สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันอาทิตย์ที่ 21 ตุลาคม 2018 สัปดาห์ที่ 29 เทศกาลธรรมดา

วันอาทิตย์ที่ 21 ตุลาคม 2018 สัปดาห์ที่ 29 เทศกาลธรรมดา

🍎ความเชื่อในพระเจ้า...
จะทำให้เราก้าวเดินต่อไป
ด้วยหัวใจที่ "เชื่อฟัง"

📚บทอ่านประจำวันอาทิตย์ที่ 21 ตุลาคม 2018
สัปดาห์ที่ 29 เทศกาลธรรมดา
https://www.youtube.com/watch?v=78QVic5hLNo

🌷อยู่เพื่อรับใช้
https://youtu.be/9ULuRjmKtwk

❄❄❄❄❄❄❄❄❄

วันอาทิตย์ที่ 21 ตุลาคม 2018
สัปดาห์ที่ 29 เทศกาลธรรมดา
อ่าน :
อสย 53:10-11 
ฮบ 4:14-16
มก 10:35-45

ด้วยเพราะตกในการประจญ ที่อยากจะมี อำนาจ
ยิ่งใหญ่ เหนือใครๆ ทำให้ยากอบและยอห์น
ไม่รีรอที่จะขอจากพระเยซูเจ้า พร้อมรับปากรับคำทำได้ทุกอย่าง
ตามที่พระองค์จะทรงบอก พระเยซูเจ้าจึงตรัสชัด..
ใครที่ปรารถนาจะเป็นใหญ่ ต้องทำตนเป็น
“ผู้รับใช้” ของผู้อื่น

เสียงของพระเจ้าผ่านทาง..ประกาศกอิสยาห์
ผู้รับใช้ที่ทนทุกข์ แต่พร้อมยอมมอบตน
เพื่อ ทำให้พระประสงค์ของพระเจ้าสำเร็จไป
เขาจะกลับนำความชอบธรรม ให้กับคนจำนวนมาก

จดหมายของนักบุญเปาโล ตอกย้ำ..
พระเยซูเจ้า ผู้นำ ผู้ทำตัวเป็นต้นแบบของการรับใช้
ทรงผ่านการผจญทุกอย่าง แต่ไม่เคยพ่ายแพ้
ดังนั้น ผู้ดำเนินชีวิตตามแนวทางนี้...
จึงมั่นใจได้ ถึงพระหรรษทานในยามที่ต้องการ
ผ่านทางการวอนขอพระกรุณาจากพระเจ้า

หมายเหตุ..
“ความเห็นแก่ตัว”...
อาจทำให้ได้ทุกอย่าง “ดั่งใจ”
แต่ที่จะไม่ได้จากใคร ๆ เลย
นั่นคือ “หัวใจ” ของพวกเขา

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”

วันอาทิตย์ที่ 21 ตุลาคม 2018

สัปดาห์ที่ 29 เทศกาลธรรมดา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“เพราะบุตรแห่งมนุษย์มิได้มาเพื่อให้ผู้อื่นรับใช้ แต่มาเพื่อรับใช้ผู้อื่น และมอบชีวิตของตนเป็นสินไถ่เพื่อมวลมนุษย์...” (มก 10:35-45)

พระเยซูเจ้าทรงเรียกฉันให้มาอยู่กับพระองค์

เพื่อซึมซับชีวิตของพระองค์

คือความรอดพ้นแห่งจิตวิญญาณในพระองค์

ฉันอยากนั่งอยู่ข้างๆ พระองค์ในอาณาจักรของพระองค์

แต่วันนี้ เมื่อพระองค์ทรงรับทรมาน

ทรงถูกตรึงบนไม้กางเขน

วันนี้ ฉันยังอยู่เคียงข้างพระองค์หรือเปล่า...

เมื่อพระองค์ทรงดื่มกาลิกษ์แห่งพระประสงค์ของพระบิดา

กาลิกษ์เดียวกันไหม ที่ฉันดื่มพร้อมกับพระองค์...

________________

จงวางใจในองค์พระเจ้า เพราะข้าจะสรรเสริญพระองค์อีก พระองค์ทรงเป็นความรอด พระเจ้าของข้าฯ... 

ในมิสซาวันนี้ เราขับร้องบทเพลงนี้เป็นบทเพลงตอบรับพระวาจา เป็นความหวังว่า หลังจากความพลาดพลั้งของเรามนุษย์ เราจะได้รับพระเมตตา และการให้อภัยจากพระเจ้า เราจะได้รับการไถ่กู้จากพระองค์ และเราจะได้มีโอกาสเข้าไปใกล้ชิดพระองค์ สรรเสริญพระองค์อีกครั้งหลังจากที่มนุษย์ได้สูญเสียชีวิตพระหรรษทานไป เพราะการขาดความนอบน้อมเชื่อฟัง ที่พระเจ้าทรงกอบกู้คืนมนุษย์คืนมาเพราะความนอบน้อมเชื่อฟังของพระบุตรของพระองค์

บางที อาจจะเป็นคำถามของผมตั้งแต่สมัยเด็กๆ ไม่รู้พี่น้องเคยคิดถามแบบผมหรือเปล่าครับ... เมื่อมองที่กางเขนครั้งใด พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ครูคำสอนก็สอนพวกเราว่า เพราะมนุษย์ได้ทำบาป พระเจ้าจึงต้องมาตายบนไม้กางเขนเพื่อไถ่กู้เรา... เวลานั้น ผมไม่เคยเข้าใจเลย ถามตนเองเสมอว่า ทำไมพระองค์ต้องทำถึงเพียงนี้ด้วย เราเป็นดังคนที่ติดหนี้พระองค์ พระองค์จะทรงยกหนี้ให้เราเองก็ได้ ทำไมต้องทำขนาดนี้ด้วย สิ่งนี้ให้ความหมายอะไร... ทีละเล็กทีละน้อย คำถามที่เวลานั้น ผู้ใหญ่ไม่เคยตอบเด็กวัยสัก 7 ขวบอย่างผมเลย ทุกคนมองผมก้าวร้าว มองผมว่าถามอะไรบ้า สอนอะไรก็เชื่อตามนั้นซิ... แต่... ทีละเล็กทีละน้อย อาศัยพระวาจาของพระเจ้า อาศัยการร่วมพิธีกรรม การฟังการเทศน์ของพระสงฆ์ และพระหรรษทานของพระเจ้าช่วยชี้นำ มาวันนี้ หลังจากการตรากตรำของผมในชีวิตครูที่ผมต้องเอาตนเองเข้าแลกกับบางอย่าง เพื่อทำให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเด็กๆ บรรเทาทุเลาลงด้วยการเอาตนเองเข้าไปรับความผิดนั้นอย่างแนบเนียน การที่ผมเคยนั่งทำรายงานกับเด็กๆ ของผมจนเสร็จเอาเกือบเช้า เพื่อช่วยให้เขาได้เรียน ได้มีงานนำไปส่งครู เพื่อทำการซ่อมเสริม และครูท่านนั้นที่เด็กๆ ต้องส่งงานก็ไม่ใช่ใครอื่น คือผมเองครับ... ทำไมผมจึงต้องทำขนาดนั้นด้วย ก็คงต้องกลับมาที่คำถามที่ผมถามว่า ทำไมพระเยซูเจ้าต้องทำขนาดนั้นด้วย

นี่คือพระประสงค์ของพระเจ้าที่ผมเรียนรู้มาด้วยชีวิตและประสบการณ์ วันนี้ผมไม่เคยมีคำถามนั้นอีกเลย ผมเข้าใจแล้ว... บทอ่านที่หนึ่งวันนี้ แสดงให้เราเห็นพระประสงค์และพระปรีชาญาณของพระเจ้าจริงๆ มากที่สุด คือความรักที่ทรงรักเราถึงเพียงนี้ เมื่อพระองค์ทรงพอพระทัยให้พระบุตรรับทรมานเพื่อชดเชยบาปของเรา แต่เหนือสิ่งอื่นใด (เทียบบทอ่านที่หนึ่ง อสย 53:10-11) นั่นคือบทสอนให้เราเรียนรู้ความนอบน้อมเชื่อฟังที่มนุษย์ได้สูญเสียไปที่ใต้ต้นไม้ในอุทยาน และพระบุตรได้กอบกู้คืนมาด้วยไม้กางเขน... ชัดเจนจริงๆ บทเพลงของผู้รับใช้พระเจ้าที่ประกาศกอิสยาห์ได้กล่าวไว้

บทอ่านที่สองนำให้เราเข้าใจลึกซึ้งมากขึ้น เมื่อพระเจ้าแสดงให้เราเห็นว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับเรานั้น ความยากลำบาก อุปสรรคต่างๆ ในชีวิตของเรานั้น พระองค์ไม่ได้สร้างมนุษย์มาในความทุกข์ยาก แต่เป็นมนุษย์เองที่ได้เลือกที่จะไม่นอบน้อมเชื่อฟัง ทำให้บาปเข้ามาในโลก พระเจ้าทรงเป็นองค์ความรัก ไม่มีสิ่งใดไม่ดีมากจากพระองค์เลย แต่เพื่อแสดงว่าพระองค์ทรงรักเรา และมากที่สุดคือ พระองค์ให้เราเห็นว่า พระเจ้าได้เข้ามามีส่วนในความพลาดพลั้งของเรามนุษย์ เพื่อช่วยให้เรามองเห็นทางออกที่เราได้หลงไปเพราะการทำบาปผิดนั้น พระเจ้าไม่ได้เอาเปรียบเราเลยจริงๆ นะครับ แต่คือพระเมตตาสุดๆ เลย เมื่อพระองค์ทรงเป็นสมณะที่ร่วมทุกข์กับเราผู้อ่อนแอ และผ่านการทดลองทุกอย่างเหมือนกับเรา แต่ไม่ได้พลาดพลั้งตกในบาป... นี่แหละเป็นคำตอบของเราในโลกของความทุกข์ยาก และเต็มไปด้วยอุปสรรค เราจงเข้าไปสู่พระบัลลังก์แห่งพระหรรษทานด้วยความมั่นใจเพื่อรับพระกรุณา และพบพระหรรษทานเกื้อกูลในยามที่เราต้องการ (เทียบบทอ่านที่สอง ฮบ 4:14-16)

อนิจจา บรรดาศิษย์ที่แสวงหาหนทางแห่งความรอดพ้น และที่สุด เขาก็ได้สละละทิ้งทุกอย่างเพื่อติดตามพระผู้ไถ่ที่พวกเขารอคอย แต่ทว่า บนหนทางแห่งความรอดพ้นที่พวกเขาเดินตามพระองค์นั้น ดูเหมือนพวกเขาจะไม่ได้เข้าใจอะไรพระเยซูเจ้าเลย เดินตามพระองค์เพื่ออะไรกัน...  เมื่อยากอบและยอห์น บุตรของเศเบดีเข้ามาพบพระเยซูเจ้า และทูลขอว่า “ขอโปรดให้ข้าพเจ้าคนหนึ่งนั่งข้างขวาพระองค์ อีกคนหนึ่งนั่งข้างซ้ายของพระองค์ในพระสิริรุ่งโรจน์เถิด”... และแท้จริงแล้ว พวกเขาไม่รู้เลยว่า พวกเขากำลังขออะไร... เมื่อบุตรแห่งมนุษย์เสด็จมา มิใช่เพื่อให้ผู้อื่นรับใช้ แต่มาเพื่อรับใช้ผู้อื่น และมอบชีวิตของตนเป็นสินไถ่เพื่อมวลมนุษย์

พี่น้องที่รัก เดินตามพระเยซูกันมานาน วันนี้เรียนรู้และเข้าใจอะไรพระองค์บ้าง เรากำลังปรารถนาอะไรจากพระองค์ แน่นอน เราจะอยู่กับพระองค์แน่ๆ ในอาณาจักรของพระองค์ แต่เพื่อการนั้น เราเรียนรู้อะไร และเราเจริญชีวิตในวันนี้อย่างไร เมื่อพระบุตรของพระเจ้าเสด็จมาเพื่อให้แบบอย่างกับเรา ถ้วยที่พระองค์จะดื่ม การล้างที่พระองค์จะรับ เราพร้อมที่จะเดินตามและร่วมชีวิตกับพระองค์มากน้อยเพียงใด... เป็นคริสตชนวันนี้ เราต้องการอะไรจากพระเจ้า... และเมื่อพระองค์ผู้ไม่จำเป็นต้องทำอะไรมากมายขนาดนี้ แต่ทรงทำสิ่งยิ่งใหญ่นี้เพื่อสอนเรา เราเรียนรู้อะไรบ้างไหม เมื่อความรอดพ้นมาจากการน้อมน้อมเชื่อฟังพระประสงค์ของพระเจ้าจนถึงที่สุด ที่กางเขน หนทางแห่งความรอดพ้นได้ถูกประกาศ หนทางแห่งการรับผลแห่งการกอบกู้นั้นได้ถูกประกาศ นั่นคือ “ความนอบน้อมเชื่อฟัง” ชีวิตที่สุภาพ เกิดมาเพื่อกันและกัน เจริญชีวิตเพื่อกันและกัน รักและรับใช้กันและกัน ไม่ใช่มีชีวิตเพื่อความยิ่งใหญ่และความดีของตนเองเท่านั้น และก็ไม่สนใจใครๆ เลย สิ่งนี้อาจจะไม่ใช่อัตลักษณ์ของผู้ที่เป็นศิษย์ของพระเยซูเจ้าหรือเปล่า...

เอาเถอะ เมื่อพระเจ้าทรงทำถึงเพียงนี้ วันนี้ผมเอง ผมถามตนเองครับ ความเป็นพ่อเจ้าวัดเพื่อดูแลความรอดพ้นของวิญญาณของลูกๆ ของผม... วันนี้ผมเป็นเช่นใด... ลูกๆ สัตบุรุษของผมเข้าใจอะไร... หรือพวกเขายังเข้าใจว่า มาวัดแล้วต้องได้รับพระพรมากๆ พระพรนั้นเห็นได้ด้วยชีวิตที่มีสุขภาพดี ร่ำรวย มีชื่อเสียง พวกเขาอยากนั่งข้างซ้ายข้างขวาของพระเยซูเจ้า หรือพวกเขาพร้อมที่จะถูกตรึงข้างซ้ายข้างขวาของพระเยซูเจ้าด้วยหรือเปล่า... วันนี้ชีวิตของผมทำให้สัตบุรุษเข้าใจอะไรบ้างหรือเปล่า... เพราะพระองค์เสด็จมาเพื่อรับใช้ผู้อื่น ไม่ได้เสด็จมาเพื่อให้ผู้อื่นรับใช้... นี่คือสิ่งที่พระสงฆ์ได้รับการเชื้อเชิญให้เจริญชีวิตตามแบบอย่างของพระองค์... วันนี้ หากผมสูงศักดิ์เกินไป มันคงไม่ใช่ วันนี้ หากผมเฝ้าแต่จะให้สัตบุรุษทำบุญ เจริญชีวิตกินเงินบุญของสัตบุรุษอย่างเดียวคงไม่ใช่... แต่ผมก็มีความทุกข์ยากที่ต้องเผชิญด้วยความวางใจในพระเจ้า เพื่อเป็นเสาหลักแห่งความเชื่อของลูกๆ ของสัตบุรุษไม่ใช่หรือ...

วันนี้ที่บ้านของผม ที่วัดของผม เมื่ออยู่คนเดียว มันเพียงพอและพอเพียง ประตูห้องน้ำเป็นผ้าม่านพลาสติกก็ได้ ระบบประปาที่ขัดข้อง แต่ก็ยังอยู่ได้แบบเพียรทน น้ำล้างจานที่เก็บไว้ทำอะไรได้อีก เมื่อฝนตก เราก็รองน้ำไว้ใช้ เรียนรู้ชีวิตที่เรียบง่าย พอเพียง อาหารที่ทานง่ายๆ ทานทุกอย่างที่มีรอบๆ บ้าน รอบๆ วัด ตำลึงที่มีให้เก็บทานเสมอๆ ผักบุ้งที่ขึ้นเอง ทานสิ่งที่สัตบุรุษถวายให้ และก็ยังมีให้แบ่งปันอีก อะไรเสียหาย ก็เรียนรู้เพื่อซ่อมเอาเอง ทำเอาเอง เก็บเงินที่จะจ่ายให้ช่างเอาไว้ดูแลวิญญาณลูกๆ คือประหยัดทุกอย่าง... แต่เมื่อมาถึงฉลองวัดที่ผ่านไป ผมได้เรียนรู้ เข้าใจ และรู้สึกว่า สิ่งนี้เป็นอุปสรรคกับลูกๆ ของผม ที่เขาจะเขาใจไหมหนอ ว่าผมอยู่แบบนี้มาตลอด... สิ่งนี้กับเป็นอุปสรรคกับลูกๆ ของผมเสียแล้ว เพราะผมไม่ได้อยู่คนเดียว ในบางครั้งบางคราวลูกๆ มาเยี่ยม มาหา มาพักที่วัด หรือแม้แต่มาวัดวันอาทิตย์ เมื่อพวกเขาพบว่า น้ำไม่แรง ระบบไฟฟ้าไม่ดี และหลายคนบ่นให้ผมฟังว่า “ไม่ดีเลย...คุณพ่ออยู่ได้ไง... ซ่อมซิ...ต้องซ่อมแล้วนะคุณพ่อ”... 555 ก็พ่อก็อดทนไงลูก เท่านี้ก็อยู่ได้ไงลูก ทำไมพ่อต้องสะดวกสบายมากมาย อะไรคือความจำเป็นจริงๆ สำหรับชีวิต... ก็เพราะ มันไม่ได้ยากลำบากอะไรมากมายนักหรอก ลูกมองดูซิ แม้อุปสรรคแบบนี้ยังมีบ้าง พ่อก็ยังมีเวลาสวดภาวนา ทำความสะอาดบ้าน ซักผ้า ดูแลวัด ล้างห้องน้ำให้ลูกๆ นะ พ่อยังมีโอกาสเตรียม และถวายมิสซาเพื่อลูกๆ นะ ยังมีโอกาส จัดวัด เตรียมเทศน์ ประกอบพิธีกรรมเพื่อลูกๆ ได้เสมอมิได้ขาดมิใช่หรือ พ่อยังมีเวลาขับรถไปเยี่ยมอภิบาลลูกๆ ได้มิใช่หรือ ... แต่ลูกๆ รู้ไหม พ่ออยู่แบบนี้มาตลอดสามปี... เพื่อจะได้เอาเงินทองที่มีบ้างไปดูแลลูกๆ บางคนที่ยากจน  เพื่อให้กำลังใจพี่น้องที่ยากจน สิ่งที่ลูกๆ มอบถวายให้พ่อ พ่อก็เอาไปแบ่งปันให้พี่น้องของเราที่ขาดแคลน บางอย่างอาจจะจำเป็นกับลูกๆ ของพ่อมากกว่าพ่อ พ่อก็ให้เขาไป และพ่อเองก็ไม่ได้ขาดแคลนอะไรนี่ คือว่า ยังอยู่ได้นะลูก... แต่วันนี้ วันที่พ่ออยากบอกลูกว่า ขอให้ลูกเป็นคนดีเท่านั้นก็พอ ขอให้ลูกมาวัดก็พอ ศรัทธาในพระเจ้าก็พอ... ไม่ต้องทำบุญมากๆ ก็ได้ ขอมิสซา ไม่ต้องใส่ซองก็ได้ เขียนมาเถอะ เอามาไว้ที่พานใต้พระแท่น บูชาของพระเยซูที่พ่อถวายนั้น เพื่อลูกๆ เงินทองมันซื้อไม่ได้หรอกลูก ไม่มีก็ไม่ต้องทำบุญ ไม่ต้องถวายก็ได้ ชีวิตของลูกนั่นแหละ ขอให้เป็นบุญเป็นทานแด่พระเจ้าก็พอแล้วนะลูก แต่ขอให้ลูกเป็นคนดี ศรัทธาก็พอ สิ่งจำเป็นในบ้าน ในวัดอ่ะ มันเป็นหน้าที่ของพ่อไม่ใช่หรือ ที่ต้องจัดเตรียมไว้เพื่อวิญญาณของลูกๆ เอาเถอะ ศรัทธาเท่านั้นก็พอแล้วลูกเอ๋ย เรื่องวัด เรื่องความรอดของวิญญาณ พ่อเองที่ต้องเตรียมจัดหาไว้ให้ลูกได้อิ่มเอมวิญญาณ ไม่ต้องมีเงินมากมาย ไม่ต้องมีทุกสิ่งมากมาย ขอเรามีกันและกัน พระเจ้าก็ประทับอยู่ท่ามกลางเราแล้วล่ะลูกเอ๋ย

ติดตามพระเยซู อยู่ข้างพระองค์เป็นเช่นใด... วันนี้ฉันอยู่กับพระองค์จริงๆ ไหม หากฉันไม่พลาดจากพระองค์ ฉันก็จะอยู่กับพระองค์ตลอดไป...

ข้าแต่พระเจ้า ไม่ว่าอะไรจะขาดหายไปบ้างในชีวิตของลูก ลูกขออย่างเดียวคือ ขออย่าให้ลูกขาดความสัมพันธ์ที่แท้จริงกับพระองค์เลย

สุขสันต์วันพระเจ้า สุขสันต์วันแห่งครอบครัว

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

วันเสาร์ที่ 20 ตุลามคม 18 สัปดาห์ที่ 28 เทศกาลธรรมดา
บทอ่าน อฟ 1:15-23 / ลก 12:8-12
เนื่องจากคนหน้าซื่อใจคด คือ คนที่ต้องการการยอมรับจากมนุษย์ พวกเขามีความกลัวการไม่ยอมรับดังกล่าว หลังจากพบว่าสิ่งที่เขาได้ทำไปนั้น ล้วนแต่เป็นความล้มเหลว เป็นความว่างเปล่า และเป็นความไม่โปร่งใส พระเยซูเจ้าได้เปรียบให้เห็นความแตกต่าง ระหว่างการไม่เป็นที่ยอมรับของมนุษย์ และความเกรงกลัวพระเป็นเจ้า และไม่มีสิ่งใดที่จะซ่อนเร้นต่อพระเป็นเจ้าได้ ความเกรงกลัวมนุษย์ ที่สามารถฆ่าเฉพาะร่างกาย เปรียบเทียบไม่ได้กับความเกรงกลัวพระเป็นเจ้า ที่สามารถทำลายล้างได้อย่างสมบูรณ์แบบ
สำหรับบรรดาสานุศิษย์ ความเกรงกลัวพระเป็นเจ้า ได้ทำให้พวกเขามีความไว้วางใจ และความเชื่อในพระองค์ และเหมือนอย่างที่พระเยซูเจ้าได้ตรัสก่อนหน้านี้ว่า ถ้าพระเป็นเจ้าทรงดูแลสิ่งที่ดูเหมือนว่าไร้ค่า ทำไมพระองค์จะไม่ดูแลบรรดาสานุศิษย์ และปกป้องพวกเขา ที่ได้เป็นประจักษ์พยานของพระเยซูเจ้า นกกระจอกห้าตัวที่มีค่าเพียงสองเหรียญ ยังไม่รอดพ้นจากการสังเกตของพระองค์ บรรดาสานุศิษย์ของพระองค์ย่อมมีค่ามากกว่านกกระจอกมิใช่หรือ? นอกจากนี้ ถ้าการนับเส้นผมบนศีรษะ ยังมีความหมายถึงการปกป้องของพระเป็นเจ้า พระองค์ก็ทรงสัญญาว่า จะไม่อันตรายใดๆตกมาถึงพวกเขาอย่างแน่นอน กษัตริย์ซาโลมอนได้ส่งข้อความไปยังพระอนุชาของพระองค์ว่า “ถ้าแม้เขาสำแดงตัวได้ว่าเป็นคนดี ผมสักเส้นเดียวของเขาจะไม่ตกลงยังพื้นดิน แต่ถ้าพบความอธรรมอยู่ในตัวเขา เขาจะต้องถึงแก่ความตาย” (1พกษ 1:52)
การประกาศยืนยันของพระเยซูเจ้าต่อบรรดาประชาชน จะเกิดขึ้นในเวลาพิพากษา เมื่อบุตรแห่งมนุษย์จะเสด็จมาพร้อมกับเกียรติมงคล เมื่อบรรดาผู้ชอบธรรมจะได้รับการยอมรับ ต่อหน้าทูตสวรรค์ของพระเป็นเจ้า...ข้าแต่พระบิดาเจ้า ลูกขอสวดภาวนาสำหรับสมาชิกของพระศาสนจักร เพื่อให้มีความยินดีเมื่อยืนอยู่ต่อหน้าพระองค์ ขอให้ลูกเป็นแสงสว่าง ที่ฉายแสดงต่อบุคคลรอบข้างด้วยเทอญ.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view