สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันเสาร์ที่ 24 พฤศจิกายน 2018 ระลึกถึงนักบุญอันดรูว์ ดุง-ลัก พระสงฆ์ และเพื่อนมรณสักขี

วันเสาร์ที่ 24 พฤศจิกายน 2018 ระลึกถึงนักบุญอันดรูว์ ดุง-ลัก พระสงฆ์  และเพื่อนมรณสักขี

🍁เราจงมาสรรเสริญพระเจ้า
จงมาร่วมในมิสซา …
ขอบพระคุณพระองค์
จงถวายทุกสิ่งแด่พระองค์
และวอนขอพระพร …

📚บทอ่านประจำวันเสาร์ที่ 24 พฤศจิกายน 2018
ระลึกถึงนักบุญอันดรูว์ ดุง-ลัก พระสงฆ์
และเพื่อนมรณสักขี
https://www.youtube.com/watch?v=GhHufxJMzaE

🌈To God Be The Glory
https://youtu.be/qESGVcfLZEE

🍑🍑🍑🍑🍑🍑🍑🍑

วันเสาร์ที่ 24 พฤศจิกายน 2018
ระลึกถึงนักบุญอันดรูว์ ดุง-ลัก พระสงฆ์
และเพื่อนมรณสักขี
อ่าน :
วว 11:4-12
ลก 20:27-40
 
พระเยซูเจ้าจำเป็นต้องสอน บรรดาคนที่ยึดมั่นในตัวอักษร
จนไม่สามารถเข้าใจความหวัง เรื่องการกลับคืนชีพ
เพื่อให้พวกเขาเข้าใจก่อนว่า...
“ชีวิตหลังความตาย กับ ชีวิตปัจจุบันนั้นแตกต่าง”..
ชีวิตปัจจุบัน จำกัด ด้วยเวลา บาป และความตาย
แม้ว่า..เราจะไม่ทราบทุกสิ่ง เกี่ยวกับชีวิตหลังความตาย
แต่พระเยซูเจ้าเป็นพยานยืนยันว่า... “ทุกคนที่มีชีวิตอยู่เพื่อพระเจ้า”
เขาจะพบสันติสุข ที่ไม่มีวันตายอีกต่อไป
 
วิวรณ์ ทำให้เห็น “ความจริง” ของชีวิตว่า...
แม้พยาน จะกลายเป็น “ศพ”..แต่ก็ไม่มีใคร “กลบ” ความจริงได้
และใครที่ดำเนินชีวิต เป็นพยานให้กับพระเจ้า
ชีวิตนิรันดร และรางวัลย่ิงใหญ่ในสวรรค์ ที่โลกนี้มิอาจประเมินค่า
จะเป็นของเขา
 
ด้วยคำมั่นสัญญาที่จะอุทิศตน เพื่อยืนยันความเชื่อของท่าน
นักบุญอันดรูว์ ดุง-ลัก และเพื่อนมรณสักขี 117 ท่าน
แบ่งเป็นพระสังฆราช 8 องค์ พระสงฆ์ 50 สามเณร 1 
และฆราวาสอีก 58 ที่ยินดีสละชีวิต เพื่อยืนยันความเชื่อ
ทำให้พวกท่านเหล่านี้ กลายเป็นบุคคลศักดิ์สิทธิ์ 
เป็นวิหารที่มีชีวิตของพระเจ้า นำพระศาสนจักรในประเทศเวียดนาม 
ให้เติบโต มั่นคงในความเชื่อ

 หมายเหตุ..
การ.. “กระทำ”...เพื่อเป็น”..“พยานชีวิต”...คือ
การคิด และทำอย่างสงบ
เมื่อจบแล้ว “ความสำเร็จ”...จะเป็นผู้เปล่งเสียง

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”

วันเสาร์ที่ 25 พฤศจิกายน 2018

สัปดาห์ที่ 33 เทศกาลธรรมดา

ระลึกถึงนักบุญอันเดรดุงลักส์ และเพื่อนมรณสักขี

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“จะเป็นบุตรของพระเจ้า เพราะเขาจะกลับคืนชีพ...” (ลก 20:27-40) 

เมื่อมนุษย์กลับคืนชีพ

พระเจ้าทรงเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของเขา

และไม่มีอะไรที่เขาต้องการอีก นอกจากพระองค์

ชีวิตในโลกนี้ คือความมานะบากบั่นอย่างที่สุด

ที่จะใช้พระพรแห่งชีวิตเพื่อกันและกัน

เพื่อรักและดูแลกันและกัน 

เดินหน้าไปด้วยกัน สู่นิรันดรภาพในพระองค์

พระผู้ทรงเป็นพระเจ้า และทุกสิ่งทุกอย่างของเรา...

________________

ไตร่ตรองพระวาจาวันนี้ ผมคงอดคิดถึงคติธรรมของฟรันซิสกันไม่ได้ ... “พระเจ้าของข้าพเจ้า พระองค์ทรงเป็นทุกสิ่งของข้าพเจ้า”... ในขณะที่บทเพลงหนึ่งแว่วเข้ามาให้ความคิด... ไม่ต้องรักเท่าฟ้า แต่ขอให้รักเท่าเดิม ไม่ต้องมีเพิ่มเติม แต่รักไม่น้อยลงไป... ไม่ต้องรักจนชั่วนิรันดร์ ตราบที่ฉันนั้นยังหายใจ ขอให้เหมือนเดิม...

ไม่ต้องรักจนชั่วนิรันดร... ก็จริงอยู่ครับ เพราะชีวิตในโลกนี้ที่เราอยู่ด้วยกัน ไม่ต้องรักจนชั่วนิรันดร์ แต่รักกันตราบสิ้นลมหายใจก็มากที่สุดแล้วล่ะครับ

เพราะนิรันดรภาพ คือสิ่งที่เราจะได้รับ และความสุขนั้นอยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น พระองค์ผุ้ทรงเป็นชีวิตและการกลับคืนชีพ เป็นเป้าหมายสูงสุดของชีวิตคริสตชนเรา ดังที่นักบุญเปาโลบอกเราว่า หากพระคริสตเจ้าไม่ทรงกลับคืนชีพ ความเชื่อของเราก็ไร้ประโยชน์ และนั่นแหละ หากว่าเราไม่ได้กลับคืนชีพพร้อมกับพระองค์ ความเชื่อของเราก็ไม่มีประโยชน์อะไรจริง

วันนี้ เราพบคำถามที่ชวนไตร่ตรองมากสำหรับชีวิตคริสตชนจริง เมื่อบรรดาสะดูสี ซึ่งไม่เชื่อเรื่องการกลับคืนชีพ ตั้งคำถามเพื่อรับกับความไม่เชื่อของเขา ในโลกหน้า หากมีจริง เราจะมีความเป็นสามี ภรรยา กันอยู่อีกไหม และหากหญิงในพระวรสารนั้น แต่งงานกับชายเจ็ดคน ในโลกหน้า นางจะเป็นภรรยาของใคร...

พี่น้องที่รักครับ ก่อนอื่นเลย เราคงต้องเข้าใจเหตุผลของกฎที่โมเสสตั้งไว้ก่อน นั่นเป็นเรื่องของความรักเมตตาธรรมครับ หญิงที่สามีตายโดยไม่มีบุตร เขาอยู่ด้วยความยากลำบาก เราจึงจะเห็นความรู้สึกของหญิงม่ายที่เมื่อนาอิม เมื่อพระเยซูเจ้าทรงปลุกบุตรชายของนางให้กลับคืนชีพ นั่นเป็นเพราะพระเมตตาต่อนางอย่างที่สุด เพื่อให้นางอยู่ได้ต่อไปอย่างไม่ยากลำบากจนเกินไป ผู้หญิงชาวยิว หากสามีจากไป โดยไม่มีบุตร นางจะอยู่ต่อไปยากมาก ดังนั้น โมเสส จึงมีกฎนี้ไว้เพื่อให้นางได้รับความอุปถัมภ์จากพี่น้องของสามีของนาง เพื่อจะสามารถอยู่ต่อไปได้

นี่คือความเป็นธรรมในสังคมของชาวยิวตามธรรมบัญญัติของโมเสส ซึ่งตอบรับในความเป็นจริงแห่งการสร้างของพระเจ้า ที่พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์มาให้เป็นชายและหญิง และเราแต่ละคนมีความสมบูรณ์ในการร่วมชีวิตกันและกัน แต่นี่คือความสมบูรณ์ในโลกนี้เท่านั้น แต่ความสมบูรณ์ในโลกหน้า เรามีพระเจ้าเป็นความสมบูรณ์ และเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของเรา เราไม่ต้องการใครหรืออะไรที่เติมเต็มชีวิตของเราแต่ละคนอีก... ชีวิตในโลกนี้ จึงเป็นสิ่งที่เราเพียงทำอย่างดีที่สุดเท่านั้น เพื่อเราจะมุ่งหน้าในชีวิตนิรันดร ที่เป็นชีวิตที่ดีกว่า เป็นชีวิตที่มีพระเจ้าเป็นความสมบูรณ์สูงสุดของเรา และเราไม่มีความต้องการใดๆ อีก ในพระองค์

แต่เราก็ต้องไม่ลืมว่า พระเยซูเจ้าได้ตรัสว่า “อาณาจักรของพระเจ้าอยู่ท่ามกลางเราแล้ว” นั่นหมายถึงโลกนี้ ต้องเป็นอาณาจักรของพระเจ้า อาณาจักรแห่งความรักสันติสุข เพื่อให้เราได้เห็นภาพลางๆ ของอาณาจักรของพระเจ้าที่สมบูรณ์ในสวรรค์ ดังนั้น หน้าที่ของเราแต่ละคนในโลกนี้ เราไตร่ตรองพระวาจาของพระเจ้าในวันเหล่านี้ เราพบว่า พระเจ้าทรงประทานพระพรที่แตกต่างไว้ในเราแต่ละคน อาจจะไม่เท่ากัน แต่เหมือนกันในความเป็นบุตรของพระองค์ ชีวิตของเราจึงเมื่อจบลง จึงเป็นชีวิตที่ต้องถวายรายงานพระเจ้า และสิ่งนี้เองที่เราต้องรายงาน คือเราได้ใช้พระพรในชีวิตของเรา ที่พระองค์ทรงประทานให้ เพื่อประโยชน์ของกันและกันอย่างเต็มที่แล้วหรือยัง เพราะในโลกหน้า ทุกคนจะไม่ต้องการอะไรจากกันและกันอีก เพราะพระเจ้าทรงเป็นทุกสิ่งของเรา

ธรรมบัญญัติประการนี้ จึงสะท้อนภาพของชีวิตที่แบ่งปันพระพรกันอย่างดีที่สุดมนชีวิตนี้ครับ ในโลกนี้ ให้เราเรียนรู้ที่จะมีชีวิตเพื่อกันและกัน เจริญชีวิตเพื่อประคับประคอง อยู่เพื่อปลอบใจเตือนความเชื่อของกันและกัน เพื่อจะเดินหน้าไปสู่บ้านของพระเจ้า และบ้านของเรา ณ ที่นั่น พระเจ้าทรงเป็นทุกสิ่ง ทรงเป็นความสมบูรณ์แห่งชีวิตเรา และเราไม่ต้องการสิ่งใด นอกจากพระองค์เท่านั้น

ข้าแต่พระเจ้า ลูกจะมานะบากบั่น ใช้พระพรแห่งชีวิตนี้ เพื่อประโยชน์สูงสุดสำหรับเพื่อนพี่น้อง เพื่อสดุดีความรักของพระองค์ที่ทรงรักเราถึงเพียงนี้ เพื่อลูกและบรรดาพี่น้องที่พระองค์ทรงประทานให้ เราจะได้มุ่งหน้าไปด้วยกัน พบนิรันดรภาพในพระองค์ ผู้ทรงเป็นพระเจ้า และทุกสิ่งทุกอย่างของเรา

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

วันเสาร์ที่ 24 พฤศจิกายน 18 สัปดาห์ที่ 33 เทศกาลธรรมดา
บทอ่าน วว 11:4-12 / ลก 20:27-40
กลุ่มของพวกชาวสะดูสีพยายามที่จะจับผิดพระเยซูเจ้า เกี่ยวกับคำสอนเรื่องการกลับคืนชีพของบรรดาผู้ตาย เพราะพวกเขาไม่เชื่อในเรื่องการกลับคืนชีพ พวกเขาได้ยกตัวอย่างที่น่าหัวเราะ ที่พี่น้องจำนวนเจ็ดคนตามลำดับได้แต่งงานกับหญิงคนเดียวกัน โดยที่ไม่มีบุตรสืบสกุล แล้วก็เสียชีวิตลง และได้ถามพระเยซูเจ้าว่า หญิงคนนั้นจะเป็นภรรยาของใครในการกลับคืนชีพ พระเยซูเจ้าได้ทำให้พวกเขายอมจำนน โดยอ้างความไม่เข้าใจของพวกเขาในเรื่องที่อยู่ในพระคัมภีร์ อาบราฮัม อิสอัค และยากอบได้ตายไปแล้ว และพวกท่านก็ยังมีชีวิตอยู่กับพระเป็นเจ้า (อพย3:6) เหมือนกับทุกคนที่มีความเชื่อ พวกสะดุสีต้องสูญเสียสถานะของตัว ในฐานะเป็นอาจารย์ เมื่อพระเยซูเจ้าได้กลายเป็นผู้แปลพระวาจาที่แท้จริง เชื่อกันว่าพวกสะดูสีได้สุญพันธ์ไป หลังจากที่มีการทำลายพระวิหารกรุงเยรูซาเล็มที่กษัตริย์ได้สร้างไว้ ในปี ค.ศ.70 ความสัมพันธ์ของเรากับพระเยซูเจ้า จะต้องอยู่เหนือความสัมพันธ์ใดๆในโลกนี้
วันนี้พระศาสนจักรระลึกถึงนักบุญอันดรูว์ ดุง ลัก พระสงฆ์และมรณสักขี และเพื่อนมรณสักขี บรรดามิสชันนารีได้นำความเชื่อมาสู่ดินแดนเวียตนาม ระหว่างศตวรรษที่ 16 ในช่วงศตวรรษที่ 17 ถึง 19 คาทออลิกชาวเวียตนามได้ถูกทรมานและเป็นมรณสักขีเพื่อยืนยันความเชื่อ นักบุญอันดรูว์ ดุง ลัก เป็นพระสงฆ์สังกัดสังฆมณทลชาวเวียตนาม ท่านเป็นหนึ่งใน 117 คน ที่ได้ตายเป็นมรณสักขีในเวียตนาม ระหว่างปี 1820-1862 ในจำนวนมรณสักขีรุ่นสุดท้ายนั้นประกอบด้วย สัตบุรุษ 17 คน หนึ่งในจำนวนนั้นมีอายุเพียง 9 ปี ที่ได้ถูกฆ่าตายในปี 1862 คาทอลิกจำนวนหนึ่งแสนถึงสามแสนคนได้ถูกฆ่าตาย หรือถูกทรมานอย่างแสนสาหัส การเบียดเบียนศาสนาในเวียตนามเหนือ ได้ทำให้จำนวนคาทอลิกหกแสนเจ็ดหมื่นคน หนีลงมาในเวียตนามใต้ ที่มีเสรีภาพในการถือศาสนามากกว่า นักบุญอันดรูว์ ดุง ลัก จึงเปรียบเสมอตัวแทนของบรรดาวีรบุรุษชาวเวียตนาม ที่ได้รับการประกาศเป็นนักบุญ โดยพระสันตะปาปายอห์น ปอลที่ 2 เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 1988 พวกได้นำขุมทรัพย์แห่งความเชื่อมาให้คาทอลิกชาวเวียตนามจนถึงทุกวันนี้.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

เชิญฟังเสียงคพ.พงศ์เทพ ประมวลพร้อม อธิบายพระคัมภีร์มิสซาวันอาทิตย์นี้ค่ะ

https://youtu.be/Ub6qq-_7TjM

view