สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม 2018 สัปดาห์ที่ 27 เทศกาลธรรมดา

วันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม 2018 สัปดาห์ที่ 27 เทศกาลธรรมดา

🌷 ในวันที่อ่อนล้า....
พระองค์ทรงเป็นกำลัง
ในวันที่พลาดพลั้ง...
พระองค์ทรงให้อภัย

📚บทอ่านประจำวันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม 2018
สัปดาห์ที่ 27 เทศกาลธรรมดา
https://youtu.be/k5qFnJCjh9A

🌼 มั่นใจในพระองค์
http://youtu.be/nI-LW6ukFQs

💞💞💞💞💞💞💞

วันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม 2018
สัปดาห์ที่ 27 เทศกาลธรรมดา
อ่าน :
กท 3:7-14
ลก 11:14-26
 
บ่อยครั้ง “ความดีที่คนหนึ่งทำ”
อาจถูกนำไปพูดในทางที่ไม่ดี
บ้างก็มีท้าทาย ขยายความ จากคนใกล้ชิด
ด้วยเพราะยึดติดกับอคติของความคิด ความเชื่อมั่น
ในวิธีการของตนเท่านั้น พระเยซูเจ้าจำเป็นต้องสอนว่า....
“ถ้าอาณาจักรใดแตกแยกภายใน อาณาจักรนั้นย่อมพินาศ”
 
เปาโล ย้ำเตือนกับชาวกาลาเทียว่า …
“คนที่เป็นผู้ชอบธรรม” มาจาก
การดำเนินชีวิตในความเช่ือ ด้วยการ “ทำความดี”
มิใช่มีแต่เคร่งครัดในกฎเกณฑ์
เพื่อเบี่ยงเบนไม่ทำอะไร ในสิ่งที่ตนไม่ชอบ
 
หมายเหตุ…
คนดีแท้  มิได้ดีแค่ปาก
แต่พร้อมลำบาก เพื่อความดี

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)
 

“พลังแห่งพระวาจา”

วันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม 2018

สัปดาห์ที่ 27 เทศกาลธรรมดา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“เมื่อปีศาจออกไป คนใบ้ก็พูดได้...” (ลก 11:14-26) 

บ้านของฉัน

ชีวิตของฉัน คือที่ประทับของพระเจ้า

ที่พระองค์ทรงตระเตรียมไว้ เพื่อประทับอยู่ท่ามกลางเรา

แต่วันนี้ ฉันอาจจะหนวกใบ้ และไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น

เมื่อพระเจ้าถูกผลักไสออกไปจากบ้านของพระองค์

และคนอื่นเข้ามาแทนที่พระองค์

เสาหลักของพระวิหารที่ประทับของพระองค์กำลังพังทลายลง

เสาหลักของชีวิตจิต และ เสาหลักของชีวิตฉันพี่น้อง

จงไปซ่อมแซมบ้านของเราที่กำลังจะพังทลายลงแล้ว...

(พระเยซูเจ้าได้ตรัสกับนักบุญฟรันซิส จากไม้กางเขนที่วัดนักบุญดามีอาโน)

________________

ในช่วงเวลาที่ผมกำลังทำงานหนักในวันเหล่านี้ เพื่อเตรียมฉลองวัด และช่วยงานวัดใกล้เคียงด้วย แม้ว่าวัดของผมเป็นวัดที่เป็นชุมชนคริสตชนเล็ก แต่พื้นที่ที่เราต้องทำงานนั้นไม่เล็กเลย มีหลายอย่างให้ต้อง ซึ่งคงส่งผลกับงานอภิบาลทางสื่อไอทีต่างๆ ที่ผมทำอยู่ จึงได้แจ้งสมาชิกว่า ในสามสี่วันนี้ ขอหายหน้าไปสักพัก เพื่อทำงานที่สำคัญมาก นั่นคือการเตรียมฉลองวัดร่วมกับสัตบุรุษ ที่เราทำงานกัน 4 คนมาสองสัปดาห์แล้ว และยังคงมีหลายสิ่งหลายอย่างต้องเตรียม ต้องทำ แต่ที่สุดแล้ว ทุกอย่างต้องเสร็จเท่าที่เป็นไปได้ เพราะหากเราไม่รู้จักเสร็จงาน งานจะทำให้เราเสร็จแล้วเราจะลำบากครับ... มีหลายคนถามว่า จะหายไปจริงๆ ตั้งสี่วันเลยหรือ... อ้อครับ... คงต้องบอกว่า หากไปในที่นี้คือ ผมคงใช้สิ่งเหล่านี้น้อยลง ในการติดต่อที่สำคัญ คงขอให้โทรศัพท์เลยดีกว่า เพราะผมคงใช้อินเตอร์เน็ตน้อยมากในวันเหล่านี้... แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่า แม้ว่าจะหยุดและลดหลายอย่างลง แต่สิ่งหนึ่งที่หยุดไม่ได้ คือการฟังและไตร่ตรองพระวาจาของพระเจ้าในแต่ละวันครับ...

ผมเฝ้าภาวนา และบอกกับตนเองไปพร้อมๆ กันเสมอว่า ไม่ว่าจะยุ่งสักเพียงใด ไม่ว่างานจะมากเพียงไหน เสาหลักสองต้นในชีวิตต้องได้รับการดูแลอย่างดี นั่นคือสองเวลาที่สำคัญมาก คือ การมีเวลาเพื่อการภาวนาและถวายบูชาขอบพระคุณ และ การมีเวลาทานอาหารร่วมกับสัตบุรุษบ้าง คือการสร้างครอบครัวในพระเจ้า ที่หลายๆ ครั้ง การทานอาหารของผมก็มีสัตบุรุษที่ทำงานด้วยกันมานั่งทานด้วย นั่นคือเวลาที่เรามีโอกาสแบ่งปันกัน คุยกันสนุกๆ ผ่อนคลายปัญหาและความเหนื่อยยากที่ต้องเผชิญในแต่ละวัน เพื่อเราจะมีแรงพอในการก้าวหน้าและเดินต่อไป และเพื่อชีวิตบนทางสายน้อยบนโลกนี้ จะไม่ยากลำบากเกินไป... ทั้งนี้ เพื่อเป็นประจักษ์พยานในครอบครัวคริสตชนด้วย ซึ่งการรักษาเสาหลักสองต้นนี้ไว้ให้เป็นหลักมั่นคงในวิหารฝ่ายจิตของเรา ที่ที่พระเจ้าทรงประทับอยู่ จะได้ศักดิ์สิทธิ์ ได้รับพระพรจากพระองค์เสมอ

คริสตชนคือชีวิตสมาชิกในครอบครัวของพระเจ้า ที่ที่พระเจ้าทรงประทับอยู่ ดังนั้น วันนี้ แม้ว่าเราจะมีหลายอย่างต้องทำ แม้งานมากมายจะยังไม่เสร็จ แต่เราจะยังคงจัดเวลาเพื่อไปร่วมกิจกรรมกับวัดอื่นๆ ที่จัดงานในวันเหล่านี้ด้วย เพราะโลกนี้ไม่เพียงเราเท่านั้น แต่เรามีกันและกันครับ... และนี่แหละคือชีวิตของพระศาสนจักร ที่เกิดขึ้นจากความรักที่เปี่ยมล้นของพระเจ้ามาสู่เรา เป็นต้นกำเนิดแห่งชีวิตคริสตชนของเรา เราจึงรักเขา ไม่ใช่เพราะเขาน่ารัก เราจึงรักเขาไม่ใช่เพราะเขามีบุญคุณกับเรา หรือเขาดีกับเรา แต่คริสตชนครับ เราต้องรักเขา เพราะเราเองได้รับความรักมากมายเหลือเกินจากพระเจ้า และเป็นความรักที่เปี่ยมล้นจากพระทัยของพระองค์ หลั่งไหลมาสู่เรา และจากหัวใจเรา ความรักนี้ จึงหลั่งไหลไปสู่ทุกคนด้วย

พระวาจาของพระเจ้าในวันเหล่านี้ รวมทั้งวันนี้ด้วย นำให้เรากลับเข้าไปนั่งในหัวใจของเราเองจริงๆ หัวใจที่เป็นที่ประทับของพระเจ้า ที่นักบุญฟรันซิส ได้รับการดลใจจากพระวาจาของพระเยซูเจ้าบนไม้กางเขนว่า “จงไปซ่อมแซมบ้านของเราที่กำลังจะพังลง” บ้านนั้น แท้จริงแล้วก็คือชีวิตของพระศาสนจักรที่พระเจ้าประทับอยู่ แต่บ้านแรกที่พระองค์ทรงประทับอยู่นั้น เป็นบ้านแรกที่เราต้องกลับเข้าไปฟื้นฟูนั้น ไม่ใช่วัดที่เป็นตัวอาคารครับ แต่เป็นวัดแห่งหัวใจและชีวิตของเรา ที่พระเจ้าทรงทอดพระเนตรเหนือเราทั้งกลางวันและกลางคืน คือตลอดเวลา...

พี่น้องที่รัก ทั้งผมและพี่น้อง นี่คงเป็นเวลาที่เราต้องกลับไปที่บ้านแห่งหัวใจของเรา ที่หลายครั้งเราตระเตรียมไว้อย่างสะอาด แต่ทว่า คำถามที่ตามมา คือใครที่เข้ามาอยู่ ณ ที่นั่น ที่ที่พระเจ้าทรงเตรียมเราไว้อย่างดีสำหรับเป็นที่ประทับของพระองค์ แต่บัดนี้ พระองค์อยู่ที่ไหน ณ ที่ประทับของพระเจ้าในหัวใจเรา บัดนี้ มีใคมายึดครองแล้วหรือเปล่า พระยาเวห์ องค์พระเจ้าของเรา พระเยซูเจ้า องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา ยังมีที่ที่เหมาะสมในการประทับอยู่ที่นั่นหรือเปล่า หรือการจัดเตรียมของเราใหม่ กลับกลายเป็นการผลักไสพระองค์ออกไป และสิ่งอื่น พระอื่น แม้แต่ปีศาจก็เข้ามายึดครองเสีย

พี่น้องที่รักครับ เช้านี้ผมแบ่งปันกับพี่น้องนิดหน่อยเรื่องเดียวครับ... พี่น้องครับ เราต้องไม่หนวกใบ้นะครับ พระเจ้าของเราประทับอยู่ในชีวิตเรา พระองค์ทรงประทับอยู่ในครอบครัวของเรา พระพักตร์ของพระองค์อยู่ที่ใบหน้าของพี่น้องของเราหรือเปล่า สามีของเรา ภรรยาของเรา ลูกของเรา สมาชิกในหมู่คณะนักบวชของเรา เราเห็นพระพักตร์ของพระองค์ที่เหนื่อยยากและต้องการกำลังใจบ้างไหม เราได้พูดอะไรบ้างไหม ที่เป็นความหวังและกำลังใจมอบให้แก่กันและกัน... ในหัวใจเรา เรานั่งคุยกับใครอยู่ ยังมีที่สำหรับบรรดาพี่น้องของเราเหล่านี้บ้างไหม หรือว่าหัวใจของเรามีพระเจ้าอื่นเข้ามายึดครองเสียแล้ว แม้แต่ปีศาจร้ายก็พากันมาอยู่มากมาย ในหัวใจที่พระเจ้าทรงเตรียมเราไว้อย่างดีเพื่อพระองค์

เรื่องเดียวจริงๆ ที่ผมไตร่ตรองครับ และอยากแบ่งปันกับพี่น้อง... วันนี้ เราคุยกันเรื่องอะไร เราได้มองหน้ากัน มองแววตากัน สัมผัสถึงสิ่งที่เราควรมอบให้แก่กันและกันบ้างไหม เราคุยและสร้างกำลังใจ มอบความหวังให้แก่กันและกันบ้างไหม นั่นแหละ คือการนมัสการพระเจ้าอย่างมีความหมาย ขอให้เราอย่าหนวกใบ้นะครับ ขอให้เราลืมที่จะมองพระองค์บ้าง ขอเราอย่าขับไล่ใสส่งพระองค์ออกไปเลย เพราะเวลานั้น พระอื่นจะเข้ามา ปีศาจจะเข้ามาแทนที่พระเจ้า มันจะพากันมากมาย แล้วเราจะแย่กว่าเดิม...

ซ่อมแซมบ้านของเรา บูรณะที่ประทับของพระเจ้าของเรา คือการซ่อมแซมและดูแลเสาสองต้นนี้ดีๆ ครับ จัดบ้านของเราใหม่ จัดดีๆ พระเจ้าที่เราก้มหน้านมัสการวันนี้ สังคมของเราวันนี้ ที่เราอาจจะบอกว่า “สังคมก้มหน้า” แต่ที่หนักว่านั้น มันคือ “สังคมจับตา จับจ้อง” ครับ ไม่ว่าจะก้มหน้า หรือเงยหน้า บางทีสายตา และหัวใจเราก็จับจ้องที่พระเจ้าหน้าตาเหลี่ยมๆ จนลืมพระพ่อ พระแม่ พระสามี พระภรรยา พระลูกในครอบครัว ที่นั่นแหละ ที่พระเจ้าประทับอยู่... แต่วันนี้ เรากลับเอาพระเจ้าอื่นมาอยู่ในใจเรา พระไอที พระบ้าน พระรถ พระร่ำพระรวย พระชื่อเสียง พระเกียรติ เข้ามาแทนที่ จนบางที ก็ไม่เหลือที่อะไรสำหรับพระเจ้าผู้เป็นเจ้าของทุกสิ่ง บัดนี้ พระองค์ยากจนเหลือเกิน เพราะทรงเป็นองค์ความรักที่ไม่ได้รับความรักจากเราเลย

ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงประทับกลางใจลูกเสมอเถิด ในวันนี้ที่พระองค์ทรงประทานให้ลูก แม้ว่าลูกไม่สมควรจะได้รับ... ในวันนี้ ไม่ว่าลูกจะยุ่งมากสักเพียงไหน ไม่ว่าลูกจะมีงานมากมายให้ทำมากเพียงใด แม้จะมีบางอย่างไม่เสร็จ... ข้าแต่พระเจ้า ขออย่าให้ลูกขาดเวลาในการดูแลเสาสองต้นแห่งที่ประทับของพระองค์เลย มิฉันนั้น บ้านแห่งที่ประทับของพระองค์ในชีวิตของลูกอาจจะกำลังพังทลายลง... นั่นคือการมีเวลาอยู่กับพระองค์ในการอธิษฐานภาวนาและบูชาขอบพระคุณ และมีเวลาให้พระองค์ในชีวิตที่ลูกอยู่ร่วมกันฉันพี่น้องกับผู้อื่นเสมอเถิด

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)




วันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม 18 สัปดาห์ที่ 27 เทศกาลธรรมดา
บทอ่าน กท 3:7-14 / ลก 11 :14-26
เมื่อเวลาที่ภัยอันตรายกำลังจะมาถึง ท่านมีการสร้างการป้องกันอย่างไร? พระเยซูเจ้าได้เสด็จมา เพื่อจะช่วยเราให้พ้นจากภัยอันยิ่งใหญ่กว่าภัยใด? คืออำนาจของปิศาจที่จะทำลายภายในใจ และทำให้เราตกเป็นทาสของบาปและซาตาน (ยน 8:34) ปิศาจไม่ใช่พลังที่มองไม่เห็น ที่กำลังเกิดขึ้น มันมีชื่อ และต้องการที่จะครอบครองหัวใจและวิญญาณบนโลกนี้ (1ปต 5:8-9) พระคัมภีร์ได้กำหนดให้จิตชั่วร้าย โดยให้ชื่อว่า “ซาตาน”, “เบเอลเซบุล”, “เจ้าแห่งปิศาจ”, “ปิศาจ”, “ผู้หลอกลวง”, “บิดาแห่งการโกหก” และ”ลูซีแฟร์” เทวดาที่ทรยศต่อพระเป็นเจ้า ได้สร้างกองทัพของตน และอาณาจักรที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับพระเป็นเจ้า
พระเยซูเจ้าทรงมีอำนาจในการขับไล่ปิศาจ และช่วยเราให้เป็นอิสระ พระองค์ได้ประกาศว่า พระองค์เสด็จมา เพื่อทำลายล้างอำนาจของซาตาน และอาณาจักรของมัน (ยน 12:31) การขับไล่ปิศาจจำนวนหลายครั้งได้เกิดขึ้น และพระองค์ได้นำอิสรภาพมาให้แก่บรรดาผู้ที่ได้รับความทุกข์ทรมาน และถูกคุกคามจากงานของบรรดาจิตชั่วร้าย พระองค์ได้เผชิญกับต่อต่อต้าน และได้ต่อสู้กับซาตาน เมื่อพระองค์ได้ถูกทดลองในทะเลทราย ก่อนที่พระองค์จะออกทำพันธกิจของพระองค์ (มธ 4:1,ลก 4:1) พระองค์ได้มีชัยชนะ ผ่านทางความนบนอบต่อพระประสงค์ของพระบิดาเจ้า
บรรดาผู้นำของชาวยิว ได้มีปฏิกิริยาที่รุนแรง เมื่อพระองค์ได้ทรงรักษาและขับไล่ปิศาจ และได้วางแผนที่จะกำจัดพระองค์ ทำไม่พระเยซูเจ้าทรงมีอำนาจ ในการช่วยปลดปล่อยคนที่อยู่ในอำนาจของซาตาน?แต่พวกเขากลับกล่าวหาว่าพระองค์ เป็นพวกเดียวกับซาตาน โดยอ้างว่าพระองค์มีอำนาจของซาตาน ไม่ใช่อำนาจของพระเป็นเจ้า แต่พระเยซูเจ้าได้อ้างว่า ถ้าอาณาจักรแตกแยกกัน มันก็ไม่สามารถที่จะดำรงอยู่ได้ เราสามารถเห็นความจริงในเรื่องนี้ จากการที่เกิดสงครามกลางเมือง ทำให้เกิดการแตกแยกทั้งในหมู่ประชาชน และในดินแดนของพวกเขา...ข้าแต่พระเยซูเจ้า โปรดปกครองหัวใจของลูก และดูแลครอบครัวของลูก และขออย่าให้มีสิ่งใดในชีวิตของลูก ที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การดูแลของพระองค์”

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)


view