สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน 2018 สัปดาห์ที่ 31 เทศกาลธรรมดา

วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน 2018 สัปดาห์ที่ 31 เทศกาลธรรมดา

🌾เดี๋ยวก็วัน ... เดี๋ยวก็คืน
เดี๋ยวก็ตื่น ... เดี๋ยวก็ตาย
เดี๋ยวลำบาก ... เดี๋ยวสบาย
เดี๋ยวก็ร้าย ... เดี๋ยวก็ดี
เดี๋ยวต้องไป ... สู่โลกหน้า
เดี๋ยวต้องลา ... จากโลกนี้
รีบเร่งทำ ... แต่ความดี
อย่ารอรีว่า ... "เดี๋ยวทำ" ! 🌾

📚บทอ่านประจำวันพฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน 2018
สัปดาห์ที่ 31 เทศกาลธรรมดา
https://www.youtube.com/watch?v=XB8w792a7OY

🌿We Thank Thee
http://youtu.be/QbOGwRtgka0

🍓🍓🍓🍓🍓🍓🍓🍓

วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน 2018
สัปดาห์ที่ 31 เทศกาลธรรมดา
อ่าน :
ฟป 3:3-8ก
ลก 15:1-10
 
พระเยซูเจ้าแนะนำท่าที ของการนำคนผิดให้คิดกลับใจคือ
การเปิดใจ ต้อนรับ แบ่งปันความสุข ความชื่นชมยินดีให้เขา
พระองค์เล่าเป็นอุปมา เพื่อยืนยันว่า..
“ความสุข” ของการได้กลับมาคืนดีกันอีกครั้ง คือ คุณค่า ของส่ิงที่หายไป
 
นักบุญเปาโล พบว่า.. เมื่อพระคริสตเจ้าทรงเปิดทางต้อนรับท่าน
ท่านสามารถละทิ้ง ทุกอย่าง บนหนทางที่เคยเบียดเบียนคริสตชน
จนสามารถกล่าวอย่างมั่นใจว่า... “ทุกส่ิงไม่มีประโยชน์อีก เมื่อเทียบกับ
ประโยชน์ล้ำค่า คือ การรู้จักพระคริสตเจ้า”
 
หมายเหตุ..
ประตูเดียว ..ที่จะสามารถผ่านทุกเรื่องราว ที่เลวร้าย
เพื่อไปพบความสุข หรือจะปิดกั้น อยู่กับความขมขื่น
ไม่ใช่ประตูอื่นใด มันคือ.... “ประตูใจ”..

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”

วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน 2018

สัปดาห์ที่ 31 เทศกาลธรรมดา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“หา จนกว่าจะพบ...” (เทียบ ลก 15:1-10) 

อธิบายสิ่งที่เกิดจากหัวคิด

แม้จะยากเพียงใด

ก็สามารถเข้าใจได้

แต่บางสิ่งที่ไม่ได้ใช้หัวคิด

หากเป็นสิ่งที่ใช้หัวใจ

ความรักเท่านั้น

ที่จะทำให้เข้าใจได้

คริสตชน ลูกของพระเจ้า

พระเจ้าทรงใช้พระทัยของพระองค์

เป็นบ่อเกิดของปรีชาญาณทั้งปวง

เพราะพระเจ้าทรงเป็นองค์ความรัก

จะเข้าใจพระทัยของพระองค์ได้

ก็ต้องอาศัยความรักเท่านั้นเอง

วันนี้ ลูกของพระเจ้าใช้อะไรคิดและเข้าใจพระองค์

ฉันใช้หัวคิด หรือ ใช้หัวใจ...

________________

อ่านพระวรสารแห่งความเมตตาของนักบุญลูกาบทที่สิบห้าครั้งใด ทำให้คิดถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งเป็นเด็กเล็กทุกครั้ง ที่ครั้งหนึ่ง เมื่อได้ยินพระสงฆ์อ่านพระวาจาตอนนี้... คำเดียวเลยครับ... “โง่” ไม่รู้ใช้อะไรคิด ตามหาสิ่งเล็กน้อยที่หายไปจนกว่าจะพบน่ะหรือ... โง่เกินไปป่ะ... คุ้มเหรอเนี่ย... แต่เพราะเวลานั้นผมคิดสารพัดแบบเด็กๆ ที่คิดแบบวิชาคณิตศาสตร์กระมังครับ ขาดทุนครับ... ทำแบบนี้ขาดทุนแน่ๆ... ... ...

ในวันเหล่านี้ ตั้งแต่เดือนตุลาคม หลังการฉลองวัดของผมแล้ว ผมยังเก็บของไม่เสร็จเลยครับ เพราะสาละวนกับงานศพของสัตบุรุษ การเยี่ยมอภิบาลผู้สูงอายุ และผู้ป่วยในโรงพยาบาล ทำให้ผมมีชีวิตในวันเหล่านี้ส่วนใหญ่ในโรงพยาบาลและบ้านงานศพครับ ไม่ได้ทำอะไรอื่นมากมายนัก นอกจากอยู่ในสองที่นี้ครับ แม้งานปรับปรุงระบบประปา ก็เอาเท่าที่จำเป็นและใช้ได้ก่อน ยังไม่สมบูรณ์ครับ เนื่องจากการเลือกของผมในเวลานี้ ผมต้องมุ่งไปที่ชีวิตของผู้ที่ผมอภิบาล... จากที่โรงพยาบาล ที่ผมเริ่มคุ้นเคย เพราะที่นั่นเป็นดั่งสนามงานของผมไปแล้ว... ที่โรงพยาบาล ที่บ้านงานศพนั้น ที่ที่ผมอยู่เวลานี้ สิ่งที่เกิดขึ้นในสองที่นี้ มีสิ่งที่หัวสมองไม่สามารถอธิบายได้ มีแต่หัวใจเท่านั้นเองที่จะทำให้เข้าใจ และไม่ต้องการการอธิบายใดๆ เมื่อลูกๆ ญาติของผู้ป่วยสามารถทำทุกอย่างเพื่อสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อผู้ป่วย คนอื่น ที่เป็นบุคคลที่สาม อาจจะมองไปที่เหตุผล ในการตัดสินใจสิ่งเหล่านั้น ต่างก็มีความคิด มีความเห็น สารพัด ที่แตกต่างกันออกไป... แต่สิ่งที่บรรดาญาติคิดนั้น หลายครั้ง มันเป็นสิ่งที่หัวคิดของมนุษย์เราไม่สามารถทำให้เข้าใจได้ มีแต่หัวเท่านั้นเอง เพราะ พวกเขาใช้หัวใจ มากกว่าหัวคิดครับ

ต่อเนื่องจากการไตร่ตรองพระวาจาในวันเหล่านี้สักนิดครับ โดยเฉพาะในสองวันที่ผ่านไป เมื่อการเลือกที่สำคัญคือการเลือกพระเจ้าและการเรียกของพระองค์ให้เป็นสิ่งที่มาก่อนเสมอ... และหลังจากนั้น ทุกสิ่งจะสมบูรณ์ได้เอง เพราะพระเจ้าทรงเป็นความรัก และทรงเป็นที่มาของความรักที่สมบูรณ์ ที่จะทำให้ผู้ที่เลือกเป็นหนึ่งเดียวในความรักของพระองค์นั้น ได้มีหัวใจที่ลุกร้อนดังดวงพระหฤทัยของพระองค์ ไม่ใช่หัวใจที่เย็นชา...

การเรียกและการเชื้อเชิญของพระเยซูเจ้า เป็นสิ่งที่ต้องตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว เพื่อจะเลือกพระองค์เป็นที่หนึ่ง ดังคนที่รักพระเจ้าอย่างสมบูรณ์จริงๆ แล้ว ก็ไม่อาจมีความเกลียดชังอยู่ในตัวตน คนที่รักพระเจ้า จะรักบิดามารดา เพื่อนพี่น้อง และรักทุกๆ คนได้มากกว่าคนอื่นๆ ด้วยมิใช่หรือ... แต่สองวันก่อน เราพบข้ออ้างของผู้ได้รับเชิญ ทุกคนต่างมีข้ออ้างสารพัดอย่าง เพื่อจะไม่ต้องไปร่วมงานที่ตนได้รับเชิญนั้น (กลัวสิ่งที่ต้องใส่ในซองหรือเปล่าก็ไม่รู้นะ...) งานเลี้ยงของพระเจ้าจึงขาดไปซึ่งผู้รับเชิญของพระองค์ และสิ่งที่พระองค์ทรงเตรียมไว้นั้นก็เป็นของคนอื่นไป...

ผมขอไตร่ตรองนอกกรอบของความเมตตาสักหน่อย... พระวรสารวันนี้ เราพบเรื่องราวสิ่งที่หายไปสองสิ่ง (เรื่องที่สามยังถูกละไว้ก่อน) คือแกะที่หายไปหนึ่งตัวจากฝูงที่มีทั้งหมดหนึ่งร้อยตัว และเหรียญเงินที่หายไปหนึ่งเหรียญ จากที่มีสิบเหรียญ... แกะที่หายไปจำเป็นต้องครบ เหรียญเงินที่หายไปก็ต้องครบ เราพบว่าเจ้าของออกไปตามหา เจ้าของพยายามแสวงหา เรียกว่าหาจนพบ ไม่รู้ใช้เวลานานเท่าใด เสียทรัพยากรไปเท่าไร หมดแรงไปเท่าไร แต่นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า หัวคิดของมนุษย์ไม่อาจจะอธิบายได้ มีแต่หัวใจเท่านั้นที่จะนำความเข้าใจในเรื่องนี้ และให้ความสำคัญกับสิ่งที่หายไป

พี่น้องครับ “ของหาย” ครับ (หากเราอ่านต่อ เราจะพบเรื่อง “คนหาย” ครับ...) พี่น้องที่รักครับ วันนี้ มีใครบางคนหายไปจากหัวใจของเราหรือเปล่า หรือมีใครบางคนที่เราอาจจะบอกว่า ฉันไม่เห็นหน้ามันได้เสียก็จะดีกว่า หรือมีใครบางคนที่เราอาจจะบอกว่า ให้มันตายๆ ไปซะก็จะดี หรือเราเอง อาจจะทำให้ใครบางคนตายไปจากหัวใจของเราแล้วหรือเปล่า เขาหายไปแล้วจากใจเราจริงๆ...

ค่าของบุคคลเหล่านั้นมีค่ามากกว่าสิ่งของมากมายนัก คำถามที่น่าไตร่ตรองคือ เรามองคุณค่าของบุคคลที่เป็นพี่น้องของเราที่ใด หรือเราเลือกที่จะให้หน้าที่การงาน สิ่งที่เรามานะบากบั่นด้วยเหตุผลดีๆ ของเรา ทำให้เราพรากจากันในเวลาที่แต่ละคนต้องการกันและกันหรือเปล่า...

หรือวันนี้ เรากำลังมองว่า “ไอ้นั่นอ่ะ ไม่อยู่ก็ดี” “ไอ้คนนี้อ่ะ ไม่ต้องมาให้เห็นหน้าก็ได้” หรือแม้แต่เราอาจจะพูดกับลูกของเราแบบปัดรำคาญ เพื่อจะจบๆ กัน หรือให้เงินเขา แล้วบอกว่า “จะไปไหนก็ไป...” พี่น้องที่รักครับ... แกะหลงทางหายไปได้ฉันใด บางทีเราก็มีพี่น้องของเราบางคน ที่อาจจะเป็นสมาชิกในครอบครัว เป็นสมาชิกในหมู่คณะนักบวช หมู่คณะสงฆ์ของเรา อาจจะเป็นใครบางคนที่ควรอยู่กับเรา แต่เขาหายไป และเราก็ไม่อยากจะตามเขากลับมา ... หรือ อยากให้มันหายสาบสูญไปเลยกระนั้นแล... นี่คือความคิดของเราบ้างไหม...

หากพระเจ้ามองไม่เห็นค่าของเรา พี่น้องครับ เราคงไม่เหลืออะไรแล้วล่ะครับ แต่ทุกวันนี้ที่เรามีค่า ก็เพราะพระเจ้าทรงรักเราเท่านั้นเอง เราจะหายไปสักกี่ครั้ง พระองค์ก็ยังคงตามหาจนพบ สิ่งที่เรียกว่าคุ้มค่าหรือไม่นั้น สำหรับพระเจ้า พระองค์ไม่ได้ใช้สมองคิดหรอกครับ แต่ใช้พระทัยแสนอ่อนโยนคิดและให้คุณค่ากับเราแต่ละคน... เราล่ะ เราให้คุณค่าอย่างไรกับเพื่อนพี่น้องของเราที่เราอาจจะไม่อยากให้เขาอยู่ตรงนี้ หรือบางคนหายไปแล้ว เราอยากได้เขากลับมาบ้างหรือเปล่า... ???

ข้าแต่พระเจ้า ลูกจะใช้หัวใจคิด มากกว่าหัวคิด ด้วยพระองค์ให้คุณค่าในชีวิตของลูก ไม่เกี่ยวกับขาดทุนหรือกำไร แต่เพราะพระทัยที่รักลูกเท่านั้น... พระเจ้าข้า ขออย่าให้ใครหายไปจากใจลูกเลย

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

วันพฤหัสที่ 8 พฤศจิกายน 18 สัปดาห์ที่ 31 เทศกาลธรรมดา
บทอ่าน ฟป 3:3-8ก / ลก 15:1-10
พวกฟาริสีและพวกคัมภีราจารย์ได้กล่าวหาพระเยซูเจ้าว่า พระองค์ต้อนรับคนบาป และกินอาหารกับพวกเขา (ลก15:2) พวกฟาริสีปฏิเสธที่จะรับประทานอาหารที่บ้านของคนบาป พระเยซูเจ้าได้ทรงเล่าเรื่องนิทานเปรียบเทียบ เพื่อสอนพวกเขา ที่คิดว่าตัวเองเป็นผู้ชอบธรรม และแสดงให้พวกเขาเห็นพระเมตตาของพระเป็นเจ้า พระเป็นเจ้าผู้ทรงเมตตาเปรียบเหมือนคนเลี้ยงแกะ ซึ่งไปแสวงหาลูกแกะที่หลงทางไป และเปรียบเหมือนหญิงที่แสวงหาเหรียญที่หายไป และได้แสดงความดีใจเมื่อพบสิ่งที่ได้ทำหายไป นิทานเปรียบเทียบนี้ มีชื่อว่า “พระวรสารซ้อนพระวรสาร” เพราะมันบรรจุเนื้อหาที่สำคัญของข่าวดี ที่พระเยซูเจ้าได้เสด็จมาประกาศ ความยินดีของเจ้าของบ้านหรือคนเลี้ยงแกะ ที่ได้สูญเสียสมบัติที่มีค่า และพบมันอีกครั้งหนึ่ง คือ ความยินดีของพระเป็นเจ้า และของบรรดาเทวดา เมื่อมีคนบาปคนหนึ่งได้กลับใจ...ท่านได้พบพระเมตตาของพระเป็นเจ้า ในศีบอภัยบาปหรือไม่?...ข้าแต่พระเยซูเจ้า ขอพระองค์ได้ยกโทษบาปของลูก และต้อนรับลูกให้กลับมาในหมู่คณะอีกครั้งหนึ่ง
ท่านเองเคยรู้สึกเสียใจหรือผิดหวัง เมื่อมีใครได้รับการปฏิบัติดีกว่าที่ท่านคิดว่า เขาควรจะได้รับหรือไม่? การที่พวกคัมภีราจารย์และพวกฟาริสีโจมตีพระเยซูเจ้า เพราะพระองค์ได้ทำตามวิธีการของพระองค์ ด้วยการไปพบบรรดาคนบาป และได้ปฏิบัติต่อพวกเขาเปรียบเสมือนเพื่อนของพระองค์ พวกคัมภาราจารย์และพวกฟาริสีมีระเบียบที่เคร่งครัด ที่จะทำตัวให้ห่างจากคนบาป ไม่ยอมให้คนบาปยืมเงิน ไม่ยอมทำธุรกิจใดๆด้วย ไม่ยอมบอกความลับให้ ไม่ยอมให้พวกเขาดูแลเด็กกำพร้า ไม่ยอมร่วมเดินทางไปด้วยกัน ไม่ยอมให้บุตรสาวแต่งงานกับบุตรชายของพวกคนบาป...ท่านจงเกลียดบาป แต่จงรักคนบาป...เราเป็นเพียงภาชนะดินเผา เป็นแค่ฝุ่นดิน และถูกมองว่าเป็นคนบาป ที่จริงเราเปรียบเหมือนอสูรกาย และให้เขียนข้อความไว้ในสวรรค์ว่า มันเป็นสิ่งน่าอัศจรรย์ที่พระเยซูเจ้า ได้มอบความรักจากหัวใจของพระองค์ ให้แก่คนอย่างเรา... “แต่พระเป็นเจ้าได้แสดงความรักของพระองค์ต่อรา ขณะที่เรายังเป็นคนบาป พระเยซู คริสตเจ้าได้สิ้นพระชนม์เพื่อเรา” (รม 5:8).

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)


 

view