สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันจันทร์ที่ 22 ตุลาคม 2018 ระลึกถึงนักบุญยอห์น ปอลที่ 2 พระสันตะปาปา

วันจันทร์ที่ 22 ตุลาคม 2018 ระลึกถึงนักบุญยอห์น ปอลที่ 2 พระสันตะปาปา

♦ความอดทนหมายถึง .....
การรอคอยเวลาของพระเจ้า
และวางใจ .....
"ความรักของพระองค์"

📚บทอ่านประจำวันจันทร์ที่ 22 ตุลาคม 2018
ระลึกถึงนักบุญยอห์น ปอลที่ 2 พระสันตะปาปา
https://youtu.be/kvt1LJpPaxs

💕Thank you St. John Paul II
~ In Loving Memory ~
https://youtu.be/hEkDS3V3Nh4

🌻🌻🌻🌻🌻🌻🌻🌻

วันจันทร์ที่ 22 ตุลาคม 2018
ระลึกถึงนักบุญยอห์น ปอลที่ 2 พระสันตะปาปา
อ่าน :
อฟ 2:1-10
ลก 12:13-21
 
พระเยซูเจ้า เตือนศิษย์ให้คิด...
การจะมีชีวิตไปสวรรค์ หรือลงนรก ไม่ได้ขึ้นกับ
ทรัพย์สมบัติว่าจะมีมาก มีน้อย แต่อยู่ที่ใจว่ายึดติดกับอะไร ดังนั้น
จงระมัดระวังจากความโลภทุกชนิด
เพราะคนที่สะสมทรัพย์สมบัติเพื่อตนเองเท่านั้น
เขาจะไม่มีเป็นมั่งมีต่อหน้าพระเจ้า
 
เปาโล เทศน์สอนชาวเอเฟซัสว่า....
ต่อหน้าพระเจ้ามนุษย์ทุกคนเท่าเทียมกัน  เพราะ
ทุกคนเป็นผลงานการสร้างของพระเจ้า เพื่อประกอบกิจการดี

นักบุญยอห์น ปอลที่ 2 ผู้ที่ได้จุดไฟรักแห่งสันติ
ในโลกอย่างแท้จริง ด้วยการใช้ชีวิตของพระองค์
นำพระศาสนจักรคาทอลิกให้แยกตนออกจากกลุ่มของตน
เพื่อไปสัมผัส เยี่ยมเยียน รักเพื่อนพี่น้องต่างความเชื่อ
และท่านได้กลายเป็นผู้มีบทบาทสำคัญ ในการทำลาย
กำแพงเบอร์ลิน และลัทธิคอมมิวนิสต์ ในรัสเซีย

หมายเหตุ…
สมบัติที่ควรสั่งสมให้มาก
คือ “สิ่งดีๆ”....ที่ทำกับเพื่อนพี่น้อง
“คิดดี พูดดี ทำดี”

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”

วันจันทร์ที่ 22 ตุลาคม 2018

สัปดาห์ที่ 29 เทศกาลธรรมดา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“ชีวิตของคนเราไม่ได้ขึ้นอยู่กับทรัพย์สมบัติของเขา ไม่ว่าเขาจะมั่งมีเพียงใดก็ตาม...” (ลก 12:13-21)

โลกบอกว่า ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน

แต่แท้จริง ในอีกมุมหนึ่ง...

ค่าของคน อยู่ที่คนของใคร หรือเปล่า...

คริสตชน คนของพระคริสตเจ้า

ค่าของเราอยู่ที่เราเป็นคนของพระคริสตเจ้า

ค่าของเราอยู่ที่เราเป็นลูกของพระบิดาเจ้า

ค่าของเราอยู่ที่เราเป็นสมาชิกในครอบครัวของพระเจ้า

และสุดยอดของคุณค่าความเป็นคริสตชน

อยู่ที่ “เพราะพระเจ้าทรงรักเรา” 

________________

พี่น้องที่รักครับ ไม่กี่วันก่อน และเมื่อวานนี้เอง ผมมีความสุขที่สุด ที่ได้บอกความรู้สึกบางอย่างให้สัตบุรุษของผมอุ่นใจในการเป็นคริสตชน... คุณค่าของวัดหรือชุมชนคริสตชนไม่ได้อยู่ที่วัดจะมีเงินทองเท่าใด หรือทรัพย์สมบัติที่มีเท่าใด สายประคำทองคำ กาลิกษ์ทองคำ มงกุฎทองคำ หรือของล้ำค่าใดๆ แต่อยู่ที่หัวใจของลูกๆ ที่เป็นสัตบุรุษมากกว่า... ลูกๆ มาวัดเถอะ รักษาความเชื่อ ความศรัทธาในพระเจ้าไว้เถอะ หน้าที่ของการดูแลจิตวิญญาณนั้นเป็นของพ่อเอง ในความเป็นลูก หากลูกช่วยอะไรได้ พ่อก็ยินดี แต่หากลูกขัดสน มันก็เป็นหน้าที่ของพ่อเองมิใช่หรือ ที่จะต้องทำมาหาเลี้ยงชุมชนคริสตชน ดังครอบครัวของพ่อ เพื่อให้เติบโตด้านจิตวิญญาณเสมอมิใช่หรือ นี่เป็นความรู้สึกของครอบครัวของเรามิใช่หรือ พ่อแม่มีหน้าที่ทำมาหาเลี้ยงครอบครัวฉันใด พ่อเจ้าวัดก็มีหน้าที่ต้องทำมาหาเลี้ยงจิตวิญญาณของลูกๆ ฉันนั้น... ใช่ครับ การมีส่วนร่วมเป็นสิ่งที่สำคัญ แต่แม้ลูกจะไม่มีส่วนร่วม พ่อที่ไหน จะตอบแทนการไม่มีส่วนร่วมของลูกด้วยการปล่อยให้วิญญาณของลูกแห้งแล้งและอดตายเล่า ไม่มีเช่นนั้นแน่ๆ ใช่ไหม...

ผมเอาความคิดนี้มาจากไหนหรือ “พระบิดา พ่อบ้าน และพ่อเจ้าวัด” สามคำนี้ที่เป็นหนึ่งเดียวในใจผมเสมอ แท้จริงแล้ว ความคิดนี้มาจากพระวาจาของพระเจ้านั่นเอง เมื่อพระเยซูเจ้าทรงสอนให้เราเห็นความรักของพระเจ้าดังพระบิดา และทรงสอนให้เราเรียกพระเจ้าว่าพระบิดา ดังนั้น เราจึงต้องมีความเป็นลูกของพระองค์ มีความละม้ายคล้ายคลึงกันกับพระองค์บ้างมิใช่หรือ

วันนี้ พี่น้องที่รัก เราที่ได้รับการเรียกให้มาเป็นคริสตชน มีความหวังในพระเจ้า และดำเนินชีวิตตามพระประสงค์ของพระเจ้าในความเป็นลูกของพระองค์ วันนี้อาจจะเป็นวันที่ผมจะบอกกับพี่น้องอีกว่า หากพ่อเจ้าวัดยังคิดและทำได้ขนาดนี้ พระบิดาจะทรงทำสิ่งยิ่งใหญ่มากกว่านี้สักเพียงใด เพื่อแสดงให้ลูกรู้ว่า พระองค์ทรงรักลูกของพระองค์เพียงใด วันนี้ พระวาจาของพระเจ้าเตือนเราอีกครั้ง สิ่งที่พระเจ้าทรงเรียกร้องการฟื้นฟูในชีวิตของเราวันนี้จริงๆ... ชีวิตการเป็นสงฆ์ของผม มีเหตุให้ผมต้องคลุกคลีอยู่กับโรงพยาบาลมากๆ แทบไม่มีอาทิตย์ใดไม่ต้องเข้าโรงพยาบาล และสิ่งที่เห็นและสังเกตเสมอๆ คือ หลายครั้ง เราทำมาหาเลี้ยงชีพกันอย่างหนัก เราทำงานกันแบบปากกัดตีนถีบ เราทำเพื่ออะไร สุดท้ายเราก็เอาเงินทองมากมายมาทิ้งไว้ที่โรงพยาบาล... ศาสนบุคคลท่านหนึ่งเตือนเราว่า “อย่าหาเงินไว้มากมาย เพื่อไปจ่ายค่าห้อง ICU” ซึ่งก็จริงนะครับ... ก่อนหน้าสิ่งนั้น ผมอยากนำหัวใจเราแต่ละคนคิดและไตร่ตรองพระวาจาของพระเจ้าวันนี้สักหน่อย... ทุกวันนี้เราเหนื่อยเพื่อใครกัน หากวันหนึ่งเราก็ต้องตาย จะตายเร็วตายช้า เราก็ต้องตาย แล้วเราคอยอะไรกัน ทำไม่ไม่ตายไปตั้งแต่วันนี้เลยล่ะ... สิ่งนี้ ไม่ใช่เพราะเรามีหวังในพระเจ้าหรอกหรือ โลกนี้จึงเป็นเพียงหนทางที่เราก้าวผ่านชั่วขณะเท่านั้น เพราะเรามีพระเจ้าในชีวิตมิใช่หรือ ชีวิตในโลกของเราจึงมีค่ามากมาย เพราะเราต้องสะท้อนภาพความรักและความดีของพระเจ้าไปสู่ทุกคน ทำให้โลกของเราสวยงามด้วยความรักและสันติสุขมิใช่หรือ

พี่น้องครับ ในสภาพที่เราทำงานหนักวันนี้ เศรษฐกิจที่ฝืดเคียงในวันนี้ จนส่งผลให้ครอบครัวของเรา หลายครั้งขาดความรักความอบอุ่นในความเป็นบิดามารดาและลูกๆ ไปบ้างหรือเปล่า... ภาพที่ผมเคยนำพี่น้องไตร่ตรอง มันเกิดขึ้นยิ่งวันยิ่งมากขึ้นในสังคมเราวันนี้ ผมเจ็บสะท้านในหัวใจจริงๆ เมื่อเคยเห็นผู้อาวุโส ผู้สูงอายุที่เป็นเสาหลักของความเชื่อของลูกหลาน แต่สุดท้าย ความเชื่อของพวกท่านก็ถูกทำร้าย ถูกทดสอบอย่างหนักเมื่อบั้นปลายชีวิตมาถึง เมื่อท่านยังมาวัดได้ ท่านก็พยายามมา แต่ที่สุด เมื่อท่านมาไม่ได้ หลายครั้ง หลายครอบครัว ลูกหลานก็ไม่สนใจอีก... เหตุผลเดียวครับ “งานและการทำมาหากิน” ครับ เวลานั้นและ เมื่อท่านต้องพึ่งลูกหลาน แล้วลูกหลานไม่ศรัทธาในพระเจ้า เมื่อนั้นแหละ เมื่อท่านไม่สามารถดูแลตนเองได้แล้ว เมื่อนั้นอาจจะเป็นช่วงเวลาที่หนักหนาอีกครั้งในการดูแลความเชื่อของท่าน... ภาพของครอบครัวที่กลับบ้านหลังจากทำงาน หลังจากการเรียนหนังสือ... มันคงเป็นภาพที่ไม่ควรมองผ่านเลย มันมีอะไรเกิดขึ้นในสังคมของเรา มันมีอะไรเกิดขึ้นกับครอบครัวคนไทยของเรา เมื่อที่โต๊ะอาหารเขียนไว้ว่า “ลูกทานข้าวไปก่อนนะ แม่ต้องทำโอที” ข้อความที่โทรศัพท์ของแม่เขียนว่า “แม่ทานข้าวกับลูกก่อนนะ พ่อติดค้างงานที่บริษัท” ไม่นานจากนั้น โทรศัพท์ของผู้จัดการดังขึ้นท่ามกลางการประชุม และเขาต้องรับสายแบบปฏิเสธไม่ได้ เพราะนั่นคือลูกสาวโทรมา “พ่อ วันนี้หนูค้างบ้านเพื่อนนะ หนูต้องติวหนังสือเตรียมสอบ พ่อกับแม่ท่านข้าวกันไปก่อนนะ”... ... ... การทานอาหารร่วมกัน เป็นเพียงความฝัน ที่ไม่ได้เป็นความจริงอะไรขึ้นมาเลย ... ... ... แล้วครอบครัวของเราจะเป็นเช่นใด เราสะสมเงินทองมากมายไว้ทำไม... พระวาจาของพระเจ้าวันนี้เตือนให้เราไตร่ตรองชีวิตวันนี้จริงๆ ท่ามกลางโลกวันนี้ ที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปมากมายเหลือเกิน พ่อแม่ ลูก แทบไม่มีเวลามองหน้ากัน ไม่ใช่ทะเลาะกันกระมัง แต่ ความเหนื่อยอ่อนที่ถูกซ้ำเติมด้วยความเย็นชาครับ...

พี่น้องที่รักครับ หันมาให้ความเป็นธรรมกับชีวิตของเรากันหน่อยดีไหม หันมาให้ความสำคัญในคุณค่าของเราแต่ละคนกันหน่อยดีไหม เมื่อความเป็นมารดาไม่ได้มีความหมายเพียงอาหารมากมายบนโต๊ะอาหารที่เตรียมไว้เพื่อลูก ในขณะที่ลูกอาจจะหาทานเอาจากร้านสะดวกซื้อก็ได้กระมัง... ความเป็นบิดาอาจจะไม่ได้อยู่ที่ราคาของโทรศัพท์มือถือของลูก หรือรถยนต์คันหรูของลูก มิใช่หรือ หรือความเป็นลูกของพ่อแม่ ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริญญา เกียรติบัตรหรือใบรับรองมากมายมิใช่หรือ เมื่อความเป็นบิดา มารดา สามี ภรรยา ความเป็นลูก มีค่ามากกว่านั้นแล้ว... พี่น้องครับ วันนี้ ศักดิ์ศรีของเราอยู่ที่ไหน เรามีชีวิตเพื่อใครจริงๆ การสร้างฐานะอาจจะกลายเป็นข้ออ้างที่ไร้ความหมายนะครับ หากพ่อแม่ของเราต้องจากไปโดยไม่สู้จะได้มีลูกอยู่เคียงข้างเลย เพราะมันแต่ “ทำมาหากิน สร้างฐานะ สร้างครอบครัว” ในขณะที่แกนความแข็งแรงของครอบครัวนั้นไม่ได้เสริมด้วยความรักอย่างแท้จริง เมื่อกลับบ้าน ทุกคนก็มีข้ออ้างเหมือนๆ กัน “เหนื่อย” ทุกคนอยากพักผ่อน และแทบจะไม่เหลือเวลาให้กัน แต่แล้ว... พี่น้องที่รัก เราเย็นชาต่อกันและกันมากเกินไปหรือเปล่า ที่จะเสริมกำลังใจกันและกัน ยิ้มให้กันและกัน และความเหนื่อยล้าของเรา จะเปลี่ยนเป็นความชื่นชมยินดี เราจะหายเหนื่อยที่บ้านของเรา เมื่อเราพบกัน ... หรือมันเป็นไปในทางตรงกันข้ามล่ะ ???... นะ นะ นะ พี่น้องที่รัก อย่าให้โลกลดคุณค่าของลูกของพระเจ้าลงไปเลยนะ เราจงฟื้นฟูเสียวันนี้เถอะ... ลูกๆ ที่รัก ถามพ่อแม่ของเราซิ อยากได้เงินมากใช่ไหม แท้จริงแล้ว ท่านอยากมีลูกอยู่ตรงนี้ไม่ใช่หรือ ไม่มีเงินก็ไม่เป็นไร... ลูกๆ อย่างเรา อย่าเลย อย่าให้โทรศัพท์มือถือมันสำคัญกว่าพ่อแม่เลย อย่าให้เฟสบุ๊ค ไลน์มันมาขโมยเวลาของครอบครัวเลยนะครับ ขอเราอย่าเย็นชาต่อกันและกันมากไปกว่านี้เลย ใครกันที่ให้กำเนิดเรามา เราเกิดมาจาก Application ที่ติดตั้งได้เองกระนั้นหรือ... รอช้าอยู่ใย ลูกที่รัก ฟื้นฟูชีวิตของเราวันนี้เถิด 

ข้าแต่พระเจ้า ไม่ว่าชีวิตนี้จะยุ่งมากสักเพียงใด งานจะมากสักเพียงไหน ข้าแต่พระองค์ ขอให้ลูกเรียนรู้ที่จะมีเวลาสำหรับพระองค์และเพื่อนพี่น้องเสมอเถิด

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)


วันจันทร์ที่ 22 ตุลาคม 12 สัปดาห์ที่ 29 เทศกาลธรรมดา.
บทอ่าน อฟ 2:1-10 / ลก 12:13-21
พระคัมภีร์ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจน เมื่อบรรยายถึงสถานภาพของมนุษย์ต่อหน้า และลับหลังพระคริสตเจ้า เราถูกตัดขาดจากพระเป็นเจ้าผ่านทางบาป ที่จะนำไปสู่จิตตารมณ์ทางโลกและปิศาจ แต่พระเป็นเจ้า ผู้ซึ่งมีความรักและความเมตตาอย่างหาขอบเขตมิได้ ทำให้เรากลับมีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง ผ่านทางการสิ้นพระชนม์และการกลับคืนพระชนม์ชีพ ของพระบุตรของพระองค์ อาศัยไม้กางเขน พระองค์บันดาลให้เราได้รับพระพร ทำให้เราเป็นบุตรชายหญิงของพระองค์ ประทานพระหรรษทานให้แก่เรา และประทับตราของพระจิตในวิญญาณของเรา เราได้รับความรอด ไม่ใช่เพราะกิจการของเราแต่อย่างใด แต่เพราะเราได้ตอบสนองพระหรรษทานผ่านทางความเชื่อของเรา
เราเคยได้ยินคำพูดสองประโยคนี้หรือไม่? และเมื่อได้ยินแล้วรู้สึกอย่างไร? ประโยคแรก “ผมยังจนอยู่ ผมต้องทำงานหาเงินต่อไป” ประโยคที่สอง “ผมพอแล้ว ไม่อยากทำงานต่อ อยากทำงานช่วยเหลือคนอื่นบ้าง” คนที่พูดประโยคแรกมีเงินเป็นพันล้านบาท มีธุรกิจใหญ่โต ไม่มีเวลาพักผ่อน ทุกลมหายใจมีแต่คำว่า “เงิน”ไม่เคยสนใจเรื่องศาสนา ที่สุดก็เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจวาย คนที่พูดประโยคที่สองมีฐานะปานกลาง ชีวิตพออยู่ได้ ไม่รวย แต่เจียดเวลาและเงินไปช่วยเหลือคนยากจน มีเวลาพักผ่อน มีเวลาสำหรับครอบครัว ปฏิบัติศาสนกิจสม่ำเสมอ บั้นปลายชีวิตใช้ชีวิตอย่างสงบ ท่านคิดว่าตนเองอยู่ในประเภทไหน? บทอ่านจากพระวรสารในวันนี้ พระเยซูเจ้าทรงเตือนเราให้ระวังความโลภว่า “จงระวังและรักษาตัวไว้ให้พ้นจากความโลภทุกชนิด เพราะชีวิตของเราไม่ขึ้นกับทรัพย์สมบัติของเขา แม้ว่าเขาจะมั่งมีมากเพียงใดก็ตาม”(ลก12:15) และพระองค์ทรงเสริมต่อเพื่อให้เราตระหนักถึงคุณค่าที่แท้จริงในชีวิตว่า “คนโง่เอ๋ย คืนนี้ เขาจะเรียกเอาชีวิตเจ้าไป แล้วสิ่งที่เจ้าได้เตรียมไว้จะเป็นของใครเล่า คนที่สะสมทรัพย์สมบัติสำหรับตนเอง แต่ไม่เป็นคนมั่งมีสำหรับพระเจ้า ก็จะเป็นเช่นนี้”(ลก12:20-21) ขอให้เราถามตัวเองอีกครั้งหนึ่งว่า “เราใช้เวลาส่วนใหญ่เพื่อสะสมสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ และสูญหายไปในวันพรุ่งนี้หรือไม่?”.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view