สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันอาทิตย์ที่ 28 ตุลาคม 2018 สัปดาห์ที่ 30 เทศกาลธรรมดา

วันอาทิตย์ที่ 28 ตุลาคม 2018 สัปดาห์ที่ 30 เทศกาลธรรมดา

🌻เพราะเรามีความเชื่อ
เราจึงมีความหวัง
เพราะเรามีความหวัง
เราจึงเดินไปในทางที่เราเชื่อ...
จงอย่าสิ้นหวัง …
แม้ว่าดูเหมือนจะหมดหวัง

📚บทอ่านประจำวันอาทิตย์ที่ 28 ตุลาคม 2018
สัปดาห์ที่ 30 เทศกาลธรรมดา
https://www.youtube.com/watch?v=yDt1EXgjNFc

🌷 In His Hands
http://youtu.be/wlxURaitW

🌷🌷🌷🌷🌷🌷🌷🌷

วันอาทิตย์ที่ 28 ตุลาคม 2018
สัปดาห์ที่ 30 เทศกาลธรรมดา
อ่าน :
ยรม 31:7-9
ฮบ 5:1-6
มก 10:46-52

“ความเชื่อ” ของบารทิเมอัส คนขอทานตาบอด
เพียงหู ได้ยินว่า พระเยซูเจ้ากำลังผ่านมา
ปาก ไม่ลังเล ที่จะร้องขอความช่วยเหลือ
และการรักษา ที่สุดแล้วความเชื่อ ทำให้เขากลับ “แลเห็น”
และเดินทางติดตามพระองค์ไป

เสียงแห่งความเมตตาสงสารของพระเจ้า
ผ่านทางประกาศกเยเรมีย์...พระองค์จะนำความชื่นชมยินดี
สำหรับ “ทุกคน”.. ที่กลับมาเดินในหนทางที่ถูกต้อง

ในฐานะมนุษย์ สมณะที่ได้รับการเลือกสรรจากมนุษย์
ให้เป็นผู้แทนในการติดต่อกับพระเจ้า
พวกเขายังสะดุดด้วยความอ่อนแอ
แต่สำหรับพระเยซูเจ้า จดหมายถึงชาวฮีบรู
ยืนยัน...ความเชื่อที่ว่าพระเจ้า เป็นผู้เลือกสรรพระเยซูเจ้า
ให้ทำหน้าที่สมณะนิรันดร...
ที่เปี่ยมด้วยท่าทีของความเห็นใจ
ให้อภัยใครก็ตามที่หลงผิด คิดกลับใจ..

หมายเหตุ..
ไม่ว่าจะทำอะไรสักกี่อย่าง...
แต่ทุกอย่าง...เร่ิมต้นที่ “ตัวเรา”..

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”

วันอาทิตย์ที่ 28 ตุลาคม 2018

สัปดาห์ที่ 30 เทศกาลธรรมดา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“รับโบนี  ให้ข้าพเจ้าแลเห็นเถิด...” (มก 10:42-52)

การมองเห็นที่แท้จริง

ต้องด้วยสายตาแห่งความเชื่อ

คือความเข้าใจอัตลักษณ์ความเป็นศิษย์ของพระเยซู

การวอนขอพระองค์ดังนี้...

“รับโบนี  ให้ข้าพเจ้าแลเห็นเถิด...”

เพื่อสามารถมองเห็น รู้ และเข้าใจหนทางแห่งการเป็นศิษย์ของพระองค์

และหมั่นเดินตามพระองค์ด้วยความเชื่อและวางใจ.

________________

อุปสรรคของการเป็นศิษย์พระเยซู คือ หนวก ใบ้ และตาบอด... ความไม่สามารถเข้าใจหนทางแห่งการเป็นศิษย์ของพระองค์

บนหนทางแห่งการเป็นศิษย์ติดตามพระคริสตเจ้า และหนทางของการเป็นคริสตชนของเรา เป็นเรื่องที่ไม่ต่างกัน อ่านพระวาจาของพระเจ้าวันนี้ เราควรต้องมีกำลังใจมากขึ้น เพราะแม้บรรดาศิษย์ของพระองค์ก็ไม่เข้าใจพระองค์เลย พระองค์สอนครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เหตุผลของพวกเขาในการสละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างมาเป็นศิษย์ของพระองค์ กลับไม่ใช่เหตุผลการเรียกของพระองค์เลย...

หลายครั้งสิ่งเหล่านี้ก็เกิดขึ้นในชีวิตของการเป็นศิษย์ของพระเยซูเช่นเราคริสตชนด้วยหรือเปล่า เรามองและเข้าใจหนทางของการเป็นศิษย์ติดตามพระคริสตเจ้ามากน้อบเพียงใด เป็นคริสตชนกันมานานแล้ว เราเข้าใจหนทางที่เราเดินตามพระองค์มากน้อยเพียงใด... 

หลายสัปดาห์มาแล้วในวันอาทิตย์ ที่เราอ่านพระวาจาในเรื่องราวเหล่านี้ ที่เริ่มต้นด้วยเรื่องราวของคนตาบอด และจบลงที่เรื่องราวของคนตาบอด พระวรสารวันนี้เป็นการจบตอนที่สำคัญของส่วนกลางของพระวรสารของนักบุญมาระโก ซึ่งนักพระคัมภีร์มองว่า เป็นพระวรสารเรื่องราวการอบรมศิษย์ของพระเยซูเจ้า “จากกาลิลีสู่เยรูซาแลม” เป็นหนทางที่บรรดาศิษย์เดินไปพร้อมกับพระองค์ และพระองค์ทรงสอนอัตลักษณ์ของการเป็นศิษย์ของพระองค์ ที่ดูเหมือนว่าจะตรงกันข้ามกับความคิดและความเข้าใจของพวกเขาจริงๆ ความเป็นกษัตริย์ของพระองค์ ที่นักบุญเปโตรประกาศนั้น ช่างเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความหวังของพวกเขาจริงๆ ความเป็นใหญ่ที่พวกเขาหวัง กลับกลายเป็นสิ่งที่พระเยซูเจ้าสอนเรื่องความสุภาพถ่อมตน การเป็นผู้รับใช้คนทั้งหลาย และมอบชีวิตของตนเพื่อความรอดของทุกคน

“รับโบนี  ให้ข้าพเจ้าแลเห็นเถิด...” นี่คือความแตกต่างของคนตาบอดสองคน คนตาบอดคนแรกถูกนำเข้ามาหาพระเยซูเจ้า แต่คนตาบอดคนนี้ เขาออกแรง และทิ้งทุกอย่าง การสลัดเสื้อคลุม คือการทิ้งที่จำเป็น สิ่งที่เคยเป็นสิ่งที่เคยมี และกระโจนเข้ามาหาพระเยซูเจ้าเมื่อพระองค์ทรงเรียกนั้น คือเรื่องราวที่แตกต่างจากคนตาบอดคนแรก เขารู้ว่าพระองค์คือพระแมสซียาห์ ด้วยการเปิดเผยของพระบิดาเจ้า นั่นคงเป็นเรื่องที่ไม่ต่างกับนักบุญเปโตร ที่ท่านได้ประกาศว่า “พระองค์คือพระคริสตเจ้า พระบุตรพระเจ้าผู้ทรงชีวิต” ... คนตาบอดคนนี้ก็ประกาศด้วยเช่นเดียวกัน แต่มีสิ่งที่มากกว่าเปโตรครับ... เมื่อเข้าร้องว่า “รับโบนี  ให้ข้าพเจ้าแลเห็นเถิด...” การที่เขาร้องว่า “รับโบนี” แปลว่า “พระอาจารย์” นั่นหมายความว่า เขาประกาศว่า พระองค์เป็นพระแมสซียาห์ เขาประกาศตนเองเป็นศิษย์ของพระองค์ และมากกว่าเปโตรคือ เขาร้องขอความเมตตาและความช่วยเหลือ เพื่อ “ให้เขามองเห็น” นี่คือสิ่งสำคัญในตอนท้าย ที่ให้บทสอนชีวิตของการเป็นศิษย์พระเยซูจริงๆ

ความเชื่อที่แท้จริงนั้น เราคงอยู่ห่างไกลเหลือเกิน... หากไม่ใช่พระเจ้าทรงค้ำจุนเราแล้วนั้น เราก็คงไม่ต่างกับบรรดาศิษย์หรอก ที่เดินมากับพระเยซูเจ้าด้วยความเข้าใจที่ตรงกันข้ามกับพระองค์เสมอเลย “รับโบนี  ให้ข้าพเจ้าแลเห็นเถิด...” คำภาวนานี้ด้วยหรือเปล่า ที่ต้องเป็นคำภาวนาของเรา คำภาวนาของพ่อขอเด็กที่ถูกผีสิง คำภาวนาของคนตาบอดคนนี้ ... “พระอาจารย์ โปรดให้ข้าพเจ้าแลเห็นเถิด โปรดทวีความเชื่อเล็กน้อยของข้าพเจ้าเถิด...” 

พี่น้องที่รักครับ ปิศาจ ที่เป็นอันตรายต่อการเติบโตของความเชื่อคริสตชนคือ การหนวก ใบ้ และตาบอด นี่คือสิ่งที่ปิศาจทำร้ายวิญญาณของเรา มันทำให้เราหนวกใบ้และตาบอด เพื่อทำให้การเข้าใจพระเยซูเจ้าบนหนทางของการเป็นศิษย์ของพระองค์ดูจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้...

“ความต้องการที่จะเป็นใหญ่” ยังคงเป็นอุปสรรคของชีวิตแห่งการเป็นศิษย์ติดตามพระคริสตเจ้าตลอดเวลา... นี่คือความคิดของบรรดาศิษย์ที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่พระเยซูเจ้าทรงสอนเสมอมา... พระวาจาของพระเจ้าวันนี้ครับพี่น้อง... จบเลยครับ การที่เราหวังจะเป็นใหญ่ เป็นรัฐมนตรี เป็นคนที่นั่งข้างซ้ายข้างขวาของกษัตริย์พระองค์นี้ เหลือแต่เพียงภาพนี้ ภาพของกษัติรย์ที่ประทับบนบัลลังก์แห่งไม้กางเขนเท่านั้น... พี่น้องที่รัก หากวันนี้เราขออะไรบางอย่างจากพระเยซูเจ้า เราจะขออะไร... ขอการมองเห็น หรือขอนั่งข้างซ้ายข้างขวาของพระองค์ (เทียบพระวรสารอาทิตย์ที่แล้ว เมื่อยากอบและยอห์นเข้ามาขอพระเยซูเจ้า)

พี่น้องที่รัก หนวก ใบ้ และตาบอด... วันนี้ เรามองเห็นชัดเจนแล้วหรือยัง ซึ่งหนทางแห่งการเป็นศิษย์ติดตามพระเยซูเจ้า หนทางแห่งความสุภาพถ่อมตน หนทางที่มองเห็นความต้องการของเพื่อนพี่น้อง หนทางที่นำทุกคนไปสู่ความรอดพ้น... หรือวันนี้ เรามุ่งที่จะเป็นใหญ่กัน จนอาจจะเป็นเราเองหรือเปล่าที่ดุคนตาบอดที่เข้ามาพบความรอดในพระเยซู ดุเด็กที่เข้ามาขอพรจากพระองค์ เรามุ่งหน้าเดินทางไปเพื่อเป็นใหญ่กันมากเกินไปหรือเปล่า จนมองพี่น้องว่า เป็นตัวถ่วงเวลา เป็นอุปสรรคและทำให้เสียเวลา เราไม่อยากสนใจกันและกัน เฝ้าแต่จะเป็นใหญ่ฝ่ายเดียว

พี่น้องที่รักครับ คริสตชนเป็นชุมชน เป็นครอบครัว... “ชุมชนศิษย์พระคริสต์ เจริญชีวิตประกาศข่าวดีใหม่” ชุมชนครับพี่น้อง หมายถึงเราจะไม่เอาตัวรอดคนเดียวครับ แต่เราจะนำพี่น้องของเราไปด้วย... วันนี้ กลับไปดูที่วัดของเรา ชุมชนคริสตชนของเราสักหน่อย หากเราเข้าใจหนทางของการเป็นศิษย์ติดตามพระคริสตเจ้าแล้ว วันนี้ เราขอการมองเห็นจากพระองค์หรือเปล่า การมองเห็นพี่น้องของเราที่หายไป... มีใครบ้างไหมที่หายหน้าไปจากวัดของเรา เขาไปเข้าวัดอื่น ไม่กล้าแม้แต่จะเดินเข้ามาในเขตวัดของตน วันที่ตนเกิดใหม่ในศีลล้างบาป เพราะกลับมาทีไร มันคือการเหยียบย่ำซ้ำเติมกัน ไม่เคยได้รับกำลังใจจากวัดที่ตนรับศีลล้างบาป ได้ชื่อว่าเป็นลูกวัดนี้ ไม่เคยได้รับกำลังใจและความชื่นชมยินดีเหมือนในวันนั้น วันที่รับศีลล้างบาป เขาได้รับการต้อนรับ เสียงระฆัง การปรบมือต้อนรับสมาชิกใหม่ของพระศาสนจักร สมาชิดใหม่ของวัด วันนี้ เข้ากลับไม่กล้ากลับมาอีก เขาหายไปไหนแล้ว... หนักกว่านั้น ในครอบครัวของเรา หมู่คณะนักบวชของเรา พี่น้องครับ เรายังอยู่กันครบไหม... ที่ที่ควรจะเป็นที่เสริมกำลังใจของเรา ที่เราจะพบพระเยซูเจ้า ที่นั่น พี่น้องของเรายังจะสามารถกลับมาและพบความสุขความยินดีเยี่ยงบุตรของพระเจ้า เยี่ยงพี่น้องของเราได้หรือเปล่า... ภาพของคริสตชนที่ไปมิสซาที่วัดอื่นๆ เพราะความสะดวกเป็นครั้งคราวนั้นคงพอรับได้ แต่สิ่งที่ผมเจ็บปวดที่สุดในชีวิตผู้อภิบาลคือ ภาพของคริสตชนที่ท้อแท้ ท้อถอย และไม่กล้ากลับไปที่บ้านของพระเจ้าในวัดที่ตนสังกัด แต่เพื่อจะพบพระเจ้า เขากลับต้องไปที่วัดอื่น... ใช่ครับ พระเจ้าประทับอยู่ทุกที่ ฉันไปและพบพระองค์ได้ทุกที่ นั่นเป็นเพราะพระเจ้าทรงตคิดตามและแสวงหาเรา ที่ที่เราอยู่พระองค์ก็ประทับอยู่ แต่ทำไมที่ที่พระองค์ประทับอยู่ ในครอบครัวของพระองค์ ในชุมชนศิษย์พระคริสต์นั้น กลับมีแต่ความร้าวฉาน มีแต่การบั่นทอนกำลังใจกัน... ที่นั่น ที่ที่ฉันเคยกลับไปสวดภาวนา กลับไปแล้วฉันมีกำลังใจ บัดนี้ หากฉันกลับไป ฉันจะพบสิ่งดีๆ แบบนี้อีกหรือเปล่า... หากว่าที่นั่น มีแต่ความอยากเป็นใหญ่กันเหลือเกิน ฉันจะกลายเป็นส่วนเกินไปหรือเปล่า ฉันจะถูก

พี่น้องครับ ขอนะครับ วันนี้ เราจงขอพระองค์แบบคนตาบอดคนนี้ “รับโบนี  ให้ข้าพเจ้าแลเห็นเถิด...” นั่นคือการประกาศว่าพระองค์คือพระอาจารย์ คือพระแมสซิยาห์ และขอพระองค์ช่วยเราเถิด ให้เรามองเห็นเถิด เห็นซึ่งหนทางแห่งการเป็นศิษย์ของพระองค์อย่างแท้จริง...

พระอาจารย์ โปรดช่วยข้าพเจ้าให้มองเห็นเถิด โปรดทวีความเชื่ออันเล็กน้อยของข้าพเจ้าเถิด...

สุจสันต์วันพระเจ้า

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

วันอาทิตย์ที่ 28 ตุลาคม 18 สัปดาห์ที่ 30 เทศกาลธรรมดา
บทอ่าน ยรม 31:7-9 / ฮบ 5:1-6 / มก 10:46-52
คนที่มองโลกในแง่ดี มักจะคิดว่า ทุกอย่างไม่เลวร้ายเช่นนั้น ทุกอย่างไม่มีปัญหา ทุกอย่างมีคำตอบเสมอ ความผิดพลาดเป็นเรื่องปกติ ฉันสามารถแก้ปัญหานี้ได้ ฉันทำเรื่องยากๆเหล่านี้ได้ ทุกอย่างไม่เกินความสามารถของฉัน คนที่มองโลกในแง่ร้าย มักจะคิดว่า เพราะฉันไร้ความสามารถ ฉันมันคนต่ำต้อย ฉันเป็นคนมีความรู้น้อย ฉันแก่เกินไปแล้ว ฉันมันเป็น...คนไม่มีประโยชน์ คนอื่นดีและเก่งกว่าฉัน ฉันไม่มีทางเลือก ฉันหมดหนทาง ปัญหานี้ไม่มีทางแก้ได้สำเร็จ ฉันมันคนโชคร้าย ทางเดินข้างหน้ามันมือมนจริงๆ ฉันจนปัญญา ถ้าจะมองโลกในแง่ดี ให้มองอดีต ปัจจุบัน และอนาคต อดีต หรือ เมื่อวาน เป็นประวัติศาสตร์ของชีวิต จงเลือกจำแต่สิ่งดีๆ ของชีวิตเท่านั้นพอ สิ่งเลวร้ายต่างๆจงจับมันโยนทิ้ง ส่วนวันนี้ เป็นรางวัลของชีวิต เพราะการที่เราอยู่อย่างปลอดภัยจนถึงวันนี้ ก็นับว่าโชคดีแล้ว ขณะที่หลายคน ที่มีชีวิตถึงวันนี้ อาจจะสูญเสียอวัยวะบางส่วนไป หรือสูญเสียสติ จนเป็นคนฟั่นเฟือน เนื่องจากพบกับความผิหวังในชีวิต ส่วนอนาคตหรือวันพรุ่งนี้ ย่อมเป็นผลลัพธ์ของการกระทำในวันนี้ ถ้าดำเนินชีวิตในวันนี้อย่างมีความสุข สดใส ทำแต่ความดี พรุ่งนี้ย่อมเป็นวันดีของเราอย่างแน่นอน
ประกาศกเยเรมีย์ได้เตือนประชากรอิสราเอล ให้มองโลกในแง่ดี มีความหวังในพระเป็นเจ้า ซึ่งจะนำพวกเขากลับมา เพราะพระองค์เป็นพระบิดา ซึ่งทรงรักพวกเขา ในฐานะเป็นบุตรหัวปีของพระองค์ “ดูเถิด เราจะนำเขามาจากแดนเหนือ และรวบรวมเขาจากส่วนที่ไกลที่สุดของพิภพ มีคนตาบอดคนขาเขยกอยู่ท่ามกลางเขา ผู้หญิงที่มีครรภ์และผู้หญิงที่คลอดบุตรจะมาด้วยกัน เขาจะกลับมาที่นี่เป็นหมู่ใหญ่”(ยรม31:8)...ฉันเป็นคนที่พระองค์ทรงรัก ฉันเป็นบุคคลที่มีจุดหมายในชีวิต ฉันเป็นรูปแบบสำหรับคนอื่น ฉันเป็นสิ่งสร้างอันน่าอัศจรรย์ ที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นมา พระองค์มีแผนการสำหรับชีวิตของฉัน...พระเป็นเจ้าเป็นองค์ความดี ไม่ใช่เพราะพระองค์เป็นบุคคลที่น่าอัศจรรย์ใจ ตรงกันข้าม พระองค์เป็นบุคคลที่น่าอัศจรรย์ใจ เพราะพระองค์เป็นองค์ความดี.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view