สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันศุกร์ที่ 11 มกราคม 2019 วันศุกร์หลังสมโภชพระคริสตเจ้าแสดงองค์

วันศุกร์ที่ 11 มกราคม 2019  วันศุกร์หลังสมโภชพระคริสตเจ้าแสดงองค์

🌺อย่าสงสัยในความรักที่พระเจ้ามีต่อคุณ
จงมองไปที่กางเขน...เพราะที่นั่น...
คุณจะได้เห็น ความรักที่ชัดเจนที่สุด...
มากกว่าที่ไหนๆในโลก...พระเจ้ารักคุณ

📚บทอ่านประจำวันศุกร์ที่ 11 มกราคม 2019
https://www.youtube.com/watch?v=el5NQ7l6T84

🍓ทุกครั้งที่ฉันเฝ้าภาวนา
http://youtu.be/bYeWeyX1Mo0

🌻🌻🌻🌻🌻🌻🌻🌻🌻

วันศุกร์ที่ 11 มกราคม 2019
อ่าน
1ยน 5:5-13
ลก 5:12-16

เมื่อชายโรคเรื้อน ที่ถูกสังคมรังเกียจ เข้ามาหาพระเยซูเจ้า
ด้วยความเชื่อ เพื่อขอการรักษา พระเยซูเจ้าไม่ได้กลัว
หรือรังเกียจ การพบปะ พูดคุยกับชายคนนี้
ด้วยท่าทีของความรัก และทรงช่วยเขาให้หายจากโรค
แล้วส่งเขาไป แสดงตน เป็นพยานถึงข่าวดี ด้วยชีวิต

จดหมายนักบุญยอห์น ..ตอกย้ำ...
มนุษย์ เป็นพยานถึง พระเจ้าได้ผ่านทาง “ความเชื่อ”
การเป็นพยานถึงพระเจ้า ด้วยความเชื่อ
เพื่อจะให้เป็นชีวิต จำเป็นต้องติดตามพระคริสตเจ้า
เรียนรู้ว่า พระองค์ทำอะไร...ทำอย่างไร

หมายเหตุ..
หากจะเป็นพยานชีวิต...
พูดให้น้อย...
แล้วให้การกระทำ
เป็นผู้ส่งเสียง

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”

วันศุกร์ที่ 11 มกราคม 2019

วันศุกร์หลังสมโภชพระคริสตเจ้าแสดงองค์

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“พระองค์ทรงยื่นพระหัตถ์สัมผัสเขา...” (ลก 5:12-16) 

ทรงยื่นพระหัตถ์สัมผัสเขา

ตรัสว่า... “เราพอใจ จงหายเถิด”

ทรงพอพระทัยให้เขาหาย

ทรงพอพระทัยสัมผัสเขา...

วิญญาณข้าเอ๋ย...

เพื่อให้เจ้าหายจากพิษของบาป

พระเจ้าไม่ทรงรู้สึกว่าเป็นการเปลืองตัวไปหน่อยเลย

แต่ไม่รอช้าที่จะยื่นพระหัตถ์สัมผัสเจ้า

เพราะความรักของพระองค์

ต่อวิญญาณที่แปดเปื้อนของเจ้า

คือสิ่งที่ยิ่งใหญ่เหลือเกิน

แล้วใยเจ้าเอง

เจ้าอาจจะไม่อยากเปลืองตัว

เพื่อปกป้องความถูกต้อง ความยุติธรรมและสันติ

ของพี่น้องของเจ้ากระนั้นหรือ...

เจ้าคิดว่า นั่นเป็นการเปลืองตัวมากนักกระนั้นหรือ...

________________

อ่านพระวาจาของพระเจ้าในวันนี้ ผมคิดถึงสภาพสังคมของเราในยุคปัจจุบันจริงๆ ครับ สิ่งที่เกิดขึ้ให้เห็นบ่อย เมื่อมีอบัติเหตุเกิดขึ้น หลายครั้งคนที่เป็นพยานสำคัญ อาจไม่ใช่คนในพื้นที่ตรงนั้น แต่มักเป็นคนที่ผ่านไปผ่านมามากกว่า... แม้ที่หน้าวัดของผมเองก็ตาม เมื่อมีเหตุการณ์ไม่ดีเกิดขึ้น หลายครั้ง คนที่อยู่ที่นั่น กลับเป็นคนที่เดินหนี ปิดตา ไม่รับรู้ และไม่อยากสนใจ แต่คนที่เป็นพยานสำคัญ มักเป็นคนที่มาจากที่อื่น และเข้ามายื่นมือให้ความช่วยเหลือ และเป็นพยานในเหตุการณ์ที่ตนรู้เห็น... เพราะอะไรหรือ ที่ทำให้ไม่มีใครอยากเปลืองตัวเข้ามาเพื่อความยุติธรรมและสันติของสังคม... คุณพ่อบางท่านเล่าให้ผมฟังว่า ชื่อของท่านติดแบล็คลิส เพียงเพราะท่านทำงานเพื่อยุติธรรมและสันติ ท่านกลับกลายเป็นที่ไม่ต้องการของบรรดาเจ้าหน้าที่ของบ้านเมือง... ทำไมหรือ... ก็เพราะสิ่งที่เรียกว่า “อำนาจบารมี ที่แสนน่ากลัว น่าขยะแขยง” มิใช่หรือ มันน่ากลัวดังโรคเรื้อนในพระวรสารวันนี้ ที่ทำให้บรรดาคนที่เป็นโรคเรื้อนต้องถูกแยกออกจากสังคม...

พระวาจาที่ผมประทับใจในวันนี้จึงเป็นประโยคนี้ครับ “ทรงยื่นพระหัตถ์สัมผัสเขา” เมื่อพระเจ้าทรงยื่นพระหัตถ์สัมผัสคนโรคเรื้อนครับ ตรัสว่า “เราพอใจ จงหายเถิด และเขาก็หาย” พี่น้องที่รักครับ “พลังแห่งพระวาจาครับ” เพียงพระวาจาที่พระองค์ตรัส เท่านั้นก็พอแล้ว เขาก็หายโรคได้แล้วมิใช่หรือ แต่ทำไมพระองค์ต้อง “เปลืองตัวสัมผัสเขา” ทำไมพระเจ้าต้องทำเช่นนั้น พระองค์เปลืองตัวมากไปหรือเปล่า เพราะสิ่งที่พระองค์ทำนนี้ มันเป็นสิ่งที่ทำให้พระองค์ผิดกฎของชาวยิว และทำให้พระองค์ไม่อาจอยู่ในพื้นที่นั้นได้อีก พระองค์อาจจะต้องแยกตัวออกไปเลยล่ะ เพราะสัมผัสคนโรคเรื้อน อันเป็นสิ่งต้องห้ามในสังคมของชาวยิว... แต่เราก็ทราบว่า มีนักบุญหลายท่าน ที่เสียชีวิต จากไป เพราะการสัมผัสผู้ป่วย แต่นี่คือท่าทีของพระเยซูเจ้ามิใช่หรือ... วิญญาณของเราจะเป็นเช่นใด หาก พระเจ้าไม่ทรงยื่นพระหัตถ์เข้ามาสัมผัส หากพระองค์ไม่ทอดพระเนตรมองดูเรา มิเป็นการเปลืองตัวเกินไปหรือ ที่พระเจ้าผู้ทรงสรรพานุภาพ ได้สละพระธรรมชาติพระเจ้า ลงมารับสภาพบังเกิดเป็นมนุษย์เหมือนเราทุกอย่าง บาปของเราไม่ทำให้องค์ความบริสุทธิ์ต้องแปดเปื้อนหรือ... แต่ในความเป็นจริง เพราะความบริสุทธิ์ ความศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์มากกว่า ที่ทำให้เราศักดิ์สิทธิ์ และไม่แปดเปื้อนอีกต่อไป เมื่อพระเจ้าทรงร่วมชีวิตในแม่น้ำสายเดียวกันกับมนุษย์ คือน้ำแห่งศีลล้างบาปนั่นเอง ด้วยชีวิตทั้งหมดของพระองค์... พระจิตเจ้า น้ำ และพระโลหิต...

การที่พระเยซูเจ้าสัมผัสคนโรคเรื้อนนั้น พระองค์ได้ชื่อว่ามีมลทินแล้วล่ะครับ พระองค์ตรัสกำชับมิให้คนโรคเรื้อนนั้นบอกผู้ใด แต่ให้ไปแสดงตนแก่สมณะ เพื่อพิสูจน์ว่าเขาหายโรคแล้ว แต่ข่าวนี้กลับสะพัดไปทั่ว และเราทราบจากพระวรสารฉบับอื่นว่า พระองค์ไม่อาจอยู่ที่นั่นได้อีกต่อไป จนพระองค์ต้องเสด็จออกไปจากที่สงัด เพื่อปลีกตัวออกไป และอธิษฐานภาวนาสักครู่หนึ่ง ก่อนที่จะกลับมาเผชิญความจริง และรับผิดชอบถึงสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำไป

พี่น้องที่รักครับ เมื่อวานนี้ เราได้รับแรงบันดาลใจจากพระวรสาร เพราะเราเป็นผู้ที่พระจิตเจ้าทรงเจิมเราไว้เพื่อการนี้ เพื่อเป็นข่าวดีแก่คนยากจน ปลดปล่อยผู้ถูกจองจำให้เป็นอิสระ รักษาดวงตาของคนตาบอด ทำให้คนอัมพาตเดินได้ และวันนี้ เราเห็นแบบอย่างของชีวิตที่เป็นข่าวดีของพระองค์ พี่น้องครับ จำเป็นครับ คริสตชนไม่ต้องกลัวสิ่งนี้ครับ สิ่งที่เราอาจจะถามว่า มันเป็นการ “เปลืองตัว” มากเกินไปหรือเปล่า ที่จะเอาตัวเองไปปกป้องความจริง ความดี ความยุติธรรมและสันติ... เราอาจจะบอกว่า ฉันยังต้องอยู่ในพื้นที่นี้ อย่าไปยุ่งกับคนพวกนี้ดีกว่า แล้วฉันก็ปิดหูปิดตา ไม่อยากรับรู้เรื่องของยาเสพติด การคอรัปชั่น และมากกว่านั้น บางทีฉันก็ไหลตามน้ำไป ด้วยการยอมมีส่วนร่วมในการทุจริตนั้นเสียเอง เพราะฉันไม่อยากเปลืองตัวต้องรับบาดเจ็บจากบารมีอันแสนน่ากลัวและขยะแขยงของสังคม สุดท้าย ใครๆ เขาก็ทำกันทั้งนั้น ฉันก็เลยเอาด้วย... แล้วความเป็นคริสตชนของฉันจะมีความหมายอะไรเล่า...

ความจริง ความดี ยุติธรรมและสันติ... นี่คือกระแสเรียกของเราคริสตชนครับ ที่เราต้องปกป้องสิ่งเหล่านี้ไว้ และเราไม่ต้องกลัว เราไม่ต้องไหลไปตามน้ำตามกระแส แต่เพราะเราคือลูกของพระเจ้า หน้าที่ของเราคือสิ่งนี้ และไม่มีคำว่า “มันเปลืองตัวไปหน่อยหรือเปล่า...” ... ... พี่น้องที่รัก หากพระเจ้าไม่ยอมเปลืองตัวลงมาร่วมชีวิต และประทับอยู่กับเรา เพียงเพราะพระองค์ทรงเป็นองค์บริสุทธิ์ และเราเป็นผู้ที่แปดเปื้อนด้วยบาปมากมาย... หากพระองค์ไม่ยอม “เปลืองตัว” มาสัมผัสเรา เราคงไม่รอดใช่ไหม...

พี่น้องที่รัก เมื่อพระเยซูเจ้าทำกิจการนั้นแล้ว กิจการที่เรียกว่าผิดกฎของชาวยิวแล้ว พระองค์ทรงเสด็จไปในที่สงัด เพื่ออธิษฐานภาวนา... ณ ที่นั้นเอง จากการอธิษฐานภาวนานั้นเอง พระองค์ไม่ทรงแปดเปื้อนจากพิษของโรคร้ายเลย แต่พระองค์ได้รับพลังเข้มแข็ง ในการเป็นข่าวดีของทุกคนต่อไป... คำภาวนา คือพลังแห่งชีวิตคริสตชนจริงๆ ครับ

พระเจ้าข้า พระองค์ทรงยื่นพระหัตถ์สัมผัสคนโรคเรื้อน จากวันนั้น องค์ความบริสุทธิ์ถูกมองว่า “มีมลทิน” แต่การที่พระองค์ทรงยอมมีมลทินนั้น ก็เพื่อให้วิญญาณของลูกที่แปดเปื้อนได้รับความบริสุทธ์จากพระองค์มิใช่หรือ... ขอพระองค์ทรงช่วยลูกให้เข้มแข็ง เพื่อเป็นพระหัตถ์ของพระองค์ ในการนำมาสู่โลกและสังคม ซึ่งความจริง ความดี ความยุติธรรมและสันติ เพื่อให้โลกได้รับข่าวดี ด้วยชีวิตที่เป็นข่าวดีของลูก ขอทรงเป็นพลัง เพื่อลูกจะกล้าหาญทำสิ่งเหล่านี้เช่นเดียวกับพระองค์เถิด.

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

วันศุกร์ที่ 11 มกราคม 19 เทศกาลพระคริสตสมภพ
บทอ่าน 1ยน 5:5-13 / ลก 5:12-16
ในสมัยพระเยซูเจ้า โรคเรื้อนที่โรคที่น่ากลัวและน่ารังเกียจ และคนโรคเรื้อนถูกถือว่า เป็นบุคคลนอกสังคม และ “เป็นคนตายในร่างของคนเป็น” (เทียบ ลนต 13:45-46) การสัมผัสกับคนเป็นโรคเรื้อน ถือว่าเป็นเป็นการติดต่อโรค และมีมลทิน คนโรคเรื้อนได้วิงวอนขอพระเยซูเจ้าว่า “พระเจ้าข้า ถ้าพระองค์พอพระทัย พระองค์ย่อมทรงรักษาข้าพเจ้าให้หายได้” พระเยซูเจ้าทรงเข้าใจการอยู่อย่างโดดเดี่ยว และความอับอายของคนที่ถูกขับไล่ออกจากสังคม และเมื่อพระองค์ได้รักษาให้หายจากโรคแล้ว พระองค์ก็สามารถนำเขาให้เข้าสู่สังคมได้อีกครั้งหนึ่ง นอกจากนี้ เมื่อเขาหายจากโรคแล้ว คนโรคเรื้อนจะต้องไปแสดงตัวต่อพระสงฆ์ เพื่อจะรับพิธีชำระมลทินให้สะอาด ตามที่กฎบัญญัติได้เขียนไว้ (เทียบ ลนต 14:2-9)
นักบุญลูกาได้บรรยายการทำพันธกิจของพระเยซูเจ้า กับคนที่อยู่ชายขอบของสังคม คนที่สังคมรังเกียจ พระเยซูเจ้าจึงเปรียบเหมือนสะพานที่เชื่อม ระหว่างสิ่งที่สะอาดและสิ่งที่มีมลทิน ระหว่างนักบุญและคนบาป เมื่อพระองค์ได้บังเกิดเป็นมนุษย์ พระองค์ก็เหมือนกับพวกเรา ยกเว้นที่พระองค์ไม่มีบาป อย่างที่นักบุญเปาโลได้กล่าวไว้ว่า “แม้ว่าพระองค์ทรงมีธรรมชาติพระเจ้า พระองค์ก็มิได้ทรงถือศักดิ์ศรีเสมอพระเจ้านั้น เป็นสมบัติที่จะต้องหวงแหน แต่ทรงสละพระองค์จนหมดสิ้น ทรงรับสภาพดุจทาส เป็นมนุษย์ดุจเรา ทรงแสดงพระองค์ในธรรมชาติมนุษย์ ” (ฟป 2:6-7)
“โรคร้ายแรงที่สุดทุกวันนี้ ไม่ใช่โรคเรื้อนหรือวัณโรค แต่เป็นความรู้สึกว่าตัวเองไม่เป็นที่ต้องการของคนอื่น” (นักบุญเทเรซา แห่งกัลกัตตา”...”ความผิดที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ที่เราเคยทำในชีวิติ คือ การที่เราคิดว่าเราทำเพื่อคนอื่น แต่ความจริงเราทำเพื่อตัวเราเอง” (เบรียน เทรซี่)... “มีเหตุผลมากมาย ที่อยู่เบื้องหลังการเป็นโรคเรื้อนฝ่ายจิตใจ เป็นต้น ความอิจฉาริษยา ความโกรธ การใช้อำนาจข่มขู่ รวมทั้งการต่อต้าน การกระทำแบบสองมาตราฐาน ก็ล้วนแต่เป็นแรงผลักดันที่ทรงอำนาจ ที่จะนำไปสู่การเป็นโรคเรื้อนฝ่ายจิตใจ ที่บ่อยๆนำอันตรายและการทำลายล้างมาให้.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view