สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

แบบอย่างชีวิตจากความสุขและความทุกข์7ประการของแม่พระ

แบบอย่างชีวิตจากความสุขและความทุกข์7ประการของแม่พระ


แบ่งปันโดยคุณพ่อเอกมัย เหลือหลาย 
ถอดความและเรียบเรียงโดย ตะเกียง
เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2561


วันนี้พ่อชวนให้เราได้มองดูชีวิตของแม่พระ ซึ่งมี2ด้านคือทั้งความสุขและความทุกข์ คำว่ามารีย์ มีเรียมหรือชื่อของพระแม่มารีอานี้มีความหมายว่าความงดงามของพระเจ้า เป็นความงามที่พระเจ้ามอบให้แก่หญิงคนหนึ่ง ซึ่งในเวลาที่เกิดมาในโลกนี้ไม่มีใครจะงดงามเท่ากับแม่พระอีกแล้ว ดังที่เราจะเห็นได้ว่าทุกวันนี้ภาพที่งดงามของแม่พระได้ถูกส่งต่อกันอย่างแพร่หลายในสื่อโซเชียลต่างๆ และพวกเราเองซึ่งเป็นลูกของแม่พระด้วยต่างก็มีความงดงามเช่นกันในฤทธิ์กุศลที่เราได้รับจากพระแม่ ซึ่งไม่ใช่แต่ภายนอกแต่เป็นจิตวิญญาณ ให้เราได้ยกจิตใจขึ้นชื่อชมความงามของพระเจ้าผ่านทางใบหน้าของพระแม่มารีย์ ในการเกิดมาของแม่พระในวัยเยาว์ มารดาของพระนางมารีย์คือนักบุญอันนา และบิดาของแม่พระคือนักบุญยออากิม แม่พระเกิดมาจากครอบครัวที่อบอุ่นและมีความเชื่อในพระศาสนา บทบาทของแม่พระกับคริสตชนนั้นพระศาสนจักรอยากจะบอกกับเราว่าพระนางมารีย์เป็นผู้ที่ได้บังเกิดมาและเดินร่วมทางกับเราในโลกนี้ และเพราะแม่พระคือความงามของพระเจ้า เราจึงเห็นชีวิตของแม่พระและครอบครัวศักดิ์สิทธิ์ในความหมายเหล่านี้ คำว่าเยซูมีความหมายว่า ความรอดพ้นของพระเจ้าที่ได้ประทานผ่านทางพระนางมารีย์ ชื่อโยเซฟมีความหมายว่า การคุ้มครองป้องกันของพระเจ้า ดังนั้นครอบครัวศักดิ์สิทธิ์คือทั้งพระนางมารีย์ พระเยซูเจ้า และนักบุญยอแซฟ จึงเป็นที่คุ้มครองป้องกันความงดงามและความรอดพ้นของพระเจ้าที่ได้เข้ามาในโลกนี้


ในการแบ่งปันครั้งนี้เราจะมาดูกันว่าอะไรคือความสุข-ความทุกข์ของแม่พระ และอะไรคือความสุข-ความทุกข์ในชีวิตคริสตชนเราด้วยเช่นกัน 


ความสุขประการแรกของแม่พระคือการที่พระเจ้าได้มาปรากฏ คือพระเยซูเจ้าที่ได้เข้ามาอยู่ในตัวของพระนางผ่านทางพระจิตเจ้า และถ้าแม่พระเป็นคนที่มีความสุขเพราะมีพระเจ้าสถิตอยู่ในชีวิตของพระนางแล้ว ความยินดีในชีวิตคริสตชนของเราก็เช่นกันคือการที่มีพระเจ้าประทับอยู่ในชีวิตของเราด้วย เป็นความสุขที่ไม่ใช่แค่เรื่องของการกินและดื่ม หรือการมีฐานะดีกว่าคนอื่น แต่ความสุขของคริสตชนคือการที่พระเจ้าทรงทำงานอยู่ในตัวเรา ทรงทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ในตัวเราและได้ให้มากกว่าที่เราปรารถนาเสียอีก ดังเช่นความสุขของแม่พระที่พระเจ้าได้ให้มากกว่าที่พระนางควรจะได้รับ นั่นคือการเป็นมารดาของพระเจ้า นี่คือความสุขของแม่พระ ความสุขของคริสตชนคือการที่เราได้เป็นลูกของพระเจ้าผ่านทางศีลล้างบาปที่นำเรามาสู่การมีชีวิตในพระคริสตเจ้าพระเจ้าของเรา คือการที่พระเจ้าได้เข้ามาประทับอยู่ในตัวเรา แต่หลายครั้งเราอาจลืมและมองไม่เห็นว่าพระเจ้าอยู่ด้วย ทั้งที่จริงแล้วพระเจ้าประทับอยู่เสมอในส่วนลึกจิตใจของเรา ที่ที่เราไม่สามารถใช้สายตาที่จะมองออกไปหรือหูฟังจากสิ่งข้างนอก แต่เราต้องมองเข้ามาในตัวของเอง เพื่อจะได้เห็นพระเจ้าที่ประทับอยู่ในส่วนลึกของจิตวิญญาณ ไม่ใช่เพียงแต่เสียงที่อยู่ข้างนอก แต่เป็นเสียงที่พระเจ้าตรัสอยู่ภายในจิตใจของเรา เหมือนความสุขของแม่พระในเวลาที่ทูตสวรรค์มาแจ้งสาร แม่พระก็ได้ยินเสียงของพระเจ้าที่อยู่ภายในจิตใจของตนเอง นี่คือความสุขจากการได้สัมผัสและมีประสบการณ์กับพระเจ้าภายในตัวเอง มีความสุขใจอยู่ลึกๆว่าพระเจ้าประทับอยู่ด้วย

แม่ที่ตั้งท้องมานาน9เดือน ความรู้สึกเจ็บปวดทรมานได้หายไปทันทีที่ได้เห็นว่าลูกได้เกิด ความสุขของแม่พระไม่ใช่แค่ที่ได้ให้พระกุมารได้บังเกิดเท่านั้น แต่คือความสุขที่แม่พระอยากจะให้กับเราคริสตชนด้วย คือการที่แม่พระได้มอบพระกุมารให้แก่มนุษยชาติ เพราะพระเยซูเจ้าเป็นความยินดีให้กับมนุษย์ทุกคน ทุกๆปีในช่วงเทศกาลคริสต์มาส เราจะได้เห็นบรรยากาศความชื่นชมยินดีตาม
ห้างร้านทั่วไปที่ประดับตกแต่งแสงสีอย่างสวยงาม แสดงให้เห็นว่าพระเยซูเจ้าคือความชื่นชมยินดีของมนุษยชาติทั้งมวล พวกเราคริสตชนก็ต้องถามตัวเองว่ามีความสุขไหมเวลาที่ได้รับศีลมหาสนิท เพราะเป็นพระเจ้าเองที่จะเข้ามาในตัวของเรา และพระองค์ได้กลายเป็นความยินดีให้กับเรา เป็นพระเยซูเจ้าเองที่ต้องการจะให้ความสุขแก่เรา และความสุขของแม่พระก็คือการที่แม่พระได้ให้พระเยซูเจ้าเป็นความยินดีแก่ชาวโลก เพราะหากแม่พระปฏิเสธแผนการของพระเจ้า การเป็นคริสตชนจะไม่มีความหมายอะไรเลยเพราะเราจะไม่ได้เห็นความรอดพ้นของพระเจ้าที่มาสู่พวกเราผ่านทางพระเยซูเจ้า ความสุขของแม่พระก็คือมนุษยชาติได้รับความรอด ได้รับความยินดีผ่านทางพระแม่ซึ่งเป็นคนกลางสำหรับพระเจ้าและมนุษย์ และความสุขของคริสตชนก็คือวันหนึ่งเราจะได้รับความรอด ซึ่งแม้ในตอนนี้เราก็ได้รับแล้วผ่านทางศีลล้างบาป พ่อเชื่อมั่นว่าแม้วันนี้เราจะยังเดินทางอยู่ในโลกนี้ แต่วันหนึ่งที่เราตายไปในฐานะที่เป็น
คริสตชน เราก็จะได้รับความรอดเพราะเรามีพระเยซูเจ้าเป็นความรอดพ้นให้กับเรา การเป็นคริสตชนจึงไม่ใช่การกลัวว่าจะรอดหรือไม่รอด แต่เราได้ความรอดพ้นแล้วผ่านทางแม่พระที่ให้กำเนิดพระเยซูเจ้าซึ่งเป็นพระผู้ช่วยให้รอด และทุกครั้งที่มีบาป มีข้อบกพร่องเราก็สามารถไปแก้บาปได้ โดยที่พระเจ้าไม่เคยปฏิเสธที่จะยกบาปให้ผ่านทางศีลอภัยบาป

พระเยซูเจ้าได้ใช้เวลาเจริญเติบโตขึ้นที่นาซาแรธเป็นเวลาสามสิบปี โดยมีแม่พระเป็นแม่ที่ดีที่สุดที่สามารถอบรมเลี้ยงดูเอาใจใส่ให้การอบรมตามแบบของชาวยิวสมัยนั้น นี่คือความสุขของผู้ที่เป็นแม่คือการได้ทำให้ลูกของตนเองนั้นบรรลุถึงเป้าหมาย แม้พระเยซูจะเป็นลูกของพระเจ้าแต่แม่พระก็ได้เป็นผู้ที่มีส่วนร่วมทำให้แผนการนี้สำเร็จ ในชีวิตของครอบครัวความสุขของแม่คือการที่ได้เห็นลูกเจริญเติบโต ก้าวหน้ามีพัฒนาการ เป็นคนดี แม่พระก็เหมือนแม่ทุกคนที่มีความปรารถนาดีต่อลูกเสมอ การที่พระเยซูเจ้าได้เสด็จไปที่ศาลาธรรมบ่อยๆแสดงให้เห็นว่าแม่พระเลี้ยงลูกแบบติดวัด และความสุขของแม่พระคือทำให้ความรอดของพระเจ้าเกิดขึ้นและเติบโตจนถึงอายุสามสิบ พระเยซูเจ้าจึงเริ่มออกประกาศข่าวดีของพระเจ้า แม้จะไม่ใช่ครอบครัวที่ร่ำรวยมีบิดาเป็นช่างไม้ แต่จากการอบรมเลี้ยงดูของพระแม่ก็เป็นความงดงามที่นาซาแรธ งานแต่งงานที่เมืองคานาก็อาจเป็นได้ว่าเป็นบ้านที่พระเยซูเจ้าเคยไปเป็นช่างไม้ช่วยสร้างให้ เขาจึงได้เชิญพระองค์ไปร่วมในงานเลี้ยงนั้นด้วย

เป็นความสุขของผู้หญิงชาวยิวคนหนึ่งที่เมื่อได้ให้กำเนิดบุตรชายคนแรกและได้ถวายแด่พระเจ้า คือการให้สิ่งที่มีคุณค่าที่สุดของตนแก่พระเจ้า ในการรับศีลล้างบาปของคริสตชนก็เป็นการมอบถวายคืนชีวิตแด่พระเจ้าเช่นกัน ดังนั้นความสุขของเราคริสตชนคือในทุกๆวันเป็นการถวายตนเองแด่พระเจ้า การได้เป็นคนของพระเจ้ามอบตนเองแด่พระเจ้าและพระองค์ก็จะให้เราเป็นเครื่องมือ
ของพระองค์ผ่านชีวิตของเรา ดังที่เราได้เห็นจากชีวิตของแม่พระที่ได้ให้ชีวิตแก่พระเจ้า แก่ทุกครอบครัว และแก่ทุกคนในโลกนี้ 

เหตุการณ์ที่เมืองคานานี้เป็นความยินดีของแม่พระ เพราะเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นอัศจรรย์ที่ลูกของตนได้ทำ คือการที่พระเยซูเจ้าได้เปลี่ยนน้ำให้กลายเป็นเหล้าองุ่น แม่พระมีความสุขที่ได้ช่วยคู่บ่าวสาวจากความยินดีที่ได้หมดไปคือเหล้าองุ่น งานแต่งงานเป็นเรื่องของความสุขความยินดี แต่ในวันนั้นงานแต่งนี้ไม่มีความสุขความยินดีเหลืออยู่เลย แท้จริงแล้วแม่พระคงต้องการจะบอกกับพระเยซูเจ้าว่า
“ตอนนี้คนที่นั่นเขาไม่มีความยินดีเหลืออยู่แล้ว ขอพระองค์ได้โปรดทำอะไรสักอย่างเถิด” แล้วพระเยซูเจ้าจึงได้ให้ความยินดีกลับคืนมาแก่พวกเขาโดยการเปลี่ยนน้ำให้เป็นเหล้าองุ่นชั้นดี นี่คือความสุขของแม่พระที่ได้เห็นคนอื่นมีความสุข และเช่นกันในชีวิตของพวกเราซึ่งเป็นลูกของแม่ แม่พระก็อาจจะมองเห็นได้ว่าความสุขความยินดีได้หายไปแล้ว ตอนนี้แม่พระอาจกำลังวอนขอพระเยซูเจ้าว่า “พวกลูกๆของแม่เหล้าองุ่นในชีวิตหมดแล้ว ความยินดีในชีวิตของพวกเขาหายไปแล้ว ขอให้พระองค์ทำอะไรสักอย่าง เพื่อให้ลูกของพระองค์พบกับความยินดีเถิด” และนี่คือสิ่งที่แม่พระต้องการมากที่สุดคือความสุขในชีวิตของลูกๆพระองค์

ณ เชิงกางเขนได้กลายเป็นความยินดีของแม่พระได้ เพราะเรื่องราวที่ผ่านมาในชีวิตของพระเยซูเจ้าที่แม่พระได้เก็บมารำพึงถึงอยู่ตลอดเวลาได้สำเร็จลง ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนในเวลานี้นี่เอง บนไม้กางเขนนั้นคือความรักที่ยิ่งใหญ่ของพระเยซูเจ้าที่มีต่อมวลมนุษยชาติ ความสุขของแม่อาจเป็นความรักที่มีต่อลูกเพียงแค่คนเดียวแต่สำหรับพระเยซูเจ้า ความสุขของพระองค์คือความรักที่มีต่อมวลมนุษย์ทุกคน คือความรักที่มีบนไม้กางเขน เป็นเครื่องหมายความรักที่ยิ่งใหญ่ ไม่มีความรักใดจะยิ่งใหญ่เท่ากับการที่คนคนหนึ่งยอมตาย สละชีวิตของตนเอง และนี่คือสิ่งที่แม่พระได้มองเห็นบนไม้กางเขนที่พระเยซูเจ้าทรงถูกตรึง กางเขนเป็นเครื่องหมายความรักของพระเจ้าที่มีต่อเรา กางเขนของชาวยิวเป็นเครื่องหมายของฆาตรกร คนชั่ว คนที่ทำผิด แต่สำหรับเราคริสตชนกางเขนเป็นเครื่องหมายของความรอด เป็นเครื่องหมายของความรัก เพราะผ่านไม้กางเขนนี้เองที่ทำให้เราได้รับศีลศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ทั้งศีลล้างบาป ศีลมหาสนิท ศีลอภัยบาป ศีลสมรส ศีลเจิมคนป่วย ต่างก็หลั่งไหลออกมาจากไม้กางเขน เพราะ ณ ที่นี่คือความรักแท้ และความสุขของแม่พระยังคือการที่พระเยซูเจ้าได้ตรัสมอบพระนางให้เป็นมารดาของมนุษยชาติ ไม่ใช่พระแม่ที่วอนขอ แต่เป็นลูกคือพระเยซูเจ้าที่ได้มอบให้พระนางเป็น ณ บนไม้กางเขนที่ซึ่งพระเยซูเจ้ากำลังแสดงออกถึงความรักที่ยิ่งใหญ่ และบอกแม่พระว่าถ้าแม่รักลูก แม่ก็จะต้องรักทุกคนที่อยู่รอบข้างแม่ด้วย ตั้งแต่นั้นแม่พระจึงได้เป็นมารดาของมนุษย์ทุกคนด้วย

เลข7เป็นเลขที่สมบูรณ์ นั่นคือความสุขของแม่พระจบครบบริบูรณ์แล้ว เช่นกันที่ความสุขในบั้นปลายชีวิตของพวกเราคือการได้กลับคืนชีพ สังเกตไหมว่าเหตุใดพระเยซูเจ้าจึงไม่แสดงการกลับคืนชีพแก่พระนางมารีย์ก่อน แต่กลับไปปรากฏแก่บรรดาอัครสาวก นั่นก็เพราะบรรดาอัครสาวกยังไม่มีความเชื่อในเรื่องการกลับคืนชีพของพระเยซูเจ้าต่างจากแม่พระที่มีความสุขและมั่นใจว่าลูกของตนได้กลับคืนชีพอย่างแน่นอน
ไม่มีเหตุการณ์หลังกลับคืนชีพไหนเลยที่พระเยซูเจ้าจะต้องไปปรากฏตัวแก่แม่พระ เพราะแม่พระเป็นผู้ที่เชื่อมั่นในการกลับคืนชีพของพระเยซูเจ้ามากกว่าใคร ไม่จำเป็นที่พระเยซูเจ้าต้องให้ความเชื่อความมั่นใจเพิ่มเติมอะไรอีกแล้ว 


ชีวิตเป็นเหมือนเหรียญที่มีทั้งสองด้าน ถ้าแม่พระมีความสุขก็ต้องมีความทุกข์ด้วยเช่นกัน เช่นเดียวกับชีวิต
คริสตชนของเรา ด้านหนึ่งอาจจะมีความสุขที่ได้เป็นลูกของพระเจ้า แต่ในอีกด้านหนึ่งก็มีความทุกข์ ความเจ็บปวดด้วย และแม่พระเองก็ไม่ได้ปฏิเสธความทุกข์ สิ่งสำคัญคือ ศาสนาคาทอลิกไม่ได้บอกให้เราต้องหนีจากความทุกข์ เพราะพระเจ้ายอมรับความเจ็บปวดผ่านทางความทุกข์เพื่อที่จะประทานความรัก ความรอดพ้นให้แก่เรา แม่พระมหาทุกข์ไม่ปฏิเสธหรือหนีความทุกข์ แต่พร้อมและยอมรับความเจ็บปวดเหล่านี้ เพราะถือว่าไม่ว่าจะเป็นความสุขความยินดีหรือความทุกข์ก็เป็นพระหรรษทานของพระเจ้าที่ได้ประทานให้ ให้เรามาดูอีกด้านหนึ่งของแม่พระคือความทุกข์ ความเจ็บปวด7ประการ ว่าอะไรที่เป็นความทุกข์ของแม่พระ

ในขณะที่แม่พระไปถวายพระกุมารที่พระวิหาร สิเมโอนก็ได้กระซิบกล่าวคำทำนายนี้แก่ท่าน ดังในภาพที่มีดาบ7เล่ม คือบาปต้นทั้ง7ประการ ความทุกข์ที่เป็นดาบทิ่มแทงจิตใจของพระแม่คือบาปจากความผิดของพวกเราที่เป็นลูกของพระนาง การที่ดาบได้ทิ่มแทงใจก็เพราะแม่พระได้รับเอาบาปทุกประการของเราไว้ด้วย เหมือนเวลาที่แม่คนหนึ่งรู้ว่าลูกของตนทำผิด แต่ความทุกข์ใจที่มีระหว่างลูกกับแม่นั้น คนที่เป็นแม่จะมีความเจ็บปวดมากกว่า เป็นความผิดของลูกที่ได้ทำให้แม่เสียใจ นี่คือดาบที่ได้ทิ่มแทงดวงหทัยของพระนางมารีย์ ดังนั้นคำทำนายนี้ก็เป็นจริงเพราะแม่พระได้น้อมรับเอาความเจ็บปวดทั้งหมด โดยเฉพาะความเจ็บปวดจากบาปของพวกเราที่ได้ทำ นี่คือความรักยิ่งใหญ่ของแม่พระที่มีต่อพวกเราทุกคน

ในเหตุการณ์ครั้งนั้นเมื่อเราได้รำพึงก็จะเห็นว่าความทุกข์ของแม่พระคือการที่เด็กๆในรุ่นเดียวกับพระเยซูเจ้าต้องถูกฆ่าตายทั้งหมด การได้รับข่าวร้ายของการฆ่าเด็กทารกผู้วิมลในพระวรสารมีการพูดถึงเสียงร้องโหยหวนของบรรดาแม่ที่ต้องสูญเสียลูก นี่เป็นความเจ็บปวดของความรอด และการหนีไปอียิปต์ก็ไม่ได้เป็นความมั่นคงอะไร ชีวิตที่ต้องแขวนอยู่บนความเสี่ยงและความยากลำบาก 
ในช่วงเวลาของการหนีย่อมไม่มีความสะดวกสบายใดๆทั้งสิ้น ต้องไปอยู่ประเทศของคนต่างด้าว มีแต่เทพเจ้าและพระเท็จเทียม ไม่มีพระเจ้าแท้ของตนอยู่เลย เช่นกันในชีวิตคริสตชนเราที่ต้องอยู่ท่ามกลางพระเท็จเทียมมากมายที่คอยจะทำลายชีวิต หลายครั้งแทนที่เราจะได้ไปวัดก็มีพระเท็จเทียมมาดึงให้เราต้องไปที่อื่น บางครั้งเราก็รู้สึกเจ็บปวดกับสิ่งนี้ 


ความทุกข์ประการนี้ของแม่พระคือการหายไปของพระเยซูเจ้าในชีวิต เมื่อรู้ว่าพระกุมารหายไปก็ออกตามหาจนเจอที่พระวิหาร ให้เราทบทวนความทุกข์ความเจ็บปวดในชีวิตว่าเป็นเพราะอะไรที่หายไปในชีวิต ความทุกข์ของเราคริสตชนคือการที่พระเจ้าหายไปในชีวิตของเรา เป็นความเจ็บปวดที่พระเจ้าไม่ได้อยู่กับเรา เหมือนคนที่ไม่มีพระเจ้าพวกเขาหมดหวังในชีวิตเพราะคุณค่าที่ได้หายไป
ทำให้รู้สึกเจ็บปวดจนคิดสั้นอยากจะทำร้ายตนเอง นั่นเพราะพระเจ้าได้หายไปจากชีวิต นี่เป็นความเจ็บปวดที่สุดของชีวิตคริสตชนคือการไม่เห็นว่าพระเจ้าประทับอยู่ในด้วย

แม่พระเองเป็นคนหนึ่งที่ร่วมเดินทางในพระมหาทรมานของพระเยซูเจ้า และในช่วงหนึ่งมีโอกาสได้พบกับพระเยซูเจ้าที่กำลังแบกไม้กางเขน ความเจ็บปวดของแม่พระประการนี้คือการต้องทนดูพระบุตรทรมานทั้งที่แม่พระอยากจะแบกรับเอาความเจ็บปวดนี้ไว้กับตนเองมากกว่า ในธรรมชาติของความเป็นแม่นั้นความรู้สึกของแม่คือไม่อยากให้ลูกต้องรับในความทุกข์ แม่พร้อมที่จะรับทุกสิ่ง เพื่อให้ลูกไม่ต้องบอบช้ำ ความเจ็บปวดนี้เกิดขึ้นเพราะแม่ไม่สามารถมีส่วนร่วมในเหตุการณ์นี้ได้ แต่ในความเจ็บปวดของแม่พระขณะเดียวกันกลับเป็นความบรรเทาใจของพระเยซูเจ้า เหตุการณ์การเดินทางสู่เขากัลวารีโอเป็นธรรมล้ำลึก และในความเป็นคริสตชนความเจ็บปวดคือการที่เราเห็นความทุกข์ทรมานของเพื่อนพี่น้องในชีวิตประจำวัน ไม่มีคำใดสามารถอธิบายความเจ็บปวดในการพบกันตอนนี้ของแม่พระและพระเยซูเจ้าได้ บางครั้งการพบกันในความเจ็บปวดนั้นไม่ต้องการคำปลอบโยน ไม่ต้องการคำพูดใด แค่การอยู่ด้วย ณ ที่นั่นก็เป็นสิ่งที่สำคัญพอแล้ว เหตุการณ์นี้จึงเป็นการพบกันในความเจ็บปวด เห็นและพบหน้าบรรเทาใจกันโดยไม่ต้องมีคำพูดใด หลายครั้งที่เราไปเยี่ยมคนเจ็บป่วย สิ่งสำคัญคือการที่เราไปอยู่ต่อหน้าเขาโดยไม่ต้องมีคำพูดคำถามอะไรมากมาย เป็นการอยู่เพื่อเป็นความบรรเทาใจให้แก่กัน

ที่นี่คือจุดสุดยอดของความตาย คือที่ที่พระเยซูเจ้ากำลังจะจบชีวิตลง ณ ที่นี่จากแม่ที่เป็นแม่ทางเนื้อหนัง พระนางได้กลายเป็นแม่ทางจิตวิญญาณของมนุษยชาติ ทั้งที่แม่พระอาจไม่ได้ต้องการที่จะเปลี่ยนสถานะภาพที่เป็นแม่ของพระเยซูเท่านั้นแต่เมื่อพระเยซูเจ้าตรัสดังนี้ ความรักที่เหมือนเห็นแก่ตัวที่เคยมีให้แค่ลูกคนเดียวเท่านั้น ในตอนนี้ได้เปลี่ยนไป พระนางกลายเป็นมารดาของ
บรรดาอัครสาวกและมนุษย์ทุกคน นี่อาจเป็นสิ่งที่เจ็บปวดสำหรับคนที่เป็นแม่คนหนึ่ง แต่หากเรามองให้ดีจะพบว่านี่เป็นความอัศจรรย์ที่พวกเราได้มีแม่ฝ่ายจิตวิญญาญ ในทุกครั้งที่เราสวดภาวนา วอนขอ ล้วนผ่านทางแม่พระทั้งนั้น นั่นเพราะพระนางเป็นแม่ของเราทุกคน

แท้จริงแล้วบุคคลที่มีส่วนร่วมติดตามนับตั้งแต่หลังจากบรรดาสาวกได้หนีไปตั้งแต่ตอนที่พระเยซูเจ้าแบกกางเขนจนถูกตรึงสิ้นพระชนม์และนำพระศพลงมาฝังคือพระมารดานี่เอง ไม่มีความทุกข์ใดเท่าการพลัดพรากสูญเสียระหว่างแม่ลูก เป็นแม่พระได้อยู่เคียงข้างลูกตลอดเวลา
แท้จริงเป็นแม่พระเองที่ได้จัดการงานศพ เป็นพระแม่ที่ได้เตรียมการทำทุกสิ่งทุกอย่างให้เรียบร้อยอย่างดีที่สุดให้แก่ลูกตนเอง

ณ ที่นั่นเป็นแม่พระเองที่ต้องเผชิญหน้ากับการจากกันครั้งสุดท้าย ความทุกข์ที่เกิดจากการต้องพรากจากกันที่เป็นความเจ็บปวดอย่างที่สุด ชีวิตของแม่พระเป็นชีวิตหนึ่งเหมือนกันกับเรามนุษย์คนธรรมดา ที่มีการพลัดพราก สูญเสีย มีความทุกข์ทรมาน

และนี่ความสุข-ทุกข์ทั้ง7ประการในชีวิตของแม่พระ เลข7คือเลขที่สมบูรณ์และสิ่งที่พระศาสนจักรอยากจะบอกแก่เราคือให้มีความสมดุลในชีวิต มีความสุขก็มีความทุกข์ได้และมีความทุกข์ก็มีความสุขได้เช่นกัน โดยผ่านทางการฉลองต่างๆของแม่พระในพระศาสนจักร โดยเฉพาะเดือนกันยายนที่มี2เหตุการณ์ด้วยกัน คือแม่พระบังเกิด 8 กันยายน และแม่พระมหาทุกข์ 15 กันยายน และเดือนตุลาคมก็เป็นเดือนแม่พระแห่งสายประคำ แม่พระกับการเป็นคริสตชนจึงเป็นสิ่งที่แยกจากกันไม่ได้ พ่อจึงอยากให้พวกเราได้ดูถึงแบบอย่างชีวิตของแม่พระ และให้เราได้ใช้ช่วงเวลาเหล่านี้กับพระแม่ที่จะได้เรียกคืนความยินดีที่สูญเสียในชีวิตไป และสำหรับคนที่มีความทุกข์ก็จงมีความหวังเสมอว่าแม่พระจะเป็นผู้ร่วมทาง ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเราในโลกนี้ด้วย 


ขอเชิญผู้สนใจร่วมกิจกรรมสนทนาธรรม(แบ่งปันโดยคุณพ่อเอกมัย เหลือหลาย) 
โดยกลุ่มฆราวาสแพร่ธรรม(ตามหาลูกแกะหลงทาง) ทุกวันอาทิตย์สัปดาห์ที่สี่ของเดือน ณ ห้องประชุม ชั้นสอง 
ตึกวันทามารี วัดเซนต์หลุยส์ ติดต่อสอบถามได้ที่คุณจอน วิริยะอรรควุธิ โทร. 081 490 9371
สามารถดูบทความแบ่งปันย้อนหลังได้ที่ www.Palungjai.com

view