สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

ดวงหทัยเมตตากรุณาของพระเยซูเจ้า

ดวงหทัยเมตตากรุณาของพระเยซูเจ้า


แบ่งปันโดยคุณพ่อเอกมัย เหลือหลาย
ถอดความและเรียบเรียงโดย ตะเกียง
เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2561

เนื่องจากเดือนนี้(มิถุนายน)เป็นเดือนพระหฤทัยของพระเยซูเจ้า พ่อจึงจะแบ่งปันเรื่องราวตัวอย่าง 7 ประการของดวงหทัยพระเยซูเจ้าที่มีความเมตตากรุณาต่อเราคนบาป

ความหมายของความเมตตากรุณาแบบพระเจ้านั้น ไม่ได้มีเฉพาะในคนดีเท่านั้นจึงจะมีใจเมตตากรุณาได้ แต่ในคนบาปอย่างเราหรือแม้แต่ในคนชั่วก็สามารถที่จะมีความกรุณาต่อกันได้ พระองค์ไม่ได้ทรงต้องการให้เราเป็นคนดีเท่านั้นจึงจะมีใจเมตตากรุณาได้ ความเมตตากรุณาของพระเจ้าไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับคนดีเท่านั้น ดังที่พระเยซูเจ้าได้ตรัสว่า ผู้มีใจเมตตาย่อมเป็นสุข เพราะเขาจะได้รับพระเมตตาตอบแทนเช่นกัน ดังนั้นเราจงอย่าคิดว่าจะต้องเป็นคนดีบริบูรณ์ก่อนแล้วจึงจะเป็นผู้ที่มีใจเมตตาได้ หลายคนบอกว่ามีแต่คนดีเท่านั้นที่จะเข้าวัด สวดภาวนา แต่แท้จริงแล้วเราไม่ได้เป็นคนดีหรอกแล้วจึงเข้าวัด เราไม่ได้เข้าวัดเพราะเราเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ แต่เป็นเพราะเราเป็นคนบาปที่มีใจเมตตากรุณาต่างหาก เพราะในความเป็นจริงแล้วไม่มีใครสามารถเป็นผู้ดีบริบูรณ์ได้ พระเยซูเจ้าตรัสว่า จงเป็นผู้เมตตากรุณาอย่างที่พระบิดาทรงพระเมตตากรุณาเถิด นั่นหมายความว่าแม้เราจะเป็นคนบาปก็ให้มีใจเมตตากรุณา มีใจรักคนอื่นได้ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น ดวงหทัยของพระเยซูเจ้าจึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความเมตตา และให้เราเข้าใจว่าความเมตตาของพระเจ้านั้นมีไว้สำหรับคนบาปทุกคน เพราะถ้ามนุษย์ทุกคนเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์กันหมดแล้ว ความเมตตาจะมีความหมายอะไร เราก็ไม่จำเป็นจะต้องมีความหวัง ความเชื่อและความรักอีกต่อไป แต่ในฐานะที่ยังเป็นมนุษย์มีบาปอยู่เราจึงยังคงต้องการความเชื่อ ความหวัง ความเมตตาและความรักจากพระเจ้าเพื่อช่วยเหลือเราในการเดินทางในโลกนี้ ดังตัวอย่างแรกจากพระวรสารที่พูดถึงความเมตตาของพระเจ้าที่มีต่อคนบาป


เรื่องราวตัวอย่างประการที่1 เป็นเรื่องของหญิงไม่ดีเป็นคนบาปคนหนึ่งซึ่งอยู่ในบ้านของฟาริสีที่ชื่อซีโมน เรารู้ว่าฟาริสีเก่งเรื่องพระธรรมบัญญัติ ระเบียบ กฎเกณฑ์ของโมเสสมาก เขาสามารถปฏิบัติตามได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่ ณ บ้านของฟาริสีที่พระเยซูเจ้าได้รับเชิญไปนั้นผู้ที่ได้รับพระเมตตาของพระเจ้ากลับกลายเป็นหญิงคนบาป หญิงนี้เป็นตัวแทนของเราทุกคนที่ไปร่วมงานเลี้ยงและอยากจะแสดงออกถึงความรักต่อพระเจ้าในฐานะที่เราเป็นคนบาป หญิงคนนี้ใช้น้ำตาชโลมพระบาทพระเยซูเจ้า สิ่งที่เธอทำได้แสดงออกถึงความรักสามอย่างด้วยกันคือ 1.คือความรักที่อยากจะสัมผัสพระเจ้าด้วยชีวิตของตน ทำให้เห็นว่าความรักของคนบาปก็สามารถที่จะแสวงหาและพบ ได้สัมผัสกับพระเจ้า เช่นหญิงนี้ที่รู้ว่าตนเองเป็นคนบาป ความรักของเธอที่แสดงออกคืออยากจะสัมผัสพระเยซูเจ้า และพระองค์ก็อยู่ที่นั่น แล้วพระองค์ก็ได้ประทานความเมตตาต่อเธอกลับมา 2.หญิงนี้แสดงออกถึงความรักด้วยน้ำตา น้ำตาของผู้หญิงที่แสดงถึงความเสียใจที่ตนเป็นคนบาปและด้วยความรักแบบนี้แหละ พระเจ้าก็พร้อมที่จะแสดงความเมตตาต่อเธอ 3.ความรักของหญิงนี้เป็นความรักที่เป็นความยินดีในจิตใจของเธอเพราะมีความหวังในพระเจ้า เหมือนเวลาที่ไปร่วมในพิธีมิสซาเราก็เป็นคนบาปเหมือนหญิงคนนี้ เราพยายามที่จะปฏิบัติตามพระบัญญัติแต่ไม่ว่าทำอย่างไรก็ไม่สามารถจะเป็นคนดีบริบูรณ์ได้ แต่เราก็ยังมีความรักที่จะแสวงหา อยากจะพบพระองค์ เรายังอยากจะมีความรักที่หลายครั้งก็เป็นความรักด้วยน้ำตาในความล้มเหลว บกพร่อง ผิดพลาด เพราะความอ่อนแอ เศรษฐกิจหรืออะไรก็ตามที่ทำให้เรารู้สึกว่าเป็นความรักที่แสดงออกด้วยน้ำตา และพระเจ้าก็ตรัสไว้ว่าใครที่แสดงความรักต่อพระองค์โดยผ่านทางความทุกข์ทรมาน บำเหน็จรางวัลของเขาคือความรักที่เป็นความยินดี ดังนั้นพระเยซูเจ้าจึงได้ตรัสกับหญิงนั้นว่าบาปของเธอที่มีมากมายนั้นได้รับการอภัยแล้ว ความรักด้วยน้ำตาของเธอที่มีต่อพระเยซูเจ้าจึงแปรเปลี่ยนกลายเป็นความยินดีในจิตใจ เหมือนทุกครั้งที่เราคนบาปได้กลับมาหาพระเจ้า นอกจากเราจะเสียใจต่อบาปที่เราได้ทำลงไปแล้ว ในขณะเดียวกันเราก็ได้พบว่ามีความยินดีอยู่ด้วย นั่นคือการได้สัมผัสถึงความเมตตาของพระเจ้าที่มีต่อเรา ณ ที่นั้นนั่นเอง ในขณะที่ฟาริสีซึ่งพยายามที่จะเป็นคนดีบริบูรณ์ น่าคิดว่าเขาได้รับพระเมตตาจากพระเจ้าหรือไม่? เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่เราคิดว่าตนเองดีกว่าคนอื่น นั่นคือเรากำลังจองหอง โอ้อวด ซึ่งตรงข้ามกับความเมตตากรุณาของพระเจ้าที่จะมาหาเรา เช่นเดียวกับในวัดซึ่งมีคนดีที่คิดว่าตนสมบูรณ์แบบกำลังร่วมพิธีมิสซาอยู่ แต่ผู้ที่ได้รับความเมตตากรุณากลับคือคนบาปอย่างเราๆนี่แหละที่ได้เข้าไปร่วมงานเลี้ยงของพระเจ้า ดังนั้น ณ บ้านนั้นซึ่งเป็นบ้านของตนเอง แต่ฟาริสีจึงกลับกลายเป็นผู้ที่ไม่ได้รับ ไม่ได้สัมผัสความเมตตาจากพระเจ้า

เรื่องราวตัวอย่างประการที่2 เหตุการณ์ซึ่งเป็นความประทับใจนี้คือบ้านของศักเคียส ศักเคียสเป็นคนบาปคนหนึ่งที่โกงของคนอื่น ชื่อศักเคียสแปลว่าปลิง มีหน้าที่คอยดูดเลือด ด้วยลักษณะอย่างนี้พระเยซูเจ้าก็อยากจะเข้าไป ณ ที่บ้านของศักเคียสซึ่งเป็นตัวของเขาเองที่เป็นคนบาป ศักเคียสปรารถนาที่จะเห็นพระเยซูเจ้า ศักคียสเป็นคนเก็บภาษี เมื่อพระเยซูเจ้าทอดพระเนตรเห็นเขาและตรัสว่าจะไปพักที่บ้านของเขานั้น พระองค์ไม่ได้หมายถึงบ้านของศักเคียสซึ่งเป็นบ้านสร้างด้วยอิฐ ปูน แต่พระองค์ตรัสถึงบ้านที่เป็นหัวใจของศักเคียสเอง ในพวกเราเองหลายคนแม้จะมีบ้านหลังใหญ่โตแต่ทำไมจึงมีความทุกข์ บางคนอาจจะนอนบ้านหลังละหลายล้าน แต่ก็ต้องนอนแบบกระสับกระส่าย นั่นเพราะบ้านไม่ได้ทำให้เขารู้สึกถึงความรักความเมตตาที่ควรจะมีอยู่ข้างใน พระเยซูเจ้าต้องการที่จะบอกเราว่าการที่พระองค์บอกว่า พระองค์จะไปที่บ้านของเขานั้น คือการที่พระองค์ไปก็เพื่อบ้านที่อยู่ข้างใน คือหัวใจของเขาต่างหาก และเมื่อพระองค์ไปที่บ้านของใจเขาแล้วก็ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นทันทีคือ ศักเคียสได้บอกว่าตั้งแต่นี้ไปจะแบ่งปันทุกสิ่งที่มีให้แก่คนอื่น จากชีวิตก่อนหน้านี้ที่เป็นเหมือนปลิง แต่นี้ไปจะกลายเป็นว่าเขาจะแจกจ่ายให้คนอื่น เมื่อพระเจ้าได้สัมผัสเขา สิ่งที่เกิดขึ้นคือการเปลี่ยนแปลง ที่สำคัญคือศักเคียสเริ่มเห็นว่าชีวิตที่ผ่านมานั้น การไปเอาของคนอื่นมันไม่ยุติธรรมจริงๆ มันผิดต่อความรัก ผิดต่อความเมตตากรุณาแก่ผู้อื่น หัวใจของศักเคียสจึงเริ่มมีความยุติธรรม ความรัก ความเมตตาต่อคนอื่น เพราะในเวลาที่เขาทำหน้าที่คนเก็บภาษีขูดรีดคนอื่นเขาไม่เคยคิดถึงหัวอกคนอื่นเลย เขาถูกพระเท็จเทียมเงินตราบังตาปิดใจของตนอยู่ และจุดจบชีวิตของเขาถ้าพระเยซูเจ้าไม่เรียกเขาออกจากที่นั่น ที่ซึ่งทำให้เขาเจริญชีวิตในความตาย เพราะการนั่งอยู่ที่นั่นต่อไปอีกไม่นานเขาก็จะต้องตาย แต่พระเยซูเจ้าได้ตรัสว่าให้เขาลุกขึ้นและพระองค์จะไปที่บ้านของเขาเพื่อเขาจะได้มีชีวิต และในการที่เขาลุกขึ้นแล้วให้พระเจ้าเปลี่ยนแปลงใจของตน เขาได้รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ศักเคียสเป็นภาพของคนที่พระเจ้าเข้ามาในบ้านใจตนแล้วเกิดการเปลี่ยนแปลง ศักเคียสไม่ใช่ผู้ศักดิ์สิทธิ์ เขาก็เป็นคนบาปเหมือนกับเรา ศักเคียสเป็นภาพของเราคนบาปที่สามารถมีความยุติธรรม ความรัก ความเมตตาต่อคนอื่นได้ พระศาสนจักรของเราอยู่ได้ด้วยคนจนของพระศาสนจักร คือคนทำมาหากินอย่างเราๆนี่แหละที่สามารถแบ่งปันให้แก่กัน


เรื่องราวตัวอย่างประการที่3-4 เหตุการณ์นี้เป็นพระเยซูเจ้าเองที่ได้เป็นตัวอย่างให้แก่เราว่า แม้บุคคลเหล่านี้จะจับพระองค์ตรึงกางเขนก็ไม่ใช่ความผิดของพวกเขา แต่เป็นเพราะพวกเขาไม่รู้ เพราะถ้ารู้ว่าพระองค์เป็นพระคริสตเจ้าแล้วก็จะไม่ทำเช่นนี้เป็นอันขาด แต่เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าพระเยซูเจ้าเป็นใคร หนำซ้ำพวกเขาไม่รู้ด้วยว่าตัวเองนั้นเป็นใคร หลายครั้งที่เราได้ยินว่ามีบางคนที่คิดว่าตนรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง รู้ไปหมดทุกเรื่อง ขาดแต่อย่างเดียวที่เขาไม่รู้ นั่นคือเขาไม่รู้จักตัวเอง พระเยซูเจ้าตรัสในพระวรสารตอนนี้แสดงถึงความเมตตาที่พระองค์มีต่อผู้ที่ไม่รู้ ให้เราเลียนแบบพระองค์ที่บางครั้งเพื่อสันติสุขต่อกันในครอบครัว ก็จงใช้ความเมตตากรุณาของพระเจ้าต่อกัน เราจงสวดขอให้สิ่งเขาทำผิดไปเพราะความไม่รู้ หรือรู้แบบงูๆปลาๆ สวดเหมือนกับพระเยซูเจ้าที่ว่า “พระบิดาเจ้าข้า โปรดอภัยความผิดแก่….(ชื่อสมาชิกในครอบครัวของเรา) เพราะพวกเขาไม่รู้ว่า พวกเขากำลังทำอะไร” เพราะบางทีสิ่งที่เขาทำไม่ดีลงไปก็เพราะความหลง ความไม่รู้ และอาจจะมีอะไรที่ล่อลวงและเขาก็ไม่ได้อยู่ในความจริงแท้ คนเราถ้าไม่หลงอยู่ในกิเลสมัวเมา เราก็จะเป็นอิสระเพราะเราอยู่ในความจริงแท้ และความจริงก็จะไม่นำพาให้เราไปทำเรื่องชั่ว เช่นสามีคนหนึ่งไปราชการต่างจังหวัด ให้ภรรยาและลูกอยู่ที่บ้าน ตอนกลางคืนเขาได้รับเชิญให้ไปร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ที่มีการจัดให้ผู้หญิงมาคอยบริการ เขาตัดสินใจโทรศัพท์ไปปรึกษาครอบครัวว่าควรจะไปกับหญิงบริการหรือไม่ ภรรยาตอบว่าแล้วแต่ด้วยความเกรงใจสามี แต่อย่างไรให้โทร.ถามลูกดูว่าจะรู้สึกอย่างไร เมื่อเขาโทร.ไป ลูกสาวก็ตอบมาว่า “ถ้าพ่อคิดว่ายังรักแม่และยังรักหนู พ่อก็คงจะไม่ไปกับผู้หญิงคนอื่น แต่ถ้าพ่อคิดว่าไม่ได้รักแม่แล้วและหนูไม่ได้เป็นผลผลิตของความรักของพ่อและแม่แล้ว ก็แล้วแต่ตามใจพ่อละกัน” สามีคนนั้นจึงคิดได้ เพราะนึกถึงลูกที่เป็นผลจากความรักและไม่อยากให้ลูกรู้สึกว่าเขาเป็นคนไม่ดี ดังนั้น คนคนหนึ่งที่รู้และคิดได้ว่าสิ่งที่ทำเป็นสิ่งที่ดี เขาก็จะไม่ทำอะไรที่เป็นสิ่งที่ไม่ดีในชีวิต เหมือนสิ่งที่พระเยซูเจ้าได้มอบให้ในเวลาที่พระองค์มองไปยังโจรทั้งสองคนคือความเมตตาที่มีต่อเรามนุษย์ทุกคน โดยไม่ถือโทษ เกลียดชัง ไม่ใช้ความรุนแรงเหมือนมนุษย์ที่ทำกับพระองค์ แต่ความเมตตากรุณาของพระเจ้านั้นปราศจากความรุนแรง เพราะความรุนแรงตรงข้ามกับสันติภาพ เช่นเดียวกับที่โป๊ปได้เรียกร้องให้หยุดสงครามเพราะมันเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความเมตตากรุณาของพระเจ้า ณ ที่เชิงกางเขนนั้นพระเยซูเจ้าได้แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงที่มนุษย์ต้องการจะกระทำต่อพระเจ้า แต่พระเป็นเจ้าไม่เคยที่จะต้องการใช้ความรุนแรงโต้ตอบมนุษย์เลย ดังนั้น เราจงอย่าใช้ความรุนแรงเพื่อเอาชนะ แต่จงใช้ความเมตตากรุณาต่อกัน เหมือนตอนที่ทหารจะเข้ามาจับกุมพระเยซูเจ้าที่สวนเกทเสมนี นักบุญเปโตรได้ใช้ดาบฟันหูทหารนายหนึ่ง พระเยซูเจ้าทรงกริ้วตรัสเอ็ดเปโตรที่ทำเช่นนั้น และพระองค์ยังทำอัศจรรย์รักษาใบหูให้แก่ทหารนั้นอีกด้วย สิ่งที่พระเจ้าทรงทำต่างจากโลกทุกวันนี้ที่ผู้คนต่างบอกว่าต้องใช้ตาต่อตา ฟันต่อฟัน ใช้ความรุนแรงเข้าห้ำหั่นเพื่อเอาชนะกัน

เรื่องราวตัวอย่างประการที่5 เป็นเรื่องของแกะร้อยตัวและมีตัวหนึ่งที่หายไป เราอาจจะเคยเข้าใจว่าในแกะร้อยตัวนี้มีเพียงตัวเดียวที่ไม่ดีหนีออกไปจากคอก แต่ความจริงแล้วแกะทุกตัวต่างก็เคยหนีไปแล้วทุกตัวจนครบทั้ง99ตัว ตัวที่เคยหนีออกไปก่อนมันได้เจอกับประสบการณ์ไม่ดีและเรียนรู้ที่จะกลับมาอยู่ในคอก ตัวที่เคยหลงไปมันก็จะไม่อยากหนีออกไปอีก แกะเป็นสัตว์ที่ตามธรรมชาติจะอยู่กันเป็นฝูง เมื่อตัวหนึ่งในฝูงหลงหายไปจากคอก เจ้าของก็จะไปตามกลับมา วนเวียนไปเช่นนี้จนครบทุกตัวของแกะในฝูงที่จะต้องหลงออกไปจากคอก ดังนั้นเมื่อแกะหายจากคอกไปตัวหนึ่งไม่ได้หมายความว่าแกะที่เหลืออยู่ในฝูงจะไม่เคยหายไปในแบบเดียวกัน พวกมันต่างก็เคยหลงทางเหมือนกัน แต่ตัวสุดท้ายมันยังไม่มีประสบการณ์นี้และพยายามที่จะหนีไป มันยังไม่ได้เรียนรู้ว่าการอยู่ในคอกเป็นสิ่งที่ดีที่สุด แกะตัวที่100 ซึ่งเป็นตัวสุดท้ายที่หนีออกไปนี้ เป็นตัวแทนของเราคนบาปที่หลงทางและพระเจ้าก็ได้เคยตามกลับมาแล้วทุกตัว เพราะเราทุกคนล้วนเคยออกนอกทางไป และที่เรายังสามารถกลับมาได้ก็เพราะความเมตตากรุณาของพระเจ้า จากเรื่องของแกะนี้ไม่ได้มีความหมายว่ามีแกะตัวใดที่ไม่ดี เพราะต่อหน้าพระเจ้าเราต่างเป็นแกะที่หลงทางกันทุกคน เราต่างมีประสบการณ์ของการออกไปที่ที่ไม่ปลอดภัย ไม่มั่นคง ไม่รู้ว่าจะมีอะไรมาทำอันตรายบ้าง และเมื่อได้กลับมาเราก็ไม่คิดที่จะอยากหนีออกไปอีก เป็นความเมตตากรุณาของพระเจ้าที่คอยนำเรากลับมาหาพระองค์เสมอ พระวรสารตอนนี้เป็นเรื่องความเมตตากรุณาของพระเจ้าที่มีความเพียรทนต่อเราเสมอ ทุกครั้งที่เราผิดพลาดหลงทางไปพระเจ้าก็นำเรากลับมา และไม่ใช่แค่ตัวเดียวแต่พระองค์ทรงทำเช่นนี้กับแกะทุกตัว เพราะแกะเป็นสัตว์อ่อนแอที่ผู้เลี้ยงจะต้องดูแลเอาใจใส่มาก ต้องคอยจับมันหงายท้องเพื่อตัดขนให้บ่อยๆ เวลาตัดก็ต้องรีบทำเพราะไม่เช่นนั้นแกะขาดใจตายเพราะอยู่ในท่าหงายท้องนานไม่ได้ การที่แกะต้องตัดขนบ่อยๆ ก็เหมือนพวกเราที่ต้องตัดสละ ความฟุ่มเฟือย ความสะดวกสบายเพื่อที่เราจะได้ไม่หงายท้องขาดใจตาย เราต้องให้พระเจ้าตัดขนออกเพื่อเราจะสามารถเดินได้ดีไม่อุ้ยอ้ายเกินไป บางสิ่งบางอย่างในชีวิตก็ทำให้เราหงายท้องได้ง่ายๆ ซึ่งเราจะต้องตัดมันออกไป และพระองค์ยังตรัสว่าจะกลับมาเพื่อนำความยินดีมาให้ทั้งผู้เลี้ยงและแกะอีกด้วย เพราะเมืองสวรรค์จะยินดี เมื่อคนบาปคนหนึ่งกลับใจ พระเจ้าทรงเป็นผู้เลี้ยงแกะที่ดี ดังเช่นที่เขียนใน เพลงสดุดีที่ 23 ผู้เลี้ยงที่ดี เพลงสดุดีของกษัตริย์ดาวิด 1พระยาห์เวห์ทรงเลี้ยงดูข้าพเจ้าอย่างผู้เลี้ยงแกะ ข้าพเจ้าจึงไม่ขาดสิ่งใด 2พระองค์ทรงให้ข้าพเจ้านอนพักอยู่ในทุ่งหญ้าเขียวขจี ทรงนำข้าพเจ้าไปริมสายนทีที่เงียบสงบ 3เพื่อฟื้นฟูจิตใจของข้าพเจ้าทรงชี้ทางให้ข้าพเจ้าเดินไปบนมรรคาแห่งความชอบธรรมเพราะเห็นแก่พระนามพระองค์ 4แม้ข้าพเจ้าจะต้องเดินไปในหุบเขาที่มืดมิด ข้าพเจ้าก็จะไม่กลัวอันตรายใดๆ เพราะพระองค์ทรงอยู่กับข้าพเจ้า พระคทาและธารพระกรของพระองค์ช่วยให้ข้าพเจ้าอุ่นใจ 5พระองค์ทรงจัดเตรียมโต๊ะอาหารไว้สำหรับข้าพเจ้าต่อหน้าเหล่าศัตรู ทรงเทน้ำมันเจิมศีรษะ ของข้าพเจ้าทรงเทเครื่องดื่มลงในถ้วยของข้าพเจ้าจนล้นปรี่ 6พระกรุณาและความรักมั่นคงของพระองค์จะติดตามข้าพเจ้าไปทุกวันตลอดชีวิต ข้าพเจ้าจะพำนักอยู่ในพระเคหาของพระยาห์เวห์ตลอดไป เป็นนิจนิรันดร์

เรื่องราวตัวอย่างประการที่6 เรื่องเงินเหรียญที่หายไปซึ่งมันเคยมีแต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว ในชีวิตของการเป็นคริสตชนของเรา เราเคยมีความสุขในพระเจ้าแต่ตอนนี้ความสุขความยินดีนั้นมันหายไปแล้ว ภาพของหญิงนี้เป็นตัวแทนของสิ่งซึ่งพระเจ้าได้ประทานให้แก่เราคริสตชน คือตะเกียงและไม้กวาด เพื่อที่จะเห็นความยินดีกลับคืนมา ตะเกียงคือพระวาจาของพระเจ้าที่จะให้แสงสว่างส่องนำทางกับเรา เป็นเหมือนเครื่องวัดมาตรฐานชีวิตของเรา ไม้กวาดคือการขัดเกลาชีวิตคริสตชนของเราอยู่เสมอ เหรียญที่เคยมีครบ10เหรียญนั้น 9เหรียญที่มีเหลืออยู่คือความสะดวกสบาย หน้าที่การงาน บ้าน เกียรติยศ ชื่อเสียง การศึกษา ฯลฯ แต่เหรียญทั้ง9นี้มันล้วนอยู่ภายนอกชีวิตของเราทั้งหมด แต่เหรียญอันที่10คือ เหรียญสำคัญที่หายไปนั้นมันไม่ใช่สิ่งภายนอก แต่คือสิ่งที่อยู่ข้างในชีวิตเรา พ่อคิดว่าบางครั้งสิ่งที่หายไปจากจิตใจของเราก็คือ ดวงใจแห่งความเมตตากรุณานี่แหละที่ได้หายไปตั้งแต่เมื่อไหร่กันหนอ ทำไมเราจึงกลายเป็นคนที่เห็นแก่ตัว เอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลาง สิ่งสำคัญที่หายไปคือความเมตตากรุณาเช่นดวงหทัยของพระเจ้าในชีวิตของเรานั่นเอง เราอาจทำมันหายไปตั้งแต่ตอนที่เราได้เหรียญทั้ง9มา มันทำให้ความสุขความยินดีในครอบครัวของเราลดลงๆ แม้เราจะมีบ้าน มีรถ มีทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ความใจดี มีเมตตาต่อกันกลับลดน้อยลง เช่นที่โป๊ปได้ตรัสสอนเรื่องความชื่นชมยินดีในชีวิตของเราคริสตชน ให้เราทบทวนว่าแม้จะมีทุกสิ่งแต่สิ่งสำคัญที่หายไปคือความยินดีในพระเจ้าที่ได้หายไปจากชีวิตของเราหรือไม่

เรื่องราวตัวอย่างประการที่7 เรื่องนี้เป็นเรื่องของพี่น้องที่ไม่ให้อภัยต่อกัน ไม่มีใจเมตตากรุณาต่อกัน ต่างจากบิดาที่เมตตาต่อทั้งพี่ชายคนโตและน้องคนเล็ก เรื่องนี้เป็นเรื่องของความขัดแย้ง ความสัมพันธ์ของพี่น้องที่ไม่มีความรัก ความเมตตาต่อกัน ทั้งที่พระเจ้าสอนว่ามีพระบัญญัติที่สำคัญอยู่สองประการคือการรักพระเจ้าสิ้นสุดจิตใจ สุดกำลัง สุดความคิด และให้เรารักกันและกันเหมือนที่พระองค์ทรงรักเรา จากเรื่องราวตอนนี้บิดารักและเมตตาลูกทั้งสอง แต่ปัญหาเป็นเรื่องระหว่างพี่และน้อง พี่ชายไม่มีความรักต่อน้องชายของเขา และต่อว่าบิดาที่ไม่ช่วยสนับสนุนเวลาที่เขาจัดงานเลี้ยงเลย ทั้งที่จริงแล้วเป็นตัวของเขาเองต่างหากที่ไม่เคยคิดจะชวนบิดาให้ได้ร่วมในงานเลี้ยงของตนเองเลย เขาอยากจะฉลองอยู่กับ “เพื่อน” ซึ่งเป็น “ทาส” ที่ได้ไปซื้อมาคอยรับใช้ในอยู่ในบ้านของเขาเองเท่านั้น เขาไม่คิดอยากจะชวนบิดาหรือน้องของเขามาร่วมในงานเลี้ยงด้วย ต่างจากพ่อที่อยากจะพาเขามาร่วมงานเลี้ยงของพ่อและของน้องชายด้วย และบอกเขาว่า “ลูกเอ๋ยทุกสิ่งที่พ่อมีก็เป็นของลูกด้วย” แต่พี่ชายคนโตกลับใช้คำว่า “ลูกของพ่อคนนี้” เรียก “น้องชายของตน” ซึ่งแสดงว่าเขาไม่ได้คิดว่าเป็นน้องของเขา พี่ชายคนโตอยู่ในบ้านของพ่อมาตลอดแต่ไม่เคยคิดว่าตนเองเป็นลูกของพ่อ เขาอยากจะอยู่กับแกะ แพะ โค และทาสซึ่งเป็นทรัพย์สินของตนเท่านั้น เรื่องนี้สอนเรื่องความเมตตากรุณาต่อกันและกันในชีวิตครอบครัวของเรา หลายครั้งทำไมเรารักคนอื่นได้แต่กลับไม่สามารถรักพี่น้องของตนเอง เราเมตตาต่อคนอื่นได้แต่กลับผิดใจกับพี่น้องของเราเอง พระเจ้าต้องการจะสอนเราในเรื่องของความรักว่าถ้าพระเจ้ารักเราอย่างไร พวกเราก็จะต้องรักและเมตตากันและกันอย่างนั้นด้วย นี่คือหัวใจของเรื่องนี้


จากเรื่องราวแบบอย่างทั้ง7ของดวงหทัยที่เมตตากรุณาของพระเจ้านี้ ให้เราไตร่ตรองว่าพระเจ้าที่แท้ของเรานั้นเป็นแบบไหน หลายครั้งในสถานการณ์ต่างๆของชีวิตเราก็ไม่รู้ว่าพระเจ้าที่แท้ของเรานั้นเป็นพระเจ้าแบบไหนกันแน่ เพราะพระเท็จเทียมในชีวิตของเราก็มีเยอะจริงๆ บางครั้งเราก็สร้างขึ้นมาเองแล้วบอกว่านี่แหละคือพระเจ้า ทำเหมือนว่าพระเจ้าเป็นใบ้จึงต้องให้เราพูดแทนพระองค์ เหมือนชาวอิสราเอลตอนอพยพในเวลาที่โมเสสขึ้นไปบนภูเขาซีนายได้ปั้นรูปโคทองคำจากเอาทรัพย์สมบัติของพวกเขาเองและอุปโลกน์ให้เป็นพระเจ้า พูดแทนพระเจ้า ทั้งที่พระเจ้าที่แท้นั้นพระองค์ไม่จำเป็นต้องให้มนุษย์มาพูดแทนหรอก พระเจ้าแท้คือพระเจ้าที่พูดกับเรา และเป็นเรามนุษย์ต่างหากที่จะต้องเป็นผู้ที่ฟังสิ่งที่พระเจ้าตรัส ถามว่าเราจะเชื่อพระเจ้าที่พูดกับเราหรือเราจะเชื่อพระเท็จเทียมที่ไม่สามารถพูดได้ต้องให้มนุษย์พูดแทน น่าสนใจว่าพระเจ้าของเราซึ่งเป็นผู้ที่ให้ชีวิตแก่เรามาตั้งแต่เกิด พระองค์ทรงสร้างทุกสิ่ง และสิ่งเดียวที่พระองค์ต้องการจากมนุษย์คือ “ฟัง” แล้วพระองค์จึงจะพูด เหมือนอาดัมและเอวาในเวลาที่พระสร้างเขาขึ้นมา สิ่งเดียวที่พวกเขาคอยหลบหนีก็คือ “เขาไม่อยากจะฟังพระเจ้า” เมื่อพระเจ้าตรัสเรียกว่า “เจ้าอยู่ที่ไหน” นั่นคือพระเจ้ากำลังจะพูดแต่พวกเขาไม่อยากจะฟัง ลักษณะที่สำคัญของพระเจ้าที่แท้นั้นโดยสรุปมีอยู่4ประการด้วยกัน ประการแรกคือ 1.พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าที่สร้างเรามา พระองค์คือพระผู้สร้างและทุกสิ่งที่เราอยู่ด้วยทุกวันนี้ล้วนเป็นสิ่งที่ถูกสร้างจากพระองค์ด้วยกันทั้งหมด ทุกสิ่งทุกอย่างความดีงามทั้งหมดที่มีในโลกนี้เป็นของพระเจ้า สิ่งเดียวที่เราต้องบอกกับพระเจ้าคือขอบคุณพระเจ้าสำหรับสิ่งต่างๆที่พระองค์ให้เรามี ดังนั้นสิ่งแรกที่เราจะต้องนมัสการคือนมัสการพระเจ้าแท้ที่เป็นพระผู้สร้าง พระเท็จเทียมมันต้องการให้มนุษย์สร้างตัวของมันขึ้นมาเพื่อเราจะได้อุปโลกน์ตนเองเป็นพระผู้สร้างแทนเสียเอง เรามนุษย์ที่อยู่ในโลกนี้ก็เป็นแค่สิ่งสร้างเท่านั้น การที่เรามนุษย์ผู้เป็นสิ่งสร้างที่อ่อนแอกว่าสิ่งสร้างอื่นเสียอีก จะตั้งตัวว่าเป็นพระผู้สร้างนั้นมันเป็นสิ่งที่ควรจะเป็นไปได้หรือ? ดังนั้น เราจงสลักไว้ในจิตใจว่า การนมัสการพระเจ้าแท้คือการนมัสการพระเจ้าผู้สร้างสิ่งต่างๆในโลกในจักรวาล และอย่าลืมว่าพระเจ้าสร้างเรามาด้วยความรักและสิ่งเดียวที่มนุษย์มีที่แตกต่างจากสิ่งสร้างอื่นคือมนุษย์สามารถที่จะรักได้ ต่างจากต้นกุหลาบแม้จะงดงามเพียงใด มันก็ไม่สามารถจะบอกรักพระเจ้าได้ แต่มนุษย์ที่แม้จะอ่อนแอ มีข้อจำกัดมากที่สุด มีความรู้สึกเจ็บปวดมากที่สุด แต่มนุษย์กลับสามารถรักพระเจ้าได้ มนุษย์สามารถฟังและบอกรักพระองค์ได้ผ่านทุกความรู้สึกไม่ว่าจะทุกข์หรือสุขของเรา ประการที่2 พระองค์คือพระเจ้าที่พูดกับเราผ่านสิ่งต่างๆ โดยเฉพาะพระคัมภีร์ เช่นมีคุณพ่อกาปูชินท่านหนึ่งที่ได้รับอำนาจจากพระสันตะปาปาให้เป็นผู้ขับไล่ปีศาจ คุณพ่อบอกเลยว่าตนไม่ได้เป็นคนทรงเจ้า แต่ผู้ที่สามารถที่จะตรัสสั่งได้คือพระเจ้า เหมือนพระเยซูเจ้าในพระคัมภีร์เวลาที่พระองค์ขับไล่ปีศาจพระองค์ใช้คำพูดของพระเจ้า ดังนั้น พระเจ้าที่แท้คือพระเจ้าที่พูดและตรัสกับเรา และเวลาที่พระองค์พูดนั้นก็ไม่เคยทำร้าย ไม่เคยตัดสินใคร ไม่เคยหลอกลวง ไม่ทำให้เราต้องเจ็บช้ำใจ พระวาจาของพระเจ้าไม่เคยที่จะทำร้ายเรา ในพระเจ้ามีแต่การเยียวยารักษา ให้กำลังใจ มีแต่คำปลอบโยนให้แก่เราพระเจ้าแท้คือพระเจ้าที่พูดกับเราและเราก็ฟังเพื่อให้เราพร้อมที่จะลุกขึ้นเป็นลูกของพระต่อไป ประการที่3 พระเจ้าแท้พระองค์คือผู้นำทางชีวิตของเรา ในพระเท็จเทียมนั้นเป็นมนุษย์เองที่เอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางเป็นผู้นำบอกว่าจะทำสิ่งใดๆ พระเท็จเทียมบังคับให้พระเจ้าไปอยู่ข้างหลังแล้วมันจะเป็นคนนำทางเอง เหมือนเวลาที่ซาตานเข้าสิงนักบุญเปโตร ในตอนที่พระเยซูเจ้าตรัสว่าพระองค์จะต้องผ่านกางเขนแล้วจึงกลับคืนชีพ แต่เปโตรพูดขัดขวางพระองค์ว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดไม่ได้กลับขอให้พระเจ้าทำตามใจตน นั่นคือเปโตรกำลังขวางทางการเป็นผู้นำของพระเจ้า พระเยซูเจ้าจึงดุว่าเปโตรเป็นอ้ายซาตาน เพราะพระเจ้าไม่ได้ต้องการให้มนุษย์เป็นผู้นำของพระองค์แต่ให้เราเป็นผู้ติดตาม เหมือนชนชาติอิสราเอลในอพยพ เวลาที่ไปไหนตอนกลางคืนพระเจ้าก็จะเป็นแสงสว่างให้พวกเขาเดินทาง ในเวลากลางวันพระองค์ก็เป็นเสาเมฆให้มองเห็นได้ เป็นผู้นำทางให้กับพวกเขา ดังที่พระองค์ตรัสไว้ว่า “เราเป็นหนทาง ความจริงและชีวิต” คำว่าหนทางหมายความว่าพระองค์คือผู้นำทางชีวิตของเรา และพระองค์เป็นความจริง นั่นคือพระองค์จะเป็นผู้นำความจริงเพื่อพาเราไปสู่การมีชีวิตให้กับเรา พระองค์ไม่ใช่พระเจ้าที่จะนำเราไปสู่ความเจ็บปวดและความตาย ดังนั้นให้เราชื่นชมยินดีเถิดว่าถ้าเรานมัสการพระเจ้าที่แท้แล้วแม้เราจะต้องประสบกับความยากลำบาก ยังไม่สามารถมองเห็นสิ่งดีๆในอนาคต ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่ให้เชื่อเถิดว่าพระเจ้ากำลังนำทางให้เราเสมอ เพราะพระเจ้าแท้คือพระเจ้าที่นำทางให้กับลูกๆทุกคนให้มีชีวิตทั้งในชีวิตนี้และในชีวิตหน้า ประการสุดท้าย 4. พระเจ้าแท้เป็นพระผู้สร้างเรามาพระองค์ไม่ปรารถนาให้เราตาย แต่ปรารถนาให้เรามีชีวิต พระเจ้าแท้คือพระเจ้าที่ให้ชีวิตทั้งในชีวิตนี้และชีวิตนิรันดร ต่างจากพระเท็จเทียมที่ผู้นมัสการมันไม่ว่าจะเป็นอำนาจ เงินตรา ในที่สุดมันจะนำไปสู่ความตาย แต่พระเจ้าแท้นั้นพระองค์ตรัสว่าไม่ปรารถนาให้คนของพระองค์ต้องตายเลยแม้แต่คนเดียวแม้ว่าเขาจะเป็นคนบาปมากเท่าใด


ดังนั้น สำหรับพระเจ้าแท้นั้นพระองค์ไม่เหมือนพระหรือจิตอื่นๆ ที่จะเข้าสิง เพื่อครอบงำมนุษย์ให้ทำในสิ่งต่างๆที่ไม่อยากจะทำ เหมือนที่เราเคยพบเห็นร่างทรงที่อ้างว่าถูกผีสิงให้พูด หรือมีอาการคลุ้มคลั่งร้องตะโกนโวยวายแบบควบคุมบังคับตนเองไม่ได้ และทั้งที่พระเจ้ายิ่งใหญ่กว่าจิตต่างๆที่พระองค์ทรงสร้างมากมายนัก แต่พระองค์กลับมีพระทัยแสนอ่อนโยน และให้อิสระ ไม่สิง ไม่บังคับให้เราต้องไปวัด สวดภาวนา ทำความดีต่างๆ แต่พระองค์ให้อิสระแก่เราในการที่จะเลือกเองว่าจะทำตามพระหฤทัยเมตตากรุณาที่แสนอ่อนโยนของพระองค์หรือไม่.


ขอเชิญผู้สนใจร่วมกิจกรรมสนทนาธรรม(แบ่งปันโดยคุณพ่อเอกมัย เหลือหลาย)
โดยกลุ่มฆราวาสแพร่ธรรม(ตามหาลูกแกะหลงทาง) ทุกวันอาทิตย์สัปดาห์ที่สี่ของเดือน ณ ห้องประชุม ชั้นสอง
ตึกวันทามารี วัดเซนต์หลุยส์ ติดต่อสอบถามได้ที่คุณจอน วิริยะอรรควุธิ โทร. 081 490 9371
สามารถดูบทความแบ่งปันย้อนหลังได้ที่ www.Palungjai.com

view