคืนนี้ และต่อด้วยงานศพของสัตบุรุษท่านหนึ่งทันทีเลย... บรรยากาศการเดินทางไปของผมมีความสุขครับ และที่มีความสุขที่สุด คือการได้อยู่กับครอบครัวฟรันซิสกัน อยู่กับพี่น้องในหมู่คณะครับ นั่นคือกำลังใจมากมายในชีวิตนักบวชของผม... การได้พบปะกับสัตบุรุษมากมายครับ ทั้งที่เคยรู้จักในการทำงานอภิบาล ที่พบกันในการแบ่งปันพระวาจา และพี่น้องมากมายที่ได้พบกันเมื่อวานนี้ ช่างเป็นบรรยากาศที่น่ายินดีมากครับ ผมเองได้รับการแบ่งปันจากพี่น้องมากมายเหลือเกิน การเดินทางกลับ ที่แม้จะไม่ได้มีโอกาสทานอาหารกลางวันเลย เพราะผมเลือกใช้เวลานั้นในการพบปะกับสัตบุรุษ กับพี่น้องนักบวช กับสัตบุรุษผู้มีพระคุณมากมาย แม้ไม่ได้ทานอาหารกลางวัน แต่อิ่มครับ อิ่มใจ เป็นอิ่มที่พาให้กายก็ไม่รู้สึกหิวเลย สัตบุรุษบางคนเตรียมทุกอย่างให้ผมอย่างดีครับ อย่างที่ไม่เคยคิดที่จะได้รับสิ่งดีๆ มากมายเช่นนั้นจากพี่น้องสัตบุรุษในโอกาสนี้เลย... ต้องบอกว่า เมื่อวานนี้ ผมได้รับสิ่งดีๆ มากมายจริงๆ ครับ ทำให้การเดินทางกลับ ที่อาจจะต้องบอกว่า มันมีแต่เรื่องไม่น่าประทับใจ มากกว่าเรื่องที่จะนำความสุขมาให้ แต่ทว่า แท้จริงแล้ว ความสุขกลับอยู่ที่หัวใจของผมเอง มันอยู่ที่หัวใจของผมเองมากกว่า เป็นผมเองมากครับ  ที่สามารถสร้างบรรยากาศรอบตัวให้เป็นบรรยากาศที่มีความสุขได้ แม้จะมีอะไรที่น่าหงุดหงิด น่าโมโห ไม่ประทับใจก็เถอะ...การซื้อตั๋วที่ยากลำบาก เจ้าหน้าที่ไม่มีเงินทอนให้เรา... การจ่ายหลายครั้ง ที่พวกเราที่เดินทางมาด้วยกัน พบความยากลำบาก เพราะการไม่มีเงินทอน... เอาเถอะ ผมเอง วานนี้ ผมคิดว่า นี่คือบรรยากาศที่ไม่น่าจะเป็นเรื่องบังเอิญ แต่นี่คือพระพรของพระเจ้าที่สอนหัวใจผมและผู้ร่วมเดินทางครับ และแม้กระทั่งเช้านี้ ที่ต้องหาคอมพิวเตอร์ทำงาน เพราะอยู่ๆ คอมพิวเตอร์ที่เคยใช้อยู่ก็ไม่ทำงานเอาดื้อ โดยไม่ทราบสาเหตุ ผมอาจจะบอกว่า นี่มันอะไรกันนักกันหนา แต่เช้านี้ ก็ยังเรียนรู้ที่มีความสุขที่สามารถสร้างขึ้นมาเองครับ จากประโยคสุดท้ายที่ผมจบบทเทศน์ที่สามพรานเมื่อวานนี้ “ความสุขที่แท้จริง” “Perfect Joy” ที่นักบุญฟรันซิสสอน

ครับ จากสิ่งที่ผมได้รับมากมายเมื่อวานนี้ เหมือนการได้มีประสบการณ์กับพระเจ้าและพระวาจาของพระองค์ที่ผมไตร่ตรองทุกวันจริงๆ จวบจนการไตร่ตรองพระวาจาวันนี้ครับ... เมื่อวาน เราให้ Tip หรือเงินรางวัลกับบริการในร้านกาแฟ ผมบอกกับผู้ร่วมเดินทางว่า ปกติผมไม่ให้นะ เพราะไมค่อยมีเงินอ่ะ ฮิฮิ แต่เมื่อวานให้ความรู้สึกใหม่ครับ ไม่ใช่เพราะเขาบริการดี ตรงกันข้าม เขาอาจจะทำให้เราไม่ประทับใจอะไรบางอย่างด้วยซ้ำไป แต่เมื่อวานนี้ ผมให้เขาครับ และเราก็แบ่งปันกันกับผู้ร่วมเดินทางว่า วันนี้ผมให้เขา ไม่ใช่เพราะเขาบริการดีนะ (แต่จริงๆ ก็ไม่ได้แย่) แต่ที่ผมให้เขา เพราะวันนี้เราพอมีครับ เราได้รับมากจริงๆ เมื่อเช้าไม่ใช่หรือ และวันนี้ เราแบ่งปันให้เขา โดยไม่ได้ให้เขาเพราะเขาบริการดี แต่เพราะอยากให้ อยากแบ่งปันครับ... โต๊ะข้างๆ ที่มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งนั่งทานอาหารอยู่ด้วย ผมเห็นท่าทีของเด็กวัยรุ่นคนนี้ ที่ไม่เหมือนที่เคยเห็นวัยรุ่นทั่วไปทำอ่ะครับ ผมมองเขาด้วยความประทับใจ ทานอาหารได้เรียบร้อยมาก เก็บโต๊ะ เอากระดาษทิชชูที่ใช้แล้วเช็ดโต๊ะให้สะอาด แม้กระทั่งรอยน้ำที่ก้นแก้วก็ไม่พบ เก็บจานซ้อนไว้อย่างเรียบร้อย เรียกว่า โต๊ะนั้น ไม่ต้องเช็ดแล้วครับ ผมคิดว่านี่เป็นเรื่องที่น่ารักมากจริงๆ ครับ ไม่ค่อยเห็นบ่อยๆ ครับ จนผมคิดทำอะไรที่บางคนอาจจะไม่ทำอ่ะครับ ผิดไหม ที่ผมจะจ่ายค่าอาหารมื้อนั้นให้เขา แบบไม่บอกอะไรเขาเลย ไม่จำเป็นต้องรู้จักกันอ่ะ เป็นความรู้สึกประทับใจ เป็นความสุขที่อยากแบ่งปัน... ผมจะจากเขาไป แบบไม่รู้จัก ไม่ต้องรับการขอบคุณ แต่มีความสุขที่ได้ทำอะไรดีๆ เพื่อใครบางคน แบบไม่ต้องการอะไรตอบแทน เขาเอง คงไม่มีโอกาสรู้จักผมหรอก เพราะผมก็เดินจากไปแล้ว สิ่งที่เหลือตรงนั้น คือความสุขของเขามิใช่หรือ ที่อยู่ๆ ใครก็ไม่รู้มาจ่ายค่าอาหารให้เขา และเขาก็ไม่มีโอกาสรู้จักและขอบคุณเลย... 

จริงๆ ยังมีอีกหลายเรื่องราวแปลกที่ผมเผชิญเมื่อวานนี้จนเช้านี้ครับ... นี่คือแรงบันดาลใจจากพระวาจาของพระเจ้าจริงๆ ครับ ที่ผมได้รับการกระตุ้นในใจ และได้ทำอะไรลงไปด้วยความรัก แบบที่ไม่เคยรักแบบนี้อ่ะครับ... ไม่รู้ซินะ ผมไม่รู้ว่าผมจะเป็นคนแบบนี้ได้อีกนานเท่าใด แต่เมื่อวานนี้ จากความสุขในหัวใจ มันทำให้ผมรู้สึกแบบนักบุญเปาโลคือ “ความรักของพระเจ้าผลักดันเรา”   เหมือนเป็นคำตอบของผม เป็นแสงสว่างนำทางผมในการเดินบนวิถีชีวิตคริสตชนครับ ดูเว่อร์ไปหน่อยนะ แต่ก็ได้ทำอ่ะครับ และก็ต้องพยายามทำต่อไปอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งไม่รู้จะทำได้นานเท่าใด แต่นั่นแหละ ต้องพยายามเป็นครับ พยายามทำครับ เพราะโลกเราวันนี้ร้อน ร้อนจริงๆ ทั้งโลกและอารมณ์คน ร้อนมาก จนอยู่ยาก... แต่มัวคิดเช่นนั้นเท่านั้น ก็คงไม่มีอะไรดีขึ้นใช่ไหม...

วันนี้ยาวครับ เล่ามายาว... เข้าบทสรุปที่พระวาจาของพระเจ้านิดหน่อยครับ... เช้านี้ผมดึงเอาพระวาจาของพระเจ้าในพระวรสารมาไตร่ตรอง และเป็นคำตอบจากประสบการณ์เมื่อวานนี้ครับ... “คนที่แสดงความเมตตาต่อเขา...” (ลก 10:25-37) นี่คือคำตอบของคนที่พยายามแก้ตัว คนที่พยายามจับผิดพระเยซูเจ้า เราทราบเรื่องชาวสะมาเรียผู้ใจดีเป็นอย่างดี ผมคงไม่เล่าซ้ำครับ แต่ขอดึงเอาคำตอบนี้มาไตร่ตรองหน่อย... “คนที่แสดงความเมตตาต่อเขา...”

เอาแบบภาษาเราๆ ... ผมอาจจะตอบว่า “อีนั่นอ่ะ ไอ้นั่นอ่ะ ที่มันแสดงความเมตตาต่อเขา” (อาจจะเสริมต่อว่า “แหม เอาหน้าจังนะ...” ฯลฯ ตามแต่พี่น้องจะลองหาคำมาไตร่ตรองด้วยอารมณ์การไตร่ตรองเช้านี้ครับ... ทำไมครับ ผมเก็บสิ่งนี้มาไตร่ตรองเช้านี้ ทำไมเขาไม่ตอบว่า “ชาวสะมาเรีย” ทำไมเขาตอบอย่างนั้น... พี่น้องที่รัก เราทราบดีว่า สะมาเรียกับยิวไม่ยอมรับกันเท่าไร คำตอบนี้สะท้อนภาพจริงๆ ครับ เขาไม่ตอบว่า “ชาวสะมาเรียที่ได้ช่วยเหลือ” แต่ตอบว่า “คนที่ได้ช่วยเหลือ” ดังกับจะไม่ต้องการพูดอะไรดีๆ เกี่ยวกับชาวสะมาเรียคนนั้นเลยกระนั้นแล...

เอาล่ะครับ ผมเขียนมาถึงตรงนี้ พี่น้องไตร่ตรองต่อเองได้ไม่ยากนะครับ ผมแบ่งปันมายาวแล้วล่ะ... พี่น้องครับ พี่น้องที่รัก โลกเราวันนี้ขาดสิ่งที่เรียกว่า “น้ำใสใจจริง” “ความอ่อนโยน” “ความเมตตา” “ความเห็นอกเห็นใจกัน” พี่น้องครับ เราขาดสิ่งเหล่านี้จริงๆ ใช่ไหมครับ เรารู้สึกยากที่จะลงทุนแบบไม่หวังอะไรตอบแทน เรารู้สึกยากที่จะแบ่งปัน เรารู้สึกยากที่จะทำสิ่งดีๆ เพื่อใครบางคน โดยเฉพาะคนที่ไม่ทำดีกับเราก่อน...

บทสรุปครับ... บทอัลลูยาเช้านี้ครับ ... บัญญัติที่เรามี มาก่อนหน้านี้ ดูจะทำให้เรามีข้อกังขามากมายจริงๆ ครับ... จบครับ จบเลยครับ จบที่บัญญัติใหม่ของพระเยซูเจ้าครับ พระเจ้าไม่ได้เรียกร้องให้เรารักพระองค์เลย ในบัญญัติใหม่นี้... แต่ พระองค์ตรัสว่า... “เราให้บัญญัติใหม่แก่ท่านทั้งหลาย ให้ท่านรักกัน เรารักท่านทั้งหลายอย่างไร ท่านก็จงรักกันอย่างนั้นเถิด...” (ยน 13:34) จบเลย จบจริงๆ มองที่กางเขน มองที่รักของพระเยซูต่อเรา จบเลยครับ จบไหมครับพี่น้อง หรือเราจะมีข้อกังขาอะไรอีก... “แล้วใครเล่าเป็นเพื่อนมนุษย์ของข้าพเจ้า” ยังจะถามอีกป่ะ...

ข้าแต่พระเจ้า ลูกได้รับมากมายเหลือเกิน จากความรักของพระองค์ เป็นสิ่งที่ลูกไม่ได้มีสิทธิ์ได้รับ แต่คือพระเมตตาของพระองค์ทั้งสิ้น... โปรดประทานหัวใจเช่นเดียวกับพระองค์สักส่วนหนึ่งในหัวใจลูก เพื่อลูกจะฟังพระวาจาของพระองค์ และดำเนินชีวิตตามสุดความสามารถ คือ รักคนอื่น จากประสบการณ์ที่ลูกพบรักกับพระองค์...

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

วันจันทร์ที่ 8 ตุลาคม 18 สัปดาห์ที่ 27 เทศกาลธรรมดา
บทอ่าน กท 1:6-12 / ลก 10 :25-37
วันนี้ข้อความจากพระวรสาร ได้ชี้ให้เห็นเส้นทางของาการดำเนินชีวิต “ท่านจะรักองค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของท่านสุดจิตใจ สุดวิญญาณ สุดกำลังและสุดสติปัญญาของท่าน ท่านจะต้องรักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตนเอง” (ลก 10:27) และเพราะว่า พระเป็นเจ้าทรงรักเราก่อน และทรงนำเราให้มีความเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ นักบุญเทเรซาแห่งกัลกัตตาได้กล่าวว่า “เราต้องการความเป็นหนึ่งเดียวนี้ กับพระเป็นเจ้า ในชีวิตประจำวันของเรา และเราจะบรรลุถึงมันได้อย่างไร? ผ่านทางการสวดภาวนา“ โดยการเป็นหนึ่งเดียวกับพระเป็นเจ้า เราก็รู้ว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ แม้แต่ความรักเดียวกันกับผู้อื่น
มีบางคนได้กล่าวว่า คริสตชนเข้ามาในวัด เพื่อรักพระเป็นเจ้า และออกจากวัด เพื่อรักเพื่อนมนุษย์ พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ได้เน้นว่า โปรแกรมของมนุษย์ คือ โปรแกรมของชาวซามาริตันผู้ใจดี โปรแกรมของพระเยซูเจ้า คือ “หัวใจที่มองดู” จงดูและหยุด ในนิทานเปรียบเทียบนี้ มีคนสองคนที่มองดูคนที่ต้องการความช่วยเหลือ และไม่หยุดเพื่อให้ความช่วยเหลือ และด้วยเหตุนี้เอง ที่พระเยซูเจ้าได้ตำหนิพวกฟาริสี “ท่านมีตา แต่มองไม่เห็น” (มก 8:18) ตรงข้ามกับชาวซามาริตัน ที่มองดูและหยุดให้ความช่วยเหลือ เขามีความเมตตาสงสาร และช่วยชีวิตของคนที่ต้องการความช่วยเหลือ เมื่อเราทำความดี เราคิดว่าเราทำเพื่อคนอื่น แต่เราทำกับพระเยซูเจ้าเช่นเดียวกัน”เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ท่านทำสิ่งใดต่อพี่น้องผู้ต่ำต้อย ที่สุดของเราคนหนึ่ง ท่านก็ทำสิ่งนั้นต่อเรา “(มธ 25:40) พระสันตะปาปาฟรังซิสได้ตรัสว่า พี่น้องของเรา คือ ทุกคนที่ต้องการเราและเราสามารถจะช่วยเหลือได้ ถ้าใครเห็นพี่น้องที่ต้องการความช่วยเหลือ ได้หยุดและให้ความช่วยเหลือ วันละครั้งหรือสัปดาห์ละครั้ง วิกฤติต่างๆจะลดน้อยลงไป และโลกนี้จะน่าอยู่มากขึ้น “สิ่งที่ทำให้เราละม้ายคล้ายพระเป็นเจ้าที่สุด คือ บรรดากิจการที่ดีของเรา” (นักบุญเกรโกรี แห่ง นิสเซ)...ความดีเป็นการลงทุนเพียงอย่างเดียว...ที่ไม่เคยทำให้ใครล้มละลาย...คนเราหว่านพืชอะไร...ก็ย่อมได้ผลอันนั้น...ดังนั้น...จงหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความดีงาม.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view