สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันศุกร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2018 วันภาวนาอุทิศแด่ผู้ล่วงลับ

วันศุกร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2018 วันภาวนาอุทิศแด่ผู้ล่วงลับ

⚛ความตายส่งเสียงทุกวัน
แต่ไม่มีใครสนใจฟัง
จวบจนวันหนึ่ง ..
เมื่อมันมาพรากคนรักของเขาจากไป
และนับแต่นั้น ..
เขาก็เงี่ยหู .. คอยสดับถ้อยคำที่มันกล่าว
นาน ๆ ผ่านไป เขาจึงได้รู้ว่า ...
ข่าวสารจากความตาย ..
ทำให้เขาเห็นโลกต่างไปจากเดิม
เขาพบโลกใหม่ .. มีชีวิตใหม่

📚 บทอ่านประจำวันศุกร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2018
วันภาวนาอุทิศแด่ผู้ล่วงลับ
https://youtu.be/5W1Wbs5cUtY

🍎Just A Prayer Away
http://youtu.be/YTmrKpsEcfw

🍀🍀🍀🍀🍀🍀🍀🍀

วันศุกร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2018
วันภาวนาอุทิศแด่ผู้ล่วงลับ
อ่าน :
โยบ 19:1, 23-27
รม 5:5-11
ยน 6:37-40

ประชาชน ที่หวังในพระเยซูเจ้า ด้วยการติดตามพระองค์
รู้สึกถึงความมั่นใจ เมื่อพระเยซูเจ้ายืนยันว่า...
พระองค์ มิได้มาเพื่อทำตามใจตัวเอง แต่มาเพื่อ
ทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า .. นั่นคือ..
ทำให้ทุกคนที่เห็น แล้วเชื่อ
ได้กลับคืนชีพในวันสุดท้าย และมีชีวิตนิรันดร

นักบุญเปาโล ตอกย้ำ..สำหรับผู้มีความเชื่อ
ความหวังในพระเจ้า จะไม่ทำให้พวกเขาผิดหวัง
เพราะพระจิตของพระเจ้า ได้หลั่งความรัก ลงในหัวใจของผู้เชื่อ

การภาวนา สำหรับ ผู้ล่วงลับ กลับเป็นโอกาสอีกครั้ง
เพื่อยืนยัน ความหวัง ความเชื่อ
คริสตชน เรื่องการกลับคืนชีพว่า
วันหนึ่ง เรา พร้อมกับ ผู้ล่วงลับ
จะกลับเป็นขึ้นมา มีชีวิตนิรันดร ร่วมกับพระคริสตเจ้า

หมายเหตุ..
พลังของความเชื่อ...ทำให้คิดได้ว่า..
อย่าไปคาดหวัง กับ สิ่งที่มีชีวิต..
อย่าไปยึดติด กับสิ่งที่มีวันสลาย..
ตราบใดที่ยังไม่ตาย สะสมเอาไว้..
“ความดี”..

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”

วันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม 2018

สัปดาห์ที่ 30 เทศกาลธรรมดา

วันภาวนาอุทิศแด่ผู้ล่วงลับ

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“ทุกคนที่พระบิดาทรงมอบให้เราจะมาหาเรา...” (ยน 6:37-40) 

ในศีลล้างบาป 

นั่นคือกกิจการดีที่พระเจ้าทรงริเริ่มในตัวเรา

พระองค์คือพระเจ้าผู้ริเริ่ม ไม่ใช่ตัวเรา

พระองค์ทรงนำเราเป็นหนึ่งเดียวกับพระบุตรของพระองค์

ด้วยการประทับอยู่ของพระจิตเจ้า

วันนี้...

ฉันเดินเข้าหาพระเยซูเจ้าหรือไม่

หรือฉันกำลังเดินละจากพระองค์ ไปหาใครอื่น

เพราะทุกคนที่เห็นพระบุตร

และเชื่อในพระบุตรจะมีชีวิตนิรันดร

บูชาขอบพระคุณมีค่ามากสำหรับวิญญาณผู้ล่วงลับ

แต่สิ่งที่มีค่ากว่านั้น คือชีวิตของฉัน

คือชีวิตที่ถวายบูชาทุกวัน ให้เป็นบูชาชีวิต

ร่วมในบูชาของพระองค์

คือชีวิตที่ดำเนินตามพระวาจาที่ว่า...

“จงทำการนี้ เพื่อระลึกถึงเราเถิด”

นี่แหละ ผู้ที่ได้พบพระคริสตเจ้า

เห็นพระองค์ เชื่อในพระองค์

และเขาจะกลับคืนชีพในวันสุดท้าย...

________________

เราเข้าสู่เดือนพฤศจิกายนได้สองวันแล้ว เดือนที่พระศาสนจักรระลึกถึงความสัมพันธ์เป็นหนึ่งเดียวของผู้ศักดิ์สิทธิ์ หรือที่เราเรียกในภาษาเดิมว่า “สหพันธ์นักบุญ” คือสิ่งนี้ครับ ที่สมาชิกส่วนหนึ่งที่เราเรียกว่า “พระศาสนจักรที่กำลังเดินทาง” คือพวกเราที่กำลังเดินทางอยู่ในโลกนี้ เพื่อมุ่งหน้าสู่บ้านแท้นิรันดรในสวรรค์ ที่เป็นบ้านของเรา สวรรค์สำหรับเราจึงไม่ใช่รางวัลของผู้ทำความดี แต่ สำหรับเราคริสตชนแล้วนั้น สวรรค์คือบ้านแท้ของเรา โลกนี้จึงเป็นดังแดนเนรเทศ โลกนี้คือหนทางเดินชั่วคราวที่เราจะผ่านไปสู่นิรันดรภาพ... 

เดือนพฤศจิกายนนี้ เป็นเดือนนำให้เราคิดถึงความสัมพันธ์อันเป็นหนึ่งเดียวของพี่น้องของเราอีกสองกลุ่มคือ “พระศาสนจักรที่ประสบชัยชนะ” คือบรรดาพี่น้องของเราที่เอาตัวรอดไปสวรรค์ได้แล้ว และนั่นคือนักบุญของเรา แม้ว่าพระศาสนจักรไม่ได้ประกาศในสารบบนักบุญก็ตาม แต่เราทราบว่ามีคนมากมายที่ได้เอาตัวรอดไปสวรรค์ (เทียบ วว 21:1-5ก 6ข-7) และพวกท่านเหล่านั้นกำลังภาวนาเพื่อเราซึ่งเป็นสมาชิกของพระศาสนจักรที่กำลังเดินทางอยู่ในโลกนี้ด้วย เพื่อเราจะบรรลุถึงบ้านแท้นิรันดรด้วยกัน นั่นคือบรรดานักบุญของเราที่เราสมโภชในวันที่ 1 พฤศจิกายน ซึ่งในประเทศไทยของเรา เราเลื่อนไปทำฉลองในวันอาทิตย์... แต่ในวันนี้ พระศาสนจักรบนโลกนี้ เราระลึกถึงพี่น้องในความสัมพันธ์กับพระเจ้า โดยพระจิตเจ้าองค์เดียวกัน ความเชื่อเดียวกัน และศีลล้างบาปเดียวกัน พี่น้องของเราที่กำลังประสบความทุกข์ยากในแดนชำระ คือบรรดาผู้ล่วงลับที่เชื่อในพระคริสตเจ้าทุกคน ที่เราวอนขอพระเมตตาของพระเจ้าเพื่อความรอดพ้นของวิญญาณของพี่น้องของเราเหล่านั้น

ด้วยเพราะว่าเราคริสตชน มีความหวังเดียวกันในศีลล้างบาป และความหวังนี้เป็นความหวังที่ไม่เคยทำให้เราผิดหวัง เพราะพระคริสตเจ้าทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเราที่เป็นคนบาป ทรงพิสูจน์ว่าทรงรักเราอย่างไร พระองค์ได้ตรัสสัญญาว่า ผู้ที่เห็นพระองค์ ผู้ที่เชื่อในพระองค์ จะได้รับชีวิตนิรันดร เขาจะกลับคืนชีพในวันสุดท้าย (เทียบบทอ่านที่สอง รม 5:5-11) และเขาจะกลับบ้านของเขา ที่เป็นการกลับไป ไม่ใช่การกลับไปแบบคนแปลกหน้า แต่เป็นการกลับไปแบบลูกของพระเจ้า (เทียบ บทอ่านที่หนึ่ง โยบ 19:1,23-27)

แต่เราจะกลับไปอย่างไร เพื่อจะไม่ใช่การกลับไปแบบคนแปลกหน้า พระวรสารของนักบึญมัทธิวบทที่ 25 เรื่องการพิพากษาประมวลพร้อมคือคำตอบครับ... แม้ศีลล้างบาปทำให้เราเป็นสมาชิกในพระศาสนจักรของพระเจ้า แต่สิ่งที่จะทำให้เราเข้าสู่พระอาณาจักรของพระเจ้า สิ่งที่เป็นเครื่องวัดว่าเราเป็นบุตรของพระเจ้า มาตรฐานนั้นอยู่ที่นี่ครับ... หากเราได้รับการเรียกมาร่วมชีวิตกับพระคริสตเจ้าจริงๆ แล้ว ชีวิตของเราต้องมีความละม้ายคล้ายคลึงกับพระคริสตเจ้า... สิ่งที่เราได้ทำกับพี่น้องของเราผู้ต่ำต้อย นั่นคือการได้กระทำกับพระองค์เองผู้ทรงประทับอยู่ในพี่น้องของเราทุกคน

หนังสือโยบได้ให้กำลังใจกับเราเป็นอย่างดี ด้วยชีวิตและแบบอย่างของคนของพระเจ้าที่ไม่เคยท้อถอยในการเป็นคนดีท่ามกลางสังคมที่เราอาจจะบอกว่ามันอยู่ยากขึ้นทุกวัน เราทราบดีว่า ชีวิตของโยบคือชีวิตที่ถูกทดสอบ แต่ท่านได้เพียรทนจนถึงที่สุด และไม่ได้ทอดทิ้งพระเจ้า และสิ่งนี้เองที่นักบุญเปาโลบอกเราวันนี้ว่า นี่คือความหวังของคริสตชนที่จะไม่ทำให้เราผิดหวัง เมื่อพระเจ้าจะทรงนำเราสู่งานเลี้ยงของพระองค์ ที่พระองค์จะเปิดผ้าคลุมหน้าของเราออก ให้เราพ้นความอับอายของโลกนี้ เมื่อพระเจ้าทรงคืนให้ด้วยสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม...

พี่น้องที่รักครับ ชีวิตคริสตชนของเราวันนี้ ไม่ง่ายครับ ผมเข้าใจ และต้องยอมรับว่าไม่ง่ายแล้วล่ะ สำหรับสังคมของเราวันนี้ โลกของเราแบบนี้ เอาแค่การมาวัดวันอาทิตย์ทุกอาทิตย์ ก็เป็นอุปสรรคมากมายพอแล้วสำหรับหลายๆ คน เมื่อความรักของเราต่อพระเจ้าไม่ได้เป็นความสัมพันธ์ แต่เป็นแค่สิ่งที่เรียกว่า “กฎ” เท่านั้น ยากแล้วครับ ที่จะสร้างความสัมพันธ์ที่แท้จริงกับพระเจ้า ยากมากกว่านั้นในการเจริญชีวิตท่ามกลางโลกวันนี้ ที่มีแต่การเอารัดเอาเปรียบ แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน จนไม่มีแล้ว หัวใจที่อ่อนโยนต่อกันและกัน กลับกลายเป็นหัวใจที่เย็นชาต่อกันและกัน จนแม้ครอบครัวหลายครอบครัวเอง เราแตกแยกกันเอง หมู่คณะนักบวชด้วย เรารักกันเพียงใด เรารักกันจริง มากพอที่จะเป็นประจักษ์พยานถึงครอบครัวแห่งสวรรค์หรือไม่...

ภาพการไตร่ตรองของผมในเช้าวันนี้ นำหัวใจของผมให้คิดถึงสิ่งที่เห็นๆ กันในวันนี้จริงๆ เหมือนเราต้องกลับมาคิดไตร่ตรองกันอีกครั้งเมื่อสถานการณ์โลกเรา สังคมของเราวันนี้มันเปลี่ยนไปได้มากขนาดนี้ ที่สุสานที่ผมเพิ่งไปเยี่ยมและจากมานั้น วันนี้ เรากลับมาที่สุสานในความสัมพันธ์กันฉันพี่น้องเหมือนเดิมหรือเปล่า หลายๆ ครอบครัวเริ่มมีปัญหา เริ่มจะไม่มีโอกาสมารวมตัวกันในการระลึกถึงผู้ล่วงลับ... ไม่เพียงเท่านั้น สภาของสังคม ครอบครัวคริสตชนของเราวันนี้ เรายุ่งกันมากเกินไปหรือเปล่า เพราะภาพที่เห็น หลายๆ ครั้ง สำหรับมวลชนผู้มีชีวิต เราก็อาจจะมีเวลาให้กันและกันน้อยลงไป

เอาล่ะครับ สิ่งที่ผมไตร่ตรอง และอยากแบ่งปันในเช้าวันนี้คือ นอกเหนือจากการระลึกถึงผู้ล่วงลับที่จากเราไปแล้วนั้น คงมีร่องรอยความคิดหลายๆ อย่างที่ทำให้เราต้องทบทวนชีวิตที่ผ่านมา เราวุ่นวาย เรามีงานยุ่งกันมากเกินไปหรือเปล่า ที่สุดท้าย เราก็มีคำว่า “จะ” จะทำ จะมาเยี่ยม จะมาหา จะเตรียมสิ่งนั้น จะทำสิ่งนี้ แล้วสุดท้าย เราก็จบที่คำว่าจะ ที่ไม่เป็นผลสำเร็จสักที... แล้วเราที่ยังมีชีวิต พี่น้องครับ ทำสิ่งเล็กๆ น้อยเพื่อกันและกัน ให้เวลากันและกัน มีเวลาที่จะอยู่ด้วยกันมากขึ้นบ้างได้หรือไม่ แทนที่จะขอมิสซาเท่านั้น ลองทำสิ่งที่มีค่ากว่านั้นเพื่อบรรพบุรุษผู้จากไปได้ไหม จับมือกัน ชวนกันไปร่วมมิสซา ใช้ชีวิตให้เป็นทาน เป็นบุญกุศล เพื่ออุทิศแก่กันและกันดีกว่าไหม ลองดูซิครับ ลองทำให้ชีวิตของเราเป็นบุญเป็นทาน สิ่งนี้เองนำความสุขความยินดีให้ผู้ที่มีชีวิต และเป็นสิ่งที่อุทิศให้กับพี่น้องที่จากไป... แทนที่จะนำดอกไม้ช่องามๆ ไปวางที่หลุมศพ... ใครที่ทะเลาะกัน พี่น้องคนใดในครอบครัวที่ยังไม่คุยกัน ลองจับมือกันไปสวดที่หลุมศพของบิดามารดา บรรพบุรุษผู้จากไป ทำสิ่งนี้เพื่อกันและกัน และเพื่อมอบผลบุญนี้ให้กับท่านจะดีกว่าไหม... ถวายพระเจ้าซึ่งชีวิตที่เป็นบุญเป็นทาน และนี่แหละ กิจการแห่งความรักนี่แหละ ที่ช่วยลบโทษบาปได้มากมาย 

ข้าแต่พระเจ้า ขอให้ชีวิตของลูกในปัจจุบันนี้  เป็นชีวิตที่เป็นเครื่องบูชาร่วมในบูชาขององค์พระบุตร นำให้ลูกถวายตนเองเพื่อประโยชน์สุขของพี่น้องที่ยังมีชีวิต ด้วยการสละน้ำใจตนเอง แบ่งปันความสุขแก่กันและกัน ด้วยรอยยิ้มและกำลังใจ เพื่อประคับประคอง ปลอบใจ เตือนความเชื่อของกันและกัน และให้สิ่งนี้เป็นผลบุญเป็นเสียงวิงวอนพระเมตตาของพระองค์เพื่อพี่น้องของลูกผู้ล่วงลับไปแล้วทุกคนด้วยเทอญ

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

วันศุกร์ที่ 2 พฤศจิกายน 18 วันภาวนาอุทิศแก่ผู้ล่วงลับ
บทอ่าน โยบ19:1,23-27 / รม 5:5-11 / ยน 6:37-40
ในพระวรสารวันนี้ ผู้แต่งได้เตือนให้เราระลึกถึงเหตุการณ์ที่โดดเด่นของพวกเราคริสตชน คือ เรื่องการสิ้นพระชนม์และเรื่องการกลับคืนพระชนม์ชีพของพระเยซูเจ้า ให้เรากระทำเช่นเดียวกัน เหมือนอย่างที่โจรที่กลับใจได้เคยกล่าวว่า “ข้าแต่พระเยซูเจ้า โปรดระลึกถึงข้าพเจ้าด้วย เมื่อพระองค์จะเสด็จสู่พระอาณาจักรของพระองค์” (ลก 23:42) พระศาสนจักรเอง ไม่สวดภาวนาต่อบรรดานักบุญเท่านั้น แต่ต่อบรรดาผู้ที่ตายไปแล้วด้วย ซึ่งได้หลับพักผ่อนในพระเป็นเจ้า เราได้ระลึกถึงท่านเหล่านั้นในคำภาวนา และขอให้พวกท่านภาวนาเพื่อพระศาสนจักรด้วยเช่นเดียวกัน” (บทเทศน์ของนักบุญออกัสติน)
อย่างน้อยปีละครั้ง บรรดาคริสตชนเรียกร้องให้เราระลึกถึงชีวิต ความตายและการกลับคืนชีพของเรา และวันนั้น คือ วันที่เราระลึกถึงบรรดาผู้ล่วงลับ ที่นักบุญออกัสตินได้ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่าง จากการฉลองนักบุญทั้งหลาย
โดยไม่มีความสงสัยว่า ความทุกข์ของมนุษยชาติ เป็นสิ่งเดียวกันกับความทุกข์ของพระศาสนจักร และมีความเหมือนกัน ที่ต่างก็เป็นความทุกข์ของชีวิตมนุษย์ ดังนั้น ความตายของบุคคลอันเป็นที่รัก สามารถนำความทุกข์โศก ที่ยากที่จะบรรยายมาให้ นอกจากจะเข้าใจด้วยความเชื่อเท่านั้น ดังนั้น มนุษย์ต้องให้ความเคารพต่อบรรดาผู้ที่เสียชีวิต
ที่จริง การมีระลึกถึงผู้ตาย ทำให้เราสามารถระลึกว่า พวกท่านยังคงมีชีวิตอยู่ท่ามกลางพวกเรา แต่ว่าด้วยกลไกทางด้านจิตใจและด้านสังคมของมนุษย์ ประกอบกับเวลาที่ผ่านพ้นไป สามารถทำให้ความทรงจำค่อยๆลดลงไป และถ้าความเป็นมนุษย์นำเราคริสตชนให้มีความทุกข์ พระหรรษทานและการกลับคืนชีพ ก็นำเราไปสู่สันติสุขได้เช่นเดียวกัน ความเชื่อจะช่วยให้เรามีความแน่ใจว่า เราจะพบพวกท่านอีกครั้งในชีวิตนิรันดร นอกจากนี้ เรายังเชื่อว่า การที่เราระลึกถึงพวกท่าน ยังทำให้เรามั่นใจว่า พวกท่านจะสวดภาวนาให้เราเช่นเดียวกัน.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view