สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันจันทร์ที่ 10 ธันวาคม 2018 สัปดาห์ที่ 2 เทศกาลเตรียมรับเสด็จพระคริสตเจ้า

วันจันทร์ที่ 10 ธันวาคม 2018 สัปดาห์ที่ 2 เทศกาลเตรียมรับเสด็จพระคริสตเจ้า

🍇 “ความหวังคือการฝากใจ
ในสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตา …
แต่ถ้าไม่มีความศรัทธา
ความหวังจะไม่มา
สิ่งที่มองด้วยตาก็จะไม่มี” (ฮบ11:1)

📚บทอ่านประจำวันจันทร์ที่ 10 ธันวาคม 2018
สัปดาห์ที่ 2 เทศกาลเตรียมรับเสด็จพระคริสตเจ้า
https://www.youtube.com/watch?v=dyo590uQUMI&t=23s

☀Morning has broken
https://youtu.be/3Rifby1tVE8

🍏🍏🍏🍏🍏🍏

วันจันทร์ที่ 10 ธันวาคม 2018
สัปดาห์ที่ 2 เทศกาลเตรียมรับเสด็จพระคริสตเจ้า
อ่าน
อสย 35:1-10
ลก 5:17-26

ความเชื่อของกลุ่มเพื่อน พร้อมกับ
ความพยายาม ที่จะช่วยเหลือ
ช่วยให้คนอัมพาตได้รับการรักษา
ให้หายจากความเจ็บป่วย
กลับมีชีวิตที่สดใสอีกครั้ง

ประกาศกอิสยาห์ ตอกย้ำ
ถ้อยคำ กำลังใจของเรา
สามารถเปลี่ยนโลกได้
ช่วยให้คนที่ท้อแท้ สิ้นหวัง
ได้กลับมาพบความสุขอีกครั้ง

หมายเหตุ..
อย่าเป็นคนเก่งที่แล้งน้ำใจ
แต่จงเรียนรู้ ที่จะเป็นคนธรรมดาทั่วไป
ที่มีน้ำใจ และไม่เห็นแก่ตัว

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”

วันจันทร์ที่ 10 ธันวาคม 2018

สัปดาห์ที่ 2 เทศกาลเตรียมรับเสด็จพระคริสตเจ้า

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“.เพื่อนเอ๋ย บาปของท่านได้รับการอภัยแล้ว..” (ลก 5:17-26) 

นี่คือความเชื่อของกลุ่มคริสตชน

ความเชื่อส่วนบุคคล อาจจะมีอุปสรรค

แต่ความเชื่อของกลุ่มคริสตชน

นำการช่วยให้รอดพ้น

ปราศจากชายสี่คนนั้น

ความเชื่อของคนอัมพาตคงต้องรอคอบอีกนาน

หรืออาจจะมีหวังอะไรต่อไปได้หรือเปล่า

แต่เพราะความเชื่อของพวกเขา

ความหวัง นำให้ความเชื่อมีชีวิตชีวาขึ้น

และความรอดพ้น ความยินดี ได้มาสู่ทุกคน

________________

ประกาศกอิสยาห์ ได้พูดถึงสภาพของที่ที่พระเจ้าเสด็จมาและประทับอยู่ ที่ที่มีพระองค์อยู่ คือที่แห่งสันติสุข ความรัก และความเมตตา ช่วยเหลือ และแบ่งปันกัน และไม่มีใครต้องตกอับทุกข์ยาก (เทียบ บทอ่านที่หนึ่ง อสย 35:1-10) แต่สภาพเช่นนี้จะเป็นไปได้อย่างไรในจิตวิญญาณของเรา และต้องของทุกคนด้วย ไม่ใช่ของเราคนเดียว เพราะเมื่อพระเจ้าประทับอยู่ จะไม่มีใครตกอับทุกข์ยาก... คริสตมาสที่เรากำลังเดินหน้าไปทำการสมโภชนั้น เวลาใกล้สิ้นปีที่กำลังเดินหน้าเข้ามานั้น วันนี้ สภาพจิตวิญญาณของฉันเป็นอย่างไร สภาพจิตวิญญาณของเพื่อนพี่น้องของฉันเป็นอย่างไร เราจะไปพบพระเยซูเจ้าด้วยกันได้ไหม หรือจะมีใครถูกทอดทิ้งไว้เดียวดายหรือ...

สภาพจิตวิญญาณของฉันเป็นเช่นใด... หมายความว่า จิตวิญญาณของผู้ที่รอคอยพระเจ้า จะต้องเป็นสภาพของจิตวิญญาณที่ร้อนรนด้วยความรัก ไม่ใช่จิตวิญญาณที่เย็นชา กอบโกยทุกอย่างเข้าหาตนเอง... บทไตร่ตรองที่ผมเขียนยาวมากเมื่อวานนี้ บางคนบอกว่า อ่านไปสามวันเลย... มันคือสิ่งนั้นนั่นแหละครับ ที่เราต้องไตร่ตรองดีๆ วันนี้ เราให้เหตุผลว่า เราต้องรีบสร้างฐานะ เราต้องส่งลูกเรียน เราต้องเตรียมสอบ เราต้อง ต้อง ต้อง สารพัดอย่างที่ทำเพื่อพ่อแม่ เพื่อลูกๆ เพื่อสามีภรรยา เพื่อครอบครัว เพื่อหมู่คณะนักบวชของเรา... แท้จริงแล้วมันเป็นเหตุผลจอมปลอมหรือเปล่า เพราะหากมองย้อนกลับมา เรากลับพบว่า สมาชิกในบ้านของเรา ในครอบครัว ในหมู่คณะนักบวชของเรา มีบางคนเป็นอัมพาตไป โลหิตของเขาเย็นชาไป ปราศจากความรัก และเขาไปไหนไม่ได้ เขากำลังถามว่า ความเชื่อของเขาจะทำให้เขาหวังและวางใจอะไร อย่างไรได้อีก เพราะเวลานี้ ทุกคนรอบข้าง ต่างมีเหตุผลของตน และแทบจะไม่มีเวลาเพื่อกันและกันเลย ชีวิตที่สดใสเป็นกำลังใจแก่กันและกัน กลับไม่ได้เสริมสร้างกำลังใจให้กันอีกต่อไป ตรงกันข้าม บั่นทอนกันและกัน ด้วยความเย็นชา และที่สุด เหตุผลต่างๆ ก็กลายเป็นเพียงข้ออ้างไป เพราะ... สุดท้าย เพื่อตนเองทั้งนั้น

สภาพจิตวิญญาณของเพื่อนพี่น้องเป็นอย่างไร... นั่นแหละครับ คือสิ่งที่ศิษย์แท้พระเยซูจะต้องตระหนักถึงพฤติกรรมของชายทั้งสี่คนที่พระวรสารวันนี้กล่าวถึง... ที่เขาเป็นคนปกติกันดี แต่ชีวิตของผู้ที่เชื่อในพระเยซู เขาย่อมออกแรงเพื่อความรอดพ้นของเพื่อนพี่น้องด้วย ความเชื่อของเพื่อนพี่น้องที่เป็นอัมพาตนั้น จะเป็นจริงไปได้อย่างไร จะมีอะไรที่ทำให้เขามีความหวังและวางใจในพระเจ้าอย่างมั่นคงหรือ ความเชื่อของเขาอาจจะคอนแคลนไปบ้างหรือเปล่า หากเขาต้องนอนที่นั่น ไม่มีใครนำเขาเข้าไปใกล้พระเยซู... พี่น้องครับ แล้วสภาพจิตวิญญาณของสมาชิกในครอบครัวของเราเป็นอย่างไร ชีวิตจิตของหมู่คณะนักบวชนั้นเป็นอย่างไร เราเคยหันกลับไปมองบ้างหรือเปล่า...

นะครับ พี่น้องที่รัก อย่าปล่อยให้ความเชื่อของกันและกันถูกบั่นทอนเลยนะครับ อย่าทอดทิ้งใครให้เดียวดายเลยนะครับ นำเขาไปพบพระเยซูเจ้าเถอะ นำให้ความเชื่อของเขามีชีวิตชีวา และเป็นจริงขึ้นมา อาศัยความเป็นหนึ่งเดียวกัน ความเป็นห่วงเป็นใยต่อกันและกัน ไม่ใช่เฝ้าแต่บั่นทอนกัน อย่าเย็นชาต่อกันและกันเลย เพราะความเชื่อคือไฟรักที่ลุกร้อนเสมอ ไม่ใช่ไฟแห่งความเย็นชา

ใกล้วันพระคริสตสมภพแล้วครับ ฉันมั่นใจมากน้อยเพียงใดว่า หัวใจฉันพร้อมที่จะต้อนรับพระคริสตเจ้าประสูติในใจของฉัน ฉันมั่นใจด้วยหรือเปล่าว่า สมาชิกทุกคนในครอบครัวของฉัน ในบ้าน ในหมู่คณะของฉัน ทุกคนจะได้พบพระคริสตเจ้า มีใครไหมที่เป็นอัมพาตอยู่ และอาจจะพลาดการได้พบกับพระองค์ และสิ่งที่เจ็บกว่านั้น อาจจะหมายถึง ตัวฉันเอง ที่ทำให้พี่น้องเป็นอัมพาต ไปไหนไม่ได้ เพราะฉันกำลังบั่นทอน ทำให้เขาตกต่ำสุดๆ จนไม่เห็นแสงสว่างเลย และที่สุด ความเชื่อของเขาก็ถูกบั่นทอนลงทุกวัน เพราะความเย็นชาของหัวใจฉัน... เดินไปหาเขากันเถอะ ทำให้ความเชื่อของเขามีชีวิตชีวา ด้วยความเชื่อของกลุ่มคริสตชน ความเชื่อของพระศาสนจักรที่ไม่เคยทอดทิ้งผู้ใด... บาปของท่านได้รับการอภัยแล้ว ลุกขึ้นเถิด... เราต้องบอกกันและกันด้วย ช่วยประคองกันและกันให้ลุกขึ้น ด้วยการยกโทษ อภัยความผิดแก่กันและกัน เลิกกดขี่เหยียบย่ำกันและกัน แล้วนั่นคือเวลาที่เราทุกคนจะต้อนรับการเสด็จกลับมาของพระคริสตเจ้าพร้อมหน้ากัน และจะไม่มีใครต้องขาดไป ทำเถอะ ทำให้สวรรค์ยินดีเมื่อได้คนคนหนึ่งที่หายไปกลับมา... (เทียบ ลก 15)

ข้าแต่พระเจ้า ในคืนแห่งความชื่นชมยินดี ขอให้ค่ำคืนที่ลูกรอคอยนั้น ได้มาถึงในความพร้อมหน้าพร้อมตากันของลูกและพี่น้องทุกคน ที่ยืนขึ้นต้อนรับการเสด็จมาของพระองค์ ในบ้านของลูก ในหมู่คณะของลูก ในครอบครัวของลูก จะต้องไม่มีใครเป็นอัมพาต เดินไม่ได้ เพราะอคติ และหัวใจผูกพยาบาทของลูก แต่ขอให้ความรัก ความเมตตา และการให้อภัย นำลูกทุกคนให้เข้าใกล้พระองค์ในคืนที่พระองค์เสด็จมาเถิด

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

วันจันทร์ที่ 10 ธันวาคม 18 สัปดาห์ที่ 2 เทศกาลเตรียมรับเสด็จพระคริสตเจ้า
บทอ่าน อสย 35:1-10 / ลก 5:17-26
มีอะไรบ้างในชีวิตของท่าน ที่ขัดขวางมิให้ท่านได้รับพระพรของพระอาณาจักรของพระเป็นเจ้า? บรรดาประกาศกได้ทำนายว่า เมื่อพระเมสสิยาห์เสด็จมา พระอาณาจักของพระเป็นเจ้าจะมีคนดาบอดที่มองเห็นได้ คนหูหนวกได้ยิน คนพิการเดินได้ (อสย 35:5-6) พระเยซูเจ้ามิได้นำการบำบัดทางด้านร่างกายมาเท่านั้น แต่พระองค์จะบำบัดด้านจิตใจ หัวใจ และวิญญาณด้วยเช่นกัน พระเยซูเจ้าจะนำชีวิตที่สมบูรณ์แบบ ของพระอาณาจักรของพระเป็นเจ้า มามอบให้แก่เรา (ยน 10:10) แต่ชีวิตใหม่และการเปลี่ยนแปลง จะสะดุดลง ด้วยความไม่เชื่อ ความไม่นำพา และบาปแห่งความจองหอง บาปทำให้เราเป็นง่อย มากกว่าความเจ็บป่วยใดๆทางฝ่ายร่างกาย บาปเป็นงานของอาณาจักรแห่งความมึดมน และมันจะผูกมัดเราตลอดนิรันดร มีการแก้ปัญหาด้วยวิธีเดียวเท่านั้น คือ การบำบัด การชำระล้างของพระเยซูเจ้า และการให้อภัยบาป
การมาถึงของอาณาจักรของพระเป็นเจ้า จะช่วยแก้ไข บำบัดรักษา และนำการให้อภัยและชีวิตใหม่ การปฏิบัติของพระเยซูเจ้าต่อบรรดาคนบาป ได้ทำให้ผู้นำศาสนาในสมัยนั้นผิดหวัง เมื่อคนที่ป่วยเป็นอัมพาตถูกนำมาหาพระเยซูเจ้า เพราะความเชื่อของพวกเพื่อนของเขา พระเยซูเจ้าได้ทรงกระทำสิ่งที่คาดไม่ถึง ก่อนอื่นพระองค์ได้ยกบาปให้แก่ชายคนนั้น บรรดาธรรมาจารย์ถือว่าการกระทำของพระองค์ เป็นการดูหมิ่นพระเป็นเจ้า เพราะว่าพวกเขาเข้าใจว่า มีแต่พระเป็นเจ้าเพียงผู้เดียว ที่มีอำนาจในการยกบาป และช่วยปลดปล่อยให้ชายและหญิง พ้นจากความผิด พระเยซูเจ้าได้อ้างถึงอำนาจ ที่พระเป็นเจ้าแต่เพียงผู้เดียวสามารถทำได้ พระองค์ไม่ใช่แต่พิสูจน์ว่าอำนาจของพระองค์มาจากพระเป็นเจ้า แต่พระองค์ได้แสดงให้เห็นว่าพระองค์มีอำนาจไถ่กู้และพระเมตตาของพระเป็นเจ้า ด้วยการบำบัดรักษาคนป่วยเป็นอัมพาต ให้พ้นจากการเจ็บป่วยด้านร่างกาย ชายคนนี้ไม่ได้เจ็บป่วยด้านร่างกายเท่านั้น แต่ทางด้านจิตใจด้วย พระเยซูเจ้าได้ทรงช่วยเขาจากภาระของความผิด และได้คืนสภาพที่ดีให้แก่เขาเช่นเดียวกัน.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view