สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันพุธที่ 9 มกราคม 19 เทศกาลพระคริสตสมภพ

วันพุธที่ 9 มกราคม 19 เทศกาลพระคริสตสมภพ

🐙 จงวางใจในพระเจ้า...
ด้วยสิ้นสุดใจของคุณ
แม้ในหนทาง....
ในสถานการณ์ที่คุณไม่เข้าใจ
ก็จงวางใจในพระเจ้าเถิด...

📚บทอ่านประจำวันพุธที่ 9 มกราคม 2019
https://www.youtube.com/watch?v=-k8HRh6bGlg

♥ You Raise Me Up
http://youtu.be/8mn1dePo9gw

🍄🍄🍄🍄🍄🍄🍄

วันพุธที่ 9 มกราคม 2019
อ่าน :
1 ยน4:11-18
มก 6:45-52

ความวิตกกังวล ตระหนกตกใจในความกลัว
เกิดขึ้นได้กับทุกคน สำหรับศิษย์ของพระเยซูเจ้านั้น
ท่ามกลางปัญหา อันน่ากลัว เมื่อพวกเขาสามารถ
สำรวมจิตใจ มุ่งไปที่พระเยซูเจ้า รับรู้ว่า
พระองค์ทรงรัก และประทับอยู่กับพวกเขา
ปัญหาอันน่ากลัว มลายหายไป

จดหมายนักบุญยอห์น ย้ำ..
“ไม่มีความกลัวในความรัก เพราะ
ความรักที่สมบรูณ์ขจัดความกลัว

หมายเหตุ..
ความรัก สมบูรณ์ เมื่อเรารักกัน..

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”

วันพุธที่ 9 มกราคม 2019

วันพุธหลังสมโภชพระคริสตเจ้าแสดงองค์

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“พระองค์ทรงเห็น...” (มก 8:45-52) 

แม้ในการห่างกันด้วยสถานการณ์ชีวิต

พระเยซูเจ้าอยู่บนฝั่ง 

เราอยู่กลางทะเล

แต่...

พระองค์ทรงเห็น

ทรงเห็นลูกของพระองค์เสมอ

พระองค์เสด็จเข้าไปใกล้ เข้าไปหา

แต่ฉันมองพระองค์เป็นใคร...

เมื่อวานเพิ่งทานปังของพระองค์

แต่วันนี้ ท่ามกลางความยากลำบากของฉัน

ฉันเห็นพระองค์เป็นผีไป

ใยตาแห่งดวงใจของฉัน

ทำไมยังจำพระองค์ไม่ได้ล่ะ...

________________

บางทีก็น่าสงสัยเหมือนกันว่า พระเยซูเจ้าทรงภาวนาอะไร... อ่านพระวาจาวันนี้ ผมสงสัยว่า พระองค์อาจจะกำลังภาวนาเพื่อผมด้วยหรือเปล่า ภาวนาเพื่อพวกเราแต่ละคนด้วยหรือเปล่า... เมื่อพระวาจาในพระวรสารย่อหน้าสุดท้ายจบที่ประโยคที่ว่า “ยังไม่เข้าใจเรื่องขนมปัง...”

ผมถามตนเองทันทีในเช้าวันนี้ หลังจากการไตร่ตรองพระวาจาเมื่อวานแล้ว เมื่อพระองค์ทรงบอกบรรดาศิษย์ เหมือนทรงบอกผมว่า ... “คุณพ่อ... คุณพ่อ จงไปดูซิว่าคุณพ่อมีอะไรบ้าง คุณพ่อจงเลี้ยงดูประชากรของเราเถิด...” เหมือนกำลังตรัสย้ำว่า ผมต้องไปครับ แทนที่จะถามว่า มันเป็นหน้าที่อะไรของผมที่ต้องหาอาหารให้พวกเขาทานในที่เปลี่ยวเช่นนี้ แต่บัดนี้ พระเยซูเจ้ากำลังทำให้ใจผมต้องไตร่ตรองจริงๆ ว่า ทุกวันนี้ ชีวิตนักบวช ของผม ชีวิตสงฆ์ของผม พระเจ้าทรงดูแลและเอาใจใส่มิใช่หรือ พระองค์มิใช่หรือที่จัดให้ผมมีที่อยู่ที่พัก มีอาหารทาน... แล้วผมจะส่งประชาชนกลับไปในที่เปลี่ยวขณะที่พวกเขาอยู่กับพระองค์มาหลายวันแล้ว ยังไม่ได้ทานอะไรเลย ผมจะทำเช่นนั้นหรือ ผมทำได้กระนั้นหรือ... ในขณะที่พระวรสารเมื่อวานนี้ นักบุญมาระโกบันทึกว่า พระองค์ทรงสงสารประชาชนที่ติดตามพระองค์มาในที่เปลี่ยวเช่นนี้...

วันนี้ บรรดาศิษย์ดูเหมือนต้องแยกจากพระองค์สักพัก เพราะอะไรนั้น เราอาจจะต้องลองถามตนเอง เมื่อพระเยซูเจ้าแยกตัวไปภาวนา ทำไมไม่มีพวกเขาด้วย ทำไมพระองค์เพียงลำพัง ความรู้สึกนี้เป็นอย่างไร ผมจึงถามว่า พระองค์ภาวนาอะไร คงภาวนาเพื่อให้หัวใจของผมอ่อนโยนขึ้นหรือเปล่า ทำไมยังแข็งกระด้างอยู่... ยังจะรู้สึกว่านี่ไม่ใช่หน้าที่ของผมหรือ...

แต่สิ่งที่นักบุญมาระโกบันทึกไว้อย่างน่าประทับใจก็คือ “พระองค์ทรงเห็น...” ในความห่างกันในสถานการณ์ พระเยซูเจ้าอยู่ที่บนฝั่ง บรรดาศิษย์อยู่กลางทะเลสาบ พระวรสารบันทึกว่า “พระองค์ทรงเห็น...” ทรงเห็นอะไร... พระองค์ทรงเห็นว่าบรรดาศิษย์กำลังกรรเชียงเรืออย่างเหน็ดเหนื่อย เพราะเรือทวนลม... “ทวนลม” ครับ สายลมแห่งพระจิตเจ้าหรือเปล่า สายลมเหนือน้ำเมื่อครั้งปฐมกาล เมื่อพระองค์ทรงเนรมิตสร้างโลกอ่ะ... ความคิดนี้เข้ามาในใจผมเช้านี้ขณะไตร่ตรองพระวาจา... เรือทวนลม คือชีวิตที่ทวนกระแส... ทวนกระแสของโลกก็หนักพอแล้ว แต่หากวันนี้ ชีวิตของคริสตชนทวนกระแส ทวนลมแห่งพระจิตของพระเจ้าอีก ชีวิตจะเป็นอย่างไร เราอาจจะไม่เข้าใจอีก แต่เพราะชีวิตของเราเป็นเช่นนั้นหรือเปล่า เราจึงยังต้องกรรเชียงเรือด้วยความยากลำบาก ใยเราไม่เรียนรู้กระแสลมแห่งพระผู้สร้างเล่า... (เรือทวนลม ไม่ใช่พบพายุ แต่เป็นลมที่เรือกำลังทวนกระแส)

ปราศจากพระองค์... คงไปลำบาก... นี่คือสิ่งที่ผมไตร่ตรองในเช้านี้... เพราะเมื่อพระองค์ทรงประทับอยู่บนเรือของบรรดาศิษย์แล้ว ลมก็สงบ ไม่มีอะไรต้องทวนกระแสอีก แต่นั่นคือการเดินทางไปข้างหน้ากับองค์พระผู้เป็นเจ้า ไม่มีอุปสรรคอะไรอีก

ท่าทีของพระเยซูเจ้าที่ทอดพระเนตรและมองดูเรานั้น น่าไตร่ตรองจริงๆ หากใจเรายังแข็งกระด้างอยู่ ใยฉันยังต้องรู้สึกรับผิดชอบแต่ความทุกข์ยากของคนอื่นๆ อีก วันนี้คงต้องไตร่ตรองจริงๆ เมื่อพระวาจาเมื่อวานนี้ พระองค์ทรงเชื้อเชิญให้เราสนใจพี่น้องของเรา ... “พวกท่านจงหาอาหารให้เขาทานเถิด...” ก็เอาซิ เราทุกคนอยู่ในที่เปลี่ยวเช่นนี้ แค่ตัวเราอาจจะยังเอาไม่รอดเลย ใยพระเจ้าจึงเรียกร้องให้เราห่วงใยพี่น้องอีก ... แต่นี่คือพระทัยรักของพระเจ้าครับ แล้วศิษย์พระคริสต์ ลูกของพระเจ้า ใยเราจะไม่มีหัวใจแบบพระองค์บ้างหรือ...

“พระองค์ทรงเห็น...” คือพระองค์รู้ เห็น และเข้าใจความยากลำบากของเรา พระองค์จึงเสด็จเข้ามาหาเรา แต่เรามองพระองค์เป็นใคร ใยบรรดาศิษย์ยังจำพระองค์ไม่ได้ ใยเราจึงยังสงสัยถึงอานุภาพของพระเจ้าอีก หรือเรามองพระองค์เป็นผีไปซะงั้น...

นี่คือกระแสเรียกของคริสตชนจริงๆ นี่คือชีวิตของเราที่พระเจ้าประทับอยู่ คือชีวิตที่เรียกร้องความใจกว้าง เรียกร้องใจที่อ่อนโยน คิดถึงผู้อื่นบ้าง อย่ามัวแต่หวังจะเกาะพระองค์กินเท่านั้น อย่ามัวแต่หวังจะกอบโกยจากพระเจ้าเท่านั้น เป็นคริสตชนแล้ว พระเจ้าให้อะไร พระองค์ช่วยอะไร... แต่ชีวิตที่พระองค์ประทานพระพรให้เราหายใจวันนี้ เราให้อะไรกับพระองค์บ้างเล่า...จริงอยู่ พระเจ้าไม่ต้องการอะไรจากเราหรอก แต่พระองค์ผู้รับสภาพบังเกิดเป็นมนุษย์เพราะเรา เพื่อเรานั้น พระองค์ประทับอยู่ในชีวิตของเราแต่ละคน ทรงอยู่ท่ามกลางเรา เราให้อะไรกับพระองค์บ้างเล่า เมื่อเรามีทุกอย่างแสนอบอุ่น แต่พระองค์อยู่ในรางหญ้า... นี่คือชีวิตที่เรายังไม่เข้าใจหรือ... หรือใจฉันยังแข็งกระด้างเกินไปมั้ง...

ข้าแต่พระเยซูเจ้า ขอพระองค์ประทานหัวใจที่อ่อนโยนแบบพระองค์ในชีวิตของลูกเถิด ขอทรงยกใจที่แข็งกระด้างออกไปจากชีวิตของลูก เพื่อลูกจะได้สามารถมองเห็นพระองค์ และเข้าใจพระทัยรักของพระองค์ เพื่อเรียนรู้และเข้าใจว่า “ถ้าพระเจ้าทรงรักเราเช่นนี้ เราก็ควรรักกันด้วย” (เทียบ บทอ่านที่หนึ่ง 1ยน 4:11-18) เพื่อลูกจะมองเห็นพี่น้องในความทุกข์ยาก อย่างที่พระองค์ทรงมองเห็นลูกในความทุกข์ยาก และเสด็จเข้ามาประทับบนเรือแห่งชีวิตลูก และทุกอย่างก็สงบ.

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

วันพุธที่ 9 มกราคม 19 เทศกาลพระคริสตสมภพ
บทอ่าน 1ยน 4:11-18 / มก 6:45-52

มีแต่สายตาแห่งความเชื่อเท่านั้น ที่จะทำให้เราเห็นบทบาทของพระเป็นเจ้า ในมรสุมของชีวิตของเรา การระงับลมพายุ ทำให้เราเห็นอำนาจของพระเป็นเจ้าเหนือพลังเหนือธรรมชาติ เมื่อพระองค์ได้ประกาศว่า “ทำใจให้ดี เราเอง อย่ากลัวเลย” ทำให้เราระลึกถึงพระวาจาของพระองค์ต่อโมเสสว่า “เราคือผู้เป็นอยู่” พระวาจานี้หมายถึงพระเป็นเจ้าพระองค์เอง (อพย 3:14)

เมื่อบรรยายถึงการเสด็จบนเหนือน้ำของพระเยซูเจ้า มาร์โกได้ยกย่องพระเยซูเจ้าเทียบเท่าพระเป็นเจ้า ตามที่กล่าวถึงพระองค์ในหนังสือโยบ “ผู้ทรงขึงฟ้าสวรรค์ออกแต่พระองค์เดียว และทรงย่ำคลื่นของทะเล”(โยบ 9:8) หรือตามหนังสือเพลงสดุดี “แล้วในความยากลำบากของเขา เมื่อเขาร้องทูลพระเจ้า พระองค์ทรงช่วยนำเขาออกจากความทุกข์ใจของเขา พระองค์ทรงกระทำให้พายุสงบลงและคลื่นทะเลก็นิ่ง”(สดด 107:28-29)

แต่บรรดาสานุศิษย์ไม่ยอมรับอำนาจของพระเยซูเจ้า ซึ่งได้ทวีขนมปังห้าก้อนและปลาสองตัวเลี้ยงประชาชนจำนวนห้าพันคน เพราะหัวใจที่แข็งกระด้างของพวกเขา เพราะพวกเขามัวแต่สนใจเฉพาะเหตุการณ์ที่น่าอัศจรรย์ใจ แทนที่จะสนใจมองดูพระเยซูเจ้า ลำพังอัศจรรย์เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถจะทำให้บรรดาสานุศิษย์ยอมรับพระเยซูเจ้า ว่าพระองค์เป็นบุคคลที่พระเป็นเจ้าทรงส่งมา จะมีแต่ไม้กางเขน การกลับคืนชีพ และการรับพระจิตเจ้า ที่จะทำให้พวกเขายอมรับว่า พระเยซูเจ้าเป็นพระเป็นเจ้าพระผู้ไถ่

สมบัติที่ข้าพเจ้ามีให้ท่าน คือ ความเชื่อในพระเยซูคริสตเจ้า เพราะท่านสามารถที่จะมีความสุขพร้อมกับพระองค์ และไม่ต้องการสิ่งอื่นใด แต่ถ้าปราศจากพระองค์แล้ว แม้ท่านจะมีทุกสิ่ง ท่านก็จะไม่มีความสุข...

คนจำนวนมากที่ประกาศว่าตัวเองเป็นคริสตชน ที่เป็นคนประเภทดีแต่พูด พวกเขาเรียกพระเยซูเจ้าว่า “พระเป็นเจ้า แต่เขาเจริญชีวิตแบบคนที่ไร้ระเบียบกฎเกณฑ์ พวกเขายืนยันความเชื่อในพระเยซูเจ้า แต่ไม่เคยถือพระบัญญัติของพระเป็นเจ้า...

ความเชื่อ คือ ก้าวแรก แม้ท่านยังมองไม่เห็นบันไดก็ตาม…ข้าพเจ้าไม่ใช่คนดีครบบริบูรณ์ แต่ถ้าข้าพเจ้ามีความเชื่อในพระเยซูเจ้า ข้าพเจ้าสามารถที่จะเดินทางได้ไกล

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view