สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันอังคารที่ 8 มกราคม 2019 วันอังคารหลังสมโภชพระคริสตเจ้าแสดงองค์

วันอังคารที่ 8 มกราคม 2019  วันอังคารหลังสมโภชพระคริสตเจ้าแสดงองค์

❤ ท่านที่รักทั้งหลาย เราจงรักกัน 
เพราะความรักมาจากพระเจ้า 
และทุกคนที่มีความรัก ย่อมบังเกิดจากพระเจ้า 
และรู้จักพระองค์
ผู้ไม่มีความรัก ย่อมไม่รู้จักพระเจ้า 
เพราะพระเจ้าทรงเป็นความรัก❤

📚บทอ่านประจำวันอังคารที่ 8 มกราคม 2019
https://www.youtube.com/watch?v=VhFeJ7-l97Q

👩‍❤‍💋‍👩Tell the World of His Love
http://youtu.be/X3ENjD3O8bQ

❤❤❤❤❤❤❤❤

วันอังคารที่ 8 มกราคม 2019
อ่าน :
1 ยน4:7-10 
มก6:34-44

ความรักของพระเยซูเจ้า แสดงออกในการ take care 
ดูแลคนที่อยู่ด้วย และสอนคนที่คิดจะติดตามพระองค์
ให้รัก โดยปราศจาก “ข้ออ้าง” ในสถานการณ์ที่ยากจะรัก
ให้รู้จัก ลงมือทำ เท่าที่จะทำได้ แล้วภาวนาขอ
พระเจ้าทรงดูแล จัดการในส่วนที่ขาดหาย

จดหมายของนักบุญยอห์น ตอกย้ำ 
“เราจงรักกัน เพราะความรักมาจากพระเจ้า”
ความรักอยู่ที่ พระเจ้าเป็นฝ่ายเริ่มรักเราก่อน
ด้วยความรักที่ไม่เปลี่ยนแปลง แสดงออก
ในการมอบ สละสิ่งที่พระองค์รักที่สุด เพื่อมนุษย์

หมายเหตุ...
ความรัก ที่ไม่มีการกระทำ 
อาจเป็นคำที่ “เลื่อนลอย”
พลอยนำไปสู่วันของการจากลา

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”

วันอังคารที่ 8 มกราคม 2019

วันอังคารหลังสมโภชพระคริสตเจ้าแสดงองค์

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“สถานที่นี้เป็นที่เปลี่ยว...” “ท่านทั้งหลายจงหาอาหารให้เขากินเถิด...” “ท่านมีขนมปังกี่ก้อน ไปดูซิ” (เทียบ มก 6:34-44) 

ชีวิตคริสตชนเป็นการจาริกเดินทาง

เส้นทางของโลกนี้คือถิ่นกันดาร มันเป็นที่เปลี่ยว

แต่พระเจ้าทรงประทับอยู่กับประชากรของพระองค์

และเป็นพระองค์ที่ทรงเลี้ยงดูประชากรของพระองค์

ขอเพียงฉันวางใจในพระองค์

มีหัวใจรักในพระองค์

มอบสิ่งที่มีจากใจจริงแด่พระองค์

แม้ว่าจะไม่มากมายอะไรนัก

แต่สิ่งเหล่านั้นจะกลับกลายเป็นสิ่งที่เพียงพอ

สำหรับฉันและสำหรับทุกคน

คำถามที่สำคัญคือ

ฉันกล้าไหม ที่จะทำสิ่งนั้น...

________________

พระวาจาของพระเจ้าในวันนี้โดนใจผมมากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในความเป็นผู้อภิบาล ภาพสองภาพปรากฏในมโนภาพของผมคือ ภาพแรกคือภาพที่พระเจ้าทรงเลี้ยงอิสราแอลในถิ่นทุรกันดาร เมื่อครั้งเรียกพวกเขาออกจากประเทศอียิปต์ และภาพที่สอง คือภาพของพระวรสารวันนี้ เป็นภาพที่พระเยซูเจ้าทรงเลี้ยงดูประชากรของพระองค์ในที่เปลี่ยว ที่ซึ่งพระวาจาของพระองค์เชื้อเชิญ และเรียกให้ประชาชนติดตามพระองค์

สิ่งที่พระเยซูเจ้าทรงกระทำ ช่างตรงกันข้ามเหลือเกินกับบรรดาศิษย์ของพระองค์ เมื่อบรรดาศิษย์เข้ามาบอกพระองค์ว่า “ที่นี่เป็นที่เปลี่ยว และเป็นเวลาเย็นมากแล้ว ขอพระองค์ทรงอนุญาตให้ประชาชนไปซื้ออาหารกินตามหมู่บ้านรอบๆ นี้เถิด...” แต่พระวาจาตรัสตอบของพระองค์ตรงกันข้ามจริงๆ กับความคิดของบรรดาศิษย์ ... “ท่านทั้งหลายจงหาอาหารให้เขากินเถิด” นี่คือพระวาจาที่พระเจ้าได้ตรัสกับศาสนบริกรของพระองค์ด้วยไม่ใช่หรือ จงเลี้ยงดูประชากรของเราเถิด...

โลกนี้ไม่ต่างอะไรกับถิ่นกันดาร แต่เราได้รับการเรียกให้เดินตามเสียงของพระองค์ เราได้รับการเรียกให้เดินตามพระองค์ และเรากำลังเดินทางอยู่ในที่เปลี่ยวจริงๆ แต่เป็นที่เปลี่ยวที่มีพระองค์อยู่ด้วยเท่านั้น... สำหรับศาสนบริกรของอย่างผม นี่คือเครื่องวัดหัวใจของการเป็นศิษย์ที่ใกล้ชิดพระเยซูจริงๆ ผมจะส่งสัตบุรุษกลับบ้านในที่เปลี่ยวโดยไม่ได้ทานอะไรหรือ และพวกเขาจะหาอะไรทานได้หรือในที่กันการเช่นนี้ เขาจะกลับถึงบ้านไหม... แต่พระวาจาขององค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสกับผมว่า ... “จงหาอาหารให้เขาทานเถิด”

ประโยคนี้ล้ำค่าจริงๆ สำหรับผมเช้านี้ เมื่อพระทัยเมตตาสงสารของพระเจ้า ตรัสกับผมดังนี้ ผมยังจะอย่าให้สัตบุรุษกลับบ้านอีกหรือ... แต่ในถิ่นกันดาร ในที่เปลี่ยวของโลกนี้ ผมเองไม่ใช่หรือ ที่พระเยซูเจ้าบอกว่า จงหาอาหารให้พวกเขาทานกันเถิด... 

ณ นาที่นี้แหละ ที่ให้บทสอนที่สำคัญ ที่ผมต้องเข้าพึ่งพระองค์ อะไรคือสิ่งที่ผมมี... ผมคิดว่าจุดนี้น่าสนใจไม่น้อย พวกศิษย์น่าจะมีอะไรมาบ้างหรือเปล่า หรือหากไม่มีอะไรเลย นั่นแสดงว่า พวกเขาไว้ใจในพระเยซูเจ้า เหมือนพวกเขาเกาะพระองค์กินก็คงได้กระมัง... แต่คำถามที่น่าสนใจคือ แล้วทำไม พวกเขาไม่นำประชากรของพระเจ้าให้วางใจในพระองค์บ้างล่ะ พระองค์ผู้ทรงเป็นพระเจ้าที่เลี้ยงดูประชากรของพระองค์ทุกคน ไม่ใช่ศาสนบริกรของพระองค์เท่านั้น... โอ้ สำหรับผม คงต้องไตร่ตรองอีกมากมายเลยล่ะวันนี้...

“ท่านมีขนมปังกี่ก้อน ไปดูซิ...” คือพวกท่านอ่ะ พวกท่านมีอะไรบ้าง ไปดูซิ... แต่เราทราบจากพระวรสารฉบับอื่นว่า สิ่งที่พวกเขากลับมารายงานว่า มีขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตัวนั้น มันเป็นของเด็กคนหนึ่ง เด็กคนที่ยังมีอาหารติดตัวมาบ้าง แล้วบรรดาศิษย์จะไม่มีอะไรติดตัวมาบ้างหรือ... แต่เอาเถอะ พระองค์ตรัสกับพวกเขาว่า “ท่าน มีขนมปังกี่ก้อน” คือพวกท่านอ่ะ ไม่ใช่สัตบุรุษ... มันคือคำถามสะท้านวิญญาณผู้อภิบาลจริงๆ ท่านอ่ะ ท่าน ไม่ใช่สัตบุรุษ... พวกท่านมีอะไรบ้าง มีเท่าไร แต่คำตอบของพวกเขา กลับกลายเป็นสิ่งที่เด็กคนหนึ่งมี... แล้วของพวกเขาล่ะ มีอะไรบ้าง

สะท้านใจจังครับ คุณพ่อมีอะไรบ้าง ที่จะแบ่งปันกับสัตบุรุษ... สัตบุรุษมากมายเช่นนี้ ยังจะต้องการกำไรจากกิจกรรมคริสต์มาสอีกหรือ ยังจะต้องการรายได้อะไรให้วัดอีกหรือ เมื่อเดินตามพระเยซูเจ้ามาในความเป็นผู้อภิบาล ผมต้องถามตนเองล่ะ ผมขาดอะไรไหม... แล้ววันนี้ ผมยังจะแสวงหาอะไรที่เป็นรายได้ เป็นกำไรอีกหรือ ผมจะเอาอะไรอีก... แต่มันเป็นช่วงเวลาที่ต้องร่วมจิตใจในความสงสารประชาชนไม่ใช่หรือ พระองค์ตรัสพระวาจานี้ สะท้านใจจริง... “ท่านทั้งหลายจงหาอาหารให้เขากินเถิด... ท่านมีขนมปังกี่ก้อน ไปดูซิ”

นี่คือสิ่งที่ศาสนบริกรอย่างผมต้องไตร่ตรองก่อนใครเลยมิใช่หรือ ศาสนบริกรที่เกาะพระเยซูเจ้ากิน แต่กลับอยากส่งประชาชนกลับบ้านด้วยความหิว...

โอ้ เวลานี้ ผมเข้าใจแล้ว ผมต้องเข้าใจให้ลึกซึ้ง นี่คือหน้าที่ของผม ผมต้องเลี้ยงดูประชากรของพระเจ้าครับ... แต่มันจะไหวไหม... คงไม่ไหวแน่... สิ่งที่พระวาจาของพระเจ้าวันนี้ท้าทายผมคือ... กล้าไหม กล้าที่จะไปดูสิ่งที่มี สิ่งที่เป็นพระพรมากมายที่พระเจ้าประทานให้ แล้วนำกลับมาถวายพระองค์แบบหมดสิ้นจิตใจ กล้าพอไหม... แล้วจากนั้น พระองค์จะทำให้มันเพียงพอกับงานยิ่งใหญ่ที่ผมกำลังทำ มันจะเพียงพอ และพอเพียง และยังเหลืออีกสิบสองกระบุง ยังเหลืออีกมาก เพื่อเลี้ยงดูประชากรของพระเจ้า... คำถามคือ ผมกล้าไหม... ไปซิ ไปดูซิ มีอะไรบ้าง มีขนมปังอยู่กี่ก้อน เอามามอบถวายพระองค์ให้หมด แล้วมันจะพอครับ เพราะเป็นพระเจ้าเท่านั้น ที่ประทานสิ่งเหล่านี้มา เพื่อผม และเพื่อประชากรของพระองค์ด้วย... กล้าพอไหมล่ะ วิญญาณข้าฯ เอ๋ย

พี่น้องที่รัก พี่น้องเช่นกัน กล้าพอไหม ในที่เปลี่ยวที่เราจาริกเดินทางอยู่ในโลกวันนี้ กล้าพอไหมที่จะกลับไปสำรวจพระพรที่มีเป็นทุน และนำกลับมาถวายพระเจ้าแบบหมดสิ้นจิตใจ ให้พระองค์ทรงเปลี่ยนเป็นสิ่งที่พอเพียงในความเป็นไปไม่ได้ของมนุษย์ ที่กลับเป็นไปได้สำหรับพระเจ้า เพราะแม้สิ่งที่พี่น้องมี มันจะเล็กน้อย และอาจจะไม่พอ... แต่หากเรากล้าพอที่จะมอบถวายแด่พระเจ้า พระองค์เท่านั้น ที่จะทวีสิ่งน้อยนิดให้เพียงพอกับเราทุกคน

ข้าแต่พระเจ้า ลูกขอโทษพระองค์ ขอพระองค์อย่าให้ลูกคิด หรือปรารถนา ทำในทางตรงกันข้ามกับพระทัยของพระองค์เลย ประชาชนของพระองค์จะต้องได้รับการเลี้ยงดูจากศาสนบริกรของพระองค์ ไม่ใช่กลับไปแบบหิวโหยในที่เปลี่ยว ข้าแต่พระเจ้า ลูกเอง อาจจะต้องเป็นคนแรก ที่ขอพระพรแห่งความไว้วางใจในพระองค์ เพื่อลูกจะสามารถเลี้ยงดูประชากรของพระองค์ และนำพวกเขาไปสู่พระราชัย.

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

วันอังคารที่ 8 มกราคม 19 เทศกาลพระคริสตสมภพ
บทอ่าน 1ยน 4:7-10 / มก 6:34-44
ในการฉลองครบรอบห้าสิบปีของชีวิตแต่งงาน ของคู่สมรสคู่หนึ่งได้แบ่งปันประสบการณ์ในชีวิต จากคู่สมรสที่ยากจนมาก การมีชีวิตที่มีแต่ความกังวล ในเรื่องอาหาร เครื่องนุ่งห่ม และที่อยู่อาศัย ทำให้ทั้งสองคนต้องมีความเชื่อในพระเป็นเจ้า และความไว้วางใจต่อกันและกัน ตราบเท่าที่ต้องการจะมีชีวิตอยู่ร่วมกันต่อไป พระเป็นเจ้าจะทรงจัดการทุกสิ่งทุกอย่างให้ พวกเขามีบุตรจำนวนห้าคน ซึ่งเรียนจบมหาวิทยาลัย และได้ทำงานมีเงินเดือนที่สูง จนทำให้พวกเขาประหลาดใจ ที่สามารถมีชีวิตที่ดี จนแทบไม่น่าเป็นไปได้ ยุ้งข้าวไม่เคยขาดข้าวเปลือก และพวกเขาจะสามารถหางานที่ดีขึ้น เมื่อมีความต้องการเงินเพิ่มขึ้น เพื่อเลี้ยงดูบุตรของพวกเขา ไม่เคยป่วยหนัก แม้จะต้องมีชีวิตอย่างยากลำบาก พวกเขายังคงแค่ยากจนธรรมดา ไม่เคยยากจนมากกว่าเดิม
พระเป็นทรงจัดการทุกสิ่ง เรื่องการทวีขนมปังห้าก้อน และปลาสองตัว เพื่อเลี้ยงประชาชนจำนวนห้าพันคนนั้น เป็นอัศจรรย์ที่เกิดขึ้น ในชีวิตจริง เราเองเคยประหลาดใจหรือไม่ว่า ทำไม่หลังจากที่เราได้พยายามจนสุดความสามารถแล้ว ทุกสิ่งก็จบลงด้วยดี แม้เวลาเริ่มต้น ทุกสิ่งจะดูเหมือนว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ที่สุด เราก็ยังสามารถมีชีวิตอยู่ได้ และยังมีสิ่งที่จำเป็นเพื่อมีชีวิตต่อไป แม้ในวันที่มีฝนตกก็ตาม ความเชื่อในพระเป็นเจ้า และความไว้วางใจต่อกันและกัน ทำให้เราสามารถทำสิ่งนี้ได้ มีคำพังเพยที่กล่าวว่า พระเป็นเจ้าทรงช่วยผู้ที่ช่วยตัวเอง และนั่นคือความเชื่อในพระเป็นเจ้า เราเพียงแต่มอบความยากจนให้พระองค์ แม้เราจะขาดแคลนเงินทอง เราก็จะได้รับพระพรพร้อมกับคนที่เรารัก ตราบใดที่ความเชื่อของเราขับเคลื่อนเรา ให้มอบสิ่งที่เรามีแต่เพียงเล็กน้อยให้พระองค์ คือขนมปังห้าก้อนและปลาสองตัว พระองค์จะทวีขึ้นอีกหลายร้อยเท่า ในชีวิตที่เรียบง่าย เรามอบช่องว่าง เพื่อให้พระเป็นเจ้าทำสิ่งอัศจรรย์ในชีวิตของเรา...บางครั้ง..เวลาที่เรามีปัญหา เราก็ไม่ได้ต้องการ “คำปรึกษา” แต่.. เราต้องการ “ใครสักคน” ที่พร้อมจะ “รับฟังปัญหา”และคนๆนั้น คือ พระเป็นเจ้า และบุคคลที่เรารัก และรักเรานั่นเอง

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view