สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันพฤหัสบดีที่ 25 ตุลาคม 2018 สัปดาห์ที่ 29 เทศกาลธรรมดา

วันพฤหัสบดีที่ 25 ตุลาคม 2018 สัปดาห์ที่ 29 เทศกาลธรรมดา

💓จงหว่าน "ความทรงจำดีๆ"
ไว้ในใจของผู้อื่น...
จงทำตัวให้เขา "เป็นหนี้คุณ"
ด้วยความรัก!!!!

📚บทอ่านประจำวันพฤหัสบดีที่ 25 ตุลาคม 2018
สัปดาห์ที่ 29 เทศกาลธรรมดา
https://youtu.be/V9LKK0B14rA

🐠 บทภาวนาเวลาเช้า สดุดี 5
http://youtu.be/GxboI5GonTE

🌹🌹🌹🌹🌹🌹🌹🌹🌹

วันพฤหัสบดีที่ 25 ตุลาคม 2018
สัปดาห์ที่ 29 เทศกาลธรรมดา
อ่าน
อฟ 3:14-21
ลก 12:49-53
ระลึกถึงนักบุญยอห์น กาปิสตราโน
 
พระเยซูเจ้าจุดไฟ ในใจของบรรดาศิษย์
เมื่อพระองค์ตรัสให้พวกเขาคิดว่า...
หนทางของการเป็นศิษย์
จำเป็นต้องสร้างความสัมพันธ์
กับพระคริสตเจ้า เป็นอันดับแรก
แยกจากความสัมพันธ์อื่น ๆ  
 
นักบุญเปาโลแนะนำ ชาวเอเฟซัส...
เมื่อไหร่ที่...ชีวิตภายใน ฝังรากลึก เข้มแข็ง
ตั้งอยู่บน หนทางแห่ง ความรัก
มีพระคริสตเจ้าพำนักอยู่ในจิตใจ อาศัยความเชื่อ
เมื่อนั้น ก็ไม่มีสิ่งใด ที่จะแยกพวกเขา
จากความรักของพระคริสตเจ้าได้
 
หมายเหตุ…
บางทีการแยกตัว...เพื่อไปหาที่สงบ
สักร้อยที่ มันอาจไม่สงบเท่า...
การรู้จักแยกความคิด จิตที่ฟุ้งซ่าน
จากตัวตนไปเสียบ้าง

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)
 

“พลังแห่งพระวาจา”

วันพฤหัสบดีที่ 25 ตุลาคม 2018

สัปดาห์ที่ 29 เทศกาลธรรมดา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“เรานำความแตกแยกมาต่างหาก...” (ลก 12:49-53)

คำสอนของพระเยซูเจ้านำให้เราถูกแบ่งแยกจากคนของโลก

เพราะเราต้องเป็นคนของพระองค์โดยการเรียกจากพระองค์

แต่คำสอนของพระองค์ไม่เคยทำให้หัวใจของเราก้าวร้าว

ตรงกันข้าม กลับเป็นหัวใจที่อ่อนหวานและอ่อนโยน

เป็นหัวใจที่ไม่เคยทอดทิ้งใคร

เราแตกแยก เพราะเราต้องเป็นศิษย์พระเยซู

และศิษย์พระเยซูนั้น เป็นหนึ่งเดียวกับเพื่อนพี่น้อง

แต่การเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่ได้หมายถึงการต้องเป็นเหมือนกัน

แต่... เป็นหนึ่งเดียวกันในความรักของพระคริสตเจ้า 

อันเป็นที่มาของสันติภาพ และความดี

ที่จะทำให้เราไม่ทอดทิ้งใครๆ เลย

แต่เราเจริญชีวิตเพื่อความรอดพ้นของทุกคน

เพื่อนำความรอดพ้นไปสู่ทุกคน...

________________

วันนี้พระวาจาตอนนี้ ตอนที่ผมนำมาไตร่ตรองและแบ่งปันให้กับพี่น้องนี้ อาจจะดูเป็นความคิดด้านลบนิดหน่อย แต่แท้ที่จริงแล้ว นี่เป็นการเสริมกำลังใจให้กับเราในความเป็นจริงที่เกิดขึ้นกับผู้ที่เป็นศิษย์พระเยซู การล้างด้วยพระจิตเจ้าและความจริง ทำให้ชีวิตของคริสตชนเปลี่ยนไป ความคิด ความรู้สึก และความปรารถนาของเรา เมื่อฟังพระวาจาของพระเจ้าแล้ว ขีวิตของเราเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างจากคนอื่นๆ 

พระวาจาวันนี้ มีคำว่าแตกแยก ที่ดูเหมือนเป็นความหมายในทางลบ แต่นั่นคือความแตกต่างของชีวิตที่เราจำเป็นต้องถูกแยกจริงๆ แยกออกมาเป็นฝ่ายของความจริงและความดี พระเยซูเจ้าใช้คำที่ชวนให้เราคิดหนัก แม้ว่าภาพความรักของพระเจ้าที่ผมแบ่งปันการไตร่ตรองวันเหล่านี้กับพี่น้องจะมาในรูปแบบของครอบครัว ต้นแบบแห่งครอบครัวทั้งหลาย (เทียบ บทอ่านที่หนึ่ง อฟ 3”14-21) นั่นหมายความว่า เมื่อคริสตชนได้รับการล้างโดยพระจิตเจ้าและความจริง เป็นการล้างด้วยไฟ ที่แม้จะอธิบายยาก แต่นั่นเป็นการล้างที่ทำให้เราเป็นฝ่ายของความจริงและความดี จนอาจจะเป็นเหตุที่ทำให้เราไม่เหมือนคนอื่น หรือทำให้เราถูกแยกออกจากกลุ่ม เพื่อเป็นคนของพระเจ้า นั่นคือ เมื่อเราเป็นฝ่ายพระเจ้า เราก็อยู่ในฝ่ายของความจริงและความดี นั่นคือ เราจะกลมกลืนกับความเท็จ การหลอกลวงและความชั่วร้ายไม่ได้เลย... และสิ่งที่หนักหนาทีเดียวคือ การแตกแยก ที่ให้ความหมายของการเลือกให้พระเจ้ามาก่อนในชีวิตของเรา ที่อาจจะทำให้เราต้องทะนุบำรุงรักษาความเชื่อของเราไว้ แม้ว่าเราจะกลายเป็นแกะดำในครอบครัว ในสังคม และในโลก แต่เราจะกลมกลืนกันคนอื่นก็คงเป็นไปไม่ได้ นี่คือความหมายของการถูกแยกออกจากโลก เพราะแม้เราจะยังต้องอยู่ในโลก แต่เราคือคนที่ได้รับการเรียกและเลือกในพระคริสตเจ้า 

พี่น้องที่รัก แม้ว่าเราจะต้องยอมแยกตนออกจากสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความจริงและความดี แบบว่า เราจะไม่ยอมประนีประนอมกับความไม่ดีใดๆ เลย คนของพระเจ้า ลูกของพระเจ้ายอมให้ความไม่ดีเข้ามาเจือปนในชีวิตไม่ได้เด็ดขาด... “ใครๆ เขาก็ทำกัน”... “เถอะน่า นิดเดียวเอง” และอื่นๆ ที่เราต้องยอมรับว่า เราจะกลมกลืน และประนีประนอมกับความไม่ดี เราจะเดินตามกระแสของโลกไม่ได้เลย นั่นหมายความว่า เมื่อเรายั่งรากและตั้งมั่นอยู่ในความรักแล้ว เราย่อมรู้ค่าของสิ่งที่แตกต่าง ความจริง ความดี  ที่จะทำให้เราเข้าใจถึงความกว้าง ความยาว ความสูง ความลึก นั่นคือการหยั่งรู้ถึงความรักซึ่งเกินกว่าจะหยั่งรู้ได้ของพระคริสตเจ้า เพื่อเราจะได้รับความไพบูลย์ทั้งปวงของพระเจ้าอย่างเต็มเปี่ยม

กระนั้นก็ดี พี่น้องครับ การแตกแยกของคริสตชน แม้เราไม่ยอมประนีประนอมกับสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความจริงและความดีแล้วนั้น แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า คริสตชนต้องเป็นคนก้าวร้าว แต่ทว่า เราต้องหนักแน่นครับ เราต้องหนักแน่นในความจริงและความดี แม้ว่าความคิดของเราจะนำให้เราแตกแยกจากความคิดของคนส่วนใหญ่ก็ตาม แต่วิธีการของคริสตชนครับ พี่น้องที่รัก นี่คือสิ่งที่ผมอยากแบ่งปันการไตร่ตรองกับพี่น้องในเช้าวันนี้ ผมผ่านงานศพของสัตบุรุษท่านหนึ่งมาในความคิดที่แตกต่างๆ กับความเชื่อคริสตชน แต่เราก็พอจะเดินไปด้วยกันได้ ซึ่งเราต้องอาศัยผลของพระจิตเจ้าที่เราได้รับการล้างจริงๆ ครับ นั่นคือความสุภาพถ่อมตน ความอ่อนโยนและถ่อมตน แม้เราจะได้รับแรงบันดาลใจจากพระเจ้าในการเป็นผู้ที่เจริญชีวิตบนมาตรฐานที่สูงกว่าความคิดของโลก และแม้เราจะต้องเดินสวนทางกับโลกบ้างก็เถอะ แต่เพราะความดี ความสุภาพ และความอ่อนโยนของเรา นี่คือสิ่งที่อาจจะทำให้เราได้รับการเบียดเบียนบ้าง... แต่นี่แหละ คือสิ่งที่ผมบอกกับพี่น้องตั้งแต่ย่อหน้าแรกของบทไตร่ตรองนี้แล้วว่า นี่อาจจะเป็นสิ่งที่พระเยซูเจ้าได้ตรัสกับเราล่วงหน้า เพื่อให้เรามองเห็นว่า การเบียดเบียนทางความคิด การต้องถูกเบียดเบียนที่ไม่เป็นธรรมนั้น จะต้องเกิดขึ้นกับคนของพระองค์แน่ๆ แต่เพราะการเป็นคนของพระคริสตเจ้านั้น สิ่งนี้จำเป็นต้องชัดเจนครับ เราต้องพร้อมแยกตนเองออกจากความชั่วร้าย ความเท็จ หรือสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความจริงและความดีที่พระเจ้าทรงเปิดเผยแก่เรา

พี่น้องที่รัก หากเราไตร่ตรองสิ่งที่พระเยซูเจ้าทรงสอน เราจะเห็นว่า สิ่งนี้ยังเกิดขึ้นจริงในโลกเราวันนี้ครับ เมื่อเวลาที่ผ่านไป พระเยซูเจ้าอาจถูกตรึงกางเขนแบบที่เรียกว่าอยุติธรรม พระองค์ไม่ได้มีความผิดอะไร ถึงกับปิลาตเองก็พยายามจะปล่อยพระองค์อยู่แล้ว แต่เพราะกระแสของโลกครับ...

พี่น้องครับ สิ่งนี้ยังคงเกิดขึ้นในโลกเราวันนี้จริงๆ ครับ พระวาจาของพระเจ้าเป็นความจริงเสมอ แต่นั่นอาจจะเป็นความจริงที่โลกไม่ยอมรับ และมากกว่านั้น อาจจะเป็นความจริงที่โลกไม่อยากแสวงหาและไม่อยากรู้ เพราะความจริงนี้ เป็นดังไฟที่เผาผลาญความไม่ดี ความไม่ถูกต้องออกไปจากโลก และทำให้เกิดการแตกแยกจากผู้ที่ไม่อยากเจริญชีวิตตามความจริงนั้น...

“เอาไปตรึงกางเขน เอาไปตรึงกางเขน” ยังคงเป็นเสียงตอบคำถามที่ว่า “เขาทำผิดอะไร...” แต่มันก็ยังเป็นเสียงที่ยิ่งดังขึ้น เพราะการไม่อยากฟังเสียงของความจริง... พี่น้องครับ คำสอนของพระเยซู เป็นคำสอนที่เรียกร้องการเปลี่ยนแปลงตนเองจริงๆ ครับ แต่เพราะโลกไม่อยากเปลี่ยนแปลง คำถามนี้ จึงเป็นคำถามที่โลกตอบไม่ได้สักครา แต่โลกก็ไม่อยากได้ยิน เพราะมันทำให้เกิดสิ่งที่ว่า “เสียผลประโยชน์” เมื่อใครหลายคนอาจจะแสวงหาเพียงผลประโยชน์เพื่อตนเอง เขาก็พรากจากหนทางของความจริงและความดีของพระเจ้า เมื่อเขาเลือกเอาตนเองเป็นพระเจ้าเสียเอง นี่แหละ บาปที่เกิดขึ้น ณ อุทยานของพระเจ้า เมื่อความตายเข้ามาในโลก

ข้าแต่พระเจ้า วันนี้ ลูกมั่นในมากขึ้นบนหนทางสายนี้ ที่แม้ว่าจะทำให้ลูกต้องถูกแยกออกจากคนอื่นบ้าง วันนี้ลูกเข้าใจแล้วว่า ศิษย์ของพระองค์นั้น จำเป็นต้องถูกแยกออกจากโลกจริงๆ แยกออกจากกระแสที่ตรงกันข้ามกับความจริงและความดี... แต่คุณค่าของการเป็นศิษย์ของพระองค์นั้น เป้าหมายของชีวิตที่เดินตามพระองค์นั้น คือสิ่งที่ลูกมั่นใจว่า ลูกจะไม่ผิดหวังในพระองค์เลย และสิ่งนี้เอง จะนำให้หัวใจของลูกอ่อนโยนเสมอ แม้จะต้องแตกแยกจากโลก แต่หัวใจของลูก จะไม่ยอมแตกแยกกับพระองค์เลย... นั่นคือลูกจะพยายามทุกทาง เพื่อนำผู้อื่นให้พบความรอดพ้นด้วยนั่นเอง... พระเจ้าข้า ขอให้... ทั่วพิภพจนสุดปลายแผ่นดินได้เห็นความรอดขององค์พระเจ้า... (เพลงตอบรับพระวาจาวันนี้)

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)


วันพฤหัสที่ 25 ตุลาคม 18 สัปดาห์ที่ 29 เทศกาลธรรมดา
บทอ่าน อฟ 3:14-21 / ลก 12:49-53
ขณะเมื่อนักบุญยอแซฟและพระแม่มารีอาได้นำพระกุมาร ไปถวายองค์ในพระวิหารกรุงเยรูซาเล็ม ซีเมออนได้กล่าวทำนายว่า “ พระเจ้าทรงกำหนดให้ให้กุมารนี้ เป็นเหตุให้คนจำนวนมากในอิสราเอลต้องล้มลง หรือลุกขึ้น และเป็นเครื่องหมายแห่งการต่อต้าน ” (ลก 2:34) ที่สอดคล้องกับพระวาจาของพระเยซูเจ้าที่กล่าวว่า “ท่านคิดว่าเรามาเพื่อนำสันติภาพมาสู่โลกหรือ มิได้ เราบอกท่านทั้งหลายว่า เรานำความแตกแยกมาให้ต่างหาก” แน่นอนพระองค์คงไม่ได้หมายความว่าพระองค์ทรงต้องการความแตกแยก แต่ทรงชี้ให้เห็นว่า การเลือกอยู่ฝ่ายพระองค์นั้นจะต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง แม้บางครั้งการอยู่ฝ่ายพระองค์จะต้องเสียสละบางสิ่งบางอย่างออกไป เช่น ทรัพย์สมบัติ ความสะดวกสบาย เกียรติยศชื่อเสียง เป็นต้น.
“ในโลกนี้ สิ่งที่กว้างที่สุดคือมหาสมุทร สิ่งที่กว้างกว่ามหาสมุทรคือท้องฟ้า สิ่งที่กว้างกว่าท้องฟ้า คือหัวใจของมนุษย์”(วิกเตอร์ ฮูโก ฝรั่งเศส) .....ก่อนที่มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จะเสียชีวิต เขาได้กล่าวสุนทรพจน์ถึงเรื่องงานศพของเขา คล้ายเป็นลางสังหรณ์ว่า “ ในงานศพของข้าพเจ้า ถ้าท่านได้ขอร้องให้ใครขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ เกี่ยวกับตัวข้าพเจ้า ขอให้ท่านบอกให้เขาอย่าพูดยาวเกินไป อย่าบอกให้เขากล่าวถึงรางวัลที่ข้าพเจ้าได้รับจำนวนสามหรือสี่ร้อยครั้ง เพราะนั่นไม่ใช่สิ่งที่สำคัญสำหรับข้าพเจ้าแต่อย่างใด แต่ขอให้ท่านบอกให้เขากล่าวว่า มาร์ติน ลูเธอร์ คิง พยายามมีความรักต่อทุกคน และข้าพเจ้ายังพยายามรักและรับใข้มนุษยชาติ”...สิ่งที่มาร์ติน ลูเธอร์ คิงทำนั้น คล้ายกับสิ่งที่นักบุญเปาโลกล่าวในบทจดจดหมายถึงชาวเอเฟซัส ที่ใช้ในมิสซาวันนี้ว่า “...เมื่อท่านหยั่งรากและตั้งมั่นอยู่บนความรักแล้ว ท่านและบรรดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายจะได้เข้าใจถึงความกว้าง ความยาว ความสูง ความลึก อีกทั้งหยั่งรู้ซึ้งถึงความรักซึ่งเกินกว่าจะหยั่งรู้ได้ของพระคริสตเจ้า เพื่อท่านจะได้รับความไพบูลย์ทั้งปวงของพระเจ้าอย่างเต็มเปี่ยม”(อฟ3:17-18)...”เมื่อวันสุดท้ายของชีวิตมาถึง เราจะถูกตัดสินตามความรักที่เรามีต่อพระเป็นเจ้า และเพื่อนมนุษย์”(นักบุญยอห์น แห่งไม้กางเขน).

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)


 

view