สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน 2018 สัปดาห์ที่ 34 เทศกาลธรรมดา

วันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน 2018 สัปดาห์ที่ 34 เทศกาลธรรมดา

🍒ความไว้วางใจในพระเจ้า
เป็นประตูเปิดตรงไปสู่ "พระพร

📚บทอ่านประจำวันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน 2018
สัปดาห์ที่ 34 เทศกาลธรรมดา
https://www.youtube.com/watch?v=zXBAnEh3dKQ

🌷โปรดให้ลูกเชื่อ
http://youtu.be/QdD1v2m2Gio

🍁🍁🍁🍁🍁🍁🍁🍁🍁🍁

วันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน 2018
สัปดาห์ที่ 34 เทศกาลธรรมดา
อ่าน :
วว 14:14-19
ลก 21:5-11

เมื่อบางคน หลงใหล ติดใจ
ในสิ่งชั่วคราวของโลกนี้
พระเยซูเจ้า จำเป็นต้องเตือนสติ
เพื่อมิให้พวกเขา ตกใจ กับคำหลอกลวงของใคร
แต่ให้มีใจหนักแน่นมั่นคง ในความเชื่อ

วิวรณ์ นำเสนอภาพ วันเวลาที่เที่ยงแท้
แน่นอน มั่นคง ไม่เปลี่ยนแปลงของพระเจ้า
เมื่อถึงเวลานั้น พระองค์ทรงพิจารณา
จากการเติบโต ผู้ที่พร้อมก็จะได้รับการเก็บเกี่ยว

หมายเหตุ..
เวลาที่ผ่านมา
อาจไม่มีค่าเท่ากับ
เวลาที่ยังเหลืออยู่ในชีวิต

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”

วันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน 2018

สัปดาห์ที่ 34 เทศกาลธรรมดา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“สักวันหนึ่ง ทุกสิ่งที่ท่านเห็นอยู่นี้ จะไม่มีก้อนหินเหลือซ้อนกันอยู่เลย...” (ลก 21:5-11) 

สักวันหนึ่ง

แม้โอกาสที่งดงามที่ฉันมีอยู่วันนี้

เมื่อเวลาผ่านไป...

ฉันอาจจะเจ็บมากเพราะโรคภัยจนยิ้มกับใครไม่ได้

ฉันอาจจะลำบากมาก จนไม่รู้จะแบ่งปันอะไร

ฉันอาจจะไปไหนไม่ได้ จนไม่สามารถไปช่วยใคร

ฉันอาจจะไม่มีแรงพูดแล้ว จนให้กำลังใจใครไม่ได้เลย

วันนี้ ไม่ใช่หรือ...

ที่เป็นโอกาสทองนั้น

วันที่ฉันยังพอมีแรง

วันที่ฉันยังพอมีกำลัง

วันที่ฉันยังพอมีความสามารถ

สักวันหนึ่ง สิ่งเหล่านี้จะไม่เหลืออีกเลย...

แล้วฉันจะผ่านโอกาสดีๆ นี้ไป 

โดยไม่ทำให้เกิดผลให้ทันในฤดูเก็บเกี่ยวหรือ...

________________

เมื่อวานนี้ เราเห็นพระเยซูเจ้าทรงชื่นชมการทำทานของหญิงม่าย และเราไตร่ตรองร่วมกันถึงชีวิตพระเจ้าในชีวิตของเธอ ที่เพราะสิ่งนี้เอง เธอได้มอบให้กับเพื่อนพี่น้อง แม้ว่าอาจจะเป็นสิ่งที่เธอมีทั้งหมด เพื่อดำรงชีวิต... พี่น้องที่รักครับ เราไตร่ตรองพระวาจาร่วมกันมาโดยตลอด และเราทราบว่า คนที่มีพระเจ้าอยู่ในชีวิต หลายครั้ง เขาใช้หัวใจในการคิด มากกว่าใช้หัวคิด เพราะบางคนอาจจะมองว่า ตนเองก็ไม่มีอะไรอยู่แล้ว มีแค่นั้น เล็กน้อยแค่นั้น ยังจะเอามาทำบุญอีก ทำไมไม่เอาไปเลี้ยงดูตนเองก่อน... แต่หากเราจะไตร่ตรองดีๆ เมื่อถึงเวลาที่เธอสามารถทำบุญ เมื่อเธอสามารถแบ่งปัน และเธอทำสิ่งนี้ สิ่งที่น่าสังเกตคือ ทำไมเธอยังกล้าที่จะทำ เธอเป็นหญิงม่าย เธอยากลำบากกว่าคนอื่นๆ หลายเท่า แต่ทำไม อะไรเป็นเหตุผลที่ทำให้เธอสามารถทำสิ่งนั้น ในขณะที่เราหลายๆ คน บอกว่า “ตอนนี้ยังไม่ค่อยมี เอาไว้รวยก่อนแล้วฉันจะทำบุญ...” คือเอาไว้รวยก่อน แล้วฉันค่อยแบ่งปัน แล้วเมื่อไรล่ะ เมื่อไรฉันจะรู้สึกว่าเพียงพอแล้ว และฉันสามารถแบ่งปัน คงแทบจะไม่มีโอกาส และ นี่แหละ สักวันหนึ่ง... พระเยซูเจ้าพูดถึง...

แต่หญิงม่ายคนนี้ ยังสามารถแบ่งปัน แม้ว่ามีเพียงเท่านั้น ที่อาจจะไม่พอในการดำรงชีวิตอย่างดี... แต่นี่แหละครับ ชีวิตของคนที่มีพระเจ้าอยู่ภายใน ไม่มีใครขาดแคลนจนถึงกับแบ่งปันอะไรกับใครไม่ได้... เพราะสิ่งเพียงเล็กน้อยนั้น อาจจะมีคุณค่ามากกับคนที่ขาดแคลน และมีความต้องการมากกว่า... ข้าวหนึ่งห่อ ที่ฉันอาจจะไม่กินก็ได้ เพราะได้หิวมากมายอะไร อาจจะสามารถช่วยชีวิตพี่น้องอีกบางคนที่กำลังจะตายเพราะไม่มีอะไรกิน และใครจะทราบได้ บางครั้ง คนยากจนตักข้าวของเราใส่ปากเขา แต่เราอิ่มเหลือเกิน... อิ่มที่ได้แบ่งปัน

พี่น้องที่รักครับ “สักวันหนึ่ง...” สักวันหนึ่งที่สิ่งที่เราเห็นนี้ สิ่งที่เรามีนี้ จะไม่เหลืออะไรให้เห็นอีก... ผมมั่นใจว่า สิ่งที่พระเยซูเจ้าตรัสในวันนี้ ไม่ได้หมายถึงความมั่งมี ความสวยงามที่เป็นสิ่งไม่จีรังเท่านั้น แต่ยังหมายถึงโอกาสดีๆ ที่เราอาจจะสามารถแบ่งปัน แล้วเราอาจจะยังเลือกที่จะบอกว่า “เอาไว้ฉันมีมากพอก่อน แล้วจะแบ่งปัน” โอ้ ผมไม่คิดว่าเราจะมีพอ เพราะเราจะไม่รู้จักพอหรอก...

พี่น้องที่รักครับ แม้หลายคนจะเชื่อคำทำนายของนอสตราดามุส หลายคนเล่าให้ผมฟังว่า เมื่อเหตุการณ์น่าสะพึงกลับเกิดขึ้น ให้อยู่ในบ้าน จุกเทียนเสก ปิดประตู และพี่น้องหลายคนก็ขอเทียนปาสกาเก่าๆ ของวัดไว้ หรือเอาเทียนใหญ่ๆ มาให้พระสงฆ์เสก เพื่อจะเก็บไว้ในเวลานั้น (คล้ายกับว่า เทียนใหญ่ๆ นั้นจะไม่หมดไปกระนั้นแล) ยังมีคนบอกอีกว่า หากมีใครเคาะเรียก ก็อย่าเปิดประตูออก โอ้ ทำให้คิดถึงพระวาจาวันนี้อีกตอนหนึ่งว่า “จงระวังอย่าให้ผู้ใดหลอกลวงท่านได้...” แต่ผมกลับมองอีกมุมหนึ่ง ผมเป็นพระสงฆ์ ผมอาจจะเก็บเทียนไว้เต็มบ้าน เสกเอง จุดเอง 555 กำไรเลยหรือเปล่า แต่เอาเถอะ แล้วเมื่อเหตุการณ์ทั้งหมดผ่านไป แล้วเปิดประตูออกมา ผมอาจจะรอดคนเดียว แล้วนอกนั้นมีแต่ซากศพอ่ะ ทุกคนตายหมด ผมไตร่ตรองจริงๆ ครับ ว่าผมจะยังอยากอยู่ในโลกนี้ไหม

ดังนั้น สิ่งที่ผมไตร่ตรองในแต่ละวัน ถึงสิ่งที่เป็น สิ่งที่มี รวมทั้งโอกาสด้วย... สักวันหนึ่ง ทุกอย่างจะหมดไป เวลาจะผ่านพ้นไป แล้วเราจะไม่มีโอกาสย้อนเวลากลับมาอีก... พี่น้องที่รัก นี่แหละครับ คือสิ่งที่ผมได้จากการไตร่ตรองพระวาจาของพระเจ้าวันนี้ และแบ่งปันกับพี่น้อง เพราะเมื่อฤดูเก็บเกี่ยวมาถึงแล้ว (เทียบ บทอ่านที่หนึ่งวันนี้ (วว 14:14-19) เราต้องตัวเราเองต่างหาก คือผลประโยชน์สุดท้ายที่จะถวายคืนแด่พระเจ้า แล้วชีวิตของเราเป็นเช่นใด

วันนี้ ผมตัดสินใจออกงานอภิบาลเพื่อช่วยผู้ประสบภัยอีกครั้ง ทั้งที่เวลาของผม ณ ปลายปีนี้ งานที่แทบทำไม่ทัน ยังมีหลายอย่างให้สะสาง บ้านที่ต้องซ่อมหลายอย่าง เพื่อเตรียมส่งมอบให้กับพระสงฆ์ที่จะมาอยู่ต่อ แต่วันนี้ ผมออกงานอภิบาลอีกครั้ง ในการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากอุทกภัยเมื่อหลายอาทิตย์ก่อน เพื่อให้ความช่วยเหลือและบรรเทาพวกเขา... ผมยังไปไหว ยังไปได้ เพราะความรู้สึกจากพระวาจาวันนี้จริงๆ ครับ เพราะนี่คือโอกาส นี่คือเวลาที่ไม่ต้องรออะไรอีกแล้ว เวลาที่จะช่วยเหลือกัน เวลาที่จะแบ่งปันกัน เวลาที่จะยิ้มให้กัน นี่คือความงดงามที่อาจจะผ่านไป หากเราไม่เก็บเกี่ยวไว้ เพื่อทำสิ่งดีๆ เหล่านี้... บ้านที่กำลังซ่อมแซม บางคนถามว่า จะย้ายแล้วทำไมต้องซ่อมอีก... ก็คงเป็นเพราะจะย้ายนี่แหละครับที่ผมต้องซ่อม เพราะนี่คือทานครับ นี่คือสิ่งที่ผมจะสามารถแบ่งปันเพื่อคนอื่นครับ เมื่อครั้งอยู่คนเดียว เราอาจจะอะไรก็ได้ เอาแค่พออยู่ได้เท่านั้น แต่เมื่อจะมอบให้คนอื่น ผมอยากให้คนอื่นในสิ่งที่ดีที่สุดครับ เหมือนที่สัตบุรุษถวายอาหารให้ผม มอบสิ่งดีๆ ให้ผม ผมได้รับแต่สิ่งที่ดีที่สุด มิใช่หรือ... แล้วทำไม ผมจะไม่รีบเก็บฉวยโอกาสที่จะทำสิ่งดีๆ เพื่อกันและกัน... ผมคิดว่า เราแต่ละคน ไม่มีใครยุ่งเกินไปหรอกครับ ที่จะทำสิ่งดีๆ เพื่อกันและกัน เอาเวลานินทากัน เอาเวลาว่าร้ายกัน เอาเวลาเคียดแค้นพยาบาทกัน ที่แสนบั่นทอนกันและกันนั้น เปลี่ยนให้เป็นเวลาของความสุข ความยินดี รอยยิ้มที่ใบหน้าของกันและกันจะดีกว่าไหม นี่คือความงามของชีวิต นี่คือโอกาส ที่เราควรจะรีบเก็บฉวยเอาไว้มิใช่หรือ เพื่อทำสิ่งดีๆ เหล่านี้เพื่อกันและกัน ก่อนที่เวลาจะผ่านไป ก่อนที่ สักวันหนึ่ง จะเหลือโอกาสดีๆ เช่นนี้อีก...

ข้าแต่พระเจ้า เมื่อมีพระองค์ ลูกจะไม่ยากจนจนไม่สามารถแบ่งปัน ลูกจะไม่ยุ่งจนไม่มีเวลายิ้มให้ใคร เพราะพระองค์คือความหวัง คือความสุข และความยินดีของลูก ที่ทำให้ลูกที่เหมือนไม่มีอะไร แต่ก็แบ่งปันได้มากมาย เหมือนจะยุ่งกับหลายเรื่อง แต่ก็มีเวลาให้กันและกันเสมอ ยิ้ม เป็นกำลังใจ ประคับประคองกัน เจริญชีวิตเพื่อปลอบใจเตือนความเชื่อของกันและกันได้เสมอ ข้าแต่พระเจ้า ขอเพียงมีพระองค์เท่านั้น พอแล้วพระเจ้าข้า

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

วันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน 18 สัปดาห์ที่ 34 เทศกาลธรรมดา
บทอ่าน วว 14:14-19 / ลก 21:5-11
ท่านจะมีปฏิกิริยาโต้ตอบอย่างไร ถ้ามีบางคนได้ทำนายว่า บ้านของท่าน ที่ทางของท่าน หรือสถานที่ถวายบูชาจะถูกทำลาย? พระเยซูเจ้าได้เคยทำนายถึงเครื่องหมายสำคัญ ที่จะทำให้ประชนและประเทศชาติหวั่นไหว เครื่องหมายที่พระเป็นเจ้าทรงใช้เป็นเครื่องมือ ที่จะแสดงให้พวกเราเห็นถึงความจริงของคุณค่าด้านจิตใจที่สูง และความจริงของพระราชัยของพระองค์ ที่จะไม่มีวันสูญหายไป แต่จะคงอยู่นิรันดร พระเป็นเจ้าได้ทำงานผ่านทางเหตุการณ์และเครื่องหมายต่างๆ เพื่อที่จะทำให้เราบริสุทธิ์ และช่วยปรับปรุงตัวเราเอง เพื่อให้มีความหวัง และช่วยให้เรามีใจที่มั่นคงในพระองค์ และในพระองค์แต่ผู้เดียว.
นักบุญลูกาได้เขียนพระวรสารของท่าน หลังจากที่กรุงเยรูซาเล็ม และมหาวิหารได้ถูกทำลาย โดยชาวโรมันในปี ค.ศ.70 มหาวิหารคือจุดศูณย์กลางของการปฏิบัติศาสนกิจของชาวยิว และพวกเขาเชื่อว่าตราบใดที่มหาวิหารยังคงอยู่ พวกเขาจะมีความปลอดภัย และคล้ายกับประกาศกเยเรมีย์ พระเยซูเจ้าได้เตือน มิให้ชาวยิวมีความเชื่อในสิ่งสร้างด้วยอิฐหรือปูน (ยรม 7:4-7) พระองค์ได้บอกประชาชนที่พิศวงมหาวิหารที่ยิ่งใหญ่ ที่วันหนึ่งจะกลายเป็นซากปรักหักพัง หลายคนเชื่อว่าการที่มหาวิหารถูกทำลาย เป็นเครื่องหมายแสดงว่าเวลาสุดท้ายได้มาถึงแล้ว ผู้ที่ติดตามพระเยซูเจ้าจะไม่ต้องกลัวเวลาวันสุดท้าย แต่ต้องเชื่อและไว้วางใจในคนที่มีอำนาจเหนือกาลเวลา...ท่านมีความเชื่อที่มั่นคง แม้โลกนี้มีแต่ความวุ่นวายหรือไม่?... โปรดให้ลูกมีความไว้วางใจในแผนการของพระเป็นเจ้า ในเวลาที่เต็มไปด้วยความวิตกกังกล
จงระวังตัวตนที่เราแกล้งเป็น เพราะตัวตนที่เราแกล้งเป็นนั่นแหละคือตัวเรา...ความสุขไม่ใช่สิ่งที่คุณจะถ่วงเวลาให้มันเกิดขึ้นในอนาคต แต่มันคือสิ่งที่คุณต้องสร้างมันให้เกิดขึ้นในปัจจุบัน...ผู้คนมักจะถามเกี่ยวกับช่วงเวลาเก่า ๆ ที่แสนดี ผมถามกลับ ทำไมคุณไม่ถามถึงช่วงเวลานี้ที่แสนดีบ้างล่ะ…เมื่อไรที่ฉันกังวล นั่นเป็นเพราะฉันกำลังมีชีวิตอยู่ในอนาคต เมื่อไรที่ฉันหดหู่ นั่นเป็นเพราะฉันกำลังเอาชีวิตไปจมอยู่ในอดีต…จงมีชีวิตอยู่เหนืออดีต แล้วคุณจะมองอนาคตได้กว้างขึ้น.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view