สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันจันทร์ที่ 29 ตุลาคม 2018 สัปดาห์ที่ 30 เทศกาลธรรมดา

วันจันทร์ที่ 29 ตุลาคม 2018 สัปดาห์ที่ 30 เทศกาลธรรมดา

🍓ในวันที่ฉันรู้สึกอ่อนล้า...
ฉันบอกตัวเองว่า "พระเจ้าเป็นความรัก"

📚บทอ่านประจำวันจันทร์ที่ 29 ตุลาคม 2018
สัปดาห์ที่ 30 เทศกาลธรรมดา
https://youtu.be/9Ep2-_FXA7c

🍒 ขอให้ลูก
http://youtu.be/cT4As564RLo

🌸🌸🌸🌸🌸🌸🌸🌸

วันจันทร์ที่ 29 ตุลาคม 2018
สัปดาห์ที่ 30 เทศกาลธรรมดา
อ่าน
อฟ 4:32-5:8
ลก 13:10-17
 
ขณะที่พระเยซูเจ้าทำหน้าที่เทศน์สอน ….
ทรงสอนด้วยชีวิต  ทำให้ศิษย์เห็นว่า
หน้าที่แห่งความรักต่อเพื่อนมนุษย์
สำคัญกว่าการบูชากฎระเบียบ
บรรดาหัวหน้าศาลาธรรมทั้งหลาย  ไม่สามารถมองไปไกลกว่า
กฎ บัญญัติ เพื่อไปให้ถึงความรัก เมตตา
 
เปาโลแนะนำ หนทางของการดำเนินชีวิตในความรัก เมตตา คือ
การมีใจโอบอ้อมอารี ให้อภัยกัน อย่าผิดประเวณี อย่าให้มีความโลภ
ความลามก อย่าให้มีการพูดหยาบคาย แต่ให้มีการขอบคุณ
 
หมายเหตุ…
ธรรมชาติ ของความรัก มักไม่มี..ราคา..หาซื้อไม่ได้
แต่มันมีค่า เหนือ กฎเกณฑ์ใด ๆ สำหรับผู้รับและผู้ให้

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”

วันจันทร์ที่ 29 ตุลาคม 2018

สัปดาห์ที่ 30 เทศกาลธรรมดา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“เธอพ้นจากความพิการของเธอแล้ว...” (ลก 13:10-17)

ลูกเอ๋ย...

ให้เราพ้นจากพันธนาการนี้เถิด

วันนี้ พ่อจะให้เวลาลูกมากขึ้น

แม่จะให้เวลาพ่อมากขึ้น

เราจะให้เวลากันและกันมากขึ้น

ไม่มีอีกแล้ว พันธนาการที่ทำให้เรา

ไม่สามารถมองหน้ากัน มองใจกัน

วันนี้วันของพระเจ้า

วันที่พระเจ้าทรงเมตตาฉัน

ไม่มีพันธนาการระหว่างกันอีกแล้ว

ให้เรายืดตัวตรงขึ้นเถิด

เพื่อถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า

________________

“พี่น้องท่านทั้งหลายจงทำตามแบบฉบับของพระเจ้า” คงไม่ใช่เพราะเหตุผลอื่นใด แต่เหตุผลเดียวที่เราต้องเป็นเช่นนั้น ก็เพราะเราได้รับเรียกและเลือกให้เป็นลูกของพระเจ้า เป็นประดุจบุตรสุดที่รักของพระองค์ ดังนั้น “จงเจริญชีวิตในความรัก ดังที่พระคริสตเจ้าทรงรักเรา และทรงมอบพระองค์เพื่อเรา...” (เทียบ บทอ่านที่หนึ่ง อฟ 4:32-5)

สำหรับลูกของพระเจ้า วานนี้เรากลับไปที่วัดในวันอาทิตย์ ในบ้านของพระเจ้า ที่เราฉลองวัดของพระองค์ หรือที่พระวรสารวันนี้ เรียกว่าวันสะบาโต... แต่แน่นอน ผมมั่นใจว่า แท้จริงแล้ว เราไปที่นั่น ไม่ใช่เพราะกลัวจะผิดพระบัญญัติประการที่ 3 เท่านั้น แต่เราไปในความสัมพันธ์กับพระเจ้า และวันของพระเจ้า หากจะไตร่ตรองลึกซึ้งไปกว่านั้นอีก... พี่น้องครับ จริงไหม ที่ทุกวันเป็นวันที่นักบุญเปาโลบอกเราว่า ควรเป็นวันที่หลีกเลี่ยงอบายมุข สิ่งที่ไม่เหมาะสมกับการเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ กับการเป็นลูกของพระเจ้า “แต่ให้มีแต่การขอบพระคุณ”

วานนี้ ผมเข้าโรงพยาบาลอีกแล้ว เพื่อเยี่ยมผู้ป่วยสองคน คนหนึ่ง เราก็เป็นกำลังใจให้กันและกัน ซึ่งผมกลับไปเยี่ยมอีกครั้งที่หน้าห้อง แม้เวลานั้นเธอกำลังหลับอยู่ก็ตาม... แต่อีกคนหนึ่งซิ กลับเป็นอีกคนที่ดึงหัวใจผมไปที่นั่นที่สุด เมื่อทราบข่าว และอาศัยความคุ้นเคยกับโรงพยาบาล ผมก็ตามหาท่านไม่ยากนัก เป็นสัตบุรุษอีกคนหนึ่งของผมที่กำลังป่วยหนัก และเพราะช่วงเวลาของการเตรียมฉลองวัดที่ผ่านมา ตามด้วยงานศพที่ผ่านไป ทำให้ผมไม่มีโอกาสไปเยี่ยมท่านระหว่างเดือนเช่นทุกเดือนที่ผ่านมา (ระหว่างเดือน หมายความว่า นอกจากวันศุกร์ต้นเดือน ซึ่งเป็นความตั้งใจส่วนตัวว่า อยากให้สัตบุรุษที่ผมเยี่ยมอภิบาลนั้น ไม่ใช่พบพระสงฆ์เพียงเดือนละครั้งในวันศุกร์ต้นเดือนเท่านั้น แต่บ่อยกว่าหนึ่งครั้งได้ไหม...) เดือนตุลาคมนี้ ผมไม่มีโอกาสเยี่ยมอภิบาลท่านเลย จนมาพบท่านที่โรงพยาบาล ที่กำลังโหยหาพระพร พระสงฆ์ เพื่อเยี่ยมเยียนท่าน เมื่อผมไปถึง ผมฟังท่านไม่เข้าใจอะไรหรอก แต่ท่านเข้าใจสิ่งที่ผมพูดทั้งหมด และสื่อสารกับผมได้ด้วยท่าทาง และผมก็ต้องอ่านปากของท่านในสิ่งที่ท่านต้องการบอก... เมื่อวานนี้ วันของพระเจ้า แต่นี่อาจจะเป็นพันธกิจ ที่คงไม่เข้าข่ายของงานที่ห้ามไว้ในวันอาทิตย์กระมังครับ แต่ผมก็ไม่สนใจแล้วล่ะ เพราะคำตอบอยู่ที่ย่อหน้าที่สอง ย่อหน้าสุดท้ายของพระวรสารวันนี้ครับ... (ในหนังสือพิธีมิสซาวันนี้) 

เช้านี้ การไตร่ตรองของผม ให้คำถามในหัวใจของผมว่า... สำหรับลูกของพระเจ้าแล้วนั้น วันพระเจ้าคือวันอาทิตย์วันเดียวใช่ไหม วันอาทิตย์ อาจจะเป็นวันที่ผมพร้อมกับหมู่คริสตชนเป็นหนึ่งเดียวกันในการนมัสการพระเจ้าในพระวิหารของพระองค์ แต่พระสงฆ์บอกเวลาจบมิสซา (ซึ่งมิสซาไม่จบ จากมิสซาสู่มิสชั่น คือสู่พันธกิจครับ) ภาษาเก่าบอกว่า ไปสนองพระราชโองการของพระเจ้าเถิด... ภาษาใหม่ ผมชอบแบบที่หนึ่งครับ จงไปปฏิบัติตามพระวาจาที่ท่านได้ฟังในวันนี้เถิด นั่นคือจากมิสซาสู่มิสชั่นครับ สู่พันธกิจครับ จบมิสซา แต่เริ่มอีกครั้งในชีวิตเรา... วันพระเจ้า วันที่ต้องมีแต่การขอบพระคุณ จึงไม่อาจจะเป็นเพียงวันอาทิตย์ด้วยใช่ไหมครับ แต่ควรจะเป็นทุกวัน ด้วยเหตุผลของชีวิตของลูกของพระเจ้ามิใช่หรือ...

เจ็บจริงๆ ครับ... ซาตานได้ล่ามนางไว้เป็นเวลาสิบแปดปี... เราถูกพันธนาการสักวันหนึ่งก็หนักแย่แล้วไม่ใช่หรือ แต่สิบแปดปี ที่นางยืดตัวตรงไม่ได้เลย... และพระเยซูเจ้าตรัสถามเรา... ในวันของพระเจ้า นางไม่สมควรที่จะได้รับความหลุดพ้นจากพันธนาการนี้หรือ ...

โรงพยาบาลหยุดได้ไหมในวันอาทิตย์... ดังกับว่าจะไม่มีใครเจ็บป่วยในวันอาทิตย์กระนั้นแล... แม่ของเราหยุดทำอาหารให้เราทานได้ไหมในวันอาทิตย์ ความเป็นบิดามารดาหยุดได้ไหมในวันอาทิตย์ งานใดหรือที่เราต้องทำได้ในวันอาทิตย์ นั่นไม่ใช่กิจเมตตาหรือ วันอาทิตย์ พระสงฆ์เจ้าวัดต้องถวายมิสซาให้สัตบุรุษของตนโดยไม่รับซองใดๆ จากสัตบุรุษไม่ใช่หรือ นี่แหละครับ หากจะมองกันตรงๆ แล้ว งานอภิบาลก็เป็นดังอาชีพหนึ่งของพระสงฆ์นั่นแหละครับ งานอภิบาลเป็นงานครับ แต่ผมมองอีกมุมหนึ่ง... แต่การอภิบาลในวันอาทิตย์นั้น ไม่ใช่งานครับ แต่มีค่ามากกว่านั้นคือ วันอาทิตย์ เราทำสิ่งเหล่านั้นโดยไม่ได้รับค่าจ้างครับ แต่เพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้าครับ... นะ พี่น้องครับ พี่น้องถามผมว่า แล้วพระสงฆ์ทำงานวันอาทิตย์อ่ะ ไม่ต้องหยุดเหรอ... วันธรรมดาผมไม่ว่าครับ งานอภิบาลครับ นั่นก็เป็นดังอาชีพหนึ่ง ที่บางวันก็ขาดทุน บางวันก็อยู่ลำบาก... แต่วันอาทิตย์ ที่ต้องหยุดงานเพื่อฉลองวันพระเจ้า พี่น้องถามผมว่า แล้วพระสงฆ์ทำงานวันอาทิตย์ ไม่หยุดบ้างเหรอ... 555 พี่น้องครับ สองมุมมองของผมครับ หากผมรับเงิน รับซองจากพี่น้องในวันอาทิตย์ นั่นแหละงานครับ เพราะมันมีค่าตอบแทน แต่หากวันอาทิตย์ ผมทำการอภิบาลพี่น้องฟรีๆ ไม่รับเงิน ไม่รับซอง ไม่รับอะไรทั้งสิ้น นอกจากหัวใจรักและเมตตาที่เราแบ่งปันกัน... นั่นแหละครับ นั่นไม่ใช่งานครับ และนั่นแหละครับ สิ่งที่ต้องทำในวันอาทิตย์ วันของพระเจ้า ไม่ใช่เรื่องของอาชีพ แต่เป็นเรื่องของหัวใจครับ ดังนั้น พี่น้องครับ วันอาทิตย์ ผมไม่ได้ทำงานนะครับ ผมได้รับอะไรจากสิ่งที่ได้ทำในวันอาทิตย์ นอกจากความสุขใจ และนั่นไม่ใช่งานที่พระศาสนจักรห้ามทำในวันอาทิตย์ใช่หรือเปล่าครับ... ดังนั้น พระสงฆ์ไม่ได้ทำงานในวันอาทิตย์นะครับ เพราะสิ่งที่ทำทั้งหมดในวันอาทิตย์วันของพระเจ้านั้น มันมีค่ามากกว่างานที่ได้รับค่าตอบแทนครับพี่น้อง...

จากพระวาจาไตร่ตรองสู่ชีวิตบ้าง... หากทุกวันเป็นวันของพระเจ้า เป็นวันที่ต้องมีแต่การขอบพระคุณดังที่นักบุญโลบอกเราแล้วนั้น... ไตร่ตรองนิดหน่อยนะครับด้วยแนวคิดของพระวาจาของพระเจ้าวันนี้... ในศาลาธรรม ในวัดของเรา ในชุมชนพระศาสนจักรของเรา พี่น้องครับ ใครบ้างครับ ในครอบครัวของเรา ในหมู่คณะนักบวชของเรา... มีพันธนาการบ้างไหม... พันธนาการของการไม่ค่อยได้พบหน้ากัน เดินผ่านกัน แต่ไม่มีเวลาคุยกัน ลูกพบหน้าพ่อแม่ทางกระดานไวท์บอร์ด การนั่งทานอาหารแบบต่างคนต่างหาทานกัน... หัวใจเรากำลังถูกมัดไว้หรือเปล่า หัวใจเรากำลังถูกพันธนาการด้วยหน้าที่การงานมากมายที่กำลังทำอยู่หรือเปล่า... วันนี้ครับ พี่น้องครับ วันที่พระเจ้าทรงอวยพระพรเรา พระองค์ไม่ได้ทำงานครับ เพราะพระองค์ไม่ได้อะไรตอบแทนจากเราเลย และพระองค์ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องให้เราถวายอะไรพระองค์ด้วย... แต่วันนี้ครับ วันที่พระเจ้าทรงรักและเมตตาเราครับ พี่น้องครับ ใครในครอบครัวของเรา ใครในหมู่คณะนักบวชของเรา หรือแม้แต่ตัวเราเอง เรามีพันธนาการอะไรในชีวิตบ้างไหม ปลดแอกกันบ้างได้ไหม พังกำแพงที่ทำให้เราไม่เห็นหน้ากันลงบ้างได้ไหม เพื่อให้ทุกคนมีอิสระในวันของพระเจ้า ในวันที่พระทรงอวยพระพรเรา ให้เรามีชีวิตในวันนี้ ปลดพันธนาการนั้นเถอะ ที่เราเอง อาจจะทำให้พี่น้องของเรายืดตัวตรงไม่ได้เลยมาตลอดสัปดาห์หรือนานมาแล้ว... วันนี้ หากเราสำนึกว่าเป็นวันของพระเจ้า วันที่ต้องมีแต่การขอบพระคุณแล้วนั้น... พี่น้องครับ จะต้องไม่มีใครใช่ไหม ที่ยืดตัวตรงไม่ได้ จะต้องไม่มีใครใช่ไหมที่ถูกล่ามไว้ในวันของพระเจ้าไม่ใช่หรือ

ข้าแต่พระเจ้า วันนี้ของลูกเป็นวันของพระองค์ วันที่ต้องมีแต่การขอบพระคุณ ขอให้วันนี้ ทั้งลูกเองและทุกๆ คน ไม่มีใครเลยที่ยืดตัวตรงไม่ได้ เพื่อสรรเสริญและถวายพระเกียรติแด่พระองค์ พระเจ้าผู้ทรงเป็นองค์ความรักและความเมตตา.

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)


วันจันทร์ที่ 29 ตุลาคม 18 สัปดาห์ที่ 30 เทศกาลธรรมดา
บทอ่าน อฟ 4:32-5:8 / ลก 13:10-17
ความหมายทางพระคัมภีร์ที่เหมาะสมกับอาบราฮัม คือ ท่านเป็นบรรพบุรุษ ที่พระเป็นเจ้าทรงสัญญาและทำพันธสัญญากับท่าน ท่านคือบิดาของประชากรอิสราเอล ไม่ใช่ทางสายโลหิตเท่านั้น แต่ทางด้านความเชื่อ ที่เชื่อมโยงประชากรอิสราเอลกับคำสัญญาแห่งพันธสัญญา การจะเป็นบุตรของอาบราฮัม หมายถึงการมีสถานภาพทางความเชื่อต่อหน้าพระเป็นเจ้า ทำให้ประชากรอิสราเอล เป็นชนชาติที่ได้รับเลือกสรรเป็นพิเศษ เหนือกว่าชนชาติอื่นใดในโลกนี้ แต่การได้รับเลือกสรรเป็นพิเศษ เรียกร้องให้มีความรับผิดชอบ ตามที่พวกฟาริสีเรียกร้อง คือ ความซื่อสัตย์ในการปฏิบัติตามพระบัญญัติ ในขณะที่ยอห์น บัปติสต์สอนว่า คนที่สามารถอ้างว่าตัวเป็นบุตรของอาบราฮัม คือ คนที่เป็นทุกข์กลับใจ และปฏิบัติสิ่งที่ดีงาม
มีคำกล่าวว่า “คนเรารู้หน้า ไม่รู้ใจ” เป็นคำที่ใช้ได้ตลอดกาล โดยเฉพาะในสมัยนี้ค่อนข้างจะเห็นชัด มีการสร้างภาพลวงตา ดูข้างนอกดูสดใสมีเมตตา แต่ข้างในคิดไปอีกอย่าง เหมือนภาพที่เขียนกับตัวจริง ย่อมผิดกัน ภาพเขียนมากสวยกว่าตัวจริง เพราะมีการแต่งแต้มสีให้สดใส เราจึงอาจจะรู้เฉพาะรูปร่างภายนอก แต่ใจนั้นยากที่จะหยั่งรู้ได้ บทอ่านจากจดหมายของนักบุญเปาโลถึงชาวเอเฟซัส ที่ใช้อ่านในมิสซาวันนี้ นักบุญเปาโลได้เตือนใจคริสตชน ให้ขจัดสิ่งที่ไม่ดี และสร้างสิ่งดีๆทีอยู่ภายในใจว่า “ท่านทั้งหลายจงขจัดความขมขื่น ความขุ่นเคือง ความโกรธ การขู่ตะคอก การนินทาว่าร้าย และความไม่ดีไม่งามทั้งหลาย แต่จงมีใจโอบอ้อมอารี มีเมตตาต่อกัน ให้อภัยกันดังที่พระเจ้าทรงให้อภัยแก่ท่าน ในองค์พระคริสตเจ้าเถิด”(อฟ 4:31-32) คำสอนของท่านสอดคล้องกับพระวรสาร ที่กล่าวถึงพระเยซูเจ้า ซึ่งได้ทำอัศจรรย์รักษาหญิงหลังค่อม ที่ถูกปิศาจสิงมาเป็นเวลา 18 ปีแล้ว ทำให้หัวหน้าศาลาธรรมขัดเขืองใจ เพราะวันนั้นเป็นวันสับบาโต พระองค์จึงได้แก้ต่างว่า หญิงคนนั้นเป็นบุตรของอาบราฮัม ที่ได้ทนทุกข์ทรมานถึง 18 ปีแล้ว นางควรจะควรจะหลุดพ้นจากการจำจองนี้ แม้วันนั้นจะเป็นวันสับบาโตก็ตาม เพราะพระเป็นเจ้าและมนุษย์มีมุมมองที่แตกต่างกัน “มนุษย์ดูที่รูปร่างภายนอก แต่พระเจ้าทอดพระเนตรจิตใจ(1ซมอ15:7).

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view