สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันเสาร์ที่ 3 พฤศจิกายน 2018 ระลึกถึงนักบุญมาร์ติน เด ปอเรส

วันเสาร์ที่ 3 พฤศจิกายน 2018 ระลึกถึงนักบุญมาร์ติน เด ปอเรส

🍓เราทุกคนมีเวลาที่จำกัดในโลก
การใช้ชีวิตในโลกเป็น‘โอกาส’
ที่เราจะตอบสนองการทรงเรียก
พระประสงค์สำหรับเรานั้น.....
ดียอดเยี่ยมกว่าทุกสิ่ง

📚บทอ่านประจำวันเสาร์ที่ 3 พฤศจิกายน 2018
ระลึกถึงนักบุญมาร์ติน เด ปอเรส
https://youtu.be/oZsgRKRYrbs

💦 พระเจ้าเที่ยงแท้
http://youtu.be/fFYzwjGCT80

🌹🌹🌹🌹🌹🌹🌹🌹

วันเสาร์ที่ 3 พฤศจิกายน 2018
ระลึกถึงนักบุญมาร์ติน เด ปอเรส
อ่าน
ฟป 1:18ข-26
ลก 14:1,7-11
 
เมื่อมนุษย์หลายคน ต้องการเกียรติยศ
ชื่อเสียง เพียงเพื่อเป็นที่ยอมรับ
พระเยซูเจ้าจำเป็นต้องสอนเป็นอุปมา เพื่อให้เห็นว่า....
“การรรับใช้ สำคัญกว่า สถานภาพ” โดยทรงตรัสว่า
“ทุกคนที่ยกตกขึ้น จะถูกกดให้ต่ำลง แต่ทุกคนที่ถ่อมตนลง
จะได้รับการยกย่องให้สูงขึ้น”
 
ความสุภาพ ถ่อมตน ในการรับใช้ของเปาโล ปรากฎชัด
เมื่อท่านกล่าวอย่างมั่นใจว่า....
“พระคริสตเจ้าจะทรงได้รับเกียรติในร่างกายของท่าน และ
การมีชีวิตอยุ่ของท่านก็คือ พระคริสตเจ้า”

แม้ท่านนักบุญมาร์ติน เด ปอเรส จะเป็นผู้มีความสามารถมาก
มีความรู้ ความชำนาญ ในเรื่องเทววิทยา แต่ด้วยความสุภาพ
ร่าเริงยินดี ในความรัก ท่านได้เลือกที่จะใช้พระพรที่ตนมี
ทำหน้าที่รับใช้อันต่ำต้อย ด้วยการคุ้มครองช่วยเหลือบรรดาทาส
และทุกคนที่ต้องการความช่วยเหลือ โดยไม่เลือก
 
หมายเหตุ….
การถ่อมตน ….อาจไม่ใช่การทำตัวให้ต่ำที่สุด
แต่เป็นการตระหนัก อยู่กับสถานภาพของตนเอง
แล้วอุทิศตน ด้วยจิตตารมณ์ของการรับใช้
ในสภาพที่เป็นอยู่

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”

วันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม 2018

สัปดาห์ที่ 30 เทศกาลธรรมดา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“ทุกคนที่ถ่อมตนลง จะได้รับการยกย่องให้สูงขึ้น...” (ลก 14:1-7-11) 

หัวใจที่ถ่อมตนลง

ย่อมพบความสุขและความยินดี

เป็นความสุขและความยินดีที่มากพอ

ที่ทำให้หัวใจไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว

และที่ที่มีความสุขที่แท้จริง

หาใช่ที่ที่มีเกียรติหรือไม่มีเกียรติ

หากแต่เกียรติของเราอยู่ที่การได้รับเชิญ

และหากผู้ที่เชิญเรานั้น คือพระคริสตเจ้าแล้ว

ความสุขไม่ได้อยู่ในสิ่งที่มีเกียรติหรือไม่มีเกียรติ

แต่อยู่ณ ที่หัวใจที่ต้อนรับพระองค์มิใช่หรือ...

วันนี้ หัวใจของฉันมีความสุขแท้

ที่พระองค์ทรงเชิญฉันให้มาอยู่กับพระองค์หรือเปล่า...

เพราะแท้จริงความสุขแท้

ก็ไม่ได้อยู่ในสิ่งที่มีและสิ่งที่เป็น

แต่ความสุขแท้กลับอยู่ที่การได้อยู่กับพระองค์

เท่านี้ หัวใจของฉันก็เพียงพอแล้วในความปิติยินดี.

________________

จากวันวาน ผมมีโอกาสถวายมิสซาที่สามสำหรับผู้ล่วงลับ ที่วัดแม่พระฟาติมา แทนที่จะเป็นที่วัดของผมตามที่ตั้งใจไว้ว่าจะถวายสามมิสซาเพื่อผู้ล่วงลับ เมื่อวานนี้ พระวาจาของพระเจ้าจากหนังสือปรีชาญาณ ที่นำให้หัวใจผมน้อมรับความทุกข์ยากต่างๆ แม้ความตายให้เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงประทานให้ และเตรียมไว้สำหรับผู้ที่รักพระองค์ สิ่งนั้นกลับกลายเป็นความสุขแท้ในพระวรสารนักบุญมัทธิวบทที่ห้า... กับบรรยากาศการนำทางของพระจิตเจ้า ที่นำให้หัวใจของผมไตร่ตรอง และเหมือนกับไม่ต้องเทศน์สิ่งใด นอกจากสิ่งนี้ เมื่อผู้นำการขับร้องนำเพลง... “มาเถิดเชิญมาเราคริสตชน แม้ยากแม้จนสู้ทนไม่หนี หวังพึ่งพระองค์ผู้ทรงปรานี สู่พระแท่นนี้ด้วยใจปรีดา...” ทำให้ผมนึกถึงบรรยากาศความยากจน ความไม่สมหวังในหน้าที่การงาน ของชีวิตครอบครัวของผม และเพื่อนบ้านเมื่อผมยังเป็นเด็กๆ อยู่ที่วัดพระหฤทัยแห่งพระเยซูเจ้าอำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี เป็นบรรยากาศที่เราเริ่มเดินทางมาวัดประมาณห้าโมงครึ่ง และที่หน้าวัด ผมเห็นผู้ใหญ่ที่มาวัดมีโอกาสนั่งคุยกัน ส่วนพวกเราก็วิ่งเล่นกันตามประสาเด็กๆ สักพักหนึ่ง เราก็ชวนกันเข้าวัด ในบรรยากาศแบบว่า “ไปเถอะ ไปสวดกันหน่อยก่อน เดี๋ยวมิสซาเริ่มแล้ว” ผมจำบรรยากาศนั้นได้ไม่ลืมเลย ที่วัดตอนเย็นๆ เป็นที่ที่เรามีความสุขมาก สิ่งที่เราเบื่อ สิ่งทำให้เราเหนื่อย สิ่งที่ทำให้เราอ่อนล้า มันเปลี่ยนไป เพลงรับศีลแต่ละเพลงที่ร้องทุกวัน ก็เป็นเพลงที่เราจะฮึมกัน ร้องคลอกันไปจนถึงบ้านเมื่อเดินกลับบ้าน... โอ้ ความรู้สึกบรรยากาศที่เดินมาวัดแบบเหนื่อยล้า แต่เปี่ยมด้วยความหวังในพระเจ้านั้น บัดนี้มันทำให้เรามีกำลังสดชื่นขึ้น มันเปลี่ยนเป็นความยินดี ทำให้เราพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับวันต่อๆ ไป ด้วยพลังอะไรไม่ทราบที่เรามั่นใจว่า เราได้รับจากพระเจ้า ... ชีวิตที่เรียกว่า ยากจน ลำบาก ไม่สมหวังของพวกเรา ก็มีหวังในพระเจ้า ... เพราะ... แม้ยากแม้จนสู้ทนไม่หนี หวังพึ่งพระองค์ผู้ทรงปรานี สู่พระแท่นนี้ด้วยใจปรีดา... และเพลงปิดพิธีก็จบลงที่บทเพลงที่เป็นบทสรุปที่สวยงามจริงๆ... “ขอบพระคุณพระเจ้า ที่ให้เรามีความสุขกับพระองค์...” พอแล้ว พระเจ้าข้า เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว ที่ผมจะขับรถกลับประจวบฯ อย่างมีความสุขในคืนวานนั้น และพร้อมที่จะอยู่กับพระองค์ต่อไป เพราะที่นั่น เป็นที่ที่มีความสุขที่สุดแล้ว

จากเย็นวันวาน สู่เช้าวันนี้ จดหมายถึงชาวฟิลิปปี ที่เราได้ฟังในช่วงเวลาที่เรากำลังระลึกถึงผู้ล่วงลับนี้... การมีชีวิตอยู่คือพระคริสตเจ้า การตายก็เป็นกำไร... แต่การมีชีวิตอยู่ในโลกนี้เป็นโอกาสให้ทำงานได้ผล... เพราะการประทับอยู่ของพระคริสตเจ้าแล้ว นักบุญเปาโลบอกว่า ท่านไม่รู้จะเลือกอะไร ไม่รู้จะเลือกสิ่งใดดี และดูเหมือนท่านอยากเลือกที่จะพ้นจากชีวิตนี้ไป เพื่ออยู่กับพระคริสตเจ้า นี่กลับจะเป็นการดีกว่าสำหรับท่าน... แต่ความคิดที่สูงกว่านั้นคือ... การมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ต่อไปก็จำเป็นอย่างยิ่ง เพราะการอยู่ต่อไป เป็นการอยู่เคียงข้างกันและกัน เพื่อช่วยให้เราแต่ละคนก้าวหน้าและชื่นชมในความเชื่อ เพื่อจะได้ภูมิใจในพระคริสตเยซูยิ่งขึ้น... 

นี่คือความสุขแท้ ที่เกิดจากหัวใจที่น้อมรับพระประสงค์ของพระเจ้า จากหัวใจที่ยากจน ที่ต้องรับความช่วยเหลือจากพระเจ้า กลับกลายเป็นหัวใจที่เปี่ยมสุขสันต์ จากพระเจ้าเท่านั้น กล่าวคือ ปราศจากความช่วยเหลือของพระองค์ เราคงอยู่ไม่ได้ แต่ที่เรายังอยู่ได้ทุกวันนี้ นี่คือพระเมตตาของพระเจ้าจริงๆ ต่อเรา... โอ้ หัวใจที่ยากจน ช่างเป็นหัวใจที่พบความสุขแท้ เพราะเขาพอเพียงและเพียงพอกับสิ่งที่มีและสิ่งที่เป็น เขารู้ว่า นี่คือพระพร นี่คือพระเมตตายิ่งใหญ่ที่เขาไม่สมควรได้รับ ดุจดังการได้รับเชิญไปในงานเลี้ยง ที่เพียงแค่ได้รับเชิญ เขาก็มีความสุขแล้ว ไม่ใช่ที่ที่สูงส่งในงานเลี้ยง แต่เพียงแค่ได้รับเชิญ... เช่นนี้เอง ”ผู้ที่พระเจ้าทรงเรียกมาร่วมในงานเลี้ยงของพระองค์ย่อมเป็นสุข...” และนี่มิใช่หรือ สิ่งที่วิญญาณแสวงหา... จิตใจข้าพเจ้า กระหายหาพระจ้าผู้ทรงชีวิต เมื่อใดเล่าจะได้ประสบพระพักตร์พระองค์...” (เพลงตอบรับพระวาจาวันนี้)

ที่อิตาลีครั้งสุดท้ายนี้ เพื่อนภราดาชวนผมเข้าครัว ในยามที่ผมเหนื่อยมากจากงานอภิบาล และอยากจะพักผ่อน และมากกว่านั้น ผมก็ไม่รู้ว่าผมจะช่วยอะไรเขาได้ในห้องครัว เมื่อต้องเตรียมอาหารอิตาเลียนในเวลาที่ผมเหนื่อยล้าขนาดนั้น ผมอยากพักผ่อนมากกว่า... แต่สิ่งที่เพื่อนภราดาคนนี้บอกผม ผมยอมรับว่า ผมต้องยอมหัวใจเขาจริงๆ... เมื่อเขาบอกว่า “สิ่งที่สำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าเธอจะช่วยอะไรได้หรือไม่ได้ แต่อยู่ที่การที่เธออยู่ที่นี่และอยู่ตรงนี้ต่างหาก...” จริงนะครับ จริงทีเดียว บางที ความสุข ไม่ได้อยู่ในสิ่งที่ต้องการ แต่อยู่ในสิ่งที่มีและสามารถรู้สึกเพียงพอ รู้สึกมากพอแล้วในสิ่งที่มีและสิ่งที่เป็น ดังนั้น เมื่อชีวิต ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ ไม่ว่าจะเป็นการนั่งที่ใดในพระเมตตาของพระเจ้า ความสุขอยู่ที่พระเมตตาของพระองค์ในงานเลี้ยงที่ทรงเชิญเรามา หาได้อยู่ที่ที่นั่งที่มีเกียรติไม่ แต่อยู่ในที่ที่มีพระองค์มิใช่หรือ...

“ผู้ที่พระเจ้าทรงเรียกมาร่วมในงานเลี้ยงของพระองค์ย่อมเป็นสุข...” โอ้ ความสุขอยู่ที่การเรียกของพระองค์จริงๆ... ผมคิดถึงพระวรสารเมื่อวันอาทิตย์ที่แล้วอีกครั้ง เมื่อการเรียกของพระเยซูเจ้า ทำให้ความขัดสน ความยากลำบากของคนตาบอดที่เยริโค เปลี่ยนเป็นความชื่นชมยินดี ที่ทำให้เขาสลัดเสื้อคลุมของเขาทิ้งไป และกระโจนเข้าไปหาพระเยซูเจ้า เพราะ ความสุขอยู่ที่การเรียกของพระองค์จริงๆ 

ข้าแต่พระเจ้า เพียงพระวาจาเดียวที่พระองค์ได้ตรัสกับลูก จิตวิญญาณของลูกก็เป็นสุขแล้ว... ขอเพียงบางคำ ที่ลูกพูดดีๆ ต่อกัน พระเจ้าข้า ขอให้เป็นเช่นนั้นเถิด วิญญาณของลูกและของพี่น้องด้วย ก็จะเป็นสุข เพราะการประทับอยู่ของพระองค์ที่นี่ และการเรียกของพระองค์เท่านั้น ที่วิญญาณแสวงหา ด้วยที่ที่มีเกียรติ คือที่ที่มีพระองค์ และที่นั่นแหละ ที่วิญญาณของลูกเป็นสุขเหลือเกิน ที่เพียงพอ และพอเพียงกับพระองค์ ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นหรือตาย ชีวิตคือพระองค์ ชีวิตคือพระคริสตเจ้า การมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ก็เป็นความสุข ความตายก็เป็นกำไร ขอบพระคุณพระเจ้า ที่ให้เรามีความสุขกับพระองค์...

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

วันเสาร์ที่ 3 พฤศจิกายน 18 สัปดาห์ที่ 30 เทศกาลธรรมดา
บทอ่าน ฟป 1:18ข-26 / ลก 14:1,7-11
ในพระวรสารวันนี้ ผู้แต่งพระวรสารมีจุดประสงค์อะไร? “พวกฟาริสีได้สังเกตเห็น” และ”พระเยซูเจ้าทรงสังเกตเห็นผู้รับเชิญต่างเลือกที่นั่งที่มีเกียรติ” (ลก 14:1) การสังเกตเห็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งมีมุมมองที่แตกต่างกันอย่างไร?
การสังเกตเหมือนกับกิจการอื่นทั้งภายในและภายนอก มีความแตกต่างกันมาก ตามแรงจูงใจที่ผลักดัน ตามแรงจูงใจภายใน ที่อยู่ภายในใจของผู้ที่สังเกต
พวกฟาริสี เหมือนกับที่ผู้แต่งพระวรสารได้บอกับเราในข้อความต่างๆ ได้สังเกตพระเยซูเจ้า เพื่อจะได้หาทางตำหนิพระองค์ และพระเยซูเจ้าได้สังเกต เพื่อช่วยเหลือ เพื่อรับใช้ เพื่อทำกิจการที่ดี และพระองค์ได้ทรงเตือนเราด้วยความหวังดีว่า “เมื่อมีใครเชิญท่านไปในงานมงคลสมรส อย่าไปนั่งในที่ที่มีเกียรติ” (ลก 14:8)
พระเยซูเจ้าได้ตรัสด้วยพระวาจา ที่แสดงว่าพระองค์เป็นใคร และสิ่งที่อยู่ในใจของพระองค์ คือ พระองค์จะไม่แสวงหาเกียรติยศ แต่เพื่อให้เกียรติแก่คนอื่น พระองค์ไม่คิดถึงเกียรติมงคลของพระองค์เอง แต่เพื่อเกียรติมงคลของพระบิดา ไม่เคยคิดถึงพระองค์เอง แต่คิดถึงคนอื่น ตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ พระองค์จะเผยแสดงสิ่งที่เกี่ยวกับพระบิดา “พระเจ้าคือองค์ความรัก”
และพระองค์ได้ทรงทำให้สิ่งนี้เป็นจริง เหนือสิ่งอื่นใด คือ คำสั่งสอนของพระองค์ “แต่ทรงสละพระองค์จนหมดสิ้น ทรงรับสภาพดุจทาส เป็นมนุษย์ดุจเรา...เพราะเหตุนี้ พระบิดาจึงทรงเทิดทูนพระองค์ขึ้นสูงส่ง และประทานพระนามให้แก่พระองค์ พระนามนี้ประเสริฐกว่านามอื่นใดทั้งสิ้น” (ฟป 2:7,9)
พระเยซูเจ้าทรงสอนเราด้วยกิจการและพระวาจาของพระองค์ เราคริสตชนต้องการเป็นสานุศิษย์ของพระองค์ เราสามารถที่จะประพฤติตามพระองค์ ด้วยการนำสิ่งที่อยู่ในใจของพระองค์ให้มาอยู่ในใจของเรา เราต้องเปิดใจต้อนรับพระจิตของพระองค์ และมอบตัวเราทั้งครบให้พระองค์.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

เชิญฟังเสียงคพ.พงศ์เทพ ประมวลพร้อม อธิบายพระคัมภีร์มิสซาวันอาทิตย์นี้ค่ะ

https://youtu.be/Da74yE_fYw0

view