สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม 2018 ระลึกถึงนักบุญลูเซีย พรหมจารี และมรณสักขี

วันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม 2018 ระลึกถึงนักบุญลูเซีย พรหมจารี และมรณสักขี

🍄บางครั้ง....
ความสงบสุขก็อยู่ไม่ไกลเลย
เพียงแต่ปล่อยอดีตให้เป็นอดีต
และหันมาขอบพระคุณพระเจ้า
สำหรับ.....ปัจจุบัน.....ที่มีอยู่

📚 บทอ่านประจำวันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม 2018
ระลึกถึงนักบุญลูเซีย พรหมจารี และมรณสักขี
https://www.youtube.com/watch?v=7HIm0zWMvDk&t=97s

🐠 บทภาวนาเวลาเช้า สดุดี 5
http://youtu.be/GxboI5GonTE

🌷🌷🌷🌷🌷🌷🌷🌷🌷

วันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม 2018
ระลึกถึงนักบุญลูเซีย พรหมจารี และมรณสักขี
อ่าน :
อสย 41:13-20
มธ 11:11-15

ใครที่ปรารถนา แสวงหาชีวิตใหม่
ในอาณาจักรสวรรค์ พระเยซูเจ้าย้ำ
จำเป็นต้อง ใช้ความอดทน พยายาม

คำสัญญาของพระเจ้าผ่านทางประกาศกอิสยาห์
แม้มนุษย์จะถูกกำจัดด้วยฤดูกาล ผ่าน วันเวลา
แต่สำหรับผู้ที่แสวงหาพระเจ้าแล้วนั้น
เขาไม่จำเป็นต้อง “กลัว” เพราะพระเจ้า
จะทรงช่วยเหลือ อย่างไม่จำกัด

เพื่อทำตาม คำปฎิญาณของตนเอง ที่จะถวายชีวิต
แด่พระคริสตเจ้านั้น นักบุญลูเซีย ยินดีที่จะเหน็ดเหนื่อย 
ตรากตรำ ภายในจิตใจ เพื่อเอาชนะการทดลอง 
การเบียดเบียนจากคนรอบข้าง จนท่านได้ชื่อว่า
เป็นองค์อุปถัมภ์ของผู้เจ็บป่วย 
เหน็ดเหนื่อยจากความทุกข์ทรมานฝ่ายกาย

หมายเหตุ..
ในความรัก มักไม่มีสิ่งใด
ที่ใจกลัว..

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”

วันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม 2018

สัปดาห์ที่ 2 เทศกาลเตรียมรับเสด็จพระคริสตเจ้า

ระลึกถึงนักบุญลูเชีย พรหมจารี และมรณสักขี 

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“อาณาจักรสวรรค์ ต้องการความอดทนและความพยายาม...” (มธ 11:11-15) 

หนอน หรือดักแด้ คือความอ่อนแอเหลือเกิน

แต่ด้วยพระหัตถ์พระผู้สร้าง

ก็ไม่มีอะไรต้องกังวล... (เทียบ บทอ่านที่หนึ่ง อสย 41:13-20)

แม้ว่าจะบอบบาง ช้าๆ แต่มั่นคงในความพยายาม

มันก็บินสู่ฟากฟ้าได้ ณ วันหนึ่ง

ด้วยเพราะพระเจ้าทรงดูแลมัน

จึงไม่มีอะไรให้ต้องกังวล

ชีวิตคริสตชน ต้องอาศัยความอดทน และความพยายาม

อาณาจักรสวรรค์จึงเป็นเป้าหมายที่ฉันจะคว้าไว้ได้

วันนี้ ฉันขอมั่นคง แม้ฉันจะบอบบางสักเพียงใด

แต่ด้วยพระหัตถ์ของพระเจ้า

และความอดทนพยายาม

สิ่งที่เกินกำลังก็สำเร็จลงได้...

________________

เมื่อวานผมไตร่ตรองพระวาจาของพระเจ้าในความเหนื่อยอ่อนของชีวิตนิดหน่อย เมื่อมาประสบกับพระวาจาของพระเจ้าแบบนั้น ก็ทำให้รู้สึกว่า อยากเข้าหาพระองค์ เพราะพระองค์ทรงเป็นที่พำนักพักพิงที่แสนดี ที่ผมจะได้พบการพักผ่อน แต่สุดท้าย ก็ยังคงต้องมีอะไรให้แบกอยู่ดี เพราะการเรียกของพระเจ้านั้น ไม่ได้หมายถึงความสำเร็จที่แกะกล่อง แต่มันคือการปรุงแต่งด้วยชีวิตที่เพียรทน อดทนและพยายาม และเพราะพระเจ้าทรงไม่ปล่อยให้ภาระที่พระองค์ทรงมอบให้กับเรานั้น เป็นสิ่งที่เกินกำลังของเราแน่ๆ เว้นแต่ว่า บนบ่าของเรา เราเลือกรับอะไรมาแบกไว้มากมายเหลือเกินจนไม่เหลือกำลังเพื่อแบกแอกของพระองค์ไปด้วย ยิ่งกว่านั้น สิ่งที่เรารับแบกนั้น มันก็กำลังกดทับเราไว้ จนกลายเป็นเนื้อร้ายที่บ้านทอนจิตวิญญาณของการเป็นศิษย์พระเยซูเจ้าไป

กระนั้นก็ดี วันนี้ พระวาจาของพระเจ้าเสริมจิตวิญญาณของผมและพี่น้อง ที่เราได้เลือกแอกของพระองค์ไว้เป็นสิ่งแรกที่เราจะรับแบกไว้ด้วยหัวใจแบบพระองค์ ที่สุภาพอ่อนโยนและถ่อมตน ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องใช้ความอดทนและความพยายาม และความสม่ำเสมอ คือเสมอต้นเสมอปลาย ไม่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา แต่มั่นคงในอุดมการณในจิตตารมณ์ของพระเยซู 

ความเสมอต้นเสมอปลาย ในการอดทนและพยายามนั้น สำหรับความเป็นมนุษย์ หลายครั้งเราก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เมื่อต้องเผชิญความยากลำบาก และการถูกเบียดเบียน หลายครั้งชีวิตเราก็เบนไปจากความตั้งใจดีของตน... เช้านี้ ผมกำลังจะเข้าร่วมประชุมอธิการคณะนักบวชในประเทศไทย เรามีการไตร่ตรองชีวิตนักบวชร่วมกันโดยอาศัยพระสมณสาสน์ของพระสันตะปาปา ฟรันซิส เรื่อง “จงชื่นชมยินดีเถิด”... ทำให้ผมถามตนเองตลอดการเดินทางตั้งแต่เมื่อคืนนี้ว่า... “สำหรับฉัน อะไรคือความชื่นชมยินดีในชีวิตนักบวชของฉัน...” คือความสำเร็จที่ฉันมานะบากบั่น หรือความนอบน้อมเชื่อฟังต่อเสียงของพระจิตเจ้า ที่โน้มนำหัวใจให้เข้าใจพระประสงค์ของพระเจ้า และสามารถดำเนินชีวิตอย่างนอบน้อมเชื่อฟังต่อพระประสงค์นั้นด้วยหัวใจอิสระอย่างแท้จริง

คิดถึงครั้งหนึ่งขณะที่เข้าร้านวัสดุภัณฑ์บ่อยๆ เมื่อครั้งน้ำท่วมหนักทางภาคใต้เมื่อสองปีก่อน เมื่อผมต้องลงพื้นที่ และช่วยชาวบ้านซ่อมแซมบ้าน หลังน้ำท่วม มีหลายอย่างที่ทำให้ผมต้องไปซื้อของในร้านนั้น เจ้าของร้านคิดว่าผมเป็นผู้รับเหมา เขาคิดว่าผมมีเงินเดือนมากมาย เพราะผมซื้อของมากเหลือเกิน และซื้อหลายอย่างเป็นระยะๆ แต่เมื่อได้มีโอกาสคุยกันจริงๆ ผมก็บอกเขาว่า ผมงานสังคมสงเคราห์... เขาถามว่า ผมมีเงินเดือนเท่าไร ผมตอบว่า “หนึ่งพันบาทครับ” ดูเหมือนเขาไม่เชื่อ ที่สุด ผมก็ต้องอธิบายมากกว่านั้นว่า ผมเป็นนักบวช ผมมีเงินเดือน เดือนละ 1,000 บาทครับ และเขาก็ถามต่อว่า แล้วเวลาต้องใช้มากกว่านั้น ทำอย่างไร ผมก็บอกว่า ผมก็เบิกเอาจากผู้ใหญ่ครับ เขาบอกผมว่า “งั้นก็ไม่เป็นอิสระนะซิ...” จากคำนี้เอง ที่ผมไตร่ตรองถามตนเองเมื่อขับรถลงพื้นที่ช่วยเหลือชาวบ้านในช่วงนั้น “อะไรคืออิสระของผม” และแท้จริงแล้ว อิสระของผมคือ ความสมัครใจในการถือวินัยของนักบวชครับ นั่นคืออิสระที่ผมเลือกครับ และนั่นคือความสุขที่ผมได้รับจริงๆ... เมื่อสามารถนอบน้อมเชื่อฟังได้แล้ว ความบริสุทธิ์และความยากจนก็ไม่ใช่เรื่องยาก... เป็นนักบวช ไม่ต้องมีรายจ่าย เพราะคณะจ่ายให้ทั้งหมด ดังนั้นแล้ว ผมก็ไม่ทราบว่าผมจะมีรายรับไปทำไม... ผมมีความสุขกับการส่งมอบเงินที่ได้รับมาให้ผู้ใหญ่ตั้งแต่ผมเป็นผู้ฝึกหัดครับ และผมไม่เคยรู้สึกว่าสิ่งนี้ไม่เป็นอิสระเลย แต่นี่คืออิสระของชีวิตนักบวช ที่ผมสมัครใจใช้ชีวิตแบบนี้ และผมมีความสุขที่สุดครับ

พี่น้องล่ะครับ อิสระของพี่น้องหมายถึงอะไร ความสุขของพี่น้องคืออะไร และอะไรคือความสุขที่แท้จริงขอการเป็นศิษย์พระเยซู สิ่งนั้นคงเป็นคำตอบสำหรับเราทุกคนแล้ว จากพระวรสารวันนี้ นั่นคือความอดทนและความพยายามที่เสมอต้นเสมอปลาย เป็นแอกเดียวที่แบก ไม่ต้องรับแบกแอกมากมายของใครต่อใคร แต่พอแล้ว ที่รับแบกแอกของพระเยซูเจ้านั่นแหละ เพราะแท้จริงแล้ว แม้ชีวิตมนุษย์จะบอบบางในพระหัตถ์ของพระเจ้า มนุษย์เปรียบเหมือนหนอนและดักแด้ ที่ปกป้องอะไรตนเองไม่ได้เลย... มนุษย์เป็นเหมือนเครื่องมือที่ไม่ครบครันและไม่สมประกอบ แต่ในพระหัตถ์พระเจ้าผู้เชี่ยวชาญ ในพระหัตถ์ของพระผู้สร้างจริงๆ แล้ว ก็ไม่มีอะไรให้ต้องกังวล

ปลายปีนี้ ผมลืมครับ ลืมสนิทเลย ที่จะเตรียมของขวัญสำหรับครอบครัวคริสตชนในเขตวัดของผมมานึกได้ระหว่างการเข้าเงียบประจำปี ซึ่งก็เกือบจะไม่ทันการ หากรอจบการเข้าเงียบ คงไม่ทันแน่ๆ  จึงได้ขอพี่น้องคนหนึ่งช่วยดำเนินการสั่งของให้ เพื่อจะมอบให้สัตบุรุษในวันฉลองครอบครัวศักดิ์สิทธิ์ และวันขึ้นปีใหม่ ในระหว่างที่อยู่คนเดียว เดินทางตลอดนี้ ผมกังวลมาก ว่าใครจะเป็นผู้รับของ น้องๆ ที่ผมขอร้องให้ช่วย เขาก็ทำงานดีมาก จัดของดีมาก บรรจุเรียบร้อยมากด้วย และรีบส่งเลย ทำให้ผมกังวลว่า จะมาถึงในเวลาที่ไม่มีคนรับ... จากวานนี้ ผมกังวล จนตัดความกังวลวางไว้แล้ว อะไรจะเกิดก็เกิด จะทันก็ทัน ไม่ทันก็ไม่ทัน ไม่รู้จะได้รับไหม เมื่อไร เอาเถอะ เรียกว่า Let it be””” แล้วกันครับ... แต่แล้ว ก่อนปิดประตูวัดเมื่อเย็นวานนี้ ของที่เพิ่งส่งเมื่อวันก่อน ก็มาถึง ซึ่งมันทันเวลา และเร็วเกินคาด... ผมแจ้งน้องที่จัดส่งของมาให้ผม น้องบอกว่า ผมได้รับของเร็วมาก เพราะเขาคาดการไว้ว่า น่าจะเป็นสักอาทิตย์ครับ... น้องคนนั้น ที่ผมคุยกับเขาในไลน์ ทำให้ผมประทับใจครับ เมื่อเขาให้บทสรุปเป็นข้อคิดทีดีมากสำหรับนักบวชอย่างผมมาก “พระเจ้าทำสิ่งที่คาดไม่ถึงเสมอ กับคนที่รักพระองค์” ใช่ครับ มันเกินกำลัง เกินปัญญาที่จะทำทุกอย่างคนเดียวในบางเหตุการณ์ ในสถานการณ์เช่นนี้... แต่แล้ว นั่นแหละครับ สิ่งที่ตาไม่เคยเห็น สิ่งที่หูไม่เคยได้ยิน และใจมนุษย์คิดไม่ถึง คือสิ่งที่พระเจ้าทรงเตรียมไว้สำหรับผู้ที่รักพระองค์ เพราะทุกสิ่งกลับเป็นประโยชน์เสมอ สำหรับผู้ที่รักพระองค์... ขอบคุณพระเจ้า ขอบคุณน้องๆ ทุกคนครับ ในประสบการณ์น่ารักๆ ที่พระเจ้าทรงเรียกเรา

ข้าแต่พระเจ้า แม้ชีวิตของลูกจะเป็นเสมือนหนอนและดักแด้ในพระหัตถ์ของพระองค์ ลูกก็จะเพียรอดทนและพากเพียรอย่างเสมอต้นเสมอปลายในความสามารถที่พระองค์ทรงประทานให้ นอกเหนือจากนั้น ในพระหัตถ์ของพระองค์พระผู้สร้าง ลูกก็ไม่มีอะไรต้องกังวล และนี่แหละ คือความชื่นชมยินดีของลูก ที่ได้เลือกแบกแอกแห่งพระประสงค์ของพระองค์

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)



วันพฤหัสที่ 13 ธันวาคม 18 สัปดาห์ที่ 2 เทศกาลเตรียมรับเสด็จพระคริสตเจ้า
บทอ่าน อสย 41:13-20 / มธ 11:11-15
ใครเป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในพระอาณาจักรของพระเป็นเจ้า? พระเยซูเจ้าได้ชมเชยว่ายอห์น บัปติสต์เป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด “แท้จริง เราบอกแก่ท่านว่า ในพวกผู้ที่เกิดจากหญิง ไม่มีใครที่ยิ่งใหญ่กว่ายอห์น บัปติสต์ แต่ผู้ที่เล็กที่สุดในพระราชัยสวรรค์ ก็ยังยิ่งใหญ่กว่ายอห์น”
ประกาศกอิสยาห์ได้ประกาศให้ประชากรอิสราเอล ที่ถูกทอดทิ้งเมื่อ 700 ปีก่อนที่พระเยซูเจ้าจะทรงบังเกิดว่า พระเยซูเจ้าเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ของอิสราเอล พระองค์เป็นพระผู้ไถ่ของเรา พระองค์จะมาฟื้นฟูทุกสิ่งขึ้นใหม่ สำหรับประชากรของพระองค์ (อสย 41:14) เมื่อพระเมสสิยาห์และพระผู้ไถ่ของประชากรอิสราเอลทรงปรากฏมา ยอห์น บัปติสต์ก็ได้ประกาศเรื่องการเสด็จมาของพระองค์ ท่านจึงเป็นผู้ที่ทำให้งานของบรรดาประกาศกสำเร็จไป โดยได้ชี้ให้ทุกคนเห็นว่า พระเยซูเจ้าทรงเป็นผู้ได้รับการเจิมของพระเป็นเจ้า และเป็นพระเมสสิยาห์ ท่านได้ประกาศพันธกิจของพระองค์ที่ฝั่งแม้น้ำจอร์แดน เมื่อได้พูดว่า “นั่นคือลูกแกะของพระเจา ผู้ทรงยกบาปของโลก” (ยน 1:29) ยอห์นได้เห็นล่วงหน้าถึงสิ่งที่พระเยซูเจ้าจะทรงกระทำให้สำเร็จ อาศัยการสิ้นพระชนม์และการกลับคืนชีพของพระองค์ ทำให้เราพ้นจากการเป็นทาสของบาป และความตาย ทำให้เราเป็นบุตรชายหญิงของพระเป็นเจ้า และเป็นประชากรแห่งพระราชัยสวรรค์
วันนี้พระศาสนจักรระลึกถึงนักบุญลูซีอา ตามประเพณีที่เล่าสืบต่อกันมา นักบุญลูซีอาเกิดในครอบครัวที่มีฐานะดีในปี 283 บิดาของท่านมีเชื้อสายชาวโรมัน แต่ได้เสียชีวิตเมื่อท่านมีอายุเพียง 5 ขวบ ปล่อยให้ลูซีอาและมารดาของท่านอยู่กันตามลำพัง ลูซีอาได้เลียนแบบบรรดามรณสักขีในสมัยแรก คือ ได้ถวายตัวเป็นพรหมจารีแด่พระเป็นเจ้า แต่มารดาของท่านจะจัดการจะให้ท่านแต่งงานกับคนต่างศาสนา ต่อมามารดาของท่านได้ป่วย แต่รับอัศจรรย์จากการวิงวอนขอนักบุญอากาทา ท่านได้ขอให้มารดาอนุญาตให้แจกจ่ายทรัพย์สมบัติแก่คนยากจน ท่านจึงถูกคู่หมั้นใส่ความ และถูกนำไปขังไว้ในสถานบริการทางเพศ เขาพยายามจะเผาท่านทั้งเป็น แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ ที่สุดท่านได้ถูกตัดศีรษะเป็นมรณสักขี.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)




วันพฤหัสที่ 13 ธันวาคม 18 สัปดาห์ที่ 2 เทศกาลเตรียมรับเสด็จพระคริสตเจ้า
บทอ่าน อสย 41:13-20 / มธ 11:11-15
ใครเป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในพระอาณาจักรของพระเป็นเจ้า? พระเยซูเจ้าได้ชมเชยว่ายอห์น บัปติสต์เป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด “แท้จริง เราบอกแก่ท่านว่า ในพวกผู้ที่เกิดจากหญิง ไม่มีใครที่ยิ่งใหญ่กว่ายอห์น บัปติสต์ แต่ผู้ที่เล็กที่สุดในพระราชัยสวรรค์ ก็ยังยิ่งใหญ่กว่ายอห์น”
ประกาศกอิสยาห์ได้ประกาศให้ประชากรอิสราเอล ที่ถูกทอดทิ้งเมื่อ 700 ปีก่อนที่พระเยซูเจ้าจะทรงบังเกิดว่า พระเยซูเจ้าเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ของอิสราเอล พระองค์เป็นพระผู้ไถ่ของเรา พระองค์จะมาฟื้นฟูทุกสิ่งขึ้นใหม่ สำหรับประชากรของพระองค์ (อสย 41:14) เมื่อพระเมสสิยาห์และพระผู้ไถ่ของประชากรอิสราเอลทรงปรากฏมา ยอห์น บัปติสต์ก็ได้ประกาศเรื่องการเสด็จมาของพระองค์ ท่านจึงเป็นผู้ที่ทำให้งานของบรรดาประกาศกสำเร็จไป โดยได้ชี้ให้ทุกคนเห็นว่า พระเยซูเจ้าทรงเป็นผู้ได้รับการเจิมของพระเป็นเจ้า และเป็นพระเมสสิยาห์ ท่านได้ประกาศพันธกิจของพระองค์ที่ฝั่งแม้น้ำจอร์แดน เมื่อได้พูดว่า “นั่นคือลูกแกะของพระเจา ผู้ทรงยกบาปของโลก” (ยน 1:29) ยอห์นได้เห็นล่วงหน้าถึงสิ่งที่พระเยซูเจ้าจะทรงกระทำให้สำเร็จ อาศัยการสิ้นพระชนม์และการกลับคืนชีพของพระองค์ ทำให้เราพ้นจากการเป็นทาสของบาป และความตาย ทำให้เราเป็นบุตรชายหญิงของพระเป็นเจ้า และเป็นประชากรแห่งพระราชัยสวรรค์
วันนี้พระศาสนจักรระลึกถึงนักบุญลูซีอา ตามประเพณีที่เล่าสืบต่อกันมา นักบุญลูซีอาเกิดในครอบครัวที่มีฐานะดีในปี 283 บิดาของท่านมีเชื้อสายชาวโรมัน แต่ได้เสียชีวิตเมื่อท่านมีอายุเพียง 5 ขวบ ปล่อยให้ลูซีอาและมารดาของท่านอยู่กันตามลำพัง ลูซีอาได้เลียนแบบบรรดามรณสักขีในสมัยแรก คือ ได้ถวายตัวเป็นพรหมจารีแด่พระเป็นเจ้า แต่มารดาของท่านจะจัดการจะให้ท่านแต่งงานกับคนต่างศาสนา ต่อมามารดาของท่านได้ป่วย แต่รับอัศจรรย์จากการวิงวอนขอนักบุญอากาทา ท่านได้ขอให้มารดาอนุญาตให้แจกจ่ายทรัพย์สมบัติแก่คนยากจน ท่านจึงถูกคู่หมั้นใส่ความ และถูกนำไปขังไว้ในสถานบริการทางเพศ เขาพยายามจะเผาท่านทั้งเป็น แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ ที่สุดท่านได้ถูกตัดศีรษะเป็นมรณสักขี.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)



view