สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันอังคารที่ 9 ตุลาคม 2018 ระลึกถึงนักบุญดิโอนีซีโอ และเพื่อนมรณสักขี นักบุญยอห์น เลโอนาร์ดี พระสงฆ์

วันอังคารที่ 9 ตุลาคม 2018 ระลึกถึงนักบุญดิโอนีซีโอ และเพื่อนมรณสักขี  นักบุญยอห์น เลโอนาร์ดี พระสงฆ์

❤การปรนนิบัติพระเจ้า
และรับใช้พระองค์เป็นเรื่องสำคัญ
แต่การมีความสัมพันธ์กับพระองค์ .. สำคัญกว่า
“ถ้าเราเลือกเอาสิ่งดี … เราอาจไม่ได้สิ่งที่ดีที่สุด!”

📚บทอ่านประจำวันอังคารที่ 9 ตุลาคม 2018
ระลึกถึงนักบุญดิโอนีซีโอ และเพื่อนมรณสักขี
นักบุญยอห์น เลโอนาร์ดี พระสงฆ์
https://youtu.be/DI_HBkvPN5Q

🌷Lead me Lord
https://youtu.be/7QgdQPGjen4

🍐🍐🍐🍐🍐🍐🍐🍐🍐

วันอังคารที่ 9 ตุลาคม 2018
ระลึกถึงนักบุญดิโอนีซีโอ และเพื่อนมรณสักขี
นักบุญยอห์น เลโอนาร์ดี พระสงฆ์
อ่าน
กท 1:13-24
ลก 10:38-42
 
ในความเป็นมนุษย์หลายสิ่งหลายอย่าง มักถูกอ้างว่าสำคัญ
และมันเป็นสิ่งที่น่าจะทำ อันนำไปสู่ความว้าวุ่นในจิตใจใครต่อใคร
แต่ต่อหน้าพระเยซูเจ้า ชัดเจน สิ่งเดียวที่จำเป็น คือ
“ฟัง และไปทำตามที่พระองค์ทรงปรารถนา
 
แม้ในอดีต เปาโลจะเคยเบียดเบียน ทำลายพระศาสนจักร
แต่เมื่อท่านยอม “ฟัง และทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า”
ท่านกลับกลายเป็นผู้ที่นำคนจำนวนมาก มาถวายเกียรติแด่พระเจ้า
 
ผ่านทางการภาวนาสายประคำ... “เราได้ยิน ..ได้ฟัง..”
เพื่อไตร่ตรองธรรมล้ำลึกแห่งความรอด
บทข้าแต่พระบิดา ชวนให้ระลึกว่า
ผู้ริเร่ิมแผนการณ์แห่งความรอด คือ พระบิดา
บทวันทามารีย์ ชวนให้ระลึกถึงการมีส่วนร่วม
ของแม่พระในแผนการณ์แห่งความรอด
ด้วยการ “ฟังและทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า”
บทพระสิริรุ่งโรจน์ ชวนให้คิดถึง เป้าหมายในชีวิตคริสตชน
คือ การร่วมส่วนในพระสิริรุ่งโรจน์

การมีชีวิตที่ใกล้ชิด เป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า
ของนักบุญดิโอนีซีโอ และนักบุญยอห์น เลโอนาร์ดี
ทำให้ท่านไม่ลังเล ที่จะอุทิศชีวิตของตน
ในการรับใช้พระเจ้า และพระศาสนจักร
แม้จะต้องประสบกับความทุกข์ยาก ลำบาก

หมายเหตุ…
บางที…การนิ่ง เงียบ…แล้วฟัง
ก็เป็นโอกาสของการได้ยินเสียงดัง.. “จากหัวใจ”

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”

วันอังคารที่ 9 ตุลาคม 2018

สัปดาห์ที่ 27 เทศกาลธรรมดา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“ส่วนที่ดีที่สุดที่จะไม่มีใครเอาไปจากเขาได้...” (ลก 10:38-42) 

ทุกคนมีเวลา 24 ชัวโมงเท่ากันหมด

อะไรคือสิ่งที่เวลาไม่ควรผ่านไปโดยที่ฉันไม่ได้เก็บเอาสิ่งที่สำคัญเอาไว้

แต่ละวัน ฉันแข่งกับเวลา

แต่ฉันได้อะไรจริงๆ กับเวลาที่ผ่านไป

สิ่งที่ฉันเลือกเก็บเอาไว้ อาจจะเป็นสิ่งที่หาได้จากท้องตลาด

แต่ฉันอาจพลาดสิ่งที่ท้องตลาดไม่มีขาย

เมื่อ “การอยู่ที่นี่ อยู่ตรงนี้” ของคนที่ฉันรัก

นั่นคือการสูญเสียสิ่งที่มีค่านี้ไป

เวลาจะผ่านไป

ฉันได้อะไรจริงๆ จาก 24 ชั่วโมงที่ผ่านไป...

________________

วันเหล่านี้ สถานการณ์ต่างๆ ที่เรากำลังเผชิญในโลก เราต้องยอมรับว่า ภาวะความกดดันของเศรษฐกิจ และความเจริญก้าวหน้าทางสังคม มันพาให้ชีวิตของเราเป็นชีวิตที่ต้องกระเสือกกระสน ปากกัดตีนถีบ จนหลายๆ ครั้ง สิ่งที่แสดงออก มักจะไม่ชีวิตจริงที่เราอยู่ร่วมกัน แต่อาจจะเป็นการสร้างภาพ สิ่งที่ทำให้ดูดี แล้วหลังจากนั้น เราก็อาจจะพลาดไปซึ่งสิ่งที่มีค่าจริงๆ ในการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน

จริงนะครับ ที่หลายครั้งผมเองมักคิดและทำอะไรที่บางคนบอกว่า “ทำอะไรแปลก” คือบางอย่างที่ไม่เหมือนคนอื่น หนึ่งในสิ่งนั้นคือ การเยี่ยมอภิบาล... เมื่อครั้งที่ผมมาอยู่ที่ประจวบฯ ใหม่ๆ เมื่อครั้งที่ผมขับรถยนต์เข้าไปในหมู่บ้าน พื้นที่ที่ผมได้รับมอบหมายในงานอภิบาล ครั้งหนึ่ง ผมได้ยินการคุยในวงสนทนาว่า “ใครเป็นอะไร พ่อเข้าไปแต่เช้า”... ผมรู้สึกแปลกใจนิดๆ นะครับ ถามตนเองว่า “ทำไมต้องใครเป็นอะไรด้วยอ่ะ ทำไมต้องเป็นแบบนั้นเมื่อผมเข้าไป...” ใช่ สัตบุรุษมองว่า นั่นมักเป็นเรื่องของศีลเจิมคนไข้ แต่ แต่ แต่ มาในปีหลังๆ เมื่อคืนนี้ แม้ผมกำลังมึนๆ ศีรษะนั่นเอง หนึ่งในการสนทนาของบ้านที่ผมไปร่วมภาวนาสายประคำ มีหลายเรื่องราวที่พี่น้องคุยกัน และเรื่องแรกๆ ในหลายเรื่อง กลับเป็นเรื่องรถยนต์ที่ผมขับนี่แหละ ผมเริ่มสังเกตว่า สัตบุรุษในฝั่งไร่ใน เริ่มจำรถยนต์คันนี้ได้ และเริ่มคุยกัน จนผมอยากถามว่า เขาจำอะไร จำตรงไหน... แต่เอาเถอะ ที่สุด สามปีผ่านไป รถยนต์คันนี้ เป็นรถยนต์ที่ขับอยู่ท่ามกลางหมู่บ้านเสมอมา จากความรู้สึกแรกๆ เมื่อเห็นรถยนต์คันนี้ กับความรู้สึกในวันนี้ มันต่างกันไปมาก วันนี้รถยนต์คันนี้ มีรถจักรยานยนต์ขับตามหลังมา และทำให้ผมต้องชะลอรถ เปิดกระจก และรับสิ่งที่สัตบุรุษขับรถวิ่งตามมาให้ หลังจากเห็นรถคันนี้เข้ามาในพื้นที่ใกล้บ้านของพวกเขา รถคันนี้กลายเป็นที่คุ้นเคยมากขึ้น สัตบุรุษในพื้นที่อภิบาลที่ผมได้รับมอบหมายนั้น เขาเริ่มจำรถคันนี้ได้ และที่สุด มันก็กลับกลายเป็นรถที่ขับอยู่ในหมู่บ้านของพวกเขาในบรรยากาศที่แตกต่างจากเดิมมาก

หลายครั้ง ที่ผมชอบขับรถคันนี้ไปเยี่ยมพี่น้องสัตบุรุษ แบบไม่แจ้งอะไรล่วงหน้า... จนสัตบุรุษหลายคนบอกผมว่า ไปแบบนั้น ไม่เจอหรอก... ผมก็บอกว่า “ไม่เป็นไร ผมจะมาใหม่” เพราะผมอยู่ที่นี่ อยู่ตรงนี้เสมอๆ ผมจะไม่ได้มาเยี่ยมครั้งเดียวแน่ๆ... พี่น้องที่รักครับ หลายครั้ง ผมซาบซึ้งนะครับ สิ่งที่พี่น้องสัตบุรุษมอบให้พวกเราคณะสงฆ์ นักบวช ผมรู้นะครับ ว่า หลายๆ ครั้ง พี่น้องเอาสิ่งที่ดีที่สุดในบ้านมาให้พวกเรา เอามาถวายคุณพ่อ เอามาให้ซิสเตอร์ และอีกหลายครั้ง มันก็ดีกว่าสิ่งที่พี่น้องกินหรือใช้กันเสียอีก... ทำไมการไปเยี่ยมของผู้อภิบาลอย่างผมต้องบอกล่วงหน้าล่ะ ผมกลัวอยู่อย่างเดียวครับ ผมกลัวว่าพี่น้องจะปิดปังความจริงบางอย่าง และไม่ยอมให้ผมรู้ และสิ่งนั้นเป็นสิ่งหัวใจรักของผู้อภิบาลรู้สึกเสียดาย ผมไม่อยากเห็นพี่น้องต้องทิ้งไร่ทิ้งสวน เพื่อมาทำความสะอาดบ้านอย่างดี และต้อนรับคุณพ่อ มีน้ำเย็นดื่ม น้ำอัดลม ขนม แม้กระทั่งชวนทานอาหารด้วย และหลังจากนั้น เมื่อผมกลับ มันอาจจะเป็นความกระวีกระวาด ในการทำสิ่งต่างๆ มากมาย และวุ่นวายกันไปหมดในบ้าน เพราะพระสงฆ์มาเยี่ยมอ่ะครับ... เอ ทำไมมันต้องเป็นเช่นนั้นด้วยล่ะ...

สัตบุรุษที่วัดของผมที่ประจวบฯ รู้และทราบเบอร์โทรศัพท์เพื่อติดต่อกับพ่อเจ้าวัดของเขาหมดทุกคนครับ สิ่งนี้ทำให้ผมออกจากวัดในแต่ละวันด้วยความไม่กังวลอะไรมากนัก เพราะลูกๆ ของผมสามารถติดต่อผมได้ตลอดเวลา... ลูกของผมรู้ว่า กลางวันคือเวลาส่วนใหญ่ในการออกไปเยี่ยมอภิบาล และผมมักเลือกเอาเวลากลางคืน เย็นๆ เพื่ออยู่ที่วัด เพื่อพบกับเด็กๆ ที่เข้ามาหาบ้าง ในเวลาหลังเลิกงาน ที่สัตบุรุษจะมีโอกาสเข้ามาพบบ้าง แต่ระหว่างวัน มันคือการออกไปทำสิ่งที่ทำกลางคืนไม่ได้ครับ... กลางวัน คือการออกไปเห็นความจริงของลูกๆ ของผมครับ

สิ่งนี้เอง ที่ทำให้ผมมองและไตร่ตรอง จนผมกล่าวออกมากับลูกๆ ของผมว่า... “ไม่เป็นไรมั้งลูก หากเป็นแบบนี้ ยังไม่ต้องมาวัดก็ได้มั้งลูก...พระเจ้าคงไม่ว่าอะไรหรอก”... พี่น้องที่รักครับ นี่ไม่ใช่ผมชวนพี่น้องขาดวัดวันอาทิตย์นะครับ แต่ว่า สิ่งที่ผมเป็นห่วงมากกว่านั้น... พี่น้องครับ ผมเคยบอกพี่น้องเสมอว่า “ไม่ว่าเราจะเป็นคนดีหรือเลว ไม่ว่าเราจะไปวัดหรือไม่ พระเจ้าของเราเหมือนเดิมจริงๆ ครับ พระเจ้าไม่ได้อะไรดีจากชีวิตของเราหรอก พระองค์ไม่ขาดอะไรจริงๆ” นั่นหมายถึงสิ่งที่ผมห่วงใยพี่น้องเป็นที่สุด นั่นไม่ใช่วันพระเจ้าอย่าลืมฉลองเป็นวันศักดิ์สิทธิ์ แต่สิ่งที่ผมกลัวพี่น้องลืม มันอาจจะไม่ใช่วันพระเจ้าครับ แต่วันของฉันนี่แหละครับ... วันที่ฉันยังมีกันและกันนี่แหละครับ วันนี้ คนที่ฉันอาจจะไม่ค่อยมองหน้า อาจจะเป็นสามีของฉันเอง คนที่ฉันไม่เคยเห็นรอยยิ้ม อาจจะเป็นภรรยาของฉันเอง คนที่ฉันไม่เคยเห็นแววตา และอาจจะรู้สึกถูกรบกวนเสมอๆ คนเหล่านั้นอาจจะเป็นลูกของฉันเอง สิ่งนี้มากกว่าที่ผมกำลังลืมไปหรือเปล่า เพื่อจะให้เวลากันและกัน... บางที พี่น้องที่รัก บางที่ ผมเป็นห่วงมากกว่า ซึ่งสิ่งที่เราเรียกว่า ความสัมพันธ์ฉันพี่น้องครับ สิ่งที่เราอาจจะลืมให้ความสำคัญไปในวันนี้

“การอยู่ตรงนี้” สิ่งนี้ครับ ที่เราพบว่า พระเยซูเจ้าทรงต้องการจากพี่น้องสองคนในพระวรสารนี้ ณ บ้านเพื่อนสนิทของพระองค์ สิ่งที่พระองค์ต้องการคือ “ขอเธออยู่ตรงนี้” ภาพที่ผมนำพี่น้องจิตนาการเสมอๆ ถึงความเป็นจริงในสังคม ในครอบครัวของเราวันนี้... อาหารเต็มตู้กับข้าว เต็มโต๊ะอาหาร แต่มีโน้ตเขียนไว้ว่า “ลูกทานข้าวกับพ่อนะ วันนี้แม่ต้องทำโอที”... ข้อความเสียงที่โทรศัพท์มือถือของพ่อฝากไว้ว่า “แม่ทานข้าวเย็นกับลูกนะ พ่อติดประชุมกับพนักงานที่บริษัท คงเลิกดึก”... เสียงโทรศัพท์ของพ่อดังขึ้นระหว่างการประชุมที่บริษัท และผู้จัดการจำเป็นต้องรับสาย เพราะนั่นคือสายเรียกข้าวของลูกสาว... “พ่อ พ่อกับแม่ไม่ต้องคอยหนูกลับบ้านนะ วันนี้หนูต้องติวเตรียมสอบ หนูนอนบ้านเพื่อนนะ”

พี่น้องที่รักครับ “การอยู่ตรงนี้” ... คุณค่าของการเป็นมารดาคือสิ่งที่มีมากกว่าอาหารในตู้กับข้าวมิใช่หรือ... คุณค่าของความเป็นบิดา ไม่ได้อยู่ที่ความสามารถในการจัดหาทุกสิ่งที่ลูกต้องการ ไม่ได้อยู่ที่โทรศัพท์มือถือ รถที่ขับ ทุกสิ่งที่ต้องการไม่ใช่หรือ...  และคุณค่าของลูก ก็ไม่ได้อยู่ที่ปริญญาเกียรตินิยมไม่ใช่หรือ แต่สิ่งที่เราแต่ละคนกำลังลืม... คือสิ่งนี้หรือเปล่า... “การอยู่ตรงนี้” ครับ วันนี้ สิ่งนี้ คือสิ่งที่แขกแบบพระเยซูต้องการจากเราครับ ดังนั้น วันนี้ เราเลือกอะไร เลือกอย่างไรในชีวิตจริงของเรา สิ่งจำเป็นมีหลายอย่างๆ แต่ฉันมี 24 ชั่วโมงเท่ากันกับคนอื่นๆ หากฉันไม่อาจเลือกทุกอย่าง วันนี้ ฉันเลือกอะไร...

พี่น้องที่รักครับ “การประทับอยู่ของพระเจ้าในชีวิตของกันและกัน” ครับ หากพระเยซูเจ้าทรงประทับอยู่ที่นี่ ในชีวิตของสามีของฉัน ภรรยาของฉัน ลูกๆ ของฉัน พ่อแม่ของฉัน ในครอบครัวของฉัน อะไรคือสิ่งที่มีค่าที่สุด ที่จะไม่มีใครพรากไปจากฉันได้ อะไรคือสิ่งที่ฉันได้เลือก...

ข้าแต่พระเจ้า แท้จริงแล้ว หากลูกได้เลือกพระองค์ ลูกก็ได้เลือกทุกสิ่ง และนั่นคือสิ่งที่ไม่มีใครแย่งชิงไปจากลูกได้ พระองค์คือความหวังและความพอเพียงของลูก

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

วันอังคารที่ 9 ตุลาคม 18 สัปดาห์ที่ 27 เทศกาลธรรมดา
บทอ่าน กท 1:13-24 / ลก 10 :38-42
สันติสุขของพระคริสตเจ้าได้ครองบ้าน และชีวิตส่วนตัวของท่านหรือไม่? พระเยซูเจ้าชอบที่จะเยี่ยมบ้านของมาร์ธาและมารีอา ที่ให้การต้อนรับพระองค์ด้วยความยินดีและเต็มใจ ในการที่พระองค์เสด็จไปเยี่ยมครั้งนี้ เราจะเห็นอุปนิสัยที่แตกต่างกัน ของมาร์ธาและมารีอา ขณะที่มาร์ธายินดีต้อนรับพระองค์ โดยสาละวนอยู่กับการจัดเตรียมทุกอย่าง โดยเกือบจะไม่ได้พักผ่อน มารีอาทำสิ่งง่ายๆ โดยการนั่งรอคอยพระเยซูเจ้า และสดับฟังพระวาจาของพระองค์ เธอรู้ด้วยสัญชาตญาณว่า พระเยซูเจ้าพระอาจารย์ทรงต้องการอะไรมากที่สุด ในขณะที่เธอกำลังฟังพระองค์ตรัสด้วยความตั้งใจ
ความวุ่ยวายใจและการวิตก ทำให้เราไม่ฟังพระองค์ตรัส ด้วยความตั้งใจของเรา พระองค์ทรงสั่งให้เรามอบความสนใจและความกังวลให้แก่พระองค์ เพราะพระองค์วางใจและพร้อมที่จะตอบสนองความต้องการของเรา พระหรรษทานของพระองค์ ช่วยให้เราเป็นอิสระจากสิ่งที่ไม่จำเป็นและความวิตกกังวลต่างๆ ท่านได้แสวงหาพระองค์ด้วยความตั้งใจมากน้อยเพียงใด? และพระองค์ได้รับการต้อนรับและการได้รับเกียรติ ที่บ้านของท่านหรือไม่?
พระเยซูเจ้าทรงปรารถนาให้เราจัดเตรียมสถานที่สำหรับพระองค์ ไม่ใช่เฉพาะในหัวใจของเราเท่านั้น แต่ว่าที่บ้านของเรา และในสิ่งแวดล้อมต่างๆ ในชีวิตของเราเช่นเดียวกัน เราให้เกียรติพระองค์เมื่อเรามอบทุกสิ่งที่เรามีและที่เราทำแก่พระองค์ หลังจากนั้น ทุกสิ่งที่เรามีล้วนแต่เป็นพระพรพิเศษที่เราได้รับจากพระเป็นเจ้า (1พศด 29:14) นักบุญเปาดลอัครสาวก ได้กระตุ้นให้เรามอบเกียรติมงคลแด่พระเป็นเจ้าในทุกสิ่ง “ท่านจะพูดเรื่องใด หรือทำกิจการใด ก็จงพูดจงทำในพระนามของพระเยซู องค์พระผู้เป็นเจ้า เป็นการขอบพระคุณพระเจ้าพระบิดาโดยทางพระองค์เถิด” (คส 3:17)...ข้าแต่พระเยซูเจ้า การที่มีพระองค์ประทับอยู่ด้วย เป็นชีวิตและเป็นความยินดีของลูก โปรดให้ลูกเป็นอิสระจากความสนใจที่ไม่จำเป็น เพื่อลูกจะสามารถมอบความรักและความตั้งใจ แด่พระองค์แต่ผู้เดียว.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view