สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันเสาร์ที่ 22 ธันวาคม 2018 สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลเตรียมรับเสด็จพระคริสตเจ้า

วันเสาร์ที่ 22 ธันวาคม 2018 สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลเตรียมรับเสด็จพระคริสตเจ้า

🔸เมื่อเราถวายเกียรติแด่แม่พระ...
พระบิดาทรงได้รับการสรรเสริญ
เพราะเรากำลังถวายเกียรติแด่สิ่งสร้าง
ที่ครบถ้วนสมบูรณ์ของพระองค์

🔸เมื่อเราถวายเกียรติแด่แม่พระ...
พระบุตรทรงได้รับการสรรเสริญ
เพราะเรากำลังถวายเกียรติแด่
พระมารดาผู้บริสุทธิ์ของพระองค์

🔸เมื่อเราถวายเกียรติแด่แม่พระ...
พระจิตเจ้าทรงได้รับการสรรเสริญ
เพราะเรากำลังถวายเกียรติแด่พระแม่
ผู้เต็มเปี่ยมด้วยพระหรรษทานของพระองค์

📚บทอ่านประจำวันเสาร์ที่ 22 ธันวาคม 2018
สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลเตรียมรับเสด็จพระคริสตเจ้า
https://www.youtube.com/watch?v=z2JiN0wMjVM&t=21s

❤ บทเพลงสรรเสริญพระเจ้าของพระนางมารีย์ (มักญีฟีกัต)
http://youtu.be/Z4z2ej_-068

🌹Magnificat (All That I Am)
https://youtu.be/iqeY7JQ4rAg

⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐

วันเสาร์ที่ 22 ธันวาคม 2018
สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลเตรียมรับเสด็จพระคริสตเจ้า
อ่าน
1ซมอ 1:24-28
ลก 1:46-56

ประสบการณ์ของการได้สัมผัส
กิจการยิ่งใหญ่ของพระเจ้า
ทำให้จิตวิญญาณของมารีย์
พบความชื่นชมยินดี และป่าวประกาศ
ด้วยบทเพลงสรรเสริญ แสดงออกในกิจการ
ด้วยการมอบตน ในการรับใช้
ญาติ พี่น้อง ที่ต้องการความช่วยเหลือ

ความสำนึกรู้คุณ ที่ได้มีประสบการณ์
ในความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า ที่ได้ทรง
ประทานบุตรให้ตามที่ฮันนาห์ได้ภาวนาทูลขอ
ทำให้นางไม่รีรอ ที่จะมอบคืนสิ่งที่ตนรักแด่พระเจ้า

หมายเหตุ..
ถ้าทำสิ่งที่ย่ิงใหญ่ ไม่ได้
ก็จงพอใจที่จะทำสิ่งเล็ก ๆ
ในแบบที่ยิ่งใหญ่

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”

วันเสาร์ที่ 22 ธันวาคม 2018

สัปดาห์ที่ 4 เทศกาลเตรียมรับเสด็จพระคริสตเจ้า

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“เพราะพระองค์ทอดพระเนตรผู้รับใช้ต่ำต้อยของพระองค์...” (ลก 1:46-56) 

วิญญาณข้าพเจ้าประกาศความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า

จิตใจของข้าพเจ้าชื่นชมยินดีในพระเจ้า พระผู้กอบกู้ข้าพเจ้า

เพราะพระองค์ทอดพระเนตรผู้รับใช้ต่ำต้อยของพระองค์

ตั้งแต่นี้ไป ชนทุกสมัยจะกล่าวว่าข้าพเจ้าเป็นสุข

พระผู้ทรงสรรพานุภาพทรงกระทำกิจการยิ่งใหญ่สำหรับข้าพเจ้า

เมื่อพระเจ้าทอดพระเนตรฉันด้วยพระพักตร์อ่อนโยนเพียงนี้

ฉันเคยมองดูคนอื่นบ้างหรือเปล่า...

และฉันมองเขาอย่างไร...

________________

บทไตร่ตรองของสัปดาห์ที่สามจบลงที่บทสดุดีของพระนางมารีย์ บทสดุดีถวายแด่พระเจ้า ที่แม่พระได้มอบถวายพระองค์ด้วยชีวิตที่เป็นคำภาวนาและเพลงสดุดี ผมจำได้ว่าผมได้เลือกเอาเพลงนี้ขับร้องในโอกาสปฏิญาณตนตลอดชีพ เพื่อสรรเสริญขอบคุณพระเจ้าแทนบทเตเดอุม ที่บางที่คนส่วนใหญ่ก็ไม่เข้าใจภาษาลาติน ผมจึงตัดสินใจเอาบทเพลงนี้เข้ามาแทน เพื่อเลียนแบบแม่พระในความคิดและความตระหนักใจถึงพระพรยิ่งใหญ่ของพระเจ้าที่ประทานมา แม้ว่าน่าจะเสียดาย ที่พิธีกรวันนั้นไม่เข้าใจความคิดของผม กลับไปเปลี่ยนประโยคที่ผมเขียนไว้ในแฟ้มพิธีการว่า “บทเพลงสรรเสริญแม่พระ” ทั้งๆ ที่ผมเขียนว่า “บทเพลงสรรเสริญ ของแม่พระ” คือของแม่พระครับ ไม่ใช่สรรเสริญแม่พระ... ซึ่งผมพลาดครับ ผมไม่คิดว่าเขาจะแก้คำที่ผมเขียน ผมจึงไม่ได้ย้ำ...

แต่เอาเถอะ... คำง่ายๆ คำหนึ่งในบทเพลงสรรเสริญของแม่พระนี้ที่ผมชอบมาก อยู่ในวรรคแรกๆ ครับ นั่นคือคำที่ผมแปลเป็นไทยอีกครั้งแบบง่ายๆ คือ “แลดู” ไม่ใช่ดูแลครับ ซึ่งเป็นคำสุดท้ายของเพลง “ภารกิจแห่งรัก” และเป็นคำที่สะท้อนภาพคำอวยพรของสมณะอาโรน ที่พระเจ้าทรงมั่งให้ท่านอวยพรประชากรอิสราแอลด้วยถ้อยคำนี้ และเป็นคำที่นักบุญฟรันซิส ใช้ในการทักทายอวยพรบรรดาภราดาของท่าน เป็นวาจาที่พี่น้องจะได้ยินในวันขึ้นปีใหม่ครับ นั่นคือการขอพระเจ้าทรงทอดพระเนตรเรา เพียงขอพระองค์ แลดู เรา... เท่านั้นจริงๆ เพราะสายพระเนตรของพระองค์ เพียงพระองค์แลดูเรา เราก็พอใจแล้วล่ะครับ

มีผู้ใหญ่มักสอนลูกหลานแบบนี้ แต่มีสองแบบคือ... “เดี๋ยวพระเจ้าลงโทษนะลูก...” กับ “เดี๋ยวพระเจ้าไม่อวยพระนะลูก...” ซึ่งผมชอบแบบที่สองมากกว่าครับ และชอบจริงๆ และในทางตรงข้าม ผมไม่ชอบแบบที่หนึ่งเลย เพราะผมมั่นใจว่า สิ่งดีงามทั้งหมดมาจากพระเจ้า พระเจ้าไม่ได้ทรงตัดสินลงโทษมนุษย์หรอก พระเจ้าไม่ต้องลงโทษมนุษย์หรอก แต่เป็นมนุษย์เองหรือเปล่า ที่เลือกที่จะไม่รับพรของพระองค์... พี่น้องครับ ผมชอบแบบที่สองมากกว่าจริงๆ... พี่น้องลองคิดดูซิครับ หากวันหนึ่งพระเจ้าไม่ทรงอวยพรเรา ไม่ต้องลงโทษหรอกครับ เอาแค่วันหนึ่งพระองค์ไม่ทรงอวยพรเรา พระองค์ไม่ทรงทอดพระเนตรเรา พี่น้องครับ ผมคิดว่า เราก็คงไม่เหลืออะไรแล้วล่ะครับ... มั่นใจเถอะ พระเจ้าของเราไม่ใช่พระเจ้าแห่งการตัดสินลงโทษ แต่เป็นพระผู้ประทานพระพร พระเจ้าผู้ทรงเป็นพระพรของเราทุกคน หากวันหนึ่งไม่มีพระองค์ หากวันหนึ่งพระองค์ไม่ทรงอวยพรเรา จบแล้วครับ เราก็หมดทุกอย่าง ต่อให้เราจะทำดีแค่ไหน สำคัญตรงนี้จริงๆ หากพระองค์ไม่ทรงอวยพระพร ก็ไม่มีอะไรมีคุณค่าครับ... แต่สิ่งนี้ซิ สิ่งที่น่าทึ่งคือ แม้เราเป็นคนบาป แม้เราจะทำไม่ดี แต่พระเจ้าก็ยังอวยพระพรเรานี่ซิ พี่น้องครับ สิ่งนี้ต่างหาก ที่เป็นสิ่งยิ่งใหญ่ที่ทำให้ผมนำพี่น้องไตร่ตรองเมื่อวานนี้ว่า “เราเป็นผู้มีบุญ” ภาษาใหม่ อาจจะบอกว่า เราเป็นผู้ได้รับพระพร

วิญญาณข้าพเจ้าถวายสดุดีแด่พระเจ้า... เพราะพระองค์ทรงทอดพระเนตร ทรงเหลียวดู ทรงมองดูความต่ำต้อยของข้าพเจ้า ผู้ไม่มีอะไรเลย แต่เมื่อพระองค์ทรงทอดพระเนตร ข้าพเจ้าก็มีค่าขึ้นมาทันที และนี่แหละ ข้าพเจ้ามีบุญเหลือเกิน ข้าพเจ้าได้รับพระพรแล้ว เพียงเพราะพระองค์ทรงมองดูความต่ำต้อยของข้าพเจ้า...

บรรยากาศความเป็น นักเรียนเยาวชนคาทอลิกในอดีต หรือที่เรียกว่า YCS ที่เป็นโอกาสที่พวกเรากำลังฉลอง 60 ปีใประเทศไทย เป็นจิตตารมณ์ของคริสตชนที่ดีทีเดียว... ตื่นตัว หรือการมอง (See) คือกระบวนการแรกของ YCS ที่ฝึกเราให้มองแบบที่พระเจ้ามองเรา มองด้วยสายพระเนตรของพระเจ้า เพื่อนำมาไตร่ตรอง และสะท้อนภาพออกมาเป็นการกระทำที่เสริมสร้างสังคมให้เต็มไปด้วยความรัก ความยุติธรรมและสันติภาพ... เหมือนเป็นบรรยากาศที่เป็นบทสรุปในใจผมวันนี้ในการไตร่ตรองพระวาจาของพระเจ้าที่ผมสะดุด และรู้สึกประทับใจที่คำว่า “เพราะพระองค์ทอดพระเนตรผู้รับใช้ต่ำต้อยของพระองค์...” คือเพราะพระองค์ทรงเหลียวแลความต่ำต้อยของผู้รับใช้ของพระองค์... จากนี้ไม่ต้องพูดอะไรมาก เพียงแค่พระองค์เห็น แค่พระองค์มองดู เท่านั้นลูกของพระเจ้าก็มีความสุขแล้ว เพราะนี่คือบุญมากมายแล้ว นี่คือพระพรมากมายจริงๆ ที่ฉันได้รับ ขอเพียงพระองค์ไม่ละสายพระเนตรไปจากฉัน ฉันก็อุ่นใจแล้ว...

แต่บทเรียน ที่เป็นการบ้านของฉันซิ... เมื่อพระเจ้าทรงมองดูฉันด้วยสายตาอ่อนโยน โดวยพระพักตร์แจ่มใสเช่นนั้น ด้วยความเมตตาเช่นนั้นแล้ว ฉันล่ะ ฉันเคยเหลียวมองดูพี่น้องของฉันบ้างหรือไม่ และฉันมองพวกเขาอย่างไร ฉันมองเขาด้วยสายตาแบบเดียวกันกับที่พระเจ้าทรงทอดพระเนตรฉันหรือเปล่า... และหากฉันคือผู้ที่พระเจ้าประทับอยู่ หากฉันคือผู้ที่พระเจ้าเข้ามามีบทบาทในชีวิตฉัน อะไรคือบทบาทของฉันต่อเพื่อนพี่น้องของฉัน... แม้เพียงที่จะเริ่มมองดูกันและกันบ้าง มองกันและกันด้วยหน้าตาแจ่มใส สายตาอ่อนโยน นี่ใช่ไหม ที่เป็นพรปีใหม่ เป็นพรประจำวันที่เราให้แก่กันและกัน...

ชอบข้อคิดสะกิดใจของคุณพ่อสมภพ เรืองวุฒิชนะพืช คุณพ่อเพื่อนรุ่นเดียวกัน (รุ่นเดียวกันจริงๆ นะครับ...) ที่โพสต์เมื่อวานนี้ บอกว่า เรามักอารมณ์ดี อารมณ์ขัน มีเมตตา ให้อภัย เรามักยิ้มร่าเริง สนุกสนานและพูดคุยกับคนนอกบ้านที่เราพบเจอตามที่สาธารณะ  หรือกับเพื่อนสมัยเรียน กับเพื่อนร่วมงาน...แล้วกับคนที่บ้าน ที่เราเรียกว่า “สมาชิกในครอบครัว” ล่ะ เรามีท่าทีต่อกันอย่างไร (ขออนุญาตพ่อเพื่อนด้วยนะครับ ขออ้างอิงหน่อย...)

นี่แหละครับพี่น้องที่รัก พระวาจาสัปดาห์นี้ ความคิดมากมายจากการไตร่ตรองระหว่างสัปดาห์นี้ ทำให้ถ้ำพระกุมารที่วัดประจวบฯ ของผม ออกมาแปลกแหวกแนวในความคิดสะท้อนภาพการไตร่ตรองพระวาจาจริงๆ ครับ... ถ้านี้จะโผล่ขึ้นมาพอดีวันที่ 24 ครับ ฮิฮิ

พี่น้อครับ นี่แหละ เรามีเวลามากกับคนนอกบ้าน เราหมดรอยยิ้มไปมากมาย เราคอยลูกค้าได้มากมาย เราง้องอนกันมากจริงๆ เราให้ทุกอย่างกับคนนอกบ้าน... แต่สุดท้าย ไม่มีที่ ไม่มีที่ ไม่มีที่ กับผู้ที่นำความรอดพ้นมาให้เรา... ไม่มีที่จริงๆ ในใจของเราสำหรับคนในครอบครัว คนในบ้านของเรา สายตาเราเหนื่อยอ่อน ไม่อาจจะมองกันด้วยความอ่อนโยนต่อไปอีก รอยยิ้มของเราหมดทุกครั้งที่กลับบ้าน เพราะให้ลูกค้าหมด แต่... แล้วใครล่ะที่เติมพลังเรา ให้เราออกไปยิ้มให้ลูกค้าอีกในวันต่อไป... แต่หลายครั้ง กลับบ้านทีไร หมดทุกที ซึ่งรอยยิ้มที่แจกไปทั่วระหว่างวัน... แววตาอ่อนหวาน อ่อนโยน กลับโรยราทุกครั้งเมื่อกลับบ้าน...

ข้าแต่พระเจ้า พระเนตรของพระองค์อ่อนโยนเหลือเกิน ขอให้ลูกมองดูพี่น้องของลูกๆ ทุกๆ คน ด้วยสายตาอ่อนโยนเช่นพระองค์บ้างเถอะ เพื่อชีวิตของลูกที่พระองค์ทรงเข้ามามีบทบาท จะได้เป็นพระพรของทุกๆ คน เสมอ เสมอ และเสมอไป อย่างไม่ละสายตาอ่อนโยนนี้ไปจากใครๆ เลย.

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

วันเสาร์ที่ 22 ธันวาคม 18 สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลเตรียมรับเสด็จพระคริสตเจ้า
บทอ่าน 1ซมอ 1:24-28 / ลก 1:46-56
ท่านรู้จักพระเมตตาและความกรุณาของพระเป็นเจ้าหรือไม่?บรรดาผู้ที่หิวกระหายอยากได้พระเป็นเจ้าจะไม่ผิดหวัง พระเป็นเจ้าเองจะเติมเต็มพวกเขา ด้วยผลของสันติสุข ความยินดี และความชอบธรรม เราเห็นความรักอันไม่มีขอบเขตของพระเป็นเจ้า ได้แสดงออกในคำสัญญาที่จะมอบพระผู้ไถ่ ขณะที่เหตุการณ์ต่างๆได้นำไปสู่การประสูติของพระผู้ไถ่ ที่ได้เผยแสดงผ่านทางการทำนายของบรรดาประกาศก คำสัญญาและคำสวดภาวนา ของพันธสัญญาเดิม ได้เป็นจริง เพราะว่า “พระเป็นเจ้าทรงรักโลกอย่างมาก จนว่า พระองค์ได้ประทานพระบุตรแต่องค์เดียวให้แก่เรา (ยน 3:16)
พระวรสารของนักบุญลูกาได้เผยแสดงให้เห็นการประทับอยู่ และอำนาจของพระจิตเจ้า ในชีวิตของพระแม่มารีอา เมื่อนางเอลีซาเบธและพระแม่มารีอาได้ทักทายกัน ท่านทั้งสองก็เต็มไปด้วยพระจิตเจ้า และด้วยความยินดีล่วงหน้า ต่อคำสัญญาของพระเป็นเจ้า จะเป็นอันสำเร็จไป คือ การมอบพระผู้ไถ่ให้แก่เรา ยอห์น บัปติสต์ แม้ก่อนที่พระเมสสิยาห์จะบังเกิดมา ได้ชี้ให้เห็นการเสด็จมาของพระองค์ และได้โลดเต้นด้วยความยินดี ขณะที่ยังอยู่ในครรภ์ของมารดา ขณะที่พระจิตเจ้าได้เผยแสดงให้ท่านเห็น การประทับอยู่ของกษัตริย์ที่จะบังเกิดมา พระจิตเจ้าคือพระพรที่พระเป็นเจ้าทรงมอบให้แก่เรา เพื่อช่วยให้เราสามารถรู้และมีประสบการณ์ ของการประทับอยู่ของพระเป็นเจ้า และอำนาจของพระอาณาจักรของพระองค์ พระจิตเจ้าคือหนทาง ที่พระเป็นเจ้าทรงปกครองภายในตัวเรา
มีคนจำนวนมากซึ่งถูกกดดัน เพราะการคาดหวังจากคนอื่น ที่ทำให้พวกเขารู้สึกผิดหวัง เป็นคนน่าสงสาร และสับสนเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาควรจะทำ แต่มีเส้นทางที่จะเจริญชีวิตอย่างเรียบง่าย เต็มไปด้วยความยินดี มีชีวิตที่สงบ และคำตอบก็คือ การเรียนรู้ที่จะให้พระจิตเจ้าเป็นผู้นำทาง ไม่ใช่ประเพณี หรือการคาดหวังจากคนอื่น...ปรีชาญาณทางโลก คือ การกระทำสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ส่วนปรีชาญาณของพระเป็นเจ้า คือ การกระทำในสิ่งที่พระจิตเจ้าดลใจให้ทำ.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

เชิญฟังเสียงคพ.พงศ์เทพ ประมวลพร้อม อธิบายพระคัมภีร์มิสซาวันอาทิตย์นี้ค่ะ

https://youtu.be/4dQo-uSJNH4

view