สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันพุธที่ 10 ตุลาคม 18 สัปดาห์ที่ 27 เทศกาลธรรมดา

วันพุธที่ 10 ตุลาคม 18 สัปดาห์ที่ 27 เทศกาลธรรมดา

💖 เจ้าถามเรา หรือว่า "รักลูกไหม?"
เราจะตอบ อย่างไร เล่าลูกเอ๋ย..
ความรักเรา ต่อเจ้า ไม่น้อยเลย
ดูเถิดเรา จะเฉลย ด้วยชีวา...

📚บทอ่านประจำวันพุธที่ 10 ตุลาคม 2018
สัปดาห์ที่ 27 เทศกาลธรรมดา
https://youtu.be/YPUr3PzOauo

🌼Our Father
https://youtu.be/gtJn8KZ2BgY

🌺 ข้าแต่พระบิดา
https://youtu.be/j_AH3X5gtk4

🍏🍏🍏🍏🍏🍏🍏🍏

วันพุธที่ 10 ตุลาคม 2018
อ่าน
กท 2:1-2,7-14
ลก 11:1-4
 
พระเยซูเจ้าสอนศิษย์ให้..เริ่มต้นภาวนา..ด้วยการ
“สรรเสริญ” พระเจ้า เป็นอันดับแรก เพื่อให้พระประสงค์ของพระองค์
สำเร็จเป็นไปในชีวิตเรา จากนั้นจึงขอสิ่งที่จำเป็นสำหรับชีวิต และ
ก่อนที่จะขออภัยโทษจากพระเจ้าในความผิดพลาดของตน  
จงรู้จักที่จะยกโทษให้คนอื่นก่อน
 
เมื่อเปาโล “ภาวนา” ฟัง และทำตามที่พระเจ้าทรงเปิดเผยแก่ท่าน
เมื่อท่านพบกับปัญหา ความยากลำบาก ในพันธกิจต่าง ๆ นั้น
พระเจ้าทรงเป็นผู้จัดการ โดยประทาน “เพื่อนร่วมงาน”..
เพื่อร่วมในการจัดการผ่านทางบุคคลต่าง ๆ ท่ามกลางความขัดแย้ง
 
หมายเหตุ…
“ภาวนา” ขอให้พระประสงค์ของพระเจ้าสำเร็จเป็นไปในชีวิตเรา
เมื่อภาวนา ฉันกำลังได้สนทนากับพระเจ้า
และเมื่อได้อ่านพระวาจา ฉันได้ฟังพระเจ้าตรัส (นักบุญเยโรม)

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”

วันพุธที่ 10 ตุลาคม 2018

สัปดาห์ที่ 27 เทศกาลธรรมดา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“โปรดสอนเราให้อธิษฐานภาวนา...” (ลก 11:1-4) 

วันนี้...

วันที่ฉันเข้าไปในวัด

วันที่ฉันอยู่ที่หน้าแท่นพระของฉัน

ในเวลาที่ฉันอยู่ต่อหน้าพระเจ้า

ฉันต้องการให้พระเจ้าเมตตาฉัน

แต่แล้ว...

เมื่อฉันได้รับมากมายจากพระเจ้าแล้ว

ชีวิตของฉัน เมื่อออกมาจากวัดนั้นเป็นเช่นใด

ชีวิตของฉันเป็นคำภาวนาที่แท้จริงหรือเปล่า...

________________

ในบรรยากาศที่เรากำลังเฉลิมฉลอง 350 ปี พระฐานานุกรมของพระศาสนจักรในประเทศไทย ช่วงเวลาที่เรารำลึกถึงพระคุณและพระพรของพระเจ้าที่ทรงรวมเราไว้ในที่ที่เรียกว่า “ครอบครัวของพระเจ้า” เป็นครอบครัวแห่งสวรรค์ที่เราเริ่มพบความรักและความเป็นหนึ่งเดียวกัน ณ แผ่นดินนี้ เป็นบรรยากาศการเผยแพร่ธรรมนำข่าวดี บรรยากาศที่น่ารักแบบบทอ่านที่หนึ่งที่เราอ่านในวันนี้ บรรยากาศที่เราไม่หลงลืมกันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการนำข่าวดีนี้ บรรดาผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นศิษย์ของพระเยซู เราเตือนจิตใจกันและกัน ไม่ให้ลืมบรรดาคนยากจน อันเป็นสิ่งที่นักบุญเปาโลให้ความสำคัญอยู่แล้วในสำนึกของการประกาศข่าวดี เพราะพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าของทุกคน นั่นคือการประกาศข่าวดี เป็นข่าวดีของพระเจ้าที่แพร่ไปถึงทุกคน แบบไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ด้วยการเจริญชีวิตที่เป็นแบบอย่าง เป็นประจักษ์พยานของความเป็นศิษย์พระคริสตเจ้า (เทียบบทอ่านที่หนึ่ง 2:1-2, 7-14)

เราพบแบบอย่างที่นักบุญเปาโลสอน แม้จะเป็นท่าทีที่หนักแน่น แต่ก็เป็นสิ่งที่ต้องตอกย้ำในหัวใจของเราคริสตชน ท่านตักเตือนให้เราเห็นถึงแบบอย่างที่ดีที่เราควรเป็น เพื่อให้แบบอย่างแก่คนอื่นๆ เพราะแท้จริงแล้ว การประกาศข่าวดีนั้น ไม่อาจจะเกิดขึ้นป็นรูปธรรมได้เลย หากชีวิตของเราไม่ได้เริ่มที่จะเป็นข่าวดีก่อน เราคงประกาศข่าวดีอะไรไม่ได้หรอก หากใครเห็นเรา แล้วเขามีอาการเบบว่า เซ็งอ่ะ... น่าเบื่อ... ไอ้คนนี้มาอีกแล้ว... หากเป็นเช่นนี้แล้ว เราจะประกาศข่าวดีอะไร หากในชีวิตจริงของเรา เหมือนเป็นข่าวร้ายอยู่ร่ำไป

หลายวันแล้ว ที่ผมแบ่งปันการไตร่ตรองกับพี่น้อง ด้วยภาพของการเป็นศิษย์ติดตามพระคริสตเจ้า ภาพของการเป็นคนที่ละม้ายคล้ายคลึงกับพระเยซูเจ้า การเป็นคนที่ไม่ใช่เจริญชีวิตตามบัญญัติที่หลายครั้ง เรามักมีข้อกังขาอยู่เสมอตามประสามนุษย์ แต่คือการเจริญชีวิตตามแบบอย่างของพระเยซูเจ้า ชีวิตที่เดินตามพระองค์ และซึมซับความเป็นพระคริสตเจ้า สมกับที่เราได้ชื่อว่าเป็นศิษย์พระเยซู คือภาพที่พระเยซูเจ้าตรัสว่า “จงไป และทำเช่นเดียวกัน” ทำแบบชาวสะมาเรียคนนั้น ที่รักคนที่เป็นดังศัตรู แต่เขารัก ไม่ใช่เพราะคนนั้นรักเขา หรือทำประโยชน์อะไรให้เขา แต่เขารักด้วยหัวใจของศิษย์พระเยซู ที่ว่า เราต้องรักกันและกัน ไม่ใช่เพราะประโยชน์ต่อกัน ไม่ใช่เพราะเขาดีต่อเรา ไม่ใช่แม้แต่ว่าเขาน่ารัก แต่เราต้องรักเขา เพราะเราเอง ก็ได้รับความรักมากมายเหลือเกินจากพระเจ้า เพราะเพียงมองที่ชีวิตที่ยังหายใจอยู่ทุกวันนี้ เราก็ควรต้องรู้คุณพระเจ้าแล้ว เพราะทรงรักเราเหลือเกิน แล้วใยเราจะรักคนอื่น เพียงแค่เพราะเขาดีต่อเรา น้อยไปหรือเปล่า สำหรับคนที่ได้ชื่อว่าเป็นคริสตชน

บรรดาศิษย์ของพระเยซูเจ้า วันนี้ พวกเขามองดูชีวิตของพระเยซู และพวกเขาอยากเป็นเหมือนพระองค์ นี่คือสิ่งที่เป็นความประทับใจอะไรบางอย่างในความเป็นตัวตนของพระองค์ ที่พวกเขาอยากเป็น อยากเลียนแบบ... พวกเขาทูลพระองค์ว่า ... “พระเจ้าข้า โปรดสอนเราให้อธิษฐานภาวนา...” สอนอย่างที่ยอห์นสอนศิษย์ของเขาเถิด... นั่นหมายความว่า ขอแบ่งปันกับฉันบ้าง ซึ่งสิ่งที่ท่านทำ สอนฉันบ้าง ฉันจะได้เป็นเหมือนพระองค์ เพราะพระองค์แสนดีเหลือเกิน พระองค์ดีจริงๆ โปรดสอนให้เราเป็นอย่างพระองค์บ้าง 

เช้านี้ ผมอาจจะไม่ได้ไตร่ตรองเนื้อหาของบทข้าแต่พระบิดา แต่ผมมองที่ความรู้สึกของบรรดาศิษย์ที่อยากจะทำสิ่งที่พระเยซูเจ้าได้กระทำก่อน นั่นคือ พวกเขาสังเกตชีวิตของพระเยซูเจ้า พวกเขาเห็นพระองค์ทรงภาวนาเสมอๆ และสิ่งนี้กลับกลายเป็นแรงบันดาลใจให้พวกเขาอยากทำ อยากเป็นเหมือนพระองค์บ้าง...

การภาวนา... หากจะถามว่า เราภาวนากันมากน้อยเพียงใด... กี่ครั้งที่บางทีเราก็ไม่อยากสวด ไม่อยากภาวนา และมองข้ามเวลาที่มีค่านี้เสีย... แต่วันนี้ บรรดาศิษย์ของพระเยซูประทับใจ และอยากภาวนาแบบพระองค์... แบบพระองค์ครับ ไม่ใช่แบบคนอื่น... พระองค์ภาวนาอย่างไร สอนฉันบ้างซิ... พี่น้องครับ บางที ในบรรยากาศที่การภาวนาไม่น่าสนใจเท่าไรนัก อะไรเป็นแบบอย่างของการสอนการภาวนาของคริสตชน ที่ทำให้คนอื่นรู้สึกว่า เรากำลังสนทนากับพระเจ้าด้วยความรู้สึกที่รักและศรัทธาในพระองค์ นี่อาจจะเป็นคำถามที่น่าไตร่ตรองจริงๆ... การเข้าไปในวัดของเราคริสตชน การไปวัดวันอาทิตย์ การคุกเข่าลงภาวนา สิ่งนี้แสดงออกมากน้อยเพียงใด ที่จะทำให้คนอื่นๆ ที่เขาพบเห็นเรา อยากทำ อยากเป็นอย่างไรบ้าง...

พี่น้องที่รักครับ คงมีบางสิ่งแน่ๆ ที่บรรดาศิษย์สังเกตเห็นพระเยซูเจ้าภาวนา และประทับใจพระองค์ อยากเรียนรู้ และอยากทำอย่างพระองค์บ้าง... ผมมองเห็นความน่ารักอย่างหนึ่งครับ นั่นคือ ... พระเยซูเจ้าไม่เพียงภาวนาครับ แต่ชีวิตของพระองค์เป็น “การภาวนา” สิ่งนี้เอง ที่เป็นดังแรงดึงดูดให้บรรดาศิษย์เข้ามาหาพระองค์และทูลว่า “โปรดสอนเราให้ภาวนาบ้าง...” พวกเขาไม่ได้อยากภาวนาเหมือนกับพระเยซูเจ้าเท่านั้น แต่ความประทับใจทั้งหมดอยู่ที่ “ชีวิตที่เป็นการภาวนา” ขอให้ฉันได้เป็นอย่างนั้นบ้างเถอะ พระเจ้าข้า ฉันอยากเป็นอย่างพระองค์...

พี่น้องที่รัก ผมไตร่ตรองมาถึงตรงนี้ มันทำให้ผมมองกลับไปที่ชุมชนคริสตชนของเราที่มารวมตัวกันในวันอาทิตย์ ภาพของบทอ่านที่หนึ่งวันนี้ ยิ่งทำให้ผมต้องไตร่ตรองถึงความเป็นจริงของกลุ่มคริสตชนของเรา เรามาวัด เรามารวมตัวกัน เราทำอะไร... หรือเรารวมตัวกันภาวนาที่บ้านของเรา... จริงๆ แล้ว เราทำอะไรกัน... ที่วัดที่เรามารวมตัวกันนั้น... ชีวิตของเราเป็นคำภาวนาดังที่พระเยซูเจ้าทรงเป็นหรือเปล่า... “พระบิดาเจ้าข้า โปรดยกโทษให้พวกเขา เพราะเขาไม่รู้ว่าเขากำลังทำอะไร...” นี่ไม่ใช่หรือ วาจาที่ออกมาจากชีวิตที่เป็นคำภาวนา เป็นคำภาวนาที่พอพระทัยพระเจ้า... วันนี้ ฉันอ่อนโยนพอไหม ที่จะขอพระเจ้าทรงอวยพระพรคนอื่น คนรอบๆ ตัวฉันนี่เอง สามี ภรรยา ลูกๆ ของฉัน เพื่อนบ้านของฉัน หรือฉันเฝ้าแต่จะเอาเป็นเอาตายกันให้ได้...

พี่น้องที่รักครับ ผมแบ่งปันความรู้สึกในวันเหล่านี้ โลกเราร้อนขึ้นทุกวัน อารมณ์ของคนเราก็ร้อนขึ้นทุกวัน พี่น้องครับ วันนี้ เราที่เป็นคนของพระเยซูเจ้า ศิษย์พระเยซู ลูกพระเจ้า ทำบ้างได้ไหม แบบพระองค์อ่ะ อ่อนโยน สุภาพเหลือเกิน เป็นความสุข กำลังใจ ความยินดีสำหรับผู้อื่น ไม่ใช่เพราะเขาดีต่อเรา หรือเพราะเขาน่ารัก หรือมีบุญคุณกับเรา คงไม่ใช่... แต่เพราะเราเองครับ เราที่ได้รับพระพรมากมายจากพระเจ้าครับ เราจึงอยากแบ่งปันพระพรนั้น

สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นในบ้านแห่งการอธิษฐานภาวนาครับ วันนี้เราคงต้องกลับไปจัดการให้เรียบร้อย... ในบ้านของพระเจ้า ในที่ประทับของพระองค์ ไม่ใช่ในวัดเท่านั้น แต่ในชีวิตเรา ในครอบครัวของเรา ในหมู่คณะนักบวชของเรา ในชุมชนคริสตชนของเรา... ได้ยินอะไรมา ผิดถูกอะไร อ่อนโยนหน่อยได้ไหม ค่อยๆ ฟังด้วยหัวใจแบบพระเยซู เรื่องราวของพี่น้องของเราที่เราพูดกัน หรือได้ยินมา อะไรจริง เราก็ช่วยพี่น้องของเรา ทุกคนพลาดพลั้งไปได้ทั้งนั้น อะไรไม่จริง ก็หยุดเถอะ อย่าให้การนินทาว่าร้ายมันเข้ามาทำลายความเป็นหนึ่งเดียวของเราเลย... อ่อนโยนกันหน่อยได้ไหม คริสตชน ศิษย์พระคริสต์ ที่นี่ควรเป็นที่ที่มารวมกันแล้วมีกำลังใจไม่ใช่หรือ ไม่ใช่ที่ที่บางคนไม่อยากมา มาแล้วสูญเสียกำลังใจ มาแล้ว หมดเรี่ยวแรงที่จะเดินต่อ แต่ได้ไหม พี่น้องครับ ให้เป็นดังนั้นได้ไหม ที่บ้านของพระเจ้า ที่ที่พระองค์ประทับอยู่ ในครอบครัวของเรา ในเขตวัดของเรา ให้เป็นที่ที่แสนน่าอยู่ สมาชิกที่แสนอ่อนโยน บรรเทาใจกันอ่ะครับ แล้วนี่แหละชีวิตที่เป็นการภาวนาที่แสนประทับใจ ที่คนอื่นๆ เขาก็อยากจะภาวนาเหมือนเรา “ข้าแต่พระบิดาของข้าพเจ้าทั้งหลาย...” 

หากเราภาวนา “ข้าแต่พระบิดาของข้าพเจ้าทั้งหลาย...” แล้วในบ้านพระบิดา มีแต่การบั่นทอนซึ่งกันและกัน... พี่น้องครับ แล้วใครล่ะ อยากจะเข้ามาภาวนาเหมือนเรา ใครเล่าอยากจะเรียนแบบการภาวนาของเรา แล้วดังนั้น เราจะเป็นข่าวดีของคนอื่นๆ ได้อย่างไร

โปรดสอนเราให้อธิษฐานภาวนา... คือโปรดสอนเราให้เราเป็นดังพระองค์ คือชีวิตที่เป็นดังคำภาวนา ต่อหน้าพระเจ้า ฉันต้องสุภาพถ่อมตนฉันใด ต่อหน้าผู้อื่น ฉันก็ต้องเป็นดังนั้น เมื่อฉันเป็นขอทานเสมอ เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า... ฉันปรารถนาความเมตตาจากพระเจ้า และฉันได้รับเสมอในชีวิตและลมหายใจของฉันวันนี้... วันนี้ ชีวิตของฉันเป็นคำภาวนาต่อพระเจ้าจริงๆ หรือเปล่า ฉันเมตตาผู้อื่น ฉันอ่อนโยนต่อผู้อื่นมากน้อยเพียงใด

ข้าแต่พระเจ้า โปรดประทานหัวใจที่เป็นคำภาวนาไว้ในชีวิตของลูกเสมอเถิด เพื่อข่าวดีแห่งชีวิตที่เป็นดังคำภาวนานี้ จะนำคนอื่นให้เข้ามาหาพระบิดาเจ้าของเรา

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

วันพุธที่ 10 ตุลาคม 18 สัปดาห์ที่ 27 เทศกาลธรรมดา
บทอ่าน กท 2:1-2:7-14/ ลก 11 :1-4
ในพระวรสารวันนี้ เราจะเห็นสานุศิษย์องค์หนึ่งของพระเยซูเจ้า ได้พูดกับพระองค์ว่า “พระเจ้าข้า โปรดสอนเราให้เราอธิฐานภาวนา เหมือนกับที่ยอห์นสอนศิษย์ของเขาเถิด” (ลก 11:11) พระเยซูเจ้าได้ทรงตอบว่า “เมื่อท่านทั้งหลายอธิฐานภาวนา จงพูดว่า ‘ข้าแต่พระบิดา พระนามพระองค์จงเป็นที่สักการะ พระอาณาจักรจงมาถึง โปรดอาหารประจำวันแก่ข้าพเจ้าทุกวัน โปรดประทานอภัยแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย เหมือนข้าพเจ้าอภัยแก่ผู้อื่น โปรดช่วยข้าพเจ้าทั้งหลายไม่ให้พ่ายแพ้การประจญ” (ลก 11:2-4) เราสามารถจะสรุปเพียงประโยคเดียวว่า:จุดประสงค์ที่ถูกต้องของการสวดภาวนาแบบคริสตชน คือ การพูดของเด็กเล็กๆต่อบิดาของตน”
เราเข้าใจทันทีว่า การสวดภาวนาตามที่พระเยซูเจ้าทรงสอน คือ การสวดภาวนาตามแบบ พ่อ-ลูก เป็นกิจการภายในครอบครัว ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐาน ของความสัมพันธ์ของความคุ้นเคยและความรัก ภาพลักษณ์ของพระเป็นเจ้า คือ ภาพของบิดาที่พูดกับเรา จากความสัมพันธ์ของความรัก สนิทสนม ไม่ใช่จากความสัมพันธ์ของอำนาจและอิทธิพลใดๆ
การสวดภาวนาของคริสตชน คือ การที่เราวางตัวอยู่ในสถานะ ที่มองเห็นพระเป็นเจ้าเป็นเหมือนบิดา และพระองค์มองเราเป็นเหมือนลูก “ท่านได้เขียนบอกข้าพเจ้าว่า ‘การสวดภาวนา คือ การพูดกับพระเป็นเจ้า แต่ว่าพูดถึงเรื่องอะไร?” ถึงเรื่องอะไร? ถึงเรื่องพระเป็นเจ้า ถึงตัวท่านเอง ที่มีทั้งความยินดี ความทุกข์ยาก ความสำเร็จ ความล้มเหลว ความทะเยอทะยานได้รับเกียรติ ความสนใจในชีวิตประจำวัน...และความอ่อนแอ เป็นทั้งการโมทนาพระคุณ และการวิงวอนขอ เป็นทั้งความรักและการชดเชย ด้วยคำพูดสองสามคำว่า “การรู้จักพระองค์ และรู้จักตัวท่านเอง”:เพื่อพบกันและกัน (นักบุญโยเซมารีอา) และถ้าเรามาหาพระแม่มารีอา ซึ่งเป็นสตรีของการสวดภาวนา เราจะรู้สึกง่ายเข้า เมื่อเราพิจารณาถึงพระพักตร์พระเยซูเจ้า พร้อมกับพระแม่มารีอา ผู้มีพระพักตร์เหมือนกับพระนาง.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view