สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วิธีการแพร่ธรรมแบบพระเยซูเจ้า

วิธีการแพร่ธรรมแบบพระเยซูเจ้า


แบ่งปันโดยคุณพ่อสุวนารถ กวยมงคล
ถอดความและเรียบเรียงโดย ตะเกียง
เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2561


ขณะนี้พระศาสนจักรเน้นให้เราทำการประกาศข่าวดีใหม่ แม้ว่าข่าวดี ความรักของพระเจ้าจะเป็นแบบเดิมที่รักเรามากเท่าไหร่ก็ยังคงรักเหมือนเดิมเสมอไม่มีลดลงเลย แต่คำว่า “ข่าวดีใหม่” ให้ความหมายว่าขณะนี้เราอยู่ในโลกยุค4.0 การประกาศข่าวดีใหม่คือการปรับตัวเข้ากับยุคสมัยโดยเป็นการประกาศแบบใหม่ให้มีความชัดเจน จริงจัง มีความหมาย ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น แบบที่ว่าอาจจะไม่ต้องพูดบรรยายเยอะ แต่ไม่ว่าใครก็ตามที่ได้พบเห็นก็จะเกิดความประทับใจ สุขใจไปด้วย เช่นเรื่องของสตรีคนหนึ่งที่จ่ายค่าทางด่วนของตนเองและเผื่อแผ่ไปยังรถที่ตามมาอีก6คัน ทั้งที่ไม่รู้จักกันและบอกให้พนักงานเก็บเงินช่วยบอกคนทั้ง6นั้นด้วยว่าขอให้มีความสุขนะคะ ปรากฏว่า รถทั้ง6คันที่วิ่งตามมาต่างประหลาดใจ มีความสุขและรู้สึกขอบคุณในความใจดีของหญิงแปลกหน้าคนนั้นที่มีต่อพวกเขา เราอยู่ในโลกนี้เพื่อสร้างสิ่งที่ดี สร้างรอยยิ้ม สร้างความหวัง และสิ่งที่สร้างความสุขให้กับมนุษย์ที่แท้จริงคือความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ชีวิตที่มีมิตรภาพ การได้ทำสิ่งดีๆในชีวิต คนเหล่านี้แหละที่จะมีความสุขในชีวิตมาก ชาวสวรรค์จะดีใจมากเมื่อเราสร้างสรรค์สิ่งที่ดีในชีวิตประจำวัน และพระเจ้าทรงรักเราในแบบที่เราเป็นจริงนี่แหละไม่ต้องเสแสร้ง ไม่จำเป็นต้องหล่อ สวยเหมือนใครเขาพระก็รัก พระเจ้าสร้างเรามาไม่เหมือนกันเลยสักคนและเราก็จะเป็นประจักษ์พยานในแบบของเราได้อย่างดีที่สุด โดยทำตามฐานะที่เราแต่ละคนมี ให้เราดูพระเยซูเจ้าเป็นแบบอย่างวิธีการแพร่ธรรมในชีวิตของพระองค์ที่แบ่งออกเป็น3แบบอย่าง คือ
1. พระเยซูเจ้าทรงสอนความจริงเสมอ ไม่เคยอยู่เฉย หลังพระชนมายุ30ปี พระองค์เดินทางตลอดเวลาในช่วงสามปีสุดท้ายของชีวิต เข้าทุกศาลาธรรม ไปทุกที่ ทุกเส้นทางที่จะไปได้ ตอบทุกคำถาม เคลื่อนไหวไม่ยอมหยุด พวกเราก็เช่นกันหากทำอะไรได้ก็จงทำ อย่าปล่อยให้ชีวิตอยู่เฉยๆ เพราะเวลาที่ผ่านไปมีค่ามาก อย่ามัวแต่หยุดน้อยใจ ท้อแท้กับชีวิต แต่ให้เราพยายามทำหน้าที่ของเราอย่างดีที่สุดในแบบของเราก็พอแล้วโดยไม่ต้องไปเปรียบเทียบกับคนอื่น เหมือนเรื่องของมิชชันนารีคุณพ่อคนหนึ่งอายุ80ปีทำงานแพร่ธรรมในโรงพยาบาล เมื่ออายุมากขึ้นนัยน์ตาก็เริ่มเสื่อมจนใช้การไม่ได้ กระทั่งคุณหมอบอกให้พักไม่ต้องทำงานแล้ว เมื่อได้ทราบดังนั้นคุณพ่อก็หายไปเดือนหนึ่ง จนคนไข้ในโรงพยาบาลเริ่มถามถึงว่า “ชายที่เป็นเหมือนพระเยซูคนนั้นหายไปไหน?” เมื่อหนึ่งเดือนผ่านไปคุณพ่อคนนั้นก็กลับมาท่ามกลางเสียงทั้งตัดพ้อและให้กำลังใจจากคนไข้ว่าให้ทำหน้าที่ต่อไปเถิดแม้จะตาบอด คุณพ่อจึงตอบว่าที่หายไปไม่ได้น้อยใจหรือหมดกำลังใจหรอก แต่หายไปท่องพระวรสารทั้งสี่ให้ขึ้นใจเพื่อจะทำงานแพร่ธรรมต่อได้โดยไม่ต้องใช้สายตาอ่านจากหนังสือต่างหาก นี่แหละคือแบบอย่างการทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่ เต็มกำลังโดยไม่ย่อท้อ เพราะเราไม่มีเวลาพอที่จะเสียเวลาไปกับสิ่งที่ไม่ดีกับอารมณ์น้อยใจ หมดหวัง เช่นชายคนหนึ่งที่มีความทุกข์มากเพราะภรรยาเสียชีวิตและต่อมาลูกก็ติดยา จนปัจจุบันตัวเขาเองก็ป่วยเป็นโรคที่รักษาไม่ได้ แต่โชคดีที่เขาเป็นคนคริสต์เขาจึงบอกได้ว่า ตนเองไม่ได้โชคร้ายนักหรอก แต่คนที่โชคร้ายที่สุดคือคนที่ไม่รักผู้อื่น ไม่ถือพระบัญญัติทำตามที่พระเจ้าบอก ไม่ศรัทธา เพราะร่างกายและสิ่งต่างๆในโลกนี้เดี๋ยวมันก็จะผ่านพ้นไป
2. พระเยซูเจ้าทรงประกาศและเติมเต็มชีวิตผู้คน ผ่านการเป็นประจักษ์พยานด้วยชีวิตของพระองค์เอง การเป็นประจักษ์พยานชีวิตคือการทำสิ่งที่ดีในชีวิตประจำวันของเรา โดยไม่ลืมว่าเราเป็นลูกที่พระเจ้าทรงส่งมาโดยมีจุดประสงค์ พระองค์ให้ทุกอย่างเกิดขึ้นกับชีวิตเราอย่างมีความหมาย ภาระในชีวิตของเราเป็นเหมือนแอกที่ต้องแบกหนักแต่เมื่อเราให้พระองค์ทรงร่วมแบกไปด้วยกัน แอกก็จะเบาและกลับกลายเป็นประโยชน์ต่อตัวเราเองเสียด้วย นี่คือเรื่องจริง พ่อเองสมัยก่อนต้องพยายามเรียนภาษาอังกฤษอย่างหนัก ลำบากมากเพราะไม่เก่งเหมือนคนอื่น พ่อต้องใช้ความพยายามและขยันหมั่นเพียรมาก กว่าจะสอบผ่านในแต่ละชั้นเรียนในขณะที่คนทั่วไปทำได้อย่างสบาย แต่ผลที่เกิดขึ้นนั้น ทุกวันนี้พ่อสามารถอ่านหนังสือภาษาอังกฤษเล่นได้อย่างสบายๆ ในการเป็นประจักษ์พยานด้วยชีวิตนั้นมีตัวอย่างของคุณพ่อคนหนึ่งที่ไม่เคยบอกลูกเลยว่าที่เขาออกจากบ้านตั้งแต่หกโมงเช้าทุกวัน ทั้งที่เข้างานแปดโมงเช้าและที่ทำงานอยู่ใกล้บ้านมาก จนลูกของเขาแปลกใจถามว่าทำไมพ่อต้องไปเร็วขนาดนั้น เขาจึงบอกลูกว่าข้างๆออฟฟิศของพ่อมีวัดอยู่ ทุกวันพ่อจะไปก่อนเวลาเพื่อจะได้แวะวัดเข้ามิสซาแล้วจึงไปทำงาน พ่อซึ่งไม่เคยพูด ไม่เคยรบเร้าเรื่องเข้าวัดกับลูก แต่ปรากฏว่าเมื่อลูกของเขารู้เรื่องนี้เข้า ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาลูกไม่เคยขาดวัดอีกเลยแม้แต่ครั้งเดียว นั่นเพราะได้เห็นแบบอย่างที่ดีจากพ่อของเขานั่นเอง
3. พระเยซูเจ้าทรงทำอัศจรรย์ทั้งรักษาและแบ่งปัน ด้วยการอยู่ร่วมกันกับบรรดาศิษย์ พระเยซูเจ้าภาวนากับลูกศิษย์ ร่วมรับประทานอาหารและเดินร่วมทาง พระองค์อยู่ใกล้ชิดกับลูกศิษย์เสมอ ดังนั้นเราก็จงอย่าลืมการภาวนา เวลาไม่สบายใจหรืออะไรก็ตามให้ภาวนาไว้เสมอ พวกเราที่เดินทางอยู่ในโลกนี้หลายครั้งมัวพะวงกับสิ่งต่างๆมากมายในโลกจนลืมสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเราไป สิ่งนั้นคือการที่พระเจ้าทรงพอพระทัยให้ชีวิตเราได้ก้าวกระโดดออกไปยังพระอาณาจักรสวรรค์คือชีวิตนิรันดร เพราะแท้จริงแล้วเราต่างเป็นเทวดาที่พระเจ้าส่งมาเพื่อต่อสู้ฟันฝ่า สร้างสรรค์ ช่วยให้ความหวังแก่โลก เรามีปีกเทวดาที่มองไม่เห็นที่จะค่อยๆงอกออกมาเรื่อยๆทุกครั้งที่เราทำสิ่งที่ดี เราต้องทำความดีเพราะเราเป็นลูกพระและเรามีพระเดินด้วยในชีวิตเสมอ ไม่ว่าสุขหรือทุกข์ในชีวิตทุกอย่างจะนำบุญกุศลมาให้ทั้งสิ้น เพราะทุกอย่างล้วนเป็นพระพรสำหรับลูกของพระเจ้า ไม่ใช่แค่การไปทำบุญในวัด แต่คือการใช้ชีวิตกับผู้คนแม้จะทำอะไรไม่สำเร็จพระเจ้าก็ยังคงเดินอยู่ด้วย และแม้ในบรรดาอัครสาวกเองบั้นปลายจะต้องตายเป็นมรณสักขีกันทุกคนยกเว้นนักบุญยอห์น หรือบรรดามิชชันนารีที่ต้องถูกเบียดเบียนอย่างหนัก แต่พวกท่านก็ยังกล้าหาญ อดทนต่อการเบียดเบียน พ่อคิดว่าความทุกข์ยากลำบากชั่วคราวในโลกนี้พระเจ้าคงเห็นว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นของมนุษย์สำหรับความรอดพ้นของวิญญาณ แต่ไม่ว่าอย่างไรสิ่งที่สำคัญที่เราต้องไม่ลืมคือพระเจ้าทรงอยู่ด้วยกับเราเสมอ นี่คือสิ่งที่ลึกซึ้งและถาวร เหมือนเรื่องของคุณตาคนหนึ่งไปเยี่ยมคุณยายผู้เป็นภรรยาเป็นโรคอัลไซเมอร์ทุกเช้าที่โรงพยาบาลไม่เคยขาด เวลาเยี่ยมคุณตาก็จะเล่าให้คุณยายฟังถึงสิ่งต่างๆในชีวิตที่ผ่านมาโดยไม่เบื่อหน่ายแม้คุณยายจะจำอะไรไม่ได้เลย จนคนที่พบเห็นต่างบอกคุณตาว่าอย่าพูดให้เหนื่อยไปเลยคุณยายจำอะไรไม่ได้หรอก แต่คุณตากลับยิ้มและตอบว่า แม้คุณยายจะจำไม่ได้ก็ไม่เป็นไรไม่สำคัญ แต่ผมจำได้ก็พอแล้วว่าผมเป็นสามีของเขา เช่นกันพวกเราเองที่ไม่ว่าใครจะมองอย่างไรก็ไม่สำคัญเท่ากับที่เราต้องรู้ตัวอยู่เสมอว่าเราเป็นลูกของพระซึ่งเป็นสาเหตุที่เราจะต้องแพร่ธรรมทำความดี

พระเยซูเจ้าทรงเป็นแบบอย่างให้แก่เรา ทรงถ่ายทอดชีวิตที่ดี ทรงทำง่ายๆอย่างชัดเจนโดยใช้เหตุผล พระองค์เปรียบเทียบทั้งอุปมาอุปมัย สอนด้วยชีวิตที่เป็นประจักษ์พยานด้วยชีวิตของพระองค์เอง พระเยซูเจ้าทรงสอนเรื่องพระอาณาจักรสวรรค์บ่อยมาก คล้ายว่าในโลกนี้เราจะต้องทำให้เป็นสวรรค์ให้ได้แม้จะไม่สมบูรณ์ก็ไม่เป็นไร แต่สำหรับโลกหน้าจะเป็นสวรรค์อย่างแน่นอน อาณาจักรสวรรค์เปรียบเหมือนไข่มุก เหมือนที่ดินที่มีสมบัติ พระองค์ตรัสถึงบ่อยๆเพื่อบอกเราว่า ที่นี่ โลกนี้ไม่ใช่บ้านของเรา แต่ในโลกนี้ที่เราต้องพยายามให้เต็มที่เพราะพระพรมีให้จำกัดแค่ในโลกนี้เท่านั้น พ่อคิดว่าจำนวนประชากรของคริสตังเราไม่จำเป็นต้องมีมากก็ได้ แต่ที่มีอยู่แล้วควรที่จะเป็นคริสตังอย่างแท้จริง และเชื่อได้เลยว่าถ้าพี่น้องต่างศาสนาได้สัมผัสได้รู้จักคริสตังแท้แล้วก็ต้องอยากกลับใจอย่างแน่นอน เพราะถ้าของเราดีจริง ทำให้ชีวิตมีความหวังมีความสุข เราต้องขอบคุณที่อาดัมและเอวาทำบาปจึงทำให้เรามีโอกาสได้รู้จักความรักของพระเจ้าผ่านทางพระเยซูเจ้าที่ลงมาสิ้นพระชนม์เพื่อเรา ศาสนาที่แท้จริงควรทำให้คนที่นับถือแล้วมีความสุขแบบอิ่มเอิบมีชีวิตชีวา ซึ่งพ่อพบเห็นได้เสมอในพี่น้องที่ศรัทธามาวัดสม่ำเสมอ และอย่าลืมว่าพระเจ้าจะให้เราอยู่ในโลกนี้ทำไม ถ้าชีวิตของเราวันหน้าจะไม่ดีกว่านี้ การได้เกิดมาก็ถือเป็นโชคดีมากแล้วที่ให้เรามีโอกาสได้สะสมพระพร และถ้าเราทำชีวิตได้ตามสิ่งที่พระเจ้าสอนซึ่งเป็นความจริง เป็นคนดี ศรัทธาไปวัดสม่ำเสมอ มีใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่คนรอบข้าง ก็แน่นอนว่าเราจะต้องเป็นคนที่มีความสุขแท้เพราะเรามีชีวิตอยู่ในความจริง และอาณาจักรสวรรค์ของเราได้เริ่มขึ้นแล้วตั้งแต่ในโลกนี้  


ขอเชิญผู้สนใจร่วมกิจกรรมสนทนาธรรม(แบ่งปันโดยคุณพ่อเอกมัย เหลือหลาย)
โดยกลุ่มฆราวาสแพร่ธรรม(ตามหาลูกแกะหลงทาง) ทุกวันอาทิตย์สัปดาห์ที่สี่ของเดือน ณ ห้องประชุม ชั้นสอง
ตึกวันทามารี วัดเซนต์หลุยส์ ติดต่อสอบถามได้ที่คุณจอน วิริยะอรรควุธิ โทร. 081 490 9371
สามารถดูบทความแบ่งปันย้อนหลังได้ที่ www.Palungjai.com

view