สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันพุธที่ 26 ธันวาคม 2018 ฉลองนักบุญสเทเฟน ปฐมมรณสักขี

วันพุธที่ 26 ธันวาคม 2018 ฉลองนักบุญสเทเฟน ปฐมมรณสักขี

🍄หลายพันครั้งในประวัติศาสตร์
มีทารกเกิดมาเป็นพระราชา
แต่มีเพียงประวัติศาสตร์หนึ่งเดียวเท่านั้น
มีจอมราชาเกิดมาเป็นทารก

📚บทอ่านประจำวันพุธที่ 26 ธันวาคม 2018
ฉลองนักบุญสเทเฟน ปฐมมรณสักขี
https://www.youtube.com/watch?v=GgE-uXMi5nw&t=13s

🌻Gloria In Excelsis Deo
https://youtu.be/zjfM_IuTOSg

🌸🌸🌸🌸🌸🌸🌸🌸🌸

วันพุธที่ 26 ธันวาคม 2018
ฉลองนักบุญสเทเฟน ปฐมมรณสักขี
อ่าน
กจ 6:8-10; 7:54-60
มธ 10:17-22

เมื่อเผชิญสถานการณ์ของการเบียดเบียน
ถูกใส่ร้าย ตัดสิน อย่างไม่เป็นธรรม
พระเยซูเจ้าทรงสอนบรรดาศิษย์..
ไม่ให้วิตกกังวลถึงการตอบโต้
แต่จงสนใจที่จะยืนหยัด ซื่อสัตย์ในความจริง

กิจการอัครสาวกบันทึกเรื่องราว เมื่อสเตเฟน
เปี่ยมด้วยพระหรรษทาน ปรีชาญาณของพระเจ้า
ท่านไม่กังวลถึงสิ่งใดอีกต่อไป แม้นต่อหน้าความตาย
ท่านสามารถ ภาวนามอบวิญญาณของตนแต่พระที่ตนเชื่อ
พร้อมกับ อภัยโทษ คนที่ได้ทำผิดต่อท่าน

ด้วยใจที่ร้อนรน ซื่อสัตย์มั่นคง ของท่านนักบุญสเทเฟน
ในหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย แม้นต้องเสี่ยงชีวิต ท่านก็ไม่กังวล
ยังคงสนใจ ที่จะประกาศพระวาจา พาคนเข้ามารู้จัก
และรักพระเจ้า สิ่งนี้ทำให้ท่าน ได้รับเกียรติ
กลับกลายเป็นมรณสักขีองค์แรกของพระศาสนจักร

หมายเหตุ..
ข้อเสียของความกังวล คือ
มันไม่ได้ช่วยให้อนาคตดีขึ้น
แต่กลับทำให้ปัจจุบัน แย่ลง..

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”

วันพุธที่ 26 ธันวาคม 2018

ฉลองนักบุญสเตเฟน ปฐมมรณสักขี

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“แต่ผู้ที่ยืนหยัดจนถึงวาระสุดท้ายก็จะรอดพ้น...” (มธ 10:17-22) 

หนทางของการเป็นศิษย์พระเยซูเจ้านั้น

คือหนทางที่เดินตามเสียงของพระจิตเจ้า

ไม่ต้องกังวลว่าจะทำอะไร หรือจะพูดอะไร

แต่พระจิตเจ้าจะทรงนำฉันไป

เพียงเดินตามเสียงของพระองค์ด้วยความวางใจเท่านั้น

เพราะ ผู้ที่ยืนหยัดมั่นคงเท่านั้น จะรอดพ้นได้...

________________

วันที่ 25 ธันวาคม เมื่อวานนี้ พระศาสนจักรฉลองการบังเกิดมาของพระเยซูเจ้า และวันนี้ วันที่ 26 ธันวาคม พระศาสนจักรได้ให้เราทำฉลองวันเกิดในสวรรค์ของปฐมมรณสักขี คือนักบุญสตีเฟน ผู้ที่เกิดใหม่ในสวรรค์ด้วยผลแห่งการบังเกิดของพระเยซูในชีวิตของท่าน

เมื่อครั้งที่ผมเป็นเณรในคณะฟรันซิสกัน เมื่อปี 2015 ผมจำได้ว่า ผมเข้ามาในบ้านเณรที่ประจวบฯ แห่งนี้ เพียงสามวัน ผมตัดสินใจลาออกครับ เพราะสิ่งต่างๆ ที่ผมพบในการอบรมของคณะเวลานั้น มันไม่ใช่การอบรมครับ มันเป็นการทำลายสิ่งดีๆ ในบ้านอบรม จนผมไม่เคยรู้สึกว่านั่นเป็นบ้านเณร แต่มันเหมือนโรงแรม และด้วยชีวิตของผู้ที่เคยเป็นเณรมาก่อน ผมทราบดีว่า บ้านเณรควรเป็นเช่นใด แต่ทว่า เวลานั้น ที่ที่ผมอยู่ ที่ที่เรียกว่า บ้านเณรนั้น มันไม่ใช่ครับ มันเป็นดังซ่องโจร เป็นที่พักธรรมดาๆ ของผม ซึ่งผมไม่ได้ตัดสินใจจะเข้ามาอยู่ที่นั่น แต่ผมตัดสินใจเข้าบ้านเณรครับ... บรรยากาศแบบนั้น ผมคิดเอาตัวเองออกจากบ้านนี้ให้เร็วที่สุด ผมผิดหวัง ผมเสียใจที่สมัครเข้ามาในคณะฟรันซิสกัน และถูกส่งมาอยู่ที่นี่ ปี 2015 จึงเป็นปีที่ผมทุกข์ยาก เสียความรู้สึก ท้อถอย ท้อแท้ที่สุดในชีวิต ด้วยมันเป็นสิ่งที่ไร้เหตุผลที่ผมต้องทนกับความไม่ถูกต้องหลายๆ อย่าง... ที่สุดครับ ก็มีหลายเหตุการณ์ที่ผมต้องเล่นละคร ปรับตัวให้สอดคล้องกับสภาพของสมาชิกที่รับการอบรมด้วยกัน ที่อายุรุ่นลูกศิษย์ เพื่อจะอยู่ด้วยกันได้ เพราะพ่ออธิการเข้าข้างพวกเขา หรืออาจจะเข้าข้างตนเองหรือเปล่าไม่ทราบ แต่ท่านไม่กล้าตักเตือนน้องๆ เลย มีแต่คำว่า “ไม่เป็นไร... ไม่เป็นไร...” มันทำให้ผมต้องปรับสี ปรับชีวิตของผม เพื่ออยู่ที่นั่นให้ได้ ทั้งๆ ที่คิดอยากจะออกหลายครั้ง แต่ก็มีแรงผลักดันมากมายให้ผมอดทน และเรียนรู้ ด้วยความรู้สึกว่า นั่นเป็นเพียงช่วงเวลาหนึ่ง ที่พระเจ้าทรงนำผมเข้ามาในการทดลอง และวันนี้... จากสมาชิก 14 คนเวลานั้น ผมเองที่คิดอยากจะลาออกคนแรกเมื่อมาถึงบ้านเณรแห่งนี้ แต่ก็เหลือผมคนเดียวที่ได้ปฏิญาณตนตลอดชีพ เป็นสมาชิกฟรันซิสกันไทยคนแรกในบ้านอบรมแห่งนี้...

“แต่ผู้ที่ยืนหยัดจนถึงวาระสุดท้ายก็จะรอดพ้น...” (มธ 10:17-22) ไม่ทราบเหมือนกันครับว่า มันเป็นความบังเอิญอะไรขนาดนั้น ที่น้องคนหนึ่งที่ทำงานที่ลำไทรได้มาเยี่ยมผม เมื่อเขาเห็นสภาพบ้านเณรแห่งนี้ ประโยคนี้ครับ คือประโยคที่เขาบอกผม แต่เวลานั้นผมเศร้ามาก ท้อถอย และไม่อยากอยู่ที่นี่เลย อยากลาออกอย่างเดียว แต่ผู้ใหญ่เชื้อเชิญให้อยู่ต่อทุกครั้งที่คิดจะลาออก น้องคนนี้บอกผมแบบนี้ครับ “ผู้ที่ยืนหยัดจนถึงวาระสุดท้ายก็จะรอด” นี่คือประโยคที่เป็นกำลังใจน้อยๆ เล็กที่ภายหลังมันได้เติบโตเป็นกำลังใจที่ไม่เหือดหายเลย... ผมจึงได้มาถึงวันนี้ และแม้วันนี้ ประโยคนี้ก็ยังเป็นกำลังใจให้ผมต่อไป ในการทำสิ่งที่ถูกต้อง สิ่งที่เหมาะสมกับชีวิตที่ได้รับการเรียกมา ในการเป็นคริสตชน เป็นศิษย์พระเยซู เป็นนักบวช เป็นพระสงฆ์ สิ่งที่ผ่านมาที่ผมเคยท้อแท้ ท้อถอย มันกลับทำให้ผมได้เรียนรู้มากมาย

วันนี้เรื่องราวของนักบุญสเตเฟน ปฐมมรณสักขี ผู้ที่ได้เป็นพยานถึงความจริงและความดีของพระเจ้า แต่ท่านได้รับการเบียดเบียน จนต้องเป็นมรณสักขี นี่คือความมั่นคง นี่คือการยืนหยัดจนถึงที่สุด และท่านก็ได้รับความรอดพ้นด้วยการเป็นมรณสักขีนี้ สิ่งสุดท้ายที่เราทราบจากหนังสือกิจการอัครสาวกที่เราได้อ่านในวันนี้ คือชีวิตที่เป็นคำภาวนาจนลมหายใจสุดท้ายครับ ก่อนที่ท่านจะสิ้นใจ ท่านได้ภาวนาเสียงดังว่า “ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า โปรดอย่าลงโทษพวกเขาเพราะบาปนี้เลย” (กจ 6:8-10: 7:54-60) นี่คือประจักษ์พยานแห่งการยืนหยัดมั่นคง ถึงชีวิตของการเป็นศิษย์พระเยซู คือการกระทำแบบพระเยซูพระอาจารย์ คือชีวิตของผู้ที่พระเจ้าประทับอยู่ คือชีวิตของผู้ที่ยอมให้พระเจ้าเข้ามามีบทบาท และเขาก็ยืนหยัดมั่นคงจนวาระสุดท้าย ท่านชนะครับ...

แม้เวลานั้น ผมถอดใจแล้ว คิดจะลาออกอย่างเดียว ประโยคนี้เข้าหูผมข้างหนึ่งแล้วออกอีกข้างหนึ่ง ผมไม่อยากฟังครับ “แต่ผู้ที่ยืนหยัดจนถึงวาระสุดท้ายก็จะรอดพ้น...” และผมไม่สนใจไตร่ตรองอะไรทั้งสิ้น อยากออกอย่างเดียวครับ เพราะชีวิตมันแย่เหลือเกิน ผมไม่ได้มาเป็นฟรันซิสกัน เพราะไม่มีทางออก ไม่มีทางไป แต่ผมมีอนาคตของผม แต่ทำไมที่นี่ ผมต้องทนอะไรมากมายขนาดนั้น ในความไม่ยุติธรรม ความไม่ถูกต้องที่แสนแย่เหลือเกิน ผมไม่อาจปรับสี ปรับชีวิตของผมตามสภาพสังคมเช่นนั้นได้อีก นั่นคือผมต้อง “ทวนกระแส” ครับ และมันทรมานที่สุดตลอดเวลาหนึ่งปีที่ประจวบฯ ปีแรกของการเป็นเณรในคณะฟรันซิสกัน... แต่ไม่ทราบว่า ทำไม ผมไม่เคยลืมประโยคนี้เลย ประโยคที่น้องคนนั้นบอกผมวันนั้น ... มันเป็นประโยคที่พระเจ้าตรัสกับผมผ่านทางน้องชายคนนั้นกระมังครับ “แต่ผู้ที่ยืนหยัดจนถึงวาระสุดท้ายก็จะรอดพ้น...” (มธ 10:17-22)

นี่คือชีวิตศิษย์พระเยซูครับ พี่น้องที่รัก เราคงยังต้องสวนกระแสของโลกแน่ๆ หากเราเป็นศิษย์พระเยซูเจ้าในวันนี้ ชีวิตของเราต้องยืนหยัดมั่นคงในการดำเนินชีวิตตามพระวรสารครับ เราถอยไม่ได้ วันนี้ขอให้เรายืนหยัดมั่นคงเท่านั้นพอ สิ่งต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น พระจิตของพระเจ้าผู้ทรงประทับในชีวิตเราจะตรัสในตัวเรา และจะนำเราไป...

พี่น้องที่รักครับ โลกเราวันนี้แรงเหลือเกิน เป็นคริสตชนวันนี้เหนื่อยกว่าใครๆ แต่หากเรายืนหยัดมั่นคงจนถึงที่สุด เราก็จะรอดพ้นได้... เราจะจากโลกนี้ ที่เป็นเต้นท์ที่จะถูกเก็บพับ และกลับสู่บ้านถาวรในสวรรค์ บ้านของเรา ด้วยความรักและเมตตา ให้อภัยจนถึงที่สุด แบบนักบุญสเตเฟนที่เราฉลองในวันนี้ ไม่มีความเจ็บแค้นเคืองโกรธใดๆ ที่ต้องนำไปด้วยในวันสุดท้าย มีแต่ความวางใจในพระเจ้า ที่มาของความชื่นชมยินดีของชีวิตคริสตชน

ข้าแต่พระเจ้า ขอพระพรนี้สำหรับลูกเถิด ให้ลูกวางใจในพระองค์บนหนทางที่พระองค์ทรงเรียก ให้หัวใจลูกเปิดออก เพื่อฟังเสียงของพระจิตของพระองค์เสมอ เพื่อลูกจะสามารถยืนหยัดมั่นคงท่ามกลางโลกวันนี้ ลูกจะสามารถยิ้มได้เสมออย่างพระองค์ที่แม้ประสูติในความยากลำบาก แต่พระองค์ทรงยิ้ม และกางแขนออกต้อนรับทุกคน ด้วยพระองค์เสด็จมาเพื่อเป็นสิ่งนี้ เพื่อเป็นกำลังใจของลูกทุกคน ข้าแต่พระเจ้า ลูกขอบคุณพระองค์.

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

วันพุธที่ 26 ธันวาคม 18 ฉลองนักบุญสเทเฟน ปฐมมรณสักขี
บทอ่าน กจ 6:8-10,7:54-60 / มธ 10:17-22
อะไรคือความสัมพันธ์ระหว่างเมืองเบธเลเฮมและเขากัลวาลิโอ การประสูติของพระเยซูเจ้า พระผู้ไถ่ และมหาทรมานและการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน? เหตุผลที่สำคํญที่พระบุตรของพระเป็นเจ้าเสด็จมาบังเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อไถ่กู้เรา จากการเป็นทาสของบาป ความตาย และมอบชีวิตใหม่ให้แก่เรา ทำให้เราเป็นบุตรของพระเป็นเจ้า วิถีทางเพื่อรับเกียรติยศในพระอาณาจักรของพระเป็นเจ้า คือ การแบกไม้กางเขน ถ้าเราต้องการที่จะมีส่วนในเกียรติยศของพระองค์ เราจะต้องแบกกางเขนทุกวัน และติดตามพระองค์ไป
ในวันนี้เราฉลองนักบุญสเทเฟนปฐมมรณสักขี ชื่อของท่านมีความหมายว่า”มงกุฎ” และท่านเป็น คริสตนคนแรก ที่ได้รับมงกุฎของมรณสักขี เมื่อบรรดาอัครสาวกต้องการคนมาช่วยเหลือ ในงานด้านความช่วยเหลือทางด้านวัตถุ ต่อหญิงม่ายและคนยากจน พวกท่านได้แต่งตั้งสังฆานุกรจำนวน 7 องค์ ซึ่งรวมทั้ง สเทเฟนด้วย “ซึ่งเป็นบุคคลที่มีความเชื่อและเต็มเปี่ยมด้วยพระจิตเจ้า”(กจ 6:5) พระเป็นเจ้าทรงทำอัศจรรย์ผ่านทางสเทเฟน ซึ่งพูดออกมาด้วยปรีชาญาณ จนผู้ที่ได้รับฟังต่างยินดีเป็นผู้ติดตามพระเยซูเจ้า ศัตรูของพระศาสนจักรมีความโกรธแค้นมาก ที่เห็นคำเทศน์สอนของสเทเฟนประสบความสำเร็จ พวกเขาได้ฉุดกระชากท่านออกไปนอกกรุงเยรูซาเล็ม และท่านได้ถูกก้อนหินถุ่มตายจนเสียชีวิต และคนๆหนึ่งที่ได้เห็นการเป็นมรณสักขีของสเทเฟน คือ เซาโล ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นเปาโล
พระเยซูเจ้ามิได้ลังเลที่จะบอกกับบรรดาสานุศิษย์ของพระองค์ว่า พวกเขาหวังสิ่งใดที่ติดตามและรับใช้พระองค์ และพระองค์ได้ตรัสว่า “นี่คืองานของเราสำหรับพวกท่าน คือ งานที่โหดร้ายและเลวร้ายที่สุด ที่ ท่านยินดีจะรับหรือไม่?” งานนี้จึงไม่ใช่วิถีทางฝ่ายโลก ที่มุ่งเฉพาะเรื่องเกียรติยศ อำนาจ และความสำเร็จ นักบุญสเทเฟนที่เราฉลองในวันนี้ คือ บุคคลที่เข้าใจพระวาจาของพระเยซูเจ้าได้ดีที่สุด ท่านจึงยอมตายเป็นมรณสักขี แต่เลือดที่ท่านได้หลั่งลงไปบนผืนดินนั้น ได้ทำให้เกิดผลมากมาย คือ มีคนจำนวนมากได้สมัครเข้ามาเป็นคริสตชน และหนึ่งจำนวนนั้น คือ เปาโล.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view