สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันศุกร์ที่ 26 ตุลาคม 2018 สัปดาห์ที่ 29 เทศกาลธรรมดา

วันศุกร์ที่ 26 ตุลาคม 2018 สัปดาห์ที่ 29 เทศกาลธรรมดา

🌻ในเวลาของพระคริสต์
ทรงลิขิตชีวิตของข้าตามน้ำพระทัย
ขอโปรดให้ข้าเรียนรู้ว่า
ตราบที่ข้าเดินในมรรคา
ดวงชีวาอยู่ในเวลาของพระองค์

📚บทอ่านประจำวันศุกร์ที่ 26 ตุลาคม 2018
สัปดาห์ที่ 29 เทศกาลธรรมดา
https://youtu.be/FXzTZe1jwI0

🍒You Raise Me Up
https://youtu.be/2DorNUsi5LE

🌷🌷🌷🌷🌷🌷🌷🌷

วันศุกร์ที่ 26 ตุลาคม 2018
สัปดาห์ที่ 29 เทศกาลธรรมดา
อ่าน
อฟ 4:1-6
ลก 12:54-59
 
พระเยซูเจ้าทรงชื่นชม ….ประชาชนที่รู้จักเอาตัวรอด
ด้วยการสังเกต เครื่องหมายจากของธรรมชาติ
เพื่อใช้ประโยชน์ สำหรับตน  แต่ทรงแปลกใจที่หลายคน
ไม่สนใจเครื่องหมายของกาลเวลา
 
นักบุญเปาโล ได้ขอร้องให้ชาวเอเฟซัส
ดำเนินชีวิตของตน เพื่อเป็นเครื่องหมายถึง
คริสตชน ผู้มีความเชื่อในพระคริสตเจ้า
โดยการดำเนินชีวิตในความถ่อมตน มีชีวิตอ่อนโยน
พากเพียรอดทนต่อกันด้วยความรัก
 
หมายเหตุ…
บางครั้ง...มนุษย์ก็แสวงหาสิ่งต่าง ๆมากมาย
เพื่อเป็นเครื่องหมายถึง การเป็นคนสมบูรณ์ เพียบพร้อม
จนพวกเขาพลาด …สิ่งที่มี...
และหลายครั้ง ก็เฝ้าหาแต่ส่ิงที่ดี....
จนทำให้....สิ่งที่มี...ขาดหายไป...

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”

วันศุกร์ที่ 26 ตุลาคม 2018

สัปดาห์ที่ 29 เทศกาลธรรมดา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“ทำไมจึงไม่วินิจฉัยเวลาปัจจุบันนี้เล่า...” (ลก 12:54-59)

มองดู รู้ เห็น และเข้าใจ

แต่ไม่ได้ทำอะไรสักอย่าง

นี่ยังไม่ใช่ศิษย์พระเยซู

หนักกว่านั้น บางที เราไม่อยากเห็น ไม่อยากรับรู้ และไม่อยากเข้าใจอะไร

เพื่อจะไม่ต้องรับผิดชอบอะไร

นี่ก็ยังไม่ใช่ศิษย์พระเยซู

แต่คริสตชน ศิษย์พระเยซูนั้น

ต้อง “ตื่นตัว” “ไตร่ตรอง” และ “ตอบโต้”

เพื่อนำความสุขสันติ กลับมาสู่ทุกคน

และนี้แหละความรอดพ้น

ที่เป็น “สวรรค์ ณ แผ่นดิน” 

ให้เราได้เห็นภาพลางๆ ของครอบครัวแห่งสวรรค์

________________

เสียงฟ้าร้องเช้ามืดวันนี้ บรรยากาศในวันเหล่านี้ แม้ฝูงมดที่เริ่มเปลี่ยนทิศทางขึ้นที่สูง จากสิ่งต่างๆ รอบตัวเราหล่านี้ เราก็ทราบดีว่า อะไรกำลังจะเกิดขึ้นบ้าง... ที่ประจวบฯ วัดของผม ผมไม่สามารถวางใจวางสิ่งใดไว้ที่พื้นได้ เมื่อได้ยินเสียงฟ้า เมฆเริ่มครึ้มบนท้องฟ้า นั่นคือเครื่องหมายว่า ฝนกำลังจะตก และความที่ว่าประจวบฯ อยู่ใกล้ทะเล เราอาจจะคิดว่า น้ำไม่ท่วมหรอก... แต่หากเราเรียนรู้ประสบการณ์ที่ผ่านไป ผมทราบดีว่า ท่อระบายน้ำรอบวัดของเราไม่ดีเลย น้ำอาจจะไม่ท่วมหนัก แต่มันมีโอกาสที่จะไหลเข้ามาเยี่ยมห้องทำงานของผมได้เสมอ ดังนั้น วางใจอะไรไม่ได้เลย ข้าวของที่วางที่พื้น ต้องมั่นใจว่า ไม่มีปัญหากับสิ่งนี้... เมื่อฝนกำลังจะตก เมื่ออากาศแปรปรวน เมื่อเห็นสภาพเช่นนี้ ผมคงต้องคิดและทำอะไรสักอย่างแน่ๆ ไม่งั้น แย่แน่ๆ ครับ งานเข้าแน่ๆ ครับ

พี่น้องที่รัก ทุกคนมีประสบการณ์ในการเรียนรู้สภาพแวดล้อมต่างๆ เหล่านี้กันทั้งนั้น ไม่มากก็น้อย เราอ่านเครื่องหมายของดินฟ้าอากาศได้ นี่คือสิ่งที่พระเยซูเจ้ากล่าวถึงในพระวรสารวันนี้ พระองค์ทรงนำให้เราไตร่ตรองตนเอง หากเรารู้จักวินิจฉัยลักษณะของดินฟ้าอากาศ ทำไมเราไม่รู้จักวินิจฉัยเวลานี้เล่า... 

นี่คือปรีชาญาณที่พระเจ้าทรงเปิดเผยให้เราหรือเปล่า  พี่น้องที่รัก... การวินิจฉัยกาลเวลา หรือเราอาจจะเรียกว่า การอ่านเครื่องหมายแห่งกาลเวลาก็ได้ เราเห็นอะไรในโลกเราวันนี้ไหม เรารู้สึกอย่างไร และเราจะมีท่าทีอย่างไรต่อสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปในโลกเราวันนี้... องค์กรศาสนาองค์กรหนึ่งที่เวลานี้กำลังเตรียมฉลอง 60 ปีในประเทศไทย และผมมีประสบการณ์กับองค์กรนี้ในโรงเรียนคาทอลิกตั้งแต่ผมเล็กๆ นั่นคือองค์กร YCS คือนักเรียนเยาวชนคาทอลิก (Youth Catholic Students) ได้สอนกระบวนการคิดด้วยสามกระบวนการที่ผมคิดว่า เป็นจิตตารมณ์ของคริสตชนจริงๆ ที่สอนให้เรารู้จักสามคำนี้คือ “ตื่นตัว” “ไตร่ตรอง” และ “ตอบโต้” สามกระบวนการคิดแบบนี้ คือแนวคิดของพระวรสารวันนี้ครับ คือคำตอบของคริสตชนจากพระวาจาของพระเจ้าในวันนี้จริงๆ

คริสตชนต้อง “ตื่นตัว” ครับ ต้องรู้จักมองสังคม มองโลกอยู่เสมอ เราอยู่แบบต่างคนต่างอยู่ไม่ได้ เรามีความสุขคนเดียวไม่ได้... เมื่อวานนี้ ผมนำพี่น้องไตร่ตรองแล้ว แม้เราถูกแยกออกจากโลกด้วยการล้างใหม่ของพระจิตเจ้า เราก็ถูกแยกออกเพื่อนำความรอดพ้นกลับมาสู่ทุกคน ดังนั้นความรอดพ้นเป็นของทุกคน เรารอดคนเดียวไม่ได้ครับ แต่เราต้องคิดถึงพี่น้องคนอื่นๆ ด้วย... พี่น้องของเราเป็นอย่างไร “ช่างหัวมัน” อาจจะไม่ใช่ความคิดของศิษย์พระเยซู แต่เราต้องตื่นตัวอยู่เสมอ มีอะไรเกิดขึ้นกับพี่น้องของเรา เราจะทำเป็นไม่รู้ร้อนไม่รู้หนาวไม่ได้เด็ดขาด

คริสตชน เมื่อตื่นตัวแล้ว ต้องไตร่ตรอง... ถามตนเองเสมอว่า อะไรมันเกิดขึ้นกับโลกเรา กับสังคมของเรา กับพี่น้องของเรา ไตร่ตรองผลกระทบที่เกิดขึ้นเหล่านั้น มันเป็นเพราะเหตุใด และมันส่งผลอะไรกับเราบ้าง เราจะอยู่กับมันอย่างไร... ไตร่ตรอง คือผลกระทบจากการมองเห็นสังคม นำมาสู่กระบวนการที่อาจเรียกว่า “การวิเคราะห์สังคม” เพื่อเราจะทราบว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ มันมีสาเหตุมาจากอะไร

เมื่อคริสตชนไตร่ตรองแล้ว ต้องมีสิ่งที่เป็นการ “ตอบโต้” นั่นคือ พฤติกรรมตอบสนองต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกของเรา เหมือนเป็นคำถามว่า “แล้วฉันจะอยู่ในโลกนี้อย่างไร” ความคิดและวิธีชีวิตของคริสตชน ไม่ได้สอนให้เราหนี หรือท้อแท้กับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น แต่สอนให้เรารู้จักเผชิญหน้ากับสิ่งเหล่านี้ ด้วยจิตตารมณ์ของพระเยซูเจ้า... 

และนี่แหละ คริสตชนอาจจะเป็นกลุ่มคนที่ถูกแยกออกมาอย่างพิเศษ เพื่อดำเนินชีวิตให้เหมาะสมกับการเรียก ที่เราต้องเป็นผู้ที่ถ่อมตนเอยู่เสมอ (ผมได้แบ่งปันปันไตร่ตรองเมื่อวานนี้แล้วนะครับ แม้เราถูกแยกออกมา แต่ใจเรายังคงเป็นหนึ่งเดียวในความรักฉันพี่น้องกับผู้อื่นเสมอ) เราต้องมีความอ่อนโยน พากเพียรอดทนต่อกันด้วยความรัก รักษาเอาภาพแห่งพระจิตเจ้า ซึ่งหมายถึงความจริงและความดีของพระเจ้า เราต้องรักษาสิ่งเหล่านั้นไว้ด้วยสายสัมพันธ์แห่งสันติ (เทียบบทอ่านที่หนึ่ง อฟ 4:1-6) โดยมั่นใจ วางใจในพระเจ้าผู้ทรงเรียกเรา เพราะผู้ที่คอยท่าพระองค์ จะไม่ได้รับความอับอาย ผู้ที่ดำเนินชีวิตรอรับเสด็จพระองค์อย่างดี จะไม่พบความอับอายเลย (เพลงตอบรับพระวาจาวันนี้)

พี่น้องที่รักครับ กระบวนการของ YCS นี้ยังคงใช้ได้เสมอในวิถีชีวิตคริสตชนวันนี้ เพราะนี่คือกระบวนการแห่งพระวรสาร กระบวนการแห่งชีวิตศิษย์พระเยซูที่ครบครันจริงๆ “ตื่นตัว ไตร่ตรอง ตอบโต้” นี่คือวิถีชีวิตคริสตชน ที่วันนี้ เราไม่ฉลอง 60 ปีแล้วจบกันนะครับ แต่วิถีชีวิตแห่งพระวรสารนี้เอง ที่นำวิญญาณ นำชีวิตของเราให้ก้าวหน้าไปพร้อมๆ กันกับพี่น้อง กับสังคม และโลกของเรา... พี่น้องที่รักครับ เราถูกแยกออกมาด้วยพระจิตเจ้าและไฟรักของพระเจ้า ชีวิตคริสตชนคือชีวิตที่แยกตัวออกจากความไม่ดีทั้งหลาย ความจริงและความดีของพระเจ้าคือสิ่งที่สำคัญที่สุด ที่เพราะสิ่งนี้เราต้องถูกแยกออก (เทียบพระวรสารวานนี้) เพื่อไตร่ตรองสิ่งที่เกิดขึ้น และกลับไปรวมสังคมของเราให้เป็นหนึ่งเดียวในความรัก ความดี และความจริงของพระเจ้า

วันนี้ ผมขอแบ่งปันสามคำนี้ เป็นบทสรุปของพระวาจาของพระเจ้ากับพี่น้องแล้วกันครับ “ตื่นตัว ไตร่ตรอง ตอบโต้” วิธีการของ YCS นี้เอง แท้จริงแล้ว คือวิธีการชีวิตจิตคริสตชน คือวิถีชีวิตแห่งพระวรสารนั่นเองครับ วันนี้คริสตชนเป็นเช่นใด เรามองโลกหรือไม่อย่างไร เราคิดอย่างไรกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับโลกของเรา สังคม หรือแม้แต่ครอบครัวของเรา และอะไรคือสิ่งที่เราจะทำ เพื่อฟื้นฟูสังคมของเรา โลกของเรา... สิ่งเหล่านี้คงต้องเริ่มจากตัวเราเองก่อนเท่านั้นเอง เราตระหนักมากน้อยเพียงใด ว่าเราทุกคนเป็นพี่น้องกัน และการแยกของเราออกจากพวกเขา ที่สุด ต้องกลับมานำพวกเขาให้เป็นหนึ่งเดียวในความรักของพระเจ้า ในพระจิตเจ้าองค์เดียวกัน 

ตื่นตัวกันหน่อยนะครับ อะไรเกิดขึ้นกับลูกๆ ของเรา อะไรเกิดขึ้นกับสังคมของเรา ในยุคของเทคโนโลยีวันนี้ อันตรายหรือภัยเงียบรอบตัวเรามีมากมาย เราจะเผชิญหน้ากับมันอย่างไร หากคริสตชนไม่ใช่คนที่หนีอยู่เสมอ แต่เป็นผู้ที่พร้อมเผชิญหน้ากับสิ่งเหล่านี้ ในความจริง และความดีของพระเจ้า สมนาม “คริสตชน” ศิษย์พระเยซู

ข้าแต่พระบิดาเจ้า พระองค์ทรงรักโลกมาก จนถึงกับประทานพระบุตรของพระองค์เพื่อความรอดพ้นของโลก อาศัยสายพระเนตรแห่งพระเมตตาของพระองค์ ขอโปรดประทานหัวใจที่อ่อนโยนเช่นนั้นให้กับลูก เพื่อให้ลูกเรียนรู้ที่จะรักโลก รักพี่น้อง รักทุกๆ คน อย่างที่พระองค์ทรงรัก นั่นคือ ขอให้ลูกนำความรักและสันติมาสู่โลกวันนี้ ด้วยชีวิตคริสตชนที่พระองค์ทรงประทับอยู่เทอญ.

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)


วันศุกร์ที่ 26 ตุลาคม 18 สัปดาห์ที่ 29 เทศกาลธรรมดา
บทอ่าน อฟ 4:1-6 / ลก 12:54-59
แม้นักบุญเปาโลจะถูกคุมขัง แต่ท่านทราบว่า พระเยซูเจ้ากำลังทำงานผ่านทางตัวท่าน และช่วยให้ท่านสามารถดำเนินชีวิต สอดคล้องกับกระแสเรียกที่ท่านได้รับมา (อฟ 4:1) และด้วยเหตุนี้เอง ท่านจึงสามารถแนะนำให้คริสตชนชาวเอเฟซัส ได้กระทำเช่นเดียวกันกับท่าน แทนที่จะให้ความหมายว่า กระแสเรียกเป็นอะไร แต่ท่านกลับแนะนำให้พวกเขาเจริญชีวิต เพื่อตอบสนองกระแสเรียกของพระเยซูเจ้า ด้วยการเจริญชีวิตด้วยการทำงาน ด้วยการอยู่บ้าน แม้การนอนป่วย รวมทั้งการถูกคุมขังด้วย
เมื่อใครต้องการจะเดินเข้าไปในป่า เขาจะต้องตรวจสอบว่ามีความปลอดภัยมากแค่ไหน ถ้าน้ำที่ไหลในลำธารมีสีน้ำตาล แสดงว่าบนภูเขามีฝนตกหนัก น้ำที่ไหลมาเป็นน้ำป่า เขาจะต้องระวัง เพราะอาจจะถูกน้ำป่าพัดพา ทำให้เสียชีวิตได้ เมื่อเห็นสาหร่ายลอยมาติดชายหาด แสดงว่ากำลังจะเกิดลมพายุ ชาวประมงจะไม่นำเรือออกจากฝั่ง เพราะเรือจะอับปางได้ เมื่อมีหมอกควันดีดำบนขอบฟ้า แสดงว่าจะเกิดลมแรง ไม่ควรจะเดินทางออกนอกบ้าน เพราะอาจมีต้นไม้หักโค่น ขวางทางจราจร ในฐานะที่เราเป็นผู้ติดตามพระเยซูเจ้า เราควรใส่ใจพระวาจาของพระองค์ ในพระวรสารที่ใช้อ่านในมิสซาในวันนี้ ซึ่งเตือนเราให้ใส่ใจในเครื่องหมายที่บ่งถึงความจริงในตัวพระองค์ เหมือนกับการมองดูเครื่องหมายของลมฟ้าอากาศว่า “เมื่อท่านเห็นเมฆก่อตัวขึ้นทางทิศตะวันตก ท่านก็กล่าวได้ทันทีว่าฝนจะตก และก็เป็นเช่นนั้น”(ลก12:54) พระเยซูเจ้าทรงเป็นเครื่องหมายบอกให้เรารู้ว่า พระเป็นเจ้าทรงสถิตอยู่ท่ามกลางเรา พระองค์ทรงรักษาคนเจ็บป่วย ทรงยกโทษให้คนบาป ทรงขับไล่ปิศาจ ทรงนำความรักของพระเป็นเจ้า มายังมนุษยชาติ และนำมนุษยชาติให้ตอบสนองความรักของพระเป็นเจ้า แต่คนฉลาดกลับไม่เห็นเครื่องหมายสำคัญเหล่านี้ เหมือนอย่างที่พวกเขาสนใจในเรื่องเครื่องหมายของสิ่งต่างๆรอบตัว ขอให้เราถามตัวเองว่า เราสนใจคำสั่งสอนของพระเยซูเจ้ามากน้อยเพียงใด? เราเจริญชีวิตตามพระวรสารหรือไม่? ถ้าเราต้องตายในวันนี้ เราพร้อมจะตาย เพราะเราได้เตรียมตัวตายอย่างดีหรือไม่?.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view