สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันพุธที่ 17 ตุลาคม 2018 ระลึกถึงนักบุญอิกญาซีโอ ชาวอันติโอค พระสังฆราช และมรณสักขี

วันพุธที่ 17 ตุลาคม 2018 ระลึกถึงนักบุญอิกญาซีโอ ชาวอันติโอค พระสังฆราช และมรณสักขี

🐙 จงวางใจในพระเจ้า...
ด้วยสิ้นสุดใจของคุณ
แม้ในหนทาง....
ในสถานการณ์ที่คุณไม่เข้าใจ
ก็จงวางใจในพระเจ้าเถิด...

📚บทอ่านประจำวันพุธที่ 17 ตุลาคม 2018
ระลึกถึงนักบุญอิกญาซีโอ ชาวอันติโอค
พระสังฆราช และมรณสักขี
https://youtu.be/

🎈ในพระองค์ขอทรงนำทาง
http://youtu.be/kCPdtK-A2bU

🐠🐠🐠🐠🐠🐠🐠🐠🐠

วันพุธที่ 17 ตุลาคม 2018
ระลึกถึงนักบุญอิกญาซีโอ ชาวอันติโอค
พระสังฆราช และมรณสักขี
อ่าน
กท 5:18-25
ลก 11:42-46

คนที่ดำเนินชีวิตเสแสร้งแกล้งให้...ในสิ่งที่ไร้ค่าสำหรับตน
เพื่อทำให้คนอื่นเห็นว่า ตนเป็นคนมีเมตตา
แต่ละเลยความยุติธรรม และความรัก
เขาไม่เป็นที่สบพระทัยพระเจ้า

นักบุญเปาโลเตือนให้คิด ชีวิตของมนุษย์สะดุด
ด้วยการผิดประเวณี ลามกโสมม สำมะเลเทเมา
ปล่อยตัวตามราคะตัณหา อิจฉา ริษยา
โกรธเคือง ทะเลาะวิวาท เป็นศัตรูกัน
แตกแยก แก่งแย่งชิงดี แบ่งพรรคแบ่งพวก

ด้วยใจที่หนักแน่น ยึดมั่นในความเชื่อ
ยืนหยัดในสิ่งที่มี นำท่านนักบุญอิกญาซีโอ
ให้สามารถซื่อสัตย์ ในการปฎิบัติหน้าที่
สืบต่อจากนักบุญเปโตร ที่เมืองอันติโอ

หมายเหตุ..
ผลของพระจิต ที่จะปรากฎชัดในชีวิตคือ
ความเมตตา ความรัก ความชื่นชม
ความสงบ ความอดทน ความใจดี
ซื่อสัตย์ อ่อนโยน และการรู้จักควบคุมตนเอง

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

วันพุธที่ 17 ตุลาคม 2018

สัปดาห์ที่ 28 เทศกาลธรรมดา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“แต่ละเลยความยุติธรรมและความรักต่อพระเจ้า...” (ลก 11:42-48)

การเจริญชีวิตตามธรรมบัญญัติ

คือการเจริญชีวิตในความรักต่อพระเจ้าและเพื่อนพี่น้อง

พระเจ้าไม่ได้ขาดแคลนอะไร

แต่ความรักในพระเจ้านั้น

ทำให้เราไม่ละเลยที่จะอ่อนโยนในหัวใจ

มองเห็น และบรรเทาความต้องการของกันและกัน

วันนี้ ฉันมั่นใจแล้วหรือว่า 

ฉันเจริญชีวิตตามพระบัญญัติของพระเจ้าอย่างครบถ้วนแล้ว

หากฉันยังละเลยความยุติธรรมและความรักต่อพระเจ้า

พระองค์ผู้ประทับอยู่ในชีวิตของกันและกัน

________________

ในวันเหล่านี้พระเยซูเจ้าตรัสสอนหัวใจของเราคริสตชนให้ละเอียดอ่อนจริงๆ หัวใจของเราต้องอ่อนโยนแบบพระบิดาเจ้า แบบคนที่มีพระจิตของพระเจ้าประทับอยู่ ซึ่งไม่ทำให้เราเจริญชีวิตภายใต้ธรรมบัญญัติอีกต่อไป แต่ภายใต้การทรงนำของพระจิตเจ้า นั่นหมายความว่า คริสตชน ต้องฟังเสียงของพระจิตเจ้า ฟังเสียงของความจริง สิ่งนี้เองที่ทำให้เราเจริญชีวิตตามพระบัญญัติอย่างครบถ้วนและสมบูรณ์ที่สุด

หลายครั้ง เราบอกเวลาจะสารภาพบาป “ฉันไม่ทำบาปอะไรมาก” เรามองบาปที่เราทำเป็นเรื่องเล็กๆ เหมือนไม่ได้ทำอะไรมากกระนั้นหรือ... ผู้อาวุโสหลายคนที่อยู่บ้านนอนติดเตียง หลายคนแทบไม่ได้รับศีลอภัยบาปเลย บางคนบอกว่า “ฉันอยู่บ้าน ไม่ได้ไปด่าใคร ไม่ได้ทำร้ายใคร ไม่มีบาปอะไรมากมาย” นี่ก็อีก เรากำลังมองว่า เรารอดพ้นการประจญของปีศาจร้ายแล้วกระนั้นหรือ เราก็ไม่ต้องวอนขอพระบิดาให้เราพ้นการประจญแล้วกระนั้นหรือ... เปล่าเลย แท้จริงแล้ว หากเรายังมีชีวิต เราก็ยังต้องพึ่งผลบุญแห่งไม้กางเขนของพระเยซูเจ้าเสมอไป

พี่น้องที่รัก การทำความดีของคริสตชนนั้น ไม่ได้หมายความว่า ไม่เบียดเบียนใคร ไปวัดร่วมมิสซาวันอาทิตย์ ปฏิบัติบทบัญญัติครบถ้วน... แต่วันนี้ พระเยซูเจ้าให้ลูกของพระเจ้าไตร่ตรองหนักกว่านั้นคือ ลูกของพระเจ้า ต้องทำความดีเสมอ... เหมือนเราต้องมีความคิดสร้างสรรค์ตลอดเวลาเพื่อสร้างความดี เพื่อเป็นข่าวดีให้กับโลกและสังคมของเรา

เวลาที่เราสวดบทข้าพเจ้าของสารภาพบาป เราสวดประโยคที่ว่า “ข้าพเจ้าได้ทำบาปมากมาย ด้วยกาย วาจา ใจ และด้วยการละเลย” นี่แหละครับ สิ่งที่ผมไตร่ตรองวันนี้ และแบ่งปันมาสู่พี่น้อง... ผมคิดว่าจริงทีเดียว ที่ “การละเลย” เป็นบาปหนึ่งที่เราไม่เคยมองว่า ชีวิตของเราตกในบาป และสิ่งนี้เองทำให้หัวใจเราเย็นชา และไม่สนใจใครๆ เหมือนกับว่าฉันได้ปฏิบัติตามกฎของพระเจ้าอย่างครบถ้วนแล้วกระนั้นแล... แต่เปล่าเลย วันนี้พระเยซูเจ้าเตือนเรา  เราต้องไม่ละเลยความยุติธรรมและความรักต่อพระเจ้าด้วย

ใช่ครับ ฉันอาจจะไม่โกหก แต่ฉันก็ไม่บอกความจริง... ฉันอาจจะนอนติดเตียง ไม่เคยทำร้ายใคร แต่ฉันอาจจะทำให้คนที่พยาบาลฉันปวดร้าวอยู่ตลอดเวลา... ฉันอาจจะไม่เคยขโมยอะไรจากใคร แต่ฉันก็ไม่เคยคิดจะแบ่งปันอะไรให้ใคร... ฉันอาจจะไม่ได้ด่าใคร แต่หัวใจฉันเย็นชาเหลือเกิน ที่จะให้กำลังใจใครๆ สักบางคน พี่น้องที่รัก นี่คือบาปหรือเปล่า สำหรับลูกของพระเจ้า ที่พระองค์ทรงรักและเมตตาเราเสมอมา

วิบัติ อาจจะเกิดขึ้นกับเราด้วย เพราะแม้เราไม่เคยขโมยอะไรใคร แต่เราไม่รักษาทรัพย์สมบัติส่วนรวม และไม่แบ่งปันอะไรให้ใครเลย กลับ... วิบัติอาจจะเกิดแก่เราด้วยครับ หากเรา แม้ว่าไม่เคยด่าใคร แต่เราก็ไม่รับรู้ความรู้สึกทุกข์ร้อนของใครๆ เลย เราไม่เคยพูดจาดีๆ ให้กำลังใจกันเลย เราไม่สนใจในความรู้สึกของกันและกันเลย

ไร้ค่า ไร้ความหมาย... บูชาไร้ค่า ศรัทธาไร้ความเป็นจริง... หากไปวัดวันอาทิตย์ วอนขอพระเมตตาของพระเจ้า ขอโน่นขอนี่มากมาย แต่ออกจากวัดโดยปราศจากความรักและความเมตตา... เรารับพระพรจากพระเจ้า วอนขอพระองค์ทรงทอดพระเนตรพระเมตตาของพระองค์มายังเรา แต่เราเองกลับมองพี่น้องด้วยแววตาที่ไร้ความเมตตา เย็นชาต่อกันเสมอ...  ภาวนามากมาย พูด สนทนากับพระเจ้านานๆ หลายเวลา ทำวัตรครบทุกเวลา เราอาจจะคุยและภาวนามากจริงๆ แต่เราพูดกับใครไม่รู้เรื่อง... เราอาจจะย่อเข่าลงสุดๆ ต่อหน้าศีลมหาสนิท แต่ในชีวิตจริง กลับไม่เคยย่อเข่าให้ใครเลย เราถวายมากมายแด่พระเจ้า ดอกไม้ เครื่องบูชาล้ำค่า แต่เราไม่เคยให้เวลากันและกัน เราไม่แบ่งปันกันและกัน

พี่น้องที่รักครับ ทั้งผมเองด้วย วันนี้ ผมคงต้องถามตนเองว่า มีอะไรที่ผมสามารถทำได้อีก เพื่อไม่ละเลยในพระพรที่ได้รับ ความรักต่อพระเจ้าและต่อเพื่อนพี่น้อง คือสิ่งที่ต้องครบถ้วนในชีวิตคริสตชน คือสิ่งที่ทำให้การปฏิบัติตามธรรมบัญญัติสมบูรณ์ครบครัน เพราะชีวิตคริสตชนของเรานั้น พระเจ้าสร้างเรามาเพื่อทำความดี วันใด เวลาใด ที่เราไม่ทำความดี วันนั้นเราทำบาป นั่นคือบาปของการละเลยในการทำหน้าที่ของเราครับ เราก็ไม่มีค่าอะไรอีก เหมือนเครื่องใช้บางอย่างที่เสียหายไป มันไม่มีประโยชน์ มันใช้งานไม่ได้ สิ่งที่เหลืออยู่คือมันวางเกะกะ คงเหมาะสมที่จะทิ้งไปเท่านั้นเอง... ชีวิตคริสตชนเป็นเช่นนี้เองครับ หากเราไม่ทำดี เราก็ทำบาป... ทุกคนตกในบาปได้เสมอเมื่อหัวใจเขาเย็นชา ไม่รับรู้อะไรนอกจากความต้องการของตนเองเท่านั้น และดังนี้ เขาก็ปฏิเสธผลแห่งพระจิตเจ้าในชีวิตของเรา ที่ช่วยรักษาบาดแผลอันเกิดจากบาปตามวิสัยของมนุษย์ (เทียบ บทอ่านที่หนึ่ง กท 5:18-25) นั่นคือ วิบัติที่จะเกิดขึ้นกับเรา เพราะเป็นคริสตชน เป็นศิษย์พระเยซูต้องเกิดผลครับ อยู่ไปวันๆ ไม่ทำร้ายใคร ไม่ทำดีต่อใคร เราย่อมไร้ค่า...

ข้าแต่พระเจ้า ขอผลแห่งพระจิตเจ้าที่ประทับในชีวิตของลูก ได้เป็นแรงผลักดันให้ลูกมานะบากบั่นในการสร้างตนเองให้เกิดผลอยู่เสมอ เพื่อให้ความยุติธรรมและความรักต่อพระองค์ไม่ถูกละเลย ในการรักและเมตตา เจริญชีวิตอย่างอ่อนโยนท่ามกลางทุกคน

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

วันพุธที่ 17 ตุลาคม 18 สัปดาห์ที่ 28 เทศกาลธรรมดา
บทอ่าน กท 5:18-25 / ลก 11:42-46
ในฤทธิ์กุศลเหนือธรรมชาติสามประการ ความหวังเป็นฤทธิ์กุศลที่อยู่ระหว่างความเชื่อและความรัก มันตั้งอยู่บนความเชื่อ และผลักดันให้มีความรัก การมีความหวังมาก เปรียบเหมือนการเดินขึ้นไปบนยอดเขาสูง ใครที่ต้องการให้บรรลุถึงยอดเขานั้น จะต้องชนะบรรดาอุปสรรคต่างๆ เพื่อจะสามารถรำพึงถึงทัศนียภาพ และได้รับความชื่นชมยินดีจากการมองมาจากยอดเขานั้น
นักบุญอิกญาซีโอ แห่งอันติโอก เป็นผู้ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง เหมือนกับสิ่งที่นักบุญเปาโลได้พูดถึง ในบทจดหมายถึงชาวฟิลิปปีว่า”การหมดความหวัง เพราะทุกสิ่งมุ่งยังสิ่งที่เป็นของโลกนี้เท่านั้น” และในจดหมายถึงชาวเอเฟซัส นักบุญเปาโลได้กล่าวถึงการขาดความหวัง “เพราะไม่มีศีลธรรมในคนต่างศาสนา เมื่อไม่มีความหวัง พวกเขาก็ปล่อยตัวตามความปรารถนาที่ไม่บริสุทธิ์ ที่จะฉุดพวกเขาให้ตกต่ำลง ตรงกันข้าม บรรดาคริสตชน ผู้ร่ำรวยทั้งชายและหญิง ล้วนแต่มีความหวังที่ยิ่งใหญ่ พวกเขาต่างเป็นประชากรที่ดีของเมืองสวรรค์ “และจากที่นั่น พวกเขาจะรอคอยพระเยซูเจ้า พระผู้ไถ่ ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงร่างกายที่น่าสงสารของพวกเขา ให้เป็นเสมอพระกายกันรุ่งโรจน์ของพระองค์”
ในพระวรสารวันนี้ พระเยซูเจ้าได้ทรงกระตุ้นเราให้มีความหวัง ที่เป็นความหวังที่จะรักษาชีวิตของเรา เพื่อชีวิตนิรันดร เราจะอยู่กับพระองค์ในสถานที่พระองค์ทรงประทับอยู่ นั่นคือในพระสิริรุ่งโรจน์ของพระบิดาเจ้า และเราจะได้รับเกียรติมงคลจากพระองค์”ถ้าใครรับใช้เรา พระบิดาเจ้าจะให้เกียรติยศแก่เขา”และนักบุญยอห์นได้กล่าวว่า “ใครที่มีความหวัง เขาจะเป็นผู้บริสุทธิ์” ความหวังยังให้พลังในการต่อสู้กับการถูกทดลอง และให้ความกล้าหาญในความต่อสู้กับความยากลำบากต่างๆ
มีเรื่องให้ต้องคิด มีเรื่องให้ต้องฝัน มีเรื่องให้ต้องทำ มีเรื่องให้ต้องแก้ สรุปแล้ววันทั้งวันมีแต่เรื่อง ดังนั้นใจต้องเย็นแล้วจะผ่านไปได้อย่างสงบ พร้อมกับความหวังอันแน่วแน่...ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดๆ สิ่งสำคัญคือหัวใจที่ไม่ยอมแพ้ หัวใจที่พร้อมกับทุกสถานการณ์ หัวใจที่สู้จนสุดกำลัง และหัวใจที่เปี่ยมด้วยความหวัง.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view